|
ในสมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์
ดินแดนอันเป็นที่ตั้งของเมืองหรือจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียงในปัจจุบัน
ได้มีกลุ่มชนตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่ประปรายบ้างแล้ว |
|
ส่วนใหญ่เป็นพวกที่สืบเชื้อสายมาจากขอมหรือที่เรียกกันในสมัยต่อมาว่าพวกข่า
ส่วย กวย ฯลฯ ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 |
|
ได้เกิดการแย่งชิงราชสมบัติขึ้นในกรุงศรีสัตนาคนหุต
(เวียงจันทน์)
ไพร่บ้านพลเมืองต่างอพยพหลบภัยสงครามข้ามลำน้ำโขงมาทางฝั่งตะวันตก
และได้ตั้งหลักแหล่ง |
|
ทำมาหากินอยู่ตามบริเวณพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด และบริเวณใกล้เคียง
(ในปัจจุบัน) เรื่อยลงไปโดยตลอดจนถึงเมืองนครจำปาศักดิ์
โดยแยกย้ายกันตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นกลุ่ม ๆ
ในท้องที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์
บุคคลผู้เป็นที่เคารพนับถือของแต่ละกลุ่มชน
ก็จะได้รับการยกย่องนับถือและยอมรับให้เป็นหัวหน้าปกครองดูแลพลเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข
และพ้นจากการรุกรานของกรุงศรีสัตนาคนหุต
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2310
ขณะที่กรุงศรีอยุธยากำลังจะเสียแก่พม่านั้น
ได้เกิดสงครามกลางเมืองเพื่อแย่งชิงราชสมบัติในกรุงศรีสัตนาคนหุตอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้เพราะพระเจ้าองค์หล่อผู้ครองกรุงศรี-สัตนาคนหุตถึงแก่กรรม
โดยไม่มีโอรสสืบราชสมบัติ
แสนท้าวพระยานายวอ และนายตา
จึงพร้อมใจกันอัญเชิญกุมารองค์หนึ่ง
(ในจำนวน 2 องค์
ที่สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต
องค์ก่อนและได้หลบหนีภัยการเมืองมาอยู่กับนายวอ
นายตา
เมื่อคราวพระเจ้าองค์หล่อยกกำลังกองทัพมาจับพระ-ยาแสนเมืองฆ่าเสีย
เมื่อ พ.ศ. 2275)
ขึ้นครองกรุงศรีสัตนาคนหุตทรงพระนามว่า
พระเจ้าสิริบุญสาร
เมื่อพระเจ้าสิริบุญสาร
ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต
พระองค์ทรงแต่งตั้งราชกุมารผู้อนุชาเป็นพระมหาอุปราช
พร้อมทั้งทรงแต่งตั้งนายวอ
นายตา เป็นเสนาบดี
ให้มีบรรดาศักดิ์เป็นพระ
เป็นผลให้พระวอพระตาเกิดความโทมนัสเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยมิได้เป็นพระมหาอุปราชดังประสงค์
ดังนั้น
พระวอพระตาจึงอพยพครอบครัวไพร่พลจากกรุงศรีสัตนาคนหุตข้ามลำน้ำโขงมาทางฟากตะวันตก
ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เมืองหนองบัวลำภู
ดำเนินการปรับปรุงสภาพเมืองใหม่
สร้างค่ายประตูหอรบให้แข็งแรง
เปลี่ยนนามเมืองใหม่ว่า
เมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน
หรือที่ปรากฏในเอกสารบางแห่งว่า
เมืองจำปานครขวางกาบแก้วบัวบาน
พระเจ้าสิริบุญสารทรงทราบข่าวการสร้างเมืองใหม่ของพระวอ
พระตา
พระองค์เข้าพระทัยว่าการที่พระวอ
พระตา
ปรับปรุงสร้างบ้านเมืองก็เพราะจะคิดการศึกต่อพระองค์
จึงทรงให้แสนท้าว-พระยาไปห้ามปรามพระวอ
พระตาไว้แต่ทั้งสองกับไม่ยอมรับฟัง
พระเจ้าสิริบุญสารทรงมีรับสั่งให้ยกกองทัพไปปราบปราม
ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันอยู่เป็นเวลานานถึงสามปีก็ไม่สามารถจะเอาชนะกันได้
พระ-วอ พระตา
เห็นว่ากำลังของฝ่ายตนมีน้อยกว่าคงจะต้านทานไว้ไม่ได้
ในที่สุดจึงได้แต่งเครื่องราชบรรณาการไปอ่อนน้อมต่อพม่า
พร้อมทั้งขอกำลังกองทัพมาช่วยการศึกที่เกิดขึ้น
แต่เมื่อทัพพม่ายกมาถึงมองละแงะ
แม่ทัพพม่ากลับนำทัพเข้าช่วยพระเจ้าสิริบุญสารทำสงครามกับพระวอ
พระตา แม้ว่าพระวอ พระตา
และไพร่พลจะพยายามต้านทานกองทัพฝ่ายพระเจ้าสิริบุญสารและทัพมองละแงะอย่างสุดความสามารถก็ตาม
แต่ด้วยจำนวนไพร่พลน้อยกว่าจึงพ่ายแพ้ไปในที่สุด
พระตาเสียชีวิตในสงคราม ดังนั้น
พระวอ ท้าวคำผง ท้าวฝ่ายหน้า
ท้าวทิดพรหม บุตรพระตา
และท้าวก่ำบุตรพระวอ
จึงพากันอพยพครอบครัวไพร่พลหนีภัยลงมาทางใต้
จนถึงเมืองนครจำปาศักดิ์ได้รับความอนุเคราะห์จากพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร
เจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์
ให้ตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ในบริเวณตำบลเวียงดอน-กอง
หรือที่เรียกว่าบ้านดู่บ้านแก
แขวงเมืองนครจำปาศักดิ์
ต่อมาใน พ.ศ. 2314
(จ.ศ. 1133 ปีเถาะ ตรีศก)
รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
พระเจ้าสิริบุญสารทราบว่า
พระวออพยพครอบครัวไพร่พลมาตั้งอยู่ที่เวียงดอนกอง
แขวงเมืองนคร-จำปาศักดิ์
จึงให้อัครฮาดคุมกำลังกองทัพลงมาปราบปรามพระวออีกเมื่อพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร
ทราบเหตุ
จึงให้พระยาพลเชียงสายกทัพจากเมืองนครจำปาศักดิ์
มาช่วยพระวอต้านทานทัพของพระ-เจ้าสิริบุญสาร
พร้อมทั้งทรงมีศุภอักษรไปถึงพระเจ้าสิริบุญสาร
เพื่อขอยกโทษให้พระวอ
พระเจ้าสิริบุญ-สารมีพระราชสาส์นตอบมาว่า
พระวอเป็นคนอกตัญญู
จะเลี้ยงไว้ก็คงไม่มีความเจริญแต่เมื่อเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์ให้มาขอโทษไว้ดังนี้แล้ว
ก็จะยกให้มิให้เสียไมตรี
จากนั้นพระองค์จึงโปรดให้อัครฮาดยกกำลังกองทัพกลับกรุงศรีสัตนาคนหุต
ในปลายปี พ.ศ. 2314
พระวอเกิดขัดใจกับพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารเกี่ยวกับกรณีการสร้างเมืองใหม่ที่ตำบลศรีสุมังของพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมาร
จึงอพยพครอบครัวไพร่พลมาอยู่ที่บริเวณดอนมดแดง
(ริมฝั่งซ้ายแม่น้ำมูล
ห่างจากที่ตั้งศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี
ไปทางทิศตะวันออกระยะทางประมาณ 16
กิโลเมตร)
และได้แต่งตั้งให้ท้าวเพี้ยคุมเครื่องราชบรรณาการไปถึงเจ้าเมืองนครราชสีมา
ขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของราชอาณาจักรสยามเพื่อหามิตรประเทศเพราะมีศัตรูอยู่รอบด้าน
ทางเหนือก็พระเจ้าสิริบุญสารแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต
ทางใต้ก็พระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารแห่งเมืองนครจำปาศักดิ์
ประกอบกับยังไม่มีกองกำลังที่เข้มแข็งพอที่จะต่อสู้กับข้าศึกศัตรูได้ในยามที่ถูกศัตรูรุกราน
แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ก็มิได้ทรงดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้แต่ประการใด
คงเนื่องด้วยเพราะกำลังติดพันกับศึกพม่าและอีกประการหนึ่งในช่วงระยะเวลานั้น
ดินแดนที่ราบสูงเลยเมืองนครราชสีมาขึ้นไปนั้น
เป็นอาณาเขตของกรุงศรีสัตนาคนหุต
ซึ่งพระเจ้าสิริบุญสาร
และพระเจ้าตากสินมหาราชได้เคยทำสัญญาทางพระราชไมตรีกันไว้
|
|
||
อ่านต่อ
>>> |

|
|
|