|
บ้านเชียงเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย
ซึ่งค้นพบว่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยและที่ฝั่งศพของคนก่อนประวัติศาสตร์ยุคโลหะ
เมื่อราว 5,000 กว่าปีมาแล้ว
มีความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีสูงมาแต่โบราณ
ชาวบ้านเชียงโบราณเป็นชุมชนยุคโลหะที่รู้จักทำการเกษตรกรรม
เลี้ยงสัตว์
นิยมทำเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับจากสำริด
ในระยะแรกและรู้จักใช้เหล็ก
ในระยะต่อมา
แต่ก็ยังคงใช้สำริดควบคู่กันไป
ชาวบ้านเชียงโบราณรู้จักทำเครื่องปั้นดินเผาภาชนะสีเทา |
|
ทำเป็นลายขูดขีด
ลายเชือกทาบและขัดมัน
รู้จักทำภาชนะดินเผาลายเขียนสี
รูปทรงและลวดลายต่าง ๆ
และชาวบ้านเชียงโบราณยังรู้จักทำเครื่องจักสาน
ทอผ้า |
|
มีประเพณีการฝังศพ
ฝังสิ่งของ เครื่องใช้
อาหารรวมกับศพเป็นการอุทิศให้กับผู้ตาย
สิ่งของที่เป็นโบราณวัตถุซึ่งได้จากการสำรวจรวบรวม
และขุดค้นที่บ้านเชียงรวมแหล่งใกล้เคียง
เช่น ขวาน ใบหอก มีด
ภาชนะดินเผาทั้งที่เขียนสีและไม่เขียนสี
และ ดินเผาลูกกลิ้งดินเผา
แม่พิมพ์หินใช้หล่อเครื่องมือสำริด
ทำจากหินทรายเบ้าดินเผา
รูปสัตว์ดินเผา
ลูกปัดทำจากหินสีและแก้วกำไล
และแหวนสำริด ลูกกระสุนดินเผา
ขวานหินขัดและได้พบเศษผ้าที่ติดอยู่กับเครื่องมือสำริด
แกลบข้าวที่ติดอยู่กับเครื่องมือเหล็ก
ชุมชนบ้านเชียงในสมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นชุมชนเกษตรกรรมยุคโลหะ
มีความเจริญก้าวหน้ามานานแล้ว
สามารถแบ่งลำดับขั้นวัฒนธรรมสังคมเกษตรกรรมที่บ้าน
เชียงออกเป็น 6 สมัย
โดยกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์วิธีคาร์บอน
14 ว่า วัฒนธรรมสมัยที่ 1
หรือชั้นดินล่างสุดของบ้านเชียงมีอายุประมาณ
5,600 ปีมาแล้ว
คนก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเชียงในระยะแรกได้เลือกตั้งถิ่นฐานในบริเวณป่าที่ถูกถากถาง
มีการ
เลี้ยงสัตว์และล่าสัตว์ด้วย
พอถึงสมัยที่ 4 เมื่อราว 3,600
ปีมาแล้วรู้จักใช้เครื่องมือ
เหล็ก เลี้ยงควาย
เพื่อช่วยในการทำนา ในสมัยที่ 5
เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว มีการ
ทำภาชนะดินเผาลายเขียนสีลงลายและรูปทรงหลายแบบ
พอถึงสมัยที่ 6
จึงทำแต่ภาชนะดินเผาเคลือบสีแดงหรือเขียนสีบนพื้นสีแดง
ทำเครื่องประดับที่มีส่วนผสมของโลหะ
ที่มีความวาวมากขึ้น
กำหนดอายุได้ราว 1,700 ปีมาแล้ว
จากการค้นพบแกลบข้าวที่ติดอยู่กับเครื่องมือเหล็ก
การค้นพบเครื่องมือสำริด
แม่พิมพ์เครื่องมือสำริด
เบ้าดินเผา
ทำให้สามารถกล่าวได้ว่าวัฒนธรรมบ้านเชียงมีความเจริญก้าวหน้าสูง
รู้จักการใช้โลหะกรรมหล่อหลอมสำริด
และปลูกข้าวที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ไม่น้อยกว่า 5,000 ปีมาแล้ว
และมีความเจริญทางวัฒนธรรมสูงกว่าบริเวณอื่น
ๆ ของประเทศไทย
ภายหลังจากที่กรุงสุโขทัยเสื่อมอำนาจลงแล้ว
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1
(พระเจ้าอู่ทอง)ได้
ผนวกอาณาจักรสุโขทัยเข้ารวมกับอาณาจักรอยุธยาใน
พ.ศ. 1981
และในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนี่เอง
ไทยเราต้องทำศึกสงครามกับพม่ามาโดยตลอด
ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะเรื่อยมา
และเสียกรุงศรีอยุธยา 2 ครั้ง คือ
ใน พ.ศ. 2112 และ พ.ศ. 2310
แต่ถึงแม้เพลี่ยงพล้ำให้แก่พม่าข้าศึก
แต่ไทยเราก็ยังมีวีรกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ทรงสามารถกอบกู้เอกราชของชาติไทยให้กลับคืนมาได้คือ
สมเด็จ
พระนเรศวรมหาราชที่ทรงประกาศอิสรภาพใน
พ.ศ. 2127
และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชใน
พ.ศ. 2310
|
|
||
อ่านต่อ
>>> |

|
|
|