|
ราว พ.ศ. 2218
แผ่นดิจสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ชาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
(ชาวเมืองศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง)
ข้ามมาอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงทางภาคอีสาน
ของไทย
เมืองร้อยเอ็ดได้ตั้งขึ้นเมื่อ
พ.ศ. 2318 (ก่อนเมืองมหาสารคาม 90
ปีบริบูรณ์)
ปรากฏในพงศาวดารภาคอีสานของหอสมุดว่า
สมัครพรรคพวกที่ไปขอขึ้นด้วยมากขึ้นทุกที
ในที่สุดพระยาพรหม
พระยากรมท่าเห็นว่าท้าวทนต์เป็นตระกูลสูงเก่าแก่
และมีความเฉลียวฉลาดประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมเป็นอันดีทั้งมีคนเคารพเลื่อมใสยอมตนเข้าเป็นพรรคพวกเป็นอันมาก
สมควรจะเป็นเจ้าเมืองต่อไปอีกได้
จึงพร้อมด้วยเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์
เจ้าหมื่นน้อย
เจ้าธรรมสุนทรซึ่งเป็นญาติของท้าวสุทนต์
กับท้าวเชียง ท้าวสูน |
|
มาว่ากล่าวประนีประนอมให้คืนดีกันจนเป็นผลสำเร็จแล้วพระยาพรหม
พระยากรมท่าก็มีใบบอกขอยกเอาดงกุ่มขึ้นเป็นเมือง
ขอท้าวสุทนต์เป็นเจ้าเมือง
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ
ให้ท้าวสุทนต์เป็นพระขัติยะวงศาให้ยกดงกุ่มเป็นเมืองร้อยเอ็ดในปี
พ.ศ. 2318 นั้นเอง (เหตุที่ให้นามว่า
ขัติยะวงศา
เพราะท้าวแก้วต้นตระกูลเป็นผู้สืบสายจากกษัตริย์เวียงจันทน์)
ต่อจากนั้นพระขัติยะวงศา (สุทนต์)
ได้เริ่มอำนวยการให้ราษฎรแผ้วป่าดงกุ่มสร้างเมืองใหม่ตามมีพระบรมราชโองการ
ต่อจากนั้นก็มีการสร้างวัดวาอาราม
ปรับปรุงบ้านเมืองในด้านการปกครองการศาสนา
ตลอดจนส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎรให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น
ครั้น
พ.ศ. 2326 พระขัติยะวงศา (สุทนต์)
ชราภาพลงมาก
จึงกราบถวายบังคมลาออกจากราชการ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ
ให้เป็นพระนิคมจางวาง
พระนิคมจางวาง (สุทนต์)
ได้โปรดเกล้าฯ ให้ท้าวศีลัง
เป็นพระขันติยะวงศา
เจ้าเมืองแทนบิดา
ให้ท้าวภูเป็นอุปฮาช
ท้าวอ่อนเป็นราชวงศ์
ต่อมาพระขัติยะวงศา (ศีลัง)
มีความชอบในราชการสงครามจึงโปรดเกล้าฯ
ให้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาขัติยะวงศาพิสุทธาธิบดี
|
|
||
อ่านต่อ
>>> |

|
|
|