|

(หน้า 2)
|
|
ประวัตศาสตร์-ความเป็นมา |
เมื่อสิ้นรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่
7 (พ.ศ.1761)
อิทธิพลของขอมในแผ่นดินอีสานเริ่มเสื่อมลง
หัวเมืองภาคอีสานของไทยนับตั้งแต่หนองหานลงไป
จนถึงเมืองร้อยเอ็ด
แต่ก่อนอยู่ใต้อิทธิพลของอาณาจักรขอมทั้งหมด
ต่อมาได้ตกเป็นเมืองขึ้นของสุโขทัยในสมัยพ่อขุนรามคำแหงในปี
พ.ศ.1827
เมื่อถึงสมัยพระเจ้าอู่ทองสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นในปี
พ.ศ.1893
แขวงเมืองร้อยเอ็ดได้ตกอยู่ปกครองของอยุธยา
ดังนั้น
พระเจ้าฟ้างุ้มจึงยกทัพลงไปตีเอาเมืองร้อยเอ็ดและเมืองอื่น
ๆ อีกหลายเมือง เช่น
เมืองพระศาสตร์ เมืองพระสะเขียน
เมืองพระลิง เมืองพระนารายณ์
เมืองพระนาเทียน เมือง เซขะมาด
เมืองสะพังสี่แจ เมืองโพนผิงแดด
ประวัติศาสตร์
ในสมัยโบราณภาคนี้เคยเป็นอาณาจักรขอมก่อนที่จะตกมาเป็นของไทย
ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีชนชาวเขมร
และส่วยปะปนอยู่กับชนชาติไทยทางตอนใต้ของภาค
ส่วนทางตอนเหนือและตะวันออก
มีชนชาวเวียตนามเข้ามาปะปนอยู่บ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสงครามมหาเอเซียบูรพา
ได้มีชาวเวียตนามอพยพเข้ามาอยู่อีกเป็นจำนวนมาก
นอกจากนั้นยังมีชนชาติอยู่ทั่วไปทั้งที่เป็นจีนแท้
และลูกผสม
เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลง
ไทยก็เริ่มมีอำนาจและเข้าครอบครองดินแดนแถบนี้
และได้มีการอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่ง ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ราชอาณาจักรไทยมีอาณาเขตกว้างขวางมาก
ชาวไทยพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกตัวเองว่า
ส่วย กวย หรือ กุย
ที่อาศัยในแถบเมืองอัตปือแสนแป
(แสนแป) ในแคว้นจำปาศักดิ์
ซึ่งขณะนั้นเป็นดินแดนของราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์
(เพิ่งเสียให้ฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. 2436
หรือ ร.ศ. 112)
พวกเหล่านี้มีความรู้ความสามารถในการจับช้างป่ามาเลี้ยงไว้ใช้งาน
ตลอดทั้งการจับสัตว์ป่านานาชนิด
ได้พากันอพยพข้ามลำน้ำโขงมาสู่ฝั่งขวา
โดยแยกกันหลายพวกด้วยกัน
พ.ศ. 1896-1916
เริ่มยุคอิทธิพลของอาณาจักรล้านช้างในรัชสมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม
ที่ก่อตัวเข้มแข็งขึ้นในลุ่มแม่น้ำโขงได้แผ่ขยายเข้ามาในดินแดนอีสาน
ครอบคลุมอาณาเขต 2
ฝั่งลุ่มแม่น้ำโขง
ชุมชนโบราณขนาดใหญ่เริ่มเปลี่ยนเป็นชุมชนขนาดเล็ก
และรับอิทธิพลแบบของล้านช้าง
เมื่ออาณาจักรอยุธยาและอาณาจักรล้านช้างขยายอิทธิพลทางการเมืองเข้ามาในดินแดนอีสาน
ทั้งสองอาณาจักรจึงประนีประนอมปักปันเขตแดนในสมัยพระเจ้าอู่ทอง
โดยอาณาจักรล้านช้างทำการปกครองตั้งแต่
ดงสามเส้า หรือ ดงพระยาไฟ
ไปจนถึงภูพระยาพ่อและแดนเมืองนครไทย
และรวมก่อตัวเป็นอารยธรรมลุ่มน้ำโขง
เมืองที่เก่าแก่ที่ปรากฏในทำเนียบ
เมืองโบราณแถบอีสานคือเมืองนครราชสีมา
ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ทรงสร้างเมืองนครราชสีมาขึ้นใหม่
บริเวณที่ตั้งเมืองในปัจจุบันนี้
แทนเมืองโคราชเก่า
(ปัจจุบันคือในเขตอำเภอสูงเนิน
จังหวัดนครราชสีมา)
ที่กลายเป็นเมืองร้างเนื่องจากราษฎรอพยพหนีความแห้งแล้งและโรคภัยไข้เจ็บที่ชุกชุม
เพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่านทางด้านทิศตะวันออกของกรุงศรีอยุธยา
มีฐานะของเมืองเทียบเท่าเมืองชั้นเอก
เมืองนครราชสีมา
คงจะสร้างในสมัยเดียวกันกับเมืองนครราชสีมา
เพราะมีประตูเมือง หอรบ
และถนนกลางเมืองแบบเดียวกัน
ลักษณะของเมืองมีความมั่นคงมาก
มีป้อมปราการหอรบที่แข็งแรง
ข้าศึกจะเข้ายึดเมืองได้ยาก
เมื่อสร้างเสร็จสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
โปรดเกล้าฯ ให้พระยายมราช (สังข์)
ซึ่งเป็นขุนนางที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมาก
มาเป็นเจ้าเมืองเพื่อพระราชทานเป็นความดีความชอบในการปฏิบัติราชการ
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เมืองนครราชสีมามีเมืองขึ้น 3
เมือง ได้แก่ เมืองชัยภูมิ
เมืองแปะ (เมืองบุรีรัมย์)
เมืองนครจันทึก (สีคิ้ว)
เมืองพิมาย
ช่วงต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
เมืองนครราชสีมา
ได้ปกครองเมืองขึ้น 10 เมือง
ได้แก่ เมืองพุทไธสง
เมืองภูเขียว เมืองชัยภูมิ
เมืองรัตนบุรีได้ปรากฏเป็นเมืองขึ้นกับเมืองนครราชสีมา
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงปรับปรุงการปกครองเมืองนครราชสีมา
และเมืองก็อยู่ในความปกครองของเมืองนครราชสีมาหลายครั้ง
สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
เมื่อประมาณ พ.ศ.2200 มีชาวกวย
กลุ่มหนึ่งอพยพมาจากเมืองอัตปือแสนแป
(แสนปาง) ในแคว้นจำปาศักดิ์
ข้ามลำน้ำโขงเข้าสู่ฝั่งขวาแล้วเดินเลี่ยงตามเชิงเขาพนมดงรักมาทางฝั่งทิศเหนือ
ไปทางทิศตะวันตก
จนมาถึงดินแดนเมืองรัตนบุรี
(จังหวัดสุรินทร์)
แล้วแยกย้ายกันไปตั้งถิ่นฐานต่าง
ๆ คือ
- พวกที่ 1
ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านโคก
เมืองเต่า หรือบ้านกุดหวาย
(อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์)
มีหัวหน้าชื่อ เชียงสี
หรือตากะฮาม
- พวกที่ 2
ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านเมืองที
(บ้านเมืองที
ตำบลเมืองทีอำเภอเมือง
จังหวัดสุรินทร์) มีหัวหน้าชื่อ
เชียงปุม
- พวกที่ 3
ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านโคกลำดวน
(เขตอำเภอขุขันธ์
จังหวัดศรีสะเกษ) มีหัวหน้าชื่อ
ตากะจะ และเชียงขัน
- พวกที่ 4
ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านเมืองลีง
(เขตอำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์)
มีหัวหน้าชื่อ เชียงสง
- พวกที่ 5
ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านอัจจะปะนึง
หรือบ้านโคกอัจจะ หรือโคกดงยาง
(เขตอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์)
มีหัวหน้าชื่อ เชียงฆะ
- พวกที่ 6
ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านกุดผไท
(บ้านจารพัต อำเภอศีขรภูมิ
จังหวัดสุรินทร์) มีเชียงชัย
เป็นหัวหน้า
เมืองอัตปือ
เดิมเรียกว่าบ้านทุ่งอัตกระบือ
หรืออัตกระบือ
เป็นเมืองสำคัญหนึ่งอยู่ในเขตลาว
ตั้งอยู่ฝั่งโขงตะวันออก
ยกฐานะเป็นเมืองอัตกระบือในสมัยกรุงธนบุรี
ปัจจุบันเรียกว่า เมือง อัตปือ
ด้านการปกครองนั้นขึ้นอยู่กับจำปาศักดิ์
ชื่อเสียงของเมืองอัตปือมีชื่อเสียงด้านมีช้างชุกชุม
และคนพื้นเมืองมีความสามารถพิเศษในการจับช้าง
หัวหน้าผู้อาวุโส
เป็นผู้ปกครองทำนองพ่อบ้าน
หรือผู้ใหญ่บ้าน
ไม่ขึ้นแก่ใครในช่วงนั้นซึ่งปกครองกันเองอย่างเป็นอิสระมีอาชีพในการปลูกข้าวไร่
และข้าวนาดำในพื้นที่ลุ่มรอบ ๆ
หมู่บ้าน
ต่อมาเมื่อ
พ.ศ.2302
ในแผ่นดินของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่
3
พระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์
(เจ้าฟ้าเอกทัศน์
กรมขุนอนุรักษ์มนตรี)
ครองกรุงศรีอยุธยา
ช้างเผือกแตกโรงหนีออกจากเมืองหลวงเข้าป่าไปทางทิศตะวันออก
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์
โปรดเกล้าให้สองพี่น้อง
เป็นหัวหน้ากับไพร่พล 30 นาย
ออกติดตามคณะติดตามได้รับคำแนะนำจากเจ้าเมืองพิมายว่า
มีพวกกวยซึ่งชำนาญในการจับช้างตามหลักตำราคชศาสตร์
ซึ่งได้พากันไปติดตามช้างจนจับช้างได้โดยความช่วยเหลือจากหัวหน้าหมู่บ้านกวย
หลังจากนั้นก็เดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา
โดยมีหัวหน้าหมู่บ้านกวยติดตามและไปส่งจนถึงกรุงศรีอยุธยา
สองพี่น้องกราบทูลถึงการที่สามารถจับช้างเผือกเพราะได้รับความช่วยเหลือจากพวกหัวหน้าหมู่บ้านกวย
การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2
ใน พ.ศ.2310
ทำให้กรุงศรีอยุธยาได้รับความบอบช้ำ
ต้องเสียกรุงและไพร่พลเมืองตลอดจนพม่าได้ทำการเผาผลาญและทำลายบ้านเมืองไม่ยอมยั้งมือ
ทำให้ยากแก่การปฏิสังขรณ์บูรณะเป็นอย่างยิ่ง
พระเจ้ากรุงธนบุรี
(พระยาวชิรปราการ ขณะนั้น)
ทรงพิจารณาเมืองธนบุรีแล้ว
ทรงเห็นว่าเมืองธนบุรีเหมาะสมมากกว่าหลายประการคือ
เป็นเมืองขนาดเล็ก
เหมาะกับไร่พลของพระองค์ในขณะนั้น
เป็นเมืองหน้าด่าน
สามารถป้องกันไม่ให้ชุมชน ใหญ่ ๆ
อย่างชุมชนพระยาพิษณุโลก
ชุมชนเจ้าพระยาฝางติดต่อซื้ออาวุธยุทธภัณฑ์จากชาวต่างประเทศได้โดยสะดวก
และข้อสำคัญที่สุดก็คือ
หากป้องกันเมืองธนบุรีไว้ไม่ได้แล้วก็อาจจะล่าถอย
ไปตั้งหลักที่เมืองจันทบุรีได้อีกด้วย
1
และพระยาวชิรปราการจำพระทัยปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์
ทรงพระนามว่า
สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 หรือ
สมเด็จพระเจ้ากรุง ธนบุรี
แต่ประชาชนทั่วไปขนานพระนามว่า
สมเด็จพระเจ้าตาก เมื่อพ.ศ.2310
และทรงสถาปนาเมืองธนบุรีเป็นราชธานี
มีนามว่า
กรุงธนบุรีศรีสินทรมหาสมุทร
พ.ศ.2321
พระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ
ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับเจ้าพระยาสุรสีห์
เป็นแม่ทัพยกไปทางเมืองพิมาย
โดยให้เจ้าเมืองพิมายแต่งข้าหลวงออกมาเกณฑ์กำลังจากเมืองปะทายสมันต์
เมืองขุขันธ์ เมืองสังขะ
เมืองรัตนบุรี
เพื่อยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์
แล้วตั้งให้พระยาสุโพ
เป็นผู้รั้งเมืองเวียงจันทน์
ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบาง
รวมทั้งคุมเอาตัวพระเจ้าองค์หลวง
(คือ เจ้านครจำปาศักดิ์ไชยกุมาร)
ยกกองทัพล้อมมายังกรุงธนบุรี
พระเจ้ากรุงธนบุรีได้โปรดเลื่อนเจ้าเมืองทั้ง
3 เมือง คือ ขุขันธ์ สังฆะ สุรินทร์
ขึ้นเป็นตำแหน่ง พระยา
พ.ศ.2324
เมืองเขมรเกิดจลาจล
พระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ
ให้สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกกับเจ้าพระยาสุรสีห์ยกกองทัพไปปราบโดยเกณฑ์กำลังจากเมืองขุขันธ์
ปะทายสมันต์ สังขะ
สมทบกับทัพหลวง
ไปตีเมืองกำพงสวาย
เมืองบรรทายเพชร เมืองบรรทายมาศ
เมืองซูงตำแรย์ (ถ้ำช้าง)
ในช่วงนั้นเป็นระยะเวลาในช่วงปลายรัชกาลของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้เกิดการจลาจลขึ้นในกรุงธนบุรี
กล่าวคือ
กรรมบันดาลให้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมีพระอัธยาศัยผิดปกติไปจากพระองค์เดิม
พระยาสรรค์กับพวกถือโอกาสคบคิดเป็นกบฏ
คุมองค์สมเด็จพระเจ้า
กรุงธนบุรีไปขังไว้
แล้วตนออกมาว่าราชการ
จึงเกิดการรบพุ่งกันระหว่างฝ่ายกบฏ
และฝ่ายต่อต้านกบฏเมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ซึ่งกำลังไปราชการที่มาอยู่ที่ประเทศกัมพูชา
ทราบถึงการจลาจล
รีบยกกองทัพกลับมาถึงกรุงธนบุรี
ในวันที่ 6 เมษายน 2525
|
|
|