|
จังหวัดยะลา
เป็นดินแดนที่มีความสำคัญทางด้านโบราณคดีแห่งหนึ่ง
จากตำนานพื้นเมืองปัตตานีเล่าสืบต่อกันมาว่า
เมืองปัตตานี |
|
โบราณนั้นมีการโยกย้ายถึงสี่ครั้ง
ครั้งแรกเมืองนี้ได้เริ่มก่อตัวขึ้นที่บ้านปาโย
หรือบ้านบาโย
ซึ่งปัจจุบันได้แก่บริเวณท้องที่ตำบลหน้าถ้ำ
ตำบลท่าสาป อำเภอเมืองยะลา
บนฝั่งแม่น้ำปัตตานี
แม่น้ำปัตตานีตอนที่อยู่ในเขตจังหวัดยะลาก็เรียกกันว่าแม่น้ำยะลาก็มี |
|
แม่น้ำท่าสาปก็มี ในเขตนี้พบซากโบราณสถาน และศิลปะโบราณวัตถุจำนวนมาก
มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 - 17 เป็นส่วนใหญ่
ตามชายฝั่งแม่น้ำปัตตานีมีร่องรอยว่า
เคยมีชุมชนโบราณตั้งเรียงรายกันอยู่หลายแห่ง เฉพาะที่เป็นแหล่งใหญ่แสดงให้เห็นว่าเคยเป็นเมืองมาก่อนนั้น
มีอยู่สองแห่งคือบริเวณบ้านเนียง
- สนามบิน - วัดคูหาภิมุข
และเขากำปั่นในเขตจังหวัดยะลา
แห่งหนึ่ง และบริเวณอำเภอยะรัง
จังหวัดปัตตานีอีกแห่งหนึ่ง
สำหรับบริเวณบ้านเนียง -
วัดคูหาภิมุข
นั้นได้พบภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์
ภายในถ้ำในเขตวัดคูหาภิมุข
และได้พบเศษชิ้นของวัตถุในบริเวณบ้านสนามบิน
แสดงว่าบริเวณดังกล่าวเป็นเมืองขนาดใหญ่มาตั้งแต่สมัยศรีวิชัย
(พุทธศตวรรษที่ 13 - 18)
บริเวณบ้านสนามบิน เดิมเรียกว่า
ทุ่งกาโล เป็นป่าละเมาะ
เมื่อประมาณปี พ.ศ.2472
ชาวบ้านได้ถางป่าและขุดหลุมพบพระพุทธรูป
ต่อมาในปี พ.ศ.2500
ทางราชการได้ขุดไถทุ่งกาโล
เพื่อปรับพื้นที่สร้างสนามบิน
มีผู้พบพระอวโลกิเตศวรสี่กรเนื้อสำริด
และพบพระพุทธรูปอีกหลายองค์
รวมทั้งซากอิฐกำแพงเมือง
บริเวณเขาในเขตตำบลหน้าถ้ำ
มีภูเขาวัดถ้ำและภูเขากำปั่น
เป็นภูเขาหินปูน
มีถ้ำใหญ่น้อยอยู่เป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะภูเขาวัดถ้ำมีถ้ำสำคัญคือ
ถ้ำแจ้ง หรือถ้ำพระนอน
มีโบราณวัตถุอยู่เป็นจำนวนมาก
รวมทั้งพระพุทธไสยาสน์
และถ้ำศิลป
ซึ่งมีจิตรกรรมฝาผนังสมัยศรีวิชัย
ดินแดนอันเป็นที่ตั้งของเมืองยะลา
แต่เดิมเป็นท้องที่บริเวณหนึ่งของเมืองปัตตานี
ซึ่งมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
ในสมัยพระบรมราชาธิราช (พ.ศ.1913-1931
พระองค์ได้ธิดาของมุขมนตรีแห่งปัตตานีคนหนึ่งเป็นสนม
ในฐานะที่เป็นเมืองประเทศราช
ปัตตานีมีหน้าที่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการเข้ามาถวายทุกกสามปี
ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ (พ.ศ.2199
- 2231) ลาลูแบร์
อัครราชทูตฝรั่งเศส
ซึ่งมาที่กรุงศรีอยุธยา
ยืนยันว่าปัตตานีต้องส่งต้นไม้เงิน
ต้นไม้ทอง
อย่างละต้นเข้ามาถวายพระมหากษัตริย์ไทยทุกสามปี |
|
||
อ่านต่อ
>>> |

|
|
|