|
จังหวัดสตูล
|
ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา
|
-หน้า
2- |
ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
สตูลเป็นเพียงตำบลซึ่งอยู่ในเขตเมืองไทรบุรี
ฉะนั้นประวัติความเป็นมาของจังหวัดสตูล
จึงเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเมืองไทรบุรี
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เจ้าเมืองไทรบุรีชื่อตวนกูอับดุลละ
โมกุมรัมซะ
ถึงแก่กรรมน้องชายชื่อตนกูดีบาอุดดีน
ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการเมือง
(รายามุดา) ได้เป็นเจ้าเมืองแทน
ต่อมาไม่นานนักก็ถึงแก่กรรมและไม่ปรากฏว่าตวนกูดี-มาอุดดีนมีบุตรหรือไม่
ต่อมาปรากฏว่าบุตรชายของตวนกูอับดุลละ
โมกุมรัมซะ จำนวน 10 คน
ซึ่งต่างมารดากันได้แย่งชิงกันเป็นเจ้าเมืองไทรบุรีเจ้าพระยานครศรีธรรมราช
(พัฒน์)
ซึ่งเป็นผู้กำกับหัวเมืองฝ่ายตะวันตก
จึงได้พิจารณานำตัวตวนกูปะแงรัน
และตวนกูปัศนู
ซึ่งเป็นบุตรของพระยาไทรบุรี
(ตวนกูอับดุลละ โมกุมรัมซะ)
เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ณ กรุงเทพฯ
และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งตวนกูปะแงรันซึ่งเป็นบุตรคนโตให้เป็นพระรัตนสงครามรามภักดีศรี
ศุลต่านมะหะหมัด รัตนราชบดินทร์
สุรินทวังษาพระยาไทรบุรี
และทรงแต่งตั้งตวนกูปัศนู
เป็นพระยาอภัยนุราช
ตำแหน่งรายามุดา
(ผู้ว่าราชการเมือง)
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
รัชกาลที่ 2
แห่งกรุงรัตน-โกสินทร์
มีข้าศึกยกตีเมืองถลางในปี พ.ศ. 2352
พระยาไทรบุรี (ตวนกูปะแงรัน)
ได้ส่งกองทัพจำนวน 2,500 คน
ไปช่วยรบกับข้าศึกที่เมืองถลาง
และในปี พ.ศ. 2355 พระยาไทรบุรี
(ตวนกูปะแงรัน)
ได้ยกกองทัพไปตีได้เมือง แป-ระ
ทำให้เมืองดังกล่าวเป็นประเทศราชขึ้นต่อกรุงเทพฯ
ด้วยความดีความชอบทั้งสองครั้งนี้
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
เลื่อนยศพระยาไทรบุรี
(ตวนกูปะแงรัน)
เป็นเจ้าพระยาไทรบุรี
ต่อมาไม่นานนัก
เจ้าพระยาไทรบุรี (ตวนกูปะแงรัน)
เกิดแตกร้าวกับพระยาอภัยนุราช
(ตวนกูปัศนู) ผู้เป็นรายามุดา
ปรากฏข้อความในหนังสือเก่าที่เมืองนครศรีธรรมราชว่าการแตกร้าวเกิดขึ้นเพราะพระยาอภัยนุราชขอเอาที่กวาลามุดาเป็นบ้านส่วย
เจ้าพระยาไทรบุรีไม่ยอมให้ที่ดังกล่าวจะให้ที่อื่นแทน
พระยาอภัยนุราชไม่ยอมรับ
และต่างฝ่ายก็ทำเรื่องราวกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ
ให้พระยาพัทลุงเป็นข้าหลวงออกไปว่ากล่าวไกล่เกลี่ยเมื่อ
พ.ศ. 2356
แต่เจ้าพระยาไทรบุรีกับพระยาอภัยนุราชไม่ปรองดองกัน
ในที่สุดจึงโปรดให้ย้าย
พระอภัยนุราชไปเป็นผู้ว่าราชการเมืองสตูล
ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเมืองไทรบุรี
และทรงตั้งตวนกูอิบราฮิมเป็นราคามุดาเมืองไทรบุรี
เหตุการณ์ที่เกิดแตกร้าวจึงสงบกันไป
ในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์
รัชกาลที่ 2
ได้กล่าวถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับเมืองไทรบุรีในครั้งนี้ไว้ว่า
ตามเนื้อความที่ปรากฏดังกล่าวมาแล้ว
ทำให้เห็นว่าในเวลานั้น
พวกเมืองไทรเห็นจะแตกแยกกันเป็นสองพวก
คือพวกเจ้าพระยาไทรปะแงรัน พวก 1
พวกพระยาอภัยนุราช พวก 1
พวกพระยาอภัยนุราชคงจะนบน้อมฝากตัวกับเมืองนครศรีธรรมราช
โดยเฉพาะเมื่อพระยาอภัยนุราช
ได้มาเป็นผู้ว่าราชการเมืองสตูล
ซึ่งเขตแดนติดต่อกับเมืองนครศรีธรรมราช
พวกเมืองสตูลคงจะมาฟังบังคับบัญชาสนิทสนมข้างเมืองนครศรีธรรมราชมากกว่าเมืองไทย
แต่พระยาอภัยนุราชว่าราชการเมืองสตูลได้เพียง
2 ปี
ก็ถึงแก่อนิจกรรมผู้ใดจะได้ว่าราชการเมืองสตูล
ต่อมาในชั้นนั้นหาพบจดหมายเหตุไม่
แต่พิเคราะห์ความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง
เข้าใจว่าเชื้อวงศ์ของพระยาอภัยนุราช
(ปัศนู)
คงจะได้ว่าราชการเมืองสตูลและฟังบังคับบัญชาสนิทสนมกับเมืองนครศรีธรรมราชอย่างครั้งพระยาอภัยนุราชหรือยิ่งกว่านั้น
ในปีพุทธศักราช 2363
ได้มีข่าวเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ว่า
ข้าศึกเตรียมกองทัพจะยกมาตีเมืองไทย
และได้คิดชักชวนเจ้าพระยาไทรบุรี
(ปะแงรัน)
ให้เข้าเป็นพวกยกมาทำศึกอีกทางหนึ่งด้วย
จึงโปรดให้มีท้องตราสั่งออกไปให้สืบสวนและให้กองทัพเมืองนครศรีธรรมราช
เมืองสงขลา
ไปตั้งต่อเรือที่เมืองสตูล
เพื่อเป็นการคุมเมืองไทรบุรีไว้ด้วย
ในปีพุทธศักราช 2364 ตนกูม่อม
ซึ่งเป็นน้องคนหนึ่งของเจ้าพระยาไทรบุรี
(ปะแงรัน)
ได้เข้ามาฟ้องต่อเจ้าพระยานครศรีธรรมราชว่า
เจ้าพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน)
เอาใจออกห่างและไป
เผื่อแผ่แก่ข้าศึก
จึงโปรดเกล้าให้มีตราลงไปหาตัวเจ้าพระยาไทรบุรีเข้ามาเพื่อไต่ถาม
เจ้าพระยาไทรบุรีได้ทราบท้องตราแล้วก็เลยตั้งแข็งเมือง
ต้นไม้เงินต้นไม้ทองก็ไม่ส่งเข้าไปทูลเกล้าถวายตามกำหนด
จึงโปรดให้มีตราลงไปยังเมืองนครศรีธรรมราชว่า
เจ้าพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน)
เอาใจเผื่อแผ่แก่ข้าศึกเป็นแน่เลยจะละไว้ให้เมืองไทรบุรีเป็นไส้ศึกอีกทางหนึ่งไม่ได้
ให้พระยานครศรีธรรมราชยกกองทัพลงไปตีเมืองไทรบุรีเอาไว้ในอำนาจเสียให้สิทธิ์ขาด
ในเวลานั้น พระยานครศรีธรรมราช
ได้ต่อเรือรบเตรียมไว้ที่เมืองตรังและเมืองสตูลแล้ว
เมื่อได้รับท้องตราให้ไปตีเมืองไทรบุรี
จึงได้เตรียมจัดกองทัพ
และทำกิติศัพท์ให้ปรากฏว่าจะยกไปตีเมืองมะริดและเมืองตะนาวศรี
และได้สั่งให้เจ้าพระยาไทรบุรีเป็นกองลำเลียงส่งเสบียงอาหาร
แต่เจ้าพระยาไทรบุรีก็บิดพริ้วไม่ยอมส่งเสบียงอาหารมาให้
พระยานครศรีธรรมราชจึงได้ยกกองทัพบก
กองทัพเรือพร้อมด้วยกองทัพเมืองพัทลุง
และเมืองสงขลายกทางบกลงไปตีเมืองไทรบุรีพร้อมกัน
ได้สู้รบกันเล็กน้อย
กองทัพพระยานครศรีธรรมราช
ก็ได้เมืองไทรบุรีในปี พ.ศ. 2364
ส่วนเจ้าพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน)
หลบหนีไปอยู่ที่เกาะหมาก
(เกาะปีนัง)
พระยานครศรีธรรมราชจึงให้พระยาภักดีบริรักษ์
(ชื่อ แสง
เป็นบุตรของพระยานครศรีธรรมราช)
เป็นผู้รักษาเมืองไทรบุรี
และให้นายนุช มหาดเล็ก
(เป็นบุตรอีกคนหนึ่งของพระยานครศรีธรรมราช)
เป็นปลัดอยู่รักษาราชการที่เมืองไทรบุรี
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
รัชกาลที่ 2
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้ง
พระภักดีบริรักษ์เป็นพระยาอภัยธิเบศร์
มหาประเทศราชธิบดินทร์
อินทรไอศวรรย์
ขัณฑเสมาตยาชิตสิทธิสงครามรามภักดี
พิริยะพาหะ พระยาไทรบุรี
และตั้งนายนุชมหาดเล็ก
เป็นพระยาเสนานุชิต
ตำแหน่งปลัดเมืองไทรบุรี
เมืองไทรบุรีตั้งอยู่ในอำนาจควบคุมดูแลของเมืองนครศรีธรรมราชตั้งแต่
นั้นมา |
<<< ย้อนกลับ || อ่านต่อ >>> |

|
|
|
|