อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี
ท้าวสุรนารีมีนามเดิมว่า
คุณหญิงโม
เป็นภรรยาปลัดเมืองนครราชสีมา
เมื่อปี พ.ศ. 2369
เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ได้ยกทัพเข้ายึดเมืองโคราช
คุณหญิงโมได้รวบรวมชาวบ้านเข้าสู้รบและต่อต้านกองทัพของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ไม่ให้ยกมาตีกรุงเทพฯได้เป็นผลสำเร็จ
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
สถาปนาคุณหญิงโมเป็นท้าวสุรนารี
อนุสรณ์แด่วีรกรรมอันกล้าหาญของวีรสตรีไทย
หรือย่าโม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2476
อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำ
สูง 1.85 เมตร
แต่งกายด้วยเครื่องยศพระราชทาน
ในท่ายืน มือขวากุมดาบ
ปลายดาบจรดพื้น
มือซ้ายท้าวสะเอว
หันหน้าไปทางทิศตะวันตก
ประตูชุมพล
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างเมืองนครราชสีมาเป็นเมืองหน้าด่านเมื่อ
พ.ศ. 2199
อันเป็นปีที่พระองค์เสด็จขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา
และสร้างกำแพงประตูเมืองอย่างแข็งแรง
โดยมีช่างชาวฝรั่งเศส
ซึ่งเป็นมิตรประเทศกับกรุงศรีอยุธยาในขณะนั้น
เป็นผู้ออกแบบผังเมือง
เมืองนครราชสีมาในขณะนั้นมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
เดิมมีประตูเมืองทั้งหมด 4 ประตู
ได้แก่ ประตูพลแสนด้านทิศเหนือ
ประตูพลล้านด้านทิศตะวันออก
ประตูไชยณรงค์ด้านทิศใต้
และประตูชุมพลด้านทิศตะวันตก
ปัจจุบันเหลือเพียงประตูชุมพลเท่านั้นที่เป็นประตูเมืองเก่า
ส่วนอีกสามประตูได้สร้างขึ้นใหม่
ลักษณะประตูชุมพลเป็นประตูเชิงเทิน
ก่อด้วยหินก้อนใหญ่และอิฐ
ฉาบด้วยปูน
ส่วนบนเป็นหอรบสร้างด้วยไม้แก่นหลังคามุงกระเบื้อง
ประดับด้วยช่อฟ้า
กระจังและนาคสะดุ้ง
กำแพงต่อจากประตูทั้งสองข้างก่อด้วยอิฐ
ส่วนบนสุดทำเป็นรูปใบเสมา
ตั้งอยู่ด้านหลังอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี
ศาลหลักเมือง
ตั้งอยู่ที่หัวมุมสี่แยกถนนจอมพล
ลักษณะเป็นศาลเจ้าแบบจีน
ประดิษฐานเสาหลักเมืองนครราชสีมา
เป็นที่สักการะบูชาของชาวไทยและจีน
สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ระหว่าง พ.ศ.2199-2231
ตัวศาลและเสาหลักเมืองทำด้วยไม้
ผนังศาลด้านทิศตะวันออกเป็นกระเบื้องดินเผาปั้นลวดลายนูนต่ำเป็นเรื่องราวการสู้รบของท้าวสุรนารีและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยโบราณ
ศาลเจ้าพ่อช้างเผือก
เป็นศาลเจ้าเล็ก ๆ
ตั้งอยู่ริมคูเมืองด้านทิศเหนือ
ตรงมุมถนนมนัสตัดกับถนนพลแสน
สร้างครอบหลักตะเคียนหิน
ซึ่งเดิมเป็นหลักที่ชาวเมืองภูเขียวนำช้างเผือกมาผูกไว้เพื่อให้พนักงานกรมคชบาลตรวจดูลักษณะช้างก่อนกราบทูลถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
เพื่อทรงรับไว้เป็นพระราชพาหนะ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
มหาวีรวงศ์
ตั้งอยู่ในบริเวณวัดสุทธจินดา
จัดแสดงศิลปวัตถุทั้งที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์
อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทธจินดารวบรวมไว้
โบราณวัตถุที่กรมศิลปากรได้สำรวจขุดพบ
ในเขตจังหวัดนครราชสีมา
ตลอดจนจังหวัดใกล้เคียงและที่มีผู้บริจาค
ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูป
มีทั้งพระศิลาสมัยขอม
พระพุทธรูปสมัยอยุธยา
พระพุทธรูปสัมฤทธิ์
เครื่องเคลือบดินเผา
เครื่องใช้สมัยโบราณ
ภาพไม้แกะสลัก
วัดศาลาลอย
วัดนี้ตั้งอยู่ติดกับลำตะคองซึ่งไหลพาดผ่านตอนเหนือของตัวเมืองไปลงสู่แม่น้ำมูล
ท้าวสุรนารีกับท่านปลัดสามีสร้างขึ้นเมื่อปี
พ.ศ. 2370
พระอุโบสถได้รับรางวัลดีเด่นแนวบุกเบิกอาคารทางศาสนา
จากสมาคมสถาปนิกสยาม
และรางวัลจากมูลนิธิเสฐียรโกเศศและนาคะประทีป
ในปี พ.ศ. 2516
เป็นอุโบสถที่สร้างแบบศิลปไทยประยุกต์
เป็นรูปสำเภาโต้คลื่น
ใช้วัสดุพื้นเมืองคือกระเบื้องดินเผาด่านเกวียนนำมาประดับตกแต่ง
ตัวอุโบสถล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วรูปเสมา
สัญลักษณ์ของเมืองเสมาเดิม
ด้านข้างมีสถูปขนาดเล็กซึ่งเคยใช้เป็นที่บรรจุอัฐิท้าวสุรนารี
วัดศาลาทอง
ตั้งอยู่ที่ตำบลหัวทะเล
เป็นวัดธรรมยุติ
เดิมบริเวณวัดเป็นป่าทึบ
และมีพระพุทธรูปนั่งองค์ใหญ่
ปางป่าเลไลยก์
ทำจากหินประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง
ต่อมาจึงได้สร้างพระอุโบสถครอบไว้
ในวัดนี้มีเจดีย์ใหญ่สร้างครอบเจดีย์องค์เดิมที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
ซึ่งอัญเชิญมาจากเชียงตุง
วัดป่าสาลวัน
ตั้งอยู่หลังสถานีรถไฟนครราชสีมา
เป็นวัดหนึ่งที่ได้เก็บรักษาพระบรมสารีริกธาตุ
อัฐิธาตุของเกจิอาจารย์ที่เป็นที่เคารพบูชาของศาสนิกชนโดยทั่วไป
คือ อาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่น
รวมทั้งอัฐิของอาจารย์สิงห์
อดีตเจ้าอาวาส
อนุสรณ์สถานนางสาวบุญเหลือ
ตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียนบุญเหลือวิทยานุสรณ์
ตำบลโคกสูง
สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของนางสาว
บุญเหลือและ
เหล่าบรรพบุรุษของชาวนครราชสีมาที่ได้พลีชีพเพื่อปกป้องชาติเมื่อครั้งสงครามเจ้าอนุวงศ์
ปี พ.ศ. 2369 ที่ทุ่งสัมฤทธิ์
ปราสาทพนมวัน
ตั้งอยู่ที่บ้านมะค่า
ตำบลโพธิ์
เป็นปราสาทขอมที่น่าชมอีกแห่งหนึ่ง
เดิมก่อสร้างด้วยอิฐในราวพุทธศตวรรษที่
15 ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ 18-19
จึงได้สร้างอาคารหินซ้อนทับลงไป
เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู
ต่อมาจึงได้เปลี่ยนแปลงให้เป็นพุทธสถาน
ปัจจุบันแม้จะหักพังไปมาก
แต่ยังคงเห็นซากโบราณสถานหลงเหลือ
เป็นเค้าโครงค่อนข้างชัดเจนเช่น
ปรางค์จตุรมุของค์ประธานหลักซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
โดยมีมณฑปอยู่เบื้องหน้าและมีฉนวน
เชื่อมต่อระหว่างอาคารทั้งสอง
ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปหินขนาดใหญ่
สวนสัตว์นครราชสีมา
เป็นสวนสัตว์แบบซาฟารีกึ่งเปิด
และปิดที่ทันสมัยได้มาตรฐานที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย
คอกสัตว์กว้างขวาง
จัดสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับนิสัยสัตว์แต่ละชนิด
ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ป่าแอฟริกา
ได้แก่ นกเพนกวิน แมวน้ำ
ช้างแอฟริกา แรด เสือชีต้าห์
สิงโต ม้าลาย ยีราฟ
ยังมีอาคารจัดแสดงสัตว์เลื้อยคลาน
และสวนนกเงือก
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด
คือ นครราชสีมา นครนายก สระบุรี
และปราจีนบุรี
ป่าเขาใหญ่สมัยก่อนได้รับสมญานามว่า
ดงพญาไฟ
เป็นอุทยานมรดกของอาเซียน
สภาพทั่วไปของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณ
และป่าดิบชื้น
บางส่วนของพื้นที่เป็นทุ่งกว้างสลับกับป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์
มีพันธุ์ไม้ที่มีคุณค่ามากมายทั้งไม้เศรษฐกิจ
ไม้หอม และสมุนไพรต่าง ๆ
ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน
สภาพธรรมชาติบนเขาใหญ่ชุ่มช่ำ
ป่าไม้และทุ่งหญ้าเขียวขจีสดใส
วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม
ตั้งอยู่บริเวณเขาสีเสียดอ้า
ตำบลกลางดง
เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธสกลสีมามงคล
เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกว่า
หลวงพ่อขาว หรือหลวงพ่อใหญ่
เป็นพระพุทธรูปในพระอิริยาบทนั่งปางประทานพรสีขาวขนาดใหญ่
สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก
โดดเด่นอยู่บนยอดเขาสูง
เขื่อนลำตะคอง
ตั้งอยู่ตำบลลาดบัวขาว
เป็นเขื่อนดินสร้างกั้นลำตะคองที่ช่องเขาเขื่อนลั่นและช่องเขาถ่านเสียดในปีพ.ศ.
2517
เพื่อนำน้ำเหนือเขื่อนมาใช้ประโยชน์ในด้านชลประทาน
แหล่งหินตัดสีคิ้ว
ตั้งอยู่บนถนนมิตรภาพ
ปรากฎร่องรอยของการสกัดหินเป็นร่องลึกรูปสี่เหลี่ยมขนาดต่างๆอยู่หลายแนวและยังทิ้งร่องรอยของคมสิ่วที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสกัด
สันนิษฐานว่าเดิมคงจะนำหินทรายบริเวณนี้ไปสร้างปราสาทหิน
ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เช่น
ปราสาทเมืองแขก ปราสาทโนนกู่
ปราสาทเมืองเก่า
วัดเขาจันทน์งาม
เป็นแหล่งศิลปะภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์
เป็นภาพเขียนลงสีแบบเงาทึบสีแดงเป็นแนวปรากฎอยู่บนเพิงผาหินทรายด้านหนึ่ง
อยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 4 เมตร
เป็นรูปคนและสัตว์ที่แสดงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่หรือกิจกรรมบางอย่างของกลุ่มคน
เป็นศิลปะที่สร้างขึ้นโดยชุมชนเกษตรกรรมที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้มีอายุระหว่าง
3,000 - 4,000 ปี
โบราณสถานเมืองเสมา
ตั้งอยู่ที่ตำบลเสมา
เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี
ตั้งขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 12
และมีพัฒนาการสืบเนื่องมาถึงพุทธศตวรรษที่
16-17
ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมขอมโบราณ
บริเวณเมืองเสมามีซากโบราณสถานก่อด้วยศิลาแลงและหินทรายหลงเหลืออยู่
วัดธรรมจักรเสมาราม
แต่เดิมบริเวณนี้เป็นศาสนสถานในสมัยทวารวดี
มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์
ก่อสร้างด้วยหินทรายแดง
ขนาดใหญ่หลายๆก้อนประกอบกันขึ้นตามแนวทิศเหนือทิศใต้
อายุราว พ.ศ. 1200
พระเศียรอยู่ทางทิศใต้
หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยมประกอบด้วยหินทรายสี่แผ่นวางซ้อนกัน
พระวรกายประกอบด้วยหินทรายรวมกันเป็นแผ่นในแนวตั้ง
เมืองโบราณที่ตำบลโคราช
หรือ เมืองโคราชเก่า
ถือเป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมขอมในอดีตที่พบในเขตนครราชสีมา
มีร่องรอยโบราณสถานหลงเหลือให้เห็น
ปราสาทโนนกู่
เป็นโบราณสถานขนาดเล็กก่อด้วยอิฐและหินทราย
มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ประกอบด้วยปรางค์หลังเดี่ยวบนฐานสูง
ด้านหน้ามีวิหารหันเข้าหาปรางค์ประธานอยู่
2 หลัง ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว
มีซุ้มประตูทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเป็นทางเข้า-ออก
และที่ลานระหว่างวิหารทั้งสอง
นั้นพบโคนนทิหมอบในอาการเคารพปราสาทประธานอันเป็นที่สถิตของพระศิวะมหาเทพตามคติความเชื่อของศาสนาฮินดู
สร้างขึ้นตามแบบศิลปะเขมรโบราณ
ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15
ปราสาทเมืองแขก
เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่
ก่อด้วยอิฐและหินทราย
มีลักษณะแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ประกอบด้วยปราสาทประธาน
บรรณาลัย ระเบียงคด ซุ้มประตู
สระน้ำ กำแพงแก้ว
และปราสาทก่อด้วยอิฐขนาดเล็ก
ทับหลังที่แกะสลักลวดลายต่างๆ
ประติมากรรมรูปเทพเจ้า
รวมทั้งศิลาจารึกที่ถูกนำมาก่อเป็นฐานประตูซุ้มชั้นนอกสุด
เป็นศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์อายุราวพุทธศตวรรษที่15
วัดหน้าพระธาตุ
สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3
ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างต่างๆ
ได้แก่ เจดีย์ อุโบสถ
และหอไตรกลางน้ำที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี
มีศิลปะแบบท้องถิ่นปะปนอยู่มาก
อุโบสถหลังเก่ามีจิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นรัตนโกสินทร์
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับทศชาติชาดก
และเป็นภาพการสักการะพระพุทธบาท
ด้านหน้าอุโบสถหลังเก่า
มีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ที่กลางสระมีหอไตร 1 หลัง
ทรงเตี้ยแบบหอไตรพื้นเมืองอีสานซึ่งมีภาพลายรดน้ำที่บานประตูเป็นลวดลายวิจิตรสวยงาม
เขื่อนลำพระเพลิง
อยู่ในเขตอำเภอปักธงชัย
เป็นเขื่อนในความดูแลของกรมชลประทาน
ชาวบ้านนิยมมาพักผ่อน
น้ำตกห้วยใหญ่
เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติทับลาน
ในท้องที่อำเภอวังน้ำเขียว
ทางเดินเข้าน้ำตกเป็นทางลาดเล็กน้อย
มีธารน้ำตกขนาดเล็ก
ไหลผ่านก้อนหินใหญ่สองก้อน
หมู่บ้านทำเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน
สมัยโบราณตำบลนี้เป็นที่พักกองเกวียนที่ค้าขายระหว่างโคราช-เขมร
มีแม่น้ำมูลไหลผ่าน
ชาวบ้านใช้ดินริมฝั่งแม่น้ำมาปั้นภาชนะใช้สอย
และได้ทำสืบต่อกันมานับเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน
ปัจจุบันด่านเกวียนมีชื่อเสียงมากในฐานะที่เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาได้สวยงาม
มีรูปแบบที่แปลกและหลากหลาย
แต่ยังคงลักษณะดั้งเดิมของกรรมวิธีในการปั้น
และใช้ดินดำสัมฤทธิ์ที่มีเอกลักษณ์ของสีแบบดินเผาด่านเกวียนโดยเฉพาะ
ปราสาทพะโค
ตั้งอยู่ที่ตำบลกระโทก
เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู
ก่อสร้างด้วยหินทรายสีขาว
ประกอบด้วยกลุ่มโบราณสถาน 3 หลัง
แต่ปัจจุบันเหลือให้เห็นเพียง 2
หลัง
มีคูน้ำล้อมรอบเป็นรูปเกือกม้า
ทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออก
ได้พบชิ้นส่วนหน้าบันที่แสดงถึงอิทธิพลวัฒนธรรมเขมรแบบบาปวนในราวพุทธศตวรรษที่16
หาดชมตะวัน
อยู่ในความรับผิดชอบของที่ทำการเขตจัดการอุทยานแห่งชาติทับลานที่
4
ซึ่งดูแลรักษาพื้นที่ป่าในอุทยานแห่งชาติทับลานด้านอำเภอเสิงสาง
อำเภอครบุรี
และอำเภอวังน้ำเขียว
พื้นที่ริมอ่างเก็บน้ำได้รับการพัฒนาให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชน
และเป็นที่ประกอบอาชีพของชาวบ้านลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า
สามารถเดินป่าชมแหล่งท่องเที่ยวต่าง
ๆ เช่น วังผีเสื้อ
(มีเฉพาะในฤดูหนาว) ถ้ำพระ
ถ้ำคอมมิวนิสต์
ต้นตะเคียนทองยักษ์อายุประมาณพันปี
แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท
ตั้งอยู่บ้านปราสาทใต้
ตำบลธารปราสาท
เป็นแหล่งโบราณคดีแห่งที่สองต่อจากบ้านเชียง
มีชุมชนอาศัยอยู่ในบริเวณนี้มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
จนถึงสมัยประวัติศาสตร์
มีหลักฐานของกลุ่มวัฒนธรรมแบบทวารวดีและแบบเขมรโบราณ
ช่วงระหว่าง 1,500-3,000 ปีมาแล้ว
อนุสรณ์สถานวีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์
ตั้งอยู่ ต.สัมฤทธิ์
บริเวณนี้เคยเป็นสนามรบระหว่างชาวโคราช
และทหารลาวเมื่อครั้งสงครามเจ้าอนุวงศ์ในสมัยรัชกาลที่
3 ปัจจุบันมีการสร้าง
ศาลสถิตย์ดวงวิญญาณนางสาวบุญเหลือและวีรชน
ซึ่งชาวบ้านสัมฤทธิ์ร่วมกันสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.
2531 เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ดวงวิญญาณ
ของนาวสาวบุญเหลือและวีรชนชาวโคราชที่ได้ทำการต่อสู้กับกองทัพลาวจนได้ชัยชนะ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย
ตั้งอยู่ในตัวอำเภอพิมาย
เป็นสถานที่รวบรวมหลักฐานทางโบราณคดีและจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรืองของวัฒนธรรมอีสานในอดีต
โดยเฉพาะโบราณวัตถุศิลปวัตถุที่ค้นพบในเขตอีสานตอนล่าง
แบ่งการจัดแสดงออกเป็นส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์
และ ส่วนอาคารเก็บทับหลัง
ส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์ได้รับการยกย่องว่ามีการจัดวางศิลปโบราณวัตถุต่างๆ
ไว้อย่างสวยงามน่าชมเป็นระเบียบ
ทันสมัย
ปราสาทนางรำ
ตั้งอยู่ที่บ้านนางรำ
เดิมเคยมีรูปนางรำ
เป็นหินสีเขียวทำแบบเทวรูป
อยู่ทางทิศตะวันตก
ปัจจุบันเหลือแต่ร่องรอยของเทวสถานและแท่นหิน
ปราสาทนางรำเป็นโบราณสถานสมัยขอมที่เรียกว่าเป็น
อโรคยาศาล (โรงพยาบาล)
สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 18
ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ประกอบด้วยกลุ่มโบราณสถาน 2
กลุ่มตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน
กลุ่มปรางค์ที่สมบูรณ์กว่าหลังอื่นประกอบด้วยปรางค์องค์กลาง
มีมุขยื่นออกไปข้างหน้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ส่วนทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทมีวิหารก่อด้วยศิลาแลงหันหน้าไปทางทิศตะวันตก
มีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ
ส่วนซุ้มโคปุระหรือประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออก
มีแผนผังเป็นรูปกากบาท
นอกกำแพงด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสระน้ำขนาดเล็กก่อด้วยศิลาแลง
ถัดจากปราสาทนางรำไปทางทิศใต้
มีปราสาทอีก 3
หลังเรียงกันในแนวเหนือ-ใต้
ซึ่งเหลือเพียงฐานและมีกรอบประตูและทับหลังหินทรายตั้งแสดงอยู่
มีกำแพงศิลาแลงและคูน้ำรูปเกือกม้าล้อมรอบ
ปรางค์กู่
ตั้งอยู่ที่ ตำบลดอนตะหนิน
ลักษณะเป็นปรางค์สมัยขอมขนาดเล็ก
ฐานสี่เหลี่ยม
ก่อด้วยศิลาแลงวางซ้อนกันจากฐานถึงยอด
แต่ปัจจุบันสภาพปรักหักพังไปแล้ว
หลงเหลือเพียงซากฐานไม่สูงนัก
ภายในองค์ปรางค์มีพระพุทธรูปดินเผาซึ่งยังหลงเหลือให้เห็นอยู่
4-5 องค์
ปรางค์สีดา
ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระปรางค์สีดา
มีลักษณะคล้ายปรางค์กู่ที่ตำบลดอนตะหนิน
แต่ปรางค์สีดาปิดทึบทั้งสี่ด้าน
เป็นโบราณสถานในศาสนาพราหมณ์
ศิลปะแบบเขมรโบราณ
ก่อด้วยศิลาแลงจำนวน 1 หลัง
มีลวดลายปูนปั้นประดับหันหน้าไปทางทิศตะวันออกล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว
มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 17-18
|