ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป »

ประเทศไทย 77 จังหวัด »

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ »

จังหวัดสุรินทร์

ข้อมูล » ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา ศิลปะ-วัฒนธรรม-ประเพณี สถานที่สำคัญ-แหล่งท่องเที่ยว

ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา (2)

         พ.ศ.2306 หลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม) ได้ขอพระบรมราชานุญาตย้ายหมู่บ้านจากเมืองทีที่คับแคบไปตั้งที่บ้านคูประทายคือที่ตั้งเมืองสุรินทร์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่กว้างใหญ่ มีกำแพงค่ายคูล้อมถึงสองชั้นเป็นชัยภูมิที่เหมาะสม ระหว่างที่อยู่บ้านเมืองที หลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม) ได้สร้างเจดีย์สามยอด สูง 18 ศอก สร้างโบสถ์พร้อมพระปฎิมา หน้าตักกว้าง 4 ศอก ยังปรากฎอยู่ที่วัดเมืองทีมาถึงปัจจุบัน
            ต่อมาหัวหน้าหมู่บ้านทั้งห้าได้พากันไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงศรีอยุธยา ได้นำสิ่งของไปถวายคือ ช้าง ม้า แกนสม ยางสน นอระมาด งาช้าง ปีกนก ขี้ผึ้ง เป็นการส่งส่วยตามราชประเพณี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ จึงได้โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้หัวหน้าหมู่บ้านสูงขึ้นคือ
            หลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม) เป็นพระสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางราว ยกบ้านคูประทายเป็นเมืองประทายสมันต์ ให้พระสุรินทร ฯ เป็นเจ้าเมือง
            หลวงเพชร (เชียงฆะ) เป็นพระสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ ยกบ้านอัจจะปะนึง หรือบ้านดงยางเป็นเมืองสังฆะ ให้พระสังฆะ ฯ เป็นเจ้าเมือง
            หลวงศรีนครเตา (เชียงวสี) เป็นพระนครเตา ยกบ้านกุดหวายเป็นเมืองรัตนบุรี ให้พระศรี ฯ เป็นเจ้าเมือง
            หลวงแก้วสุวรรณ (ตาจะกะ) เป็นไกรภักดีศรีนครลำดวน ยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดาลำดวนเป็นเมืองขุขันธ์ ให้พระไกรภักดี ฯ เป็นเจ้าเมือง
            สมัยธนบุรี  ในปี พ.ศ.2318 พญาโพธิสาร จากนครจำปาศักดิ์ได้ยกทัพมากวาดต้อนครัวบ้านครัวเมือง เมืองสุวรรณภูมิ เมืองตักศิลา (อำเภอราษีไศล) และเมืองศรีนครเขต (ศรีสะเกษ) ทิ้งให้เป็นเมืองร้าง
            พ.ศ.2321 สมเด็จพระเจ้าตากสิน ฯ โปปรดเกล้า ฯ ให้ยกทัพไปสมทบกำลังเกณฑ์เมืองขุขันธ์ เมืองสังขะบุรี และกองทัพชาวคูประทายสมันต์ ขึ้นไปตีเมืองจำปาศักดิ์ เมืองนครพนม บ้านหนองคาย และเวียงจันทน์
            พ.ศ.2324 ทางเขมรเกิดจลาจล มีผู้ฝักไฝ่ไปทางญวน ทางกรุงธนบุรีจึงยกทัพไปปราบปราม โดยเกณฑ์กำลังทางเมืองขุขันธ์ เมืองประทายสมันต์ (เมืองสุรินทร์) และเมืองสังขะไปช่วยปราบปราม เมืองประทายเพชร เมืองประทายมาศ เมืองรูวดำแรย์ เมืองกำปงสวาย และเมืองเสียมราฐ การปราบปรามยังไม่ราบคาบ เกิดความไม่สงบขึ้นในกรุงธนบุรี ต้องยกทัพกลับ
            ในสงครามครั้งนี้ได้มีพวกเขมรหลบหนีสงครามจากเมืองเสียมราฐ เมืองกำปงสวาย เมืองประทายเพชรและเมืองอื่น ๆ เข้ามาอยู่ในเมืองประทายสมันต์ และเมืองสังขะเป็นจำนวนมาก ดังนั้นชาวเมืองคูประทาย ซึ่งเป็นส่วยจึงปะปนกับเขมร ทำให้วัฒนธรรมเขมรเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเสร็จศึกเมืองเวียงจันทน์ และเมืองเขมรแล้ว เจ้าเมืองประทายสมันต์ เมืองขุขันธ์ และเมืองสังฆะ ได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาทั้งสามเมือง

            สมัยรัตนโกสินทร์  ได้มีเหตุการณ์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
            พ.ศ.2329   ให้เปลี่ยนชื่อเมืองประทายสมันต์ เป็นเมืองสุรินทร์
           พ.ศ.2337   พระยาสุรินทรภักดีศรีจางวาง (เชียงปุม)   เจ้าเมืองถึงแก่กรรม นายตี บุตรชายคนโตได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เป็น พระสุรินทรณรงค์ภักดีศรีณรงค์จางวาง   เจ้าเมือง
            พ.ศ.2347   มีตราโปรดเกล้า ฯ ให้เกณฑ์กำลังเมืองสุรินทร์ เมืองสังฆะ และเมืองขุขันธ์ เมืองละ 100 รวม 300   เข้ากองทัพยกไปตีกองทัพพม่า ซึ่งยกมาอยู่ในเขตเมืองนครเชียงใหม่ เมื่อยกกองทัพกลับก็ได้โปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนนาม พระสุรินทร ฯ (ตี)   เป็น พระสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์
            พ.ศ.2350   ทรงพระราชดำริว่า เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ และเมืองขุขันธ์ มีความชอบมาก จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ทั้งสามเมืองขึ้นตรงต่อกรุงเทพ ฯ มีอำนาจชำระคดีได้เอง ไม่ต้องขึ้นกับเมืองพิมาย เหมือนแต่ก่อน
           พ.ศ.2351   พระสุรินทรภักดี ฯ (ตี)   เจ้าเมืองสุรินทรถึงแก่กรรม หลวงวิเศษราชา (มี)   ผู้เป็นน้องชายได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เป็น พระสุรินทรภักดี ฯ เจ้าเมือง
           พ.ศ.2354   พระสุรินทรภักดี ฯ เจ้าเมืองสุรินทร์ถึงแก่กรรม นายสุ่น บุตรพระสุรินทรภักดี ฯ ได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เป็น พระสุรินทรภักดี เจ้าเมือง
            ต่อมาเมืองขุขันธ์ ขออนุญาตยกบ้านลังเสน เป็นเมืองกันทรลักษ์   แล้วย้ายมาอยู่ที่บ้านลาวเดิม และยกบ้านแบบ เป็นเมืองอุทุมพรพิสัย   แล้วย้ายไปอยู่ที่บ้านปรือ
            พ.ศ.2369   เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ แต่งตั้งให้เจ้าอุปราช (สีถาน)   กับเจ้าราชวงศ์เมืองเวียงจันทน์ ยกกองทัพเข้าตีหัวเมืองรายทางเข้ามาจนถึงเมืองนครราชสีมา ทางเมืองจำปาศักดิ์ เจ้านครจำปาศักดิ์ (โย่)   ก็เกณฑ์กำลังยกมาตีเมืองขุขันธ์แตก ส่วนเมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ ได้ป้องกันเมืองไว้ได้ และได้เกณฑ์กำลังไปสมทบกับกองทัพหลวงจนเสร็จสงคราม
            พ.ศ.2371   พระยาสุรินทรภักดี ฯ (สุ่น)   เจ้าเมืองสุรินทร์ได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เลื่อนเป็น เจ้าพระยา ส่วนเมืองสังขะ พระยาสังขะได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมือง และบุตรพระยาสังขะ ได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เป็น พระยาสังขะบุรีนครอัจจะปะนึง
            พ.ศ.2385   เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์)   ได้เกณฑ์คนหัวเมืองเขมรป่าดง หัวเมืองขุขันธ์ 2,000 คน เมืองสุรินทร์ 1,000 คน เมืองสังขะ 300 คน   เมืองศรีสะเกษ 2,000 คน เมืองเดชอุดม 400 คน รวม 6,200 คน เกณฑ์กำลังขึ้นไปสมทบทัพกรุงเทพ ฯ ที่เมืองอุดรมีชัย ไปรบในกัมพูชา
             พ.ศ.2394   เจ้าพระยาสุรินทรภักดี ฯ (สุ่น)    เจ้าเมืองสุรินทร์ถึงแก่อนิจกรรม พระยาพิชัยราชวงศ์ (ม่วง)   ผู้ช่วยเจ้าเมืองผู้เป็นบุตร เจ้าพระยาสุรินทรภักดี ฯ ได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เป็น พระยาสุรินทรภักดี ฯ ผู้ว่าราชการเมืองสุรินทร์
             พ.ศ.2412   พระยาสังขะบุรี ฯ   ขอตั้งบ้านกุดไผท เป็นเมือง   ได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นเมืองศีขรภูมิพิไสย ขึ้นกับเมืองสังขะ และได้โปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านลำดอนขึ้นไปเป็นเมืองสุรพินทนิคม ขึ้นกับเมืองสุรินทร์
            พ.ศ.2415 พระยาสังขะได้มีใบบอกขอตั้งบ้านลำพุกเป็นเมือง และได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นเมืองกันทรารมย์ ขึ้นกับเมืองสังขะ
            พ.ศ.2425 พระยาสุรินทร์ ฯ ได้มีใบบอกขอตั้งบ้านทัพค่ายเป็นเมือง และได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นเมืองชุมพลบุรี

<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>>

จังหวัด » กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ บึงกาฬ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย