|
ระนองเป็นดินแดนส่วนหนึ่ง
ของอาณาจักรศรีวิชัย
ซึ่งเจริญรุ่งเรืองอยู่ทางใต้ของประเทศไทย
แต่เดิมมีสภาพเป็นป่าดง
รกร้างว่างเปล่าไม่มีผู้คนอยู่อาศัย |
|
ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่
2 แห่งกรุงศรีอยุธยา(ระหว่าง
พ.ศ.1991 - 2072)
ได้มีการปรับปรุงระบบการปกครองบ้านเมือง
โดยยกเลิกการปกครองแบบที่มีเมืองลูกหลวง
4 ด้าน |
|
ราชธานีที่ใช้กันมา
ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย
และได้มีการ |
|
ขยายขอบเขตการปกครองของเมืองหลวง ให้กว้างออกไปโดยรอบ คือจัดเป็นแบบ ในวงราชธานีกับ
นอกวงราชธานี
ในวงราชธานีนั้นถือเอาเมืองหลวงเป็นหลักและมีเมืองจัตวาขึ้นอยู่รายรอบหัวเมือง
เมืองจัตวาเหล่านี้มีผู้รั้ง
(เจ้าเมือง)กับกรมการเป็นพนักงานปกครองโดยให้อยู่ในบังคับบัญชา
ของเสนาบดีทั้งหลายในเมืองหลวงส่วนหัวเมืองที่อยู่นอกวงราชธานี
หรือเมืองชายแดนหน้าด่านชายแดนนั้น
จัดให้เป็นหัวเมืองชั้นเอก โท
ตรี
ตามขนาดความสำคัญของเมืองนั้น ๆ
ซึ่งต่อมาเรียกว่า
หัวเมืองชั้นนอก
หัวเมืองชั้นนอกเหล่านี้ต่างก็มีหัวเมืองเล็กๆ
คั่นอยู่เช่นเดียวกับในวงราชธานี
มากบ้างน้อยบ้าง
ตามขนาดของอาณาเขตโดยกำหนดตามท้องที่
สุดแต่จะให้พนักงานปกครองต่างเมืองเดินทางไปมาถึงกันได้ภายในวัน
หรือสองวัน
เพื่อจะได้บอกข่าวช่วยเหลือกันเมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ
เช่น ภาวะสงคราม
บรรดาหัวเมืองชั้นนอก เหล่านี้
พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งเจ้านายในราชวงศ์ หรือข้าราชการชั้นสูงศักดิ์เป็นผู้สำเร็จราชการเรียกว่าเจ้าเมือง
หรือพระยามหานครตามแต่ฐานะของเมืองมีอำนาจปกครอง
บังคับบัญชาสิทธิ์ขาดต่างพระเนตรพระกรรณทุกประการ
ในสมัยอยุธยานี้
เมืองระนองมีลักษณะเป็นหัวเมืองเล็กๆ
ขึ้นอยู่กับเมืองชุมพร
ซึ่งเป็นหัวเมืองชั้นตรี
มีอาณาเขตติดทะเลฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก
นอกจากเมืองระนองซึ่งเป็นเมืองชั้นเอก
เมืองชุมพรแล้วยังมีเมืองตระ
(อำเภอกระบุรี) เมืองปะทิว
เมืองตะโก
เมืองหลังสวนและเมืองมลิวัน
(เดี๋ยวนี้อยู่ในสหภาพพม่า)
ระนองสมัยกรุงธนบุรี
ไม่ปรากฏมีเหตุการณ์และหลักฐานทางประวัติศาสตร์แต่
อย่างใด
สันนิษฐานว่ายังเป็นหัวเมืองเล็กๆ
ขึ้นตรงต่อเมืองชุมพรตลอดสมัยกรุงธนบุรี
ระนองมีชื่อปรากฏอยู่ในพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่
1 และรัชกาลที่ 2
ว่าเป็นเมืองหนึ่งที่พม่ายกทัพผ่านเข้ามาเพื่อไปตีเมืองชุมพรเท่านั้น
นอกจากนี้ในอดีตนอกจากจะเป็นเมืองเล็กๆ
ที่อยู่ในป่าดงรกร้างหาเป็นภูมิฐานบ้านเมืองไม่
ภูมิประเทศยังเต็มไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อนแทบจะหาที่ราบสำหรับการเกษตรไม่ได้มิหนำซ้ำการเดินทางไปมาติดต่อต่างเมืองก็ลำบากยากเข็น
ถ้าไม่ใช่การเดินทางทางเรือ
อันต้องผ่านปากอ่าวเข้ามาทางด้านมหาสมุทรอินเดียแล้ว
ก็ต้องขึ้นเขาลงห้วย
บุกป่าฝ่าดงกันเท่านั้นเองแต่ไม่ว่าทางใดก็ต้องเสียเวลาเดินทางกันเป็นวันๆ
ผู้คนจึงไม่ค่อยจะได้ถ่ายเทเข้ามาตั้งรกรากทำมาหากินในเมืองระนอง
พลเมืองจึงมีอยู่น้อยนิดเรื่อยมาแต่ในท่ามกลางป่าเขาทุรกันดารนั้น
ระนองได้สะสมทรัพยากรธรรมชาติไว้ใต้แผ่นดินเป็นเอนกอนันต์ นั่นคือวัตถุที่มีชื่อเรียกกันในสมัยโบราณว่า
ตะกั่วดำ หรือ แร่ดีบุกนั่นเอง |
|
||
อ่านต่อ
>>> |

|
|
|