จังหวัดร้อยเอ็ด
|
ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา
|
-หน้า
2- |
ในปี พ.ศ. 2319
รัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี
ท้าวเชียงและท้าวสูนเห็นว่าเมืองทุ่งมีชัยภูมิไม่เหมาะ
เพราะตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเซ
(ลำน้ำเสียว)
ถูกน้ำเซาะตลิ่งพังทุกปี
จึงได้ย้ายไปตั้งเมืองใหม่ที่
ดงท้าวสารและเรียกชื่อใหม่ว่า
"เมืองสุวรรณภูมิ"
ท้าวเชียงได้สร้างวัดขึ้นสองวัด
คือวัดกลางและวัดใต้
สร้างวิหารกว้างห้าวา ยาวแปดวา
สูงหกวา
สร้างพระพุทธรูปด้วยอิฐและปูนลงรักปิดทอง
หน้าตักกว้างสี่ศอกคืบ
สูงแปดศอกคืบ
เหมือนกันทั้งสองวัด
ปี พ.ศ. 2318
ท้าวทนซึ่งอพยพครอบครัวและไพร่พลไปอยู่ที่บ้านกุดจอก
ได้ปรึกษาหารือกับพระยาพรหม
และพระยากรมท่าขออนุญาต
ทั้งบ้านกุ่มร้างซึ่งเป็นเมืองร้างขึ้นเป็นเมืองพระยาพรหม
และพระยากรมท่าเห็นว่าท้าวทนมีสมัครพรรคพวกมาก
จะเป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง
จึงมีใบบอกไปยังกรุงธนบุรี
ขอพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างเมืองขึ้นที่บ้านกุ่มร้างและให้ชื่อว่าเมืองร้อยเอ็ด
ตามนามเดิมและให้ท้าวทน
เป็นพระขัติยะวงษาเจ้าเมืองคนแรก
การสร้างเมืองร้อยเอ็ดขึ้นก็ได้โปรดเกล้าฯ
ให้แบ่งเขตเมืองสุวรรณภูมิกับเมืองร้อยเอ็ด
ปี พ.ศ. 2435
ได้จัดตั้งมณฑลขึ้นโดยรวบรวมหัวเมืองเข้าด้วยกันมี
6 มณฑล คือ มณฑลลาวเฉียง
มณฑลลาวพวน มณฑลลาวกาว มณฑลเขมร
มณฑลนครราชสีมาและมณฑลภูเก็ต
ซึ่งจังหวัดร้อยเอ็ดขึ้นต่อมณฑลลาวกาว
ปี พ.ศ. 2437
ได้จัดระเบียบบริหารมณฑลแบบใหม่เป็นมณฑลเทศาภิบาลขึ้น
3 มณฑล คือ มณฑลพิษณุโลก
มณฑลปราจีนบุรี และมณฑลราชบุรี
ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากมณฑลแบบเก่าและต่อมาได้ตั้งมณฑลต่าง
ๆ ขึ้นอีกคือ มณฑลนครชัยศรี
มณฑลนครสวรรค์ มณฑลกรุงเก่า
มณฑลนครศรีธรรมราช มณฑลชุมพร
มณฑลไทรบุรี (ภายหลังยกให้อังกฤษ
เมื่อปี 2450) มณฑลเพชรบูรณ์
มณฑลพายัพ มณฑลอุดร มณฑลอีสาน
มณฑลปัตตานี มณฑลจันทบุรี
และมณฑลมหาราช
โดยจังหวัดร้อยเอ็ดขึ้นต่อมณฑลอีสาน
จังหวัดร้อยเอ็ดยุคปัจจุบันจึงตั้งเป็นเมืองขึ้นมาในสมัยกรุงธนบุรี
อันสืบเนื่องมาจากเมืองสุวรรณภูมิ
แต่ที่ตั้งเมืองร้อยเอ็ดเป็นเมืองร้าง
ซึ่งคาดว่าคงเป็นเมืองที่มีความรุ่งเรือง
ก่อนที่จะถูกทอดทิ้งให้เป็นเมืองร้างด้วยเหตุประการใดก็ตาม
จากพงศาวดารแบ่งเขตเมืองสุวรรณภูมิและเมืองร้อยเอ็ด
จะเห็นได้ว่าทั้งเมืองสุวรรณภูมิและเมืองร้อยเอ็ดมีอาณาเขตกว้างใหญ่
ซึ่งต่อมาภายหลังได้แบ่งแยกท้องที่ตั้งเมืองอื่น
ๆ
เมืองสุวรรณภูมิและเมืองร้อยเอ็ดซึ่งมีอาณาเขตกว้างขวาง
ได้ถูกแบ่งท้องที่ตั้งเมืองอื่นหลายเมือง
คือ
เมืองสุวรรณภูมิถูกแบ่งท้องที่ตั้งเมืองชนบท
เมืองพุทไธสง
เมืองพยัคภูมิพิสัย
เมืองร้อยเอ็ดได้ถูกแบ่งท้องที่ตั้งเมืองมหาสารคาม
เมืองกาฬสินธุ์
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2451
ได้มีการปรับปรุงรูปการบริหารราชการแผ่นดิน
ส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัด อำเภอ
เมืองร้อยเอ็ดเปลี่ยนเป็นจังหวัดร้อยเอ็ด
เมืองสุวรรณภูมิลดฐานะเป็นอำเภอสุวรรณภูมิ
อยู่ในเขตการปกครอง
ของจังหวัดร้อยเอ็ดแต่นั้นมา
เมื่อครั้งเกิดกบฏฮ่อ
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้โปรดเกล้าฯ
ให้พระยามหาอำมาตย์ธิบดีเป็นแม่ทัพเกณฑ์กำลังคนทางหัวเมืองภาคอีสาน
ยกไปปราบฮ่อที่เมืองเวียงจันทร์และเมืองหนองคาย
ขณะนั้นเมืองร้อยเอ็ดมีพระขัติยะวงษา
(สาร) เป็นเจ้าเมือง และราชบุตร
(เสือ)
ได้รวบรวมไพร่พลสมทบกับกองทัพพระยามหาอำนาจธิบดีไปปราบฮ่อด้วย
ระหว่างทำศึกปราบฮ่อนั้นราชบุตร
(เสือ)
ถูกยิงด้วยปืนที่มือขวาโลหิตไหล
บ่าวไพร่พาหนีมาได้
ส่วนพระขัติยะวงษา (สาร)
กลับหนีศึกคืนมาเมืองร้อยเอ็ด
เมื่อเสร็จศึกปราบฮ่อแล้วพระยามหาอำมาตย์ธิบดีจึงควบคุมตัวพระขัติยะวงษา
(สาร)
แต่ได้หนีไปอยู่เมืองนครราชสีมา
เจ้าเมืองนครราชสีมาจับได้และส่งไปยังพระมหาอำมาตย์ธิบดีที่เมืองหนองคาย
แล้วพระยามหาอำมาตย์ธิบดีกลับมาจัดราชการที่เมืองร้อยเอ็ด
โดยตั้งราชบุตร (เสือ)
เป็นผู้รักษาราชการ
เมืองร้อยเอ็ด
ซึ่งภายหลังได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ
ตั้งให้เป็นเจ้าเมืองแทนพระขัติยะ
วงษา (สาร) |
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|