จังหวัดเลย
|
ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา
|
-หน้า
2- |
ต่อมา
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิและพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
จึงได้โปรดให้สร้างพระเจดีย์องค์หนึ่งขึ้น
เมื่อปี พ.ศ.2103
ในบริเวณที่ลำน้ำอู้ไหลมาบรรจบกับลำน้ำหมัน
ซึ่งอยู่ใกล้ที่ตั้งเมืองด่านซ้าย
ไว้เป็นอนุสรณ์โดยได้โปรดให้อำมาตย์ราชครู
และพระราชาคณะเป็นตัวแทนของสองพระนคร
มาดำเนินการสร้าง
แต่ก่อนที่จะสร้างพระธาตุศรีสองรัก
ผู้แทนทั้งสองพระนครได้มีการทำพิธีตั้งสัตยาธิษฐานว่า
ทั้งสองพระนครจะรักใคร่กลมเกลียว
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
ดุจเป็นราชอาณาจักรเดียวกันตลอดไป
ในสมัยกรุงธนบุรีไม่ปรากฏหลักฐานว่า
มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในท้องที่จังหวัดเลย
แต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ได้มีเหตุการณ์ที่สำคัญเกิดขึ้นหลายครั้ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยรัชกาลที่
5 ทั้งนี้
เพราะสมัยนั้นประเทศที่มีอำนาจทางตะวันตกกำลังล่าเมืองขึ้น
เพื่อให้เป็นอาณานิคมของตน
ในพ.ศ.2436
(ร.ศ.112)
ไทยต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสไปทั้งหมด
เมืองเชียงคานซึ่งตั้ง
อยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงดังกล่าวมาแล้ว
ก็ต้องตกไปเป็นของฝรั่งเศสด้วย
ปรากฏว่า
ชาวเมืองเชียงคานไม่พอใจและด้วยความรักอิสระเสรี
รักความเป็นไทย
จึงพร้อมใจกันอพยพข้ามมาตั้งเมืองที่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงเยื้องกับเมืองเดิมไปทางเหนือเล็กน้อย
เมืองที่ตั้งใหม่เรียกว่า
เมืองใหม่เชียงคาน
คือที่ตั้งอำเภอเชียงคานปัจจุบัน
ราษฎรที่อพยพข้ามมาครั้งนั้นไม่มีผู้ใดเกลี้ยกล่อมหรือบังคับ
ทุกคนข้ามมายังดินแดนที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทยด้วยความเต็มใจ
ไม่พอใจที่จะอยู่ภายใต้การปกครองของคนต่างชาติ
ประมาณว่าผู้คนอพยพมาครั้งนั้นประมาณ
4 ใน 5 ของเมืองเชียงคานเดิม
ต่อมาฝรั่งเศสได้เปลี่ยนชื่อเมืองเชียงคานเดิมเป็น
เมืองสานะคาม
การอพยพหนีภัยการเมืองของชาวเมืองเชียงคานยุคนั้น
อาจกล่าวได้ว่าเป็นการอพยพข้ามฝั่งโขงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดเลย
โดยชาวเมืองเชียงคาน
เป็นกลุ่มชนที่อพยพหนีภัยการเมืองรุ่นแรกของจังหวัด
หัวหน้าผู้อพยพครั้งนั้นได้แก่
พระอนุพินาศเจ้าเมืองเชียงคาน
พ.ศ.2440
เมื่อฝรั่งได้ครอบครองดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
ในพ.ศ.2436 แล้ว
แม้จะได้ครอบครองเมืองสานะคาม
(เชียงคาน)
แล้วก็คงได้แต่เมืองที่เกือบร้าง
เพราะผู้คนอพยพเข้าสู่พระราชอาณาจักรไทยข้ามฝั่งโขงมาตั้งเมืองเชียงคานขึ้นใหม่ที่ฝั่งตรงข้ามดังกล่าวแล้ว
ฝรั่งเศสก็หาทางที่จะยึดดินแดนไทยอีก
คือ
เมืองเชียงคานที่ตั้งขึ้นใหม่
ถึงกับข้ามแม่น้ำโขงมาขู่เข็ญเจ้าเมืองเชียงคานใหม่
โดยหลอกว่าทางบางกอกได้ยกเมืองเชียงคานให้แก่ฝรั่งเศสแล้ว
เจ้าเมืองเชียงคานได้ออกอุบายให้ฝรั่งเศสไปยึดเมืองเลยให้ได้เสียก่อน
เมื่อได้เมืองเลยแล้ว
เมืองเชียงคานก็ไม่มีปัญหาอะไร
ทั้งนี้
เพราะเจ้าเมืองเชียงคานทราบดีว่าทางเมืองเลย
มีกองทหารเตรียมมาแต่สมัย ร.ศ.112
แล้ว
ซึ่งฝรั่งเศสก็คงพ่ายแพ้แล้วจะได้หาทางซ้ำเติมทีหลัง
และได้ส่งข่าวให้ทางเมืองเลยทราบล่วงหน้า
ฝรั่งเศสหลงกลได้ยกกำลังพลโดย
มีฝรั่งเศสหนึ่งนายเป็นหัวหน้า
และมีลูกน้องเป็นลาวเพียงไม่กี่คน
ยึดบ้านนาอ้อ
ยุยงให้ชาวบ้านแข็งเมืองต่อรัฐบาลไทย
โดยสัญญาว่าจะปลดปล่อยบ้านนาอ้อให้เป็นเมืองนครหงส์
มีเจ้าเมืองกรมการเมืองเช่นเดียวกับเมืองเลย
ซึ่งจะแต่งตั้งจากผู้ร่วมมือทั้งสิ้น
ก็ปรากฏว่ามีชาวบ้านหลงเชื่ออยู่ไม่กี่คน
สุดท้ายกองทหารจากเมืองเลยเข้าปราบปรามไม่กี่วันฝรั่งเศสก็แตกพ่ายหนีไปทางเวียงจันทน์
ประเทศลาว
ในปี
พ.ศ.2446
ฝรั่งเศสได้ใช้อำนาจเดินทัพเข้ายึดอำเภอด่านซ้าย
และได้นำศิลาจารึกตำนานพระธาตุศรีสองรักล่องแม่น้ำโขง
จะนำไปยังนครเวียงจันทน์
ขณะนั้น
พระมหาเถระชาวอำเภอด่านซ้ายผู้หนึ่ง
ชื่อพระคูลุนแห่งวัดบ้านหนามแท่ง
ตำบลด่านซ้าย พร้อมพระแก้วอาสา
(กองแสง)
เจ้าเมืองด่านซ้ายและเพียศรีวิเศษ
ได้ขอคัดลอกไว้ก่อนที่ฝรั่งเศสจะนำไปเวียงจันทน์
แล้วเขียนลงในศิลาจารึกมีข้อความอย่างเดียวกัน
เวลานี้ก็ยังเก็บรักษาไว้ที่บริเวณวัดธาตุศรีสองรัก
ต่อมาในปีพ.ศ.2449
ฝรั่งเศสได้คืนเมืองด่านซ้ายให้
โดยแลกกับดินแดนเขมรที่เป็นของไทยบางส่วน
ในระยะที่ฝรั่งเศสครอบครองเมืองด่านซ้าย
3 ปีเศษนั้น
ไทยได้อพยพอำเภอไปตั้งที่บ้านนาขามป้อม
ตำบลโพนสูง อำเภอด่านซ้าย
เสร็จเรื่องแล้วจึงกลับคืนไปตั้งอำเภอที่เดิม
ในระยะเวลาใกล้ ๆ
กับที่ฝรั่งเศสยึดอำเภอด่านซ้ายนั้น
กำลังทหารฝรั่งเศสตั้งอยู่ที่บ้านหาดแดงแม่น้ำเหือง
ได้ยกพลจะยึดอำเภอท่าลี่
เพราะเห็นว่าเคยเข้ายึดอำเภอด่านซ้ายสำเร็จอย่างง่ายดายมาแล้ว
แต่คราวนี้ฝ่ายไทยหลอกล่อให้ฝรั่งเศสเดินทัพมาอย่างสะดวก
พอจวนถึงที่ตั้งอำเภอ
ก็ถูกหน่วยกล้าตายของชาวอำเภอท่าลี่
ซุ่มโจมตีถึงตะลุมบอน
ฝรั่งเศสประสบกับความพ่ายแพ้และนับแต่นั้นมาไม่ปรากฏฝรั่งเศสได้ข้ามแม่น้ำเหืองมาก่อกวนอีกเลย
เมื่อปีพ.ศ.2467
ได้เกิดมีผีบุญขึ้นมาคณะหนึ่ง
จำนวน 4 คน อ้างว่า
คณะของตนได้รับบัญชาจากสวรรค์ให้ลงมาบำบัดทุกข์บำรุงบำรุงสุขแก่มวลมนุษย์ซึ่งยากไร้และเต็มไปด้วยกิเลส
ได้กำหนดสถานที่อันบริสุทธิ์ไว้ดำเนินการเพื่อแสดงอภินิหารประกอบพิธีกรรม
อบรมสั่งสอนผู้คนที่วัดบ้านหนองหมากแก้วในหมู่บ้านหนองหมากแก้ว
โดยคณะผีบุญซึ่งถือว่าตนเป็นผู้วิเศษได้กำหนดพิธีกรรมให้ชาวบ้านปฏิบัติ
โดยถือเอาศาลาการเปรียญวัดบ้านหนองหมากแก้วเป็นศูนย์กลางทุกวันในเวลาเช้าและเย็น
ชาวบ้านทุกคนจะต้องมาร่วมเข้าพิธีสวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำขาดไม่ได้
และในเวลากลางคืนทุกคืน
บรรดาสาว ๆ
หรือภรรยาของผู้ใดก็ตามที่มีใบหน้าและรูปร่างสวยงาม
จะต้องอาบน้ำแต่งตัวให้สะอาดสดสวย
แล้วนำพวงมาลัยดอกไม้สดและน้ำหอมผลัดกันเข้าไปมอบให้คณะผีบุญ
ต่อจากนั้นก็จะเริ่มพิธีฟ้อนรำบวงสรวงเวียนพรมน้ำอบน้ำหอมไปรอบๆ
ตัวของผีบุญ
หากผีบุญเกิดพึงพอใจอิสตรีนางใดในวงฟ้อนบวงสรวง
ก็จะใช้พวงมาลัยดอกไม้สดเกี่ยวปลายไม้แล้วยื่นไปคล้องคอเอาไว้
เป็นเครื่องหมายให้ทุกคนได้ทราบว่า
อิสตรีนางนั้นได้รับโปรดปรานจากผีบุญเป็นพิเศษ
และนับเป็นวาสนาเป็นอย่างยิ่งที่ในคืนนั้นจะต้องเข้าเวรปรนนิบัติ
ปรากฏว่าบรรดาสาวและไม่สาวต่างแย่งกันปรนนิบัติผีบุญเหล่านี้เป็นพิเศษทุกคืน
คณะผีบุญชุดนี้ได้บัญญัติกฎข้อบังคับเอาไว้
3 ประการ
ที่ชาวบ้านจะต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
|
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|