บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป »

ประเทศไทย 77 จังหวัด »

จังหวัดภูเก็ต

ข้อมูล » ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา ศิลปะ-วัฒนธรรม-ประเพณี สถานที่สำคัญ-แหล่งท่องเที่ยว

ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา (3)

       ต่อมาพอขึ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พม่าก็ยกทัพเรือมาตีเมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง ได้อีกเมื่อ พ.ศ. 2352 เพราะเมืองทั้งสองนี้เพิ่งจะเริ่มฟื้นฟูใหม่ ผู้คนพลเมืองก็ยังน้อย เมื่อทัพพม่ายกมา ก็พากันอพยพหลบหนีเข้าป่าไปหมด พม่าจึงไม่ต้องรบ พม่าได้เมืองตะกั่ว เมืองตะกั่วทุ่ง แล้วก็เลยไปตีเอาเมืองถลางได้ด้วยในคราวนี้ เมื่อพม่ามาตีเมืองตะกั่วป่าแตกใน พ.ศ. 2728 นั้น ตัวเมืองยังคงอยู่ที่ เขาเวียง เพราะปรากฎว่าพม่าได้ขนเอาเทวรูปทั้ง 3 องค์ ลงมาจากเทวสถาน จะเอาไปด้วย แต่เมื่อยกลงมาจากยอดเขา มาถึงริมลำน้ำ เผอิญเกิดพายุใหญ่ฝนตกหนัก พม่าต้องหนีน้ำจึงทิ้งเทวรูปไว้  ตำบลนี้ก็เลยมีชื่อเรียกว่า ตำบลหลังพม่า เพราะพม่าให้หลังที่ตรงนี้ ตำบลหลังพม่านี้ อยู่ในเขตอำเภอกะปง จังหวัดพังงา   ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ตำบลรมณีย์
            เมื่อเมืองเก่าบนเขาเวียงแตกแล้ว พลเมืองจึงได้ย้ายมาตั้งเมืองใหม่ที่บ้านตำตัว อยู่ได้ไม่นาน ถึง พ.ศ. 2352 ก็ถูกพม่ามาขับไล่แตกไปอีก ในคราวนี้ผู้คนพลเมืองได้หนีไปตั้งอยู่ในป่า ซึ่งภายหลังก็ได้กลายเป็นหมู่บ้านตะกั่วป่า ตำบลโคกเคียน  อำเภอตะกั่วป่า เมื่อกองทัพกรุงยกมาขับไล่พม่าไปหมดแล้วเห็นว่าหัวเมืองชายทะเลตะวันตกยับเยินหนัก และยังไม่ไว้ใจ เกรงว่าพม่าจะมารุกรานอีก จึงมิได้ตั้งเป็นหัวเมืองขึ้นกรุงเทพฯ เหมือนเดิม แต่ให้ยกเมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง เมืองถลาง ไปขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราชทั้งหมด
            ต่อมาเมื่อถึง พ.ศ. 2383   พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระราชดำริที่จะทำนุบำรุงหัวเมืองชายทะเลตะวันตก   ให้กลับคืนดังเดิม    ประกอบกับหมดห่วงในการศึกกับพม่า เพราะพม่าได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษไปแล้ว จึงกลับตั้งเมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง  เป็นหัวเมืองขึ้นฝ่ายกลาโหมตามเดิม และยังได้ยกเมืองพังงาเป็นหัวเมืองขึ้นกรุงเทพฯ ฝ่ายกลาโหมอีกเมืองหนึ่งในคราวนี้ด้วย ส่วนเมืองถลางนั้น ได้กลับตั้งเป็นหัวเมืองขึ้นกรุงเทพฯ ไปตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2380
         ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีหลักฐานระบุว่า เมื่อราคาดีบุกสูงขึ้น และมีคนไปตั้งขุดแร่มากขึ้นโดยลำดับ ได้มีการแต่งตั้งหลวงมหาดไทยชื่อ ทัด  เป็นกรรมการเมืองถลาง ไปปกครองดูแล   และตั้งหลักแหล่งหาเลี้ยงชีพด้วยทำการขุดแร่ดีบุกที่ตำบลทุ่งคา   อันเป็นมูลของชื่อที่ฝรั่งเรียกเมืองภูเก็ต……..  

            ต่อมาหลวงมหาดไทยได้เป็นที่พระภูเก็ต เจ้าเมือง แต่ยังขึ้นอยู่กับเมืองถลาง มาจนถึงรัชกาลที่ 4 พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม) ออกไปสักเลขที่เมืองภูเก็ต ไปขอนางสาวเลื่อม ธิดาพระภูเก็ต (ทัด)   ให้แต่งงานกับพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชื่น) บุตรคนใหญ่  ต่อมาไม่ช้า เมืองภูเก็ตได้เลื่อนขึ้นเป็น เมืองจัตวา ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ พระภูเก็ตก็ได้เลื่อนขึ้นเป็น พระยาภูเก็ตโลหะเกษตรารักษ์ ทำนุบำรุงเมืองภูเก็ตจนเติบใหญ่
           เมื่อได้มีการปรับปรุงระบบการปกครองหัวเมืองต่าง ๆ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล เมื่อ พ.ศ. 2435   โดยรวมหัวเมืองชายทะเลตะวันตกตั้งเป็นมณฑลภูเก็ต   เมื่อ พ.ศ. 2435   เมืองตะกั่วป่าจึงมาขึ้นกับมณฑลภูเก็ต
           ในปี พ.ศ. 2440 โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัยสร้างขึ้น ในชื่อ "โรงเรียนวรสิทธิ์" ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนหนังสือ แห่งแรกในมณฑลภาคใต้ฝั่งตะวันตก ตั้งอยู่ในบริเวณวัดมงคลนิมิตร โดยมีพระเทวพรหมาบดี, พระวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี สังฆปาโมกข์ (เพรา พุทธสโร) เป็นผู้ดำเนินการ (ครูใหญ่) ท่านผู้นี้ได้สร้างความ เจริญในด้านการศึกษาให้แก่โรงเรียนเป็นอันมาก
            ในปี พ.ศ. 2444 พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศร (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต คนที่ 4 เป็นผู้สร้างเมืองภูเก็ตยุคใหม่ พระยารัษฎาฯ ได้ชักชวนนักลงทุนชาวต่างประเทศ เข้ามาขุดแร่ดีบุกทั้งบนบกและใน ทะเล ยุคนี้ถือได้ว่าเป็นยุคทองของเมืองภูเก็ต ได้มีการจัดวางผังเมือง ตัดถนนใหม่ทั้งหมด ทั้งในเมืองและนอกเมือง สร้างตึกรามบ้านช่องที่ทันสมัย สร้างศูนย์ราชการ อีกทั้งชักชวนให้ธนาคารชาเตอร์ ซึ่งเป็นธนาคารต่างชาติมาเปิด ดำเนินการที่ภูเก็ตเป็นแห่งแรกของประเทศไทย สร้างสถานีตำรวจ สร้างโรงพยาบาลวชิระและวางระบบ สารธรณูปโภคขั้นพื้นฐานขึ้นในเกาะภูเก็ต
         ต่อมาถึงพุทธศักราช 2459 จึงได้เปลี่ยนคำว่า “เมือง” เรียกว่า “จังหวัด” เป็นระเบียบเดียวกันทั่วทั้งประเทศ ต่อมาถึงพุทธศักราช 2468 ในรัชกาลที่ 7 ได้ยุบเลิกตำแหน่งมหาดไทยมณฑล เพื่อประหยัดตัดรอนรายจ่ายแผ่นดินให้เข้าสู่ดุลยภาพ แต่แล้วภายหลังก็ต้องกลับตั้งตำแหน่งมหาดไทยมณฑลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นผู้ปฏิบัติงานในหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยอีก อนึ่งในปีพุทธศักราช 2468 นี้ ได้โอนจังหวัดสตูล จากมณฑลภูเก็ต ไปขึ้นกับ มณฑลนครศรีธรรมราช เพราะทางไปมาจากสตูลไปสงขลา ซึ่งเป็นที่ตั้งมณฑลนครศรีธรรมราชสะดวกกว่ามาภูเก็ต ต่อมาเมื่อเกิดการปฏิบัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองขึ้นในปีพุทธศักราช 2475 จึงได้ยกเลิกระบอบเทศาภิบาลเสีย  เมื่อพุทธศักราช 2476 ตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑล จึงได้ถูกยุบเลิกไปแต่นั้นมา ถึงแม้ว่าในภายหลังจะได้มีการแต่งตั้งตำแหน่ง ข้าหลวงตรวจการกระทรวงมหาดไทย ออกไปประจำภาคต่าง ๆ ขึ้น แล้วต่อมาได้เปลี่ยน เรียกว่า ผู้ว่าราชการภาค ก็ตาม ก็หาได้มีอำนาจหน้าที่บังคับบัญชาข้าราชการในจังหวัดต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์เหมือนในสมัยสมุหเทศาภิบาล ผู้สำเร็จราชการมณฑลต่างพระเนตรพระกรรณไม่ จึงเป็นอันว่าระบอบมณฑลเทศาภิบาลได้หมดสิ้นไป ตั้งแต่พุทธศักราช 2476 ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

<<< ย้อนกลับ ||

จังหวัด » กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล สุราษฎร์ธานี

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook