การจัดรูปการปกครองเมืองตามระบอบมณฑลเทศาภิบาล
ระบบการปกครองส่วนภูมิภาคของเมืองไทยก่อนหน้าที่จะวิวัฒนาการในรูปของจังหวัด
อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน
ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินส่วนภูมิภาคมาหลายยุคหลายสมัยหลายขั้นตอนด้วยกัน
นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยซึ่งจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองทั้งหลายออกเป็นเมืองราชธานี
เมืองลูกหลวง
(หรือเมืองหน้าด่านรอบราชธานีทั้ง
4 ด้าน) เมืองพระยามหานคร
(หัวเมืองชั้นนอก)
และเมืองประเทศราช
โดยเมืองแต่ละประเภทจะมีลักษณะความสัมพันธ์
และระดับความใกล้ชิดกับเมืองแม่หรือราชธานีมากน้อยลดหลั่นกันไปตามระยะทางจากเมืองหลวง
ตลอดจนความคล้ายคลึงทางภาษา
และวัฒนธรรมอย่างในกรณีของเมืองประเทศราชเป็นต้น
ครั้นถึงต้นสมัยกรุงศรี
อยุธยาเป็นราชธานีในสมัยพระเจ้าอู่ทอง
ก็ยังมิได้ทรงเปลี่ยนแปลงระเบียบการปกครองหัวเมืองต่าง
ๆ เท่าใดนัก
การปกครองอาณาเขตก็ใช้ทำนองเดียวกันกับครั้งสมัยกรุงสุโขทัย
โดยแบ่งเป็นราชธานีมีเมืองหน้าด่านชั้นในสำหรับป้องกันราชธานีทั้ง
4 ทิศ เรียกว่า เมืองป้อมปราการ
นอกจากนั้นก็เป็นหัวเมืองชั้นใน
เมืองพระยามหานคร
และเมืองประเทศราช
เช่นเดียวกับสมัยกรุงสุโขทัย
การจัดระเบียบการ
ปกครองหัวเมืองของกรุงศรีอยุธยาเป็นดังที่กล่าวมานี้จนกระทั่งถึงปี
พ.ศ. 1991
ซึ่งเป็นปีที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นครองราชย์
จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับปรุงหลายประการด้วยกัน
การปรับปรุงระเบียบการปกครองที่สำคัญในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
คือ การแยกการทหาร
และการพลเรือนออกจากกัน
ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า
ทรงตั้งตำแหน่งเสนาบดีเอาทหารเป็นกลาโหม
เอาพลเรือนเป็นสมุหนายก
งานจตุสดมภ์ คือ เวียง วัง คลัง นา
ซึ่งถือว่าเป็นงานฝ่ายพลเรือน
มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบเหนือจตุสดมภ์อีกชั้นหนึ่ง
เทียบได้กับอัครมหาเสนาบดี
ส่วนการงานที่เกี่ยวกับการทหารหรือการป้องกันประเทศ
เช่น กรมม้า กรมช้าง
และกรมทหารราบก็มีสมุหกลาโหมเป็นผู้รับผิดชอบ
การจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองในสมัยนี้
มีลักษณะของการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง
คือ ราชธานีเพิ่มมากขึ้น
โดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงวางหลักการปกครองหัวเมืองให้เป็นแบบเดียวกันกับราชธานี
คือ
ทรงให้ใช้วิธีการปกครองฝ่ายพลเรือนที่เรียกว่า
จตุสดมภ์ ตามหัวเมืองด้วย
ส่วนฝ่ายทหารนั้น
มีอำนาจครอบคลุมกิจการทหารทั่วราชอาณาจักรอยู่แล้ว
ในด้านการปรับปรุงหัวเมืองที่อยู่รายรอบ
อันได้แก่
บรรดาหัวเมืองชั้นในแต่เดิม
นอกจากนั้นไปก็เป็นเมืองพระยามหานคร
ซึ่งกำหนดเป็นเมืองชั้นเอก โท
ตรี
โดยลำดับกันตามความสำคัญของเมือง
ผู้
ปกครองเมืองจะได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ตามแต่จะทรงเห็นสมควร
ส่วนเมืองประเทศราชนั้นยังคงให้เจ้านายชนชาตินั้นปกครองตามจารีตประเพณี
กรุงศรีอยุธยามิได้ควบคุมการบริหารโดยตรง
เป็นแต่ว่าต้องส่งเครื่องราชบรรณาการ
และถ้าผู้ใดจะเป็นเจ้าเมืองจะต้องทูลขอให้พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาทรงแต่งตั้ง
การจัดระเบียบการปกครองราชธานีและหัวเมืองในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนี้
เป็นหลักในการปกครองประเทศสืบต่อมาตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา
มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ซึ่งได้ทรงแบ่งหัวเมืองออกเป็น 2
ภาค คือ หัวเมืองทางภาคเหนือ
มอบให้สมุหนายกว่าการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน
ส่วนหัวเมืองทางภาคใต้มอบให้สมุหกลา-โหมดูแลทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนเช่นกัน
เว้นแต่หัวเมืองที่อยู่ตามปากอ่าวมอบให้อยู่ในหน้าที่ของกรมคลัง
เพราะเกี่ยวกับการค้าขายต่างประเทศ
วิธีจัดการปกครองส่วนภูมิภาคปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาได้ใช้กันต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี
(พ.ศ. 2310-2325)
และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พ.ศ. 2325
จนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในส่วนที่สำคัญแต่อย่างใด
เว้นแต่ในปี พ.ศ. 2417
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
ได้ทรงแบ่งหัวเมืองเสียให้เป็น 3
ประเภท คือ หัวเมืองชั้นใน
หัวเมืองชั้นกลาง
และหัวเมืองชั้นนอก
ตามระยะทางใกล้ไกลจากกรุงเทพฯ
หัวเมืองแต่ละประเภทในแต่ละภาคยังคงอยู่ในความควบคุมดูแลของสมุหนายก
สมุหกลาโหม
และเสนาบดีคลังเช่นเดิม
การปฏิรูปการจัดระเบียบการปกครองในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระลจอมเกล้าฯ
ในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้
ประเทศไทยมีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากยิ่งขึ้น
วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี
ของชาวต่างประเทศทางตะวันตกกำลังหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย
และอิทธิพลในการแสวงหาเมืองขึ้นของชาติตะวันตกก็กำลังแพร่มาถึงชาวเอเซีย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษและฝรั่งเศส
ซึ่งได้ขยายอำนาจคุกคามเอกราชและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทยอย่างรุนแรง
เหตุการณ์ในระยะนั้นเป็นพลังผลักดันให้เกิดความคิดที่จะแก้ไขปรับปรุงการปกครองประเทศเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารงานหัวเมืองและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติให้เพียงพอที่จะต้านทานการคุกคามของมหาอำนาจชาติตะวันตกได้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
จึงทรงเริ่มปรับปรุงระบบการปกครองประเทศให้ทันสมัย
พระองค์ทรงดำริว่า
จะนิ่งอยู่โดดเดี่ยวเช่นที่เป็นมาแล้วแต่โบราณหาได้ไม่เพราะเป็นสมัยของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงเข้ายุคใหม่
จะต้องเผชิญกับชาวต่างประเทศที่เขาเจริญแล้วที่อาณานิคมอยู่ใกล้ชิดติดกับประเทศไทย
และเขากำลังแสดงและจัดการปกครองอาณานิคมให้เจริญยิ่ง
ๆ ขึ้น
ฉะนั้นประเทศไทยจะต้องเร่งรีบลงมือจัดการทะนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญทัดเทียมกับกาลสมัย
จึงจะรักษาเอกราชไว้ได้
โดยเหตุนี้ต่อมาจึงมีพระบรมราชโองการยกเลิกระเบียบการปกครองแต่เดิม
และประกาศตั้งกระทรวงแบบใหม่ขึ้น
12 กระทรวง เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.
2435
โดยจัดสรรอำนาจและหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละกระทรวงให้เป็นสัดส่วน
อาทิเช่น กระทรวงมหาดไทย
กระทรวงกลาโหม
กระทรวงการต่างประเทศ
กระทรวงเกษตราธิการ
กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม
เป็นต้น
บรรดาหัวเมืองที่แบ่งเป็นฝ่ายเหนือ
ฝ่ายใต้
ก็ให้อยู่ในบังคับบัญชาตราพระราชสีห์ของกระทรวงมหาดไทยทั้งหมด
ตามประกาศพระบรมราชโองการ
ลงวันที่ 22 ธันวาคม ร.ศ. 113 (พ.ศ. 2437)
เมื่องานปกครองหัวเมืองที่เคยแยกไปอยู่ในอำนาจของกระทรวงกลาโหมก็ดี
กระทรวงการต่างประเทศหรือกรมท่าก็ดี
ไปขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทยเพียงกระทรวงเดียว
กระทรวงมหาดไทยจึงมีฐานะเป็นศูนย์กลางบัญชีการงานปฏิรูปการปกครองให้ทันสมัยไปโดยปริยาย
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยครั้งแรกที่เสด็จไปตรวจราชการหัวเมืองได้ทรงพบข้อขัดข้องหลายประการในการปกครองหัวเมือง
ประการแรก คือ
มีหัวเมืองมากเกินไป
แม้แต่หัวเมืองชั้นในก็หลายสิบเมือง
ทางคมนาคมกับกรุงเทพฯ
จะไปถึงก็ล่าช้า
เช่นจะไปเมืองพิษณุโลกต้องเดินทางไปกว่า
10 วันจึงจะถึง
หัวเมืองก็อยู่หลายทิศทาง
จะจัดการอันใดก็พ้นวิสัยที่เสนาบดีจะออกไปจัดหรือตรวจการได้เอง
ได้แต่มีห้องตราสั่งข้อบังคับและแบบแผนส่งออกไปในแผ่นกระดาษให้เจ้าเมืองจัดการ
เจ้าเมืองก็มีหลายสิบคนด้วยกันจะเข้าใจคำสั่งต่างกันอย่างไร
และใครจะทำการซึ่งสั่งไปนั้นอย่างไรก็ยากที่จะรู้
ในที่สุดพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
กับสมเด็จฯ
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
จึงทรงดำริจัดตั้งระเบียบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้น
การจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองแบบมณฑลเทศาภิบาลนี้เป็นการจัดตั้งหน่วย
ราชบริหารส่วนภูมิภาค
ซึ่งมีสภาพและฐานะเป็นตัวแทนประจำท้องที่ของกระทรวงมหาดไทยอย่างแท้จริง
เพื่อความเข้าใจในเรื่องนี้
จึงขอนำคำจำกัดความของ
เทศาภิบาล ซึ่งพระยาราชเสนา
(ศิริ เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
อดีตปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย
มากล่าวไว้ ณ ที่นี้
"
การเทศาภิบาล คือ
การปกครองโดยลักษณะที่จัดให้มีหน่วยบริหารราชการ
อันประกอบด้วยตำแหน่งข้าราชการต่างพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และเป็นที่ไว้วางใจของรัฐบาลของพระองค์
รับแบ่งภาระของรัฐบาลซึ่งประจำอยู่แต่เฉพาะในราชธานีนั้น
ออกไปดำเนินการในส่วนภูมิภาคของประเทศ
ซึ่งอยู่ห่างไกลจากรัฐบาล
ซึ่งอยู่ในราชธานีให้ได้ใกล้ชิดกับอาณาประชากรเพื่อให้เขาได้รับความร่มเย็นเป็นสุขและเกิดความเจริญทั่วถึงกัน
โดยมีระเบียบแบบแผนอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติฯ
จึงแบ่งเขตการปกครองโดยขนาดลดหลั่นกันเป็นชั้นอันดับกันดังนี้คือ
ส่วนใหญ่เป็นมณฑล
รองถัดลงไปเป็นเมือง คือ จังหวัด
รองไปอีกเป็นอำเภอ ตำบล
และหมู่บ้าน
จัดแบ่งหน้าที่ราชการเป็นส่วนสัดแผนกงานให้สอดคล้องกับทำนองการของกระทรวง
ทบวง กรม ในราชธานี
และจัดสรรข้าราชการที่มีความรู้สติปัญญาความประพฤติดีให้ไปประจำทำงานตามตำแหน่งหน้าที่
มิให้มีการก้าวก่ายสับสนกันดังที่เป็นมาแต่ก่อน
"
การปกครองหัวเมืองในสมัยก่อนใช้ระบบเทศาภิบาลนั้น
อำนาจปกครองบังคับบัญชามีความหมายแตกต่างกันออกไปตามความใกล้ไกลของท้องถิ่น
หัวเมือง หรือประเทศราช
ยิ่งไกลจากกรุงเทพฯ เท่าใด
ก็ยิ่งมีอิสระมากขึ้นเท่านั้น
หัวเมืองที่รัฐบาลปกครองบังคับบัญชาได้โดยตรงก็มีแต่หัว-เมืองใกล้
ๆ
ส่วนหัวเมืองอื่นที่ไกลออกไปมักจะมีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครองแบบกินเมือง
และมีอำนาจอย่างกว้างขวาง
สมเด็จฯ
กรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงทรงพยายามที่จะจัดให้อำนาจการปกครองเข้ามารวมอยู่ยังจุดเดียวกัน
โดยจัดตั้งระบบเทศาภิบาลซึ่งเป็นระบบที่รัฐบาลกลางจัดส่งข้าราชการไปบริหารราชการในท้องที่ต่าง
ๆ
แทนที่ส่วนภูมิภาคจะจัดการปกครองกันเองเช่นแต่ก่อน
อันเป็นระบบกินเมือง
ระบบการปกครองแบบเทศาภิบาลจึงเป็นระบบการปกครองที่รวมอำนาจเข้ามาไว้ในส่วนกลางและริดรอนอำนาจเจ้าเมืองตามระบบเดิมลงอย่างสิ้นเชิง
และเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมหัว-เมืองให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นตลอดจนเป็นการแบ่งเบาภาระหน้าที่ของเสนาบดี
จึงได้รวมหัวเมืองเข้าเป็นแบบมณฑล
ๆ ละ 5 เมืองหรือ 6 เมือง
ในขนาดท้องที่ที่ผู้บังคับบัญชาการมณฑลอาจจะจัดการและตรวจตราได้เองตลอดอาณาเขตเรียกว่า
มณฑลเทศาภิบาล
มีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชา
หัวเมืองทั้งปวงในเขตมณฑลของตน
การจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลนี้รัฐบาลมิได้ดำเนินการในทีเดียวทั้งประเทศ
แต่ได้จัดตั้งเป็นระยะ ๆ ไป
โดยเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2437
ภายหลังการปฏิรูปการบริหารส่วนกลาง
ทั้งนี้ถือลำน้ำซึ่งเป็นทางคมนาคมหลักในสมัยนั้นเป็นเครื่องกำหนดเขตมณฑล
มณฑลเทศาภิบาลที่จัดตั้งขึ้นในคราวแรกมี
3 มณฑล คือ มณฑลพิษณุโลก
มณฑลปราจีน และมณฑลนครราชสีมา
ต่อมาเมื่อมีการโอนหัวเมือง
ทั้งหมดซึ่งเคยอยู่ในกระทรวงกลาโหมมาขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดียวแล้ว
จึงได้รวมหัวเมืองฝ่ายใต้จัดเป็นมณฑลราชบุรีขึ้นอีกมณฑลหนึ่ง
จากนั้นมาในปี พ.ศ. 2438 ถึง 2458
ก็ได้มีการจัดตั้งยุบเลิกและเปลี่ยนเขตการปกครองมณฑลเทศาภิบาลอยู่ตลอดเวลาตามความเหมาะสม
จังหวัดอ่างทองนั้นถูกรวมอยู่ในมณฑลเทศาภิบาลกรุงเก่าซึ่งจัดขึ้นในปี
พ.ศ. 2438 โดยรวมกรุงศรีอยุธยา
เมืองอ่างทอง ลพบุรี สระบุรี
สิงห์บุรี พรหมบุรี
และอินทบุรีเข้าด้วยกัน
โดยมีพระเจ้าน้องยาเธอ
กรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์
(พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์
ต้นราชสกุล วัฒนวงศ์)
ทรงเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลคนแรกของมณฑลนี้
ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลอยุธยาและยุบเลิกไปภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
พ.ศ. 2475
การจัดรูปการปกครองของมณฑลเทศาภิบาล
ดังที่กล่าวมาแล้วว่ามณฑลเทศาภิบาลมีลักษณะเป็นหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุด
โดยมีอาณาเขตรวมหลาย ๆ
เมืองเข้าด้วยกันมากบ้างน้อยบ้างตามความเหมาะสม
ในมณฑลเทศาภิบาลแต่ละมณฑลมีข้าราชการคณะหนึ่งประกอบด้วยข้าหลวงเทศาภิบาล
ข้าหลวงมหาดไทย ข้าหลวงยุติธรรม
ข้าหลวงคลัง
เลขานุการข้าหลวงเทศาภิบาล
และแพทย์ประจำมณฑล
ข้าราชการบริหารมณฑลจำนวนนี้เรียกว่า
กองมณฑล เจ้าหน้าที่ 6
ตำแหน่งดังกล่าวนี้เป็นเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทยได้จัดให้มีขึ้นสำหรับบริหารงานมณฑล
ๆ ละ 1 กอง
เป็นข้าราชการที่สังกัดกระทรวงมหาดไทยทั้งสิ้น
กระทรวงคลังข้าราชการในตำแหน่งยุติธรรมและการคลังของมณฑล
จึงเปลี่ยนไปสังกัดกระทรวง ทบวง
กรมตามสายงานของตน
ข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้รับผิดชอบปกครองมณฑลมีอำนาจสูงสุดในมณฑลเหนือ
ข้าราชการพนักงานทั้งปวง
มีฐานะเป็นข้าราชการต่างพระเนตรพระกรรณของพระเจ้าอยู่หัว
ซึ่งได้ทรงมอบความไว้วางพระราชหฤทัยโดยคัดเลือกจากขุนนางผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน
ออกไปปฏิบัติราชการมณฑลละ 1 คน
หน่วยปกครองมณฑลเทศาภิบาลนี้ทำหน้าที่เสมือนสื่อกลางเชื่อมโยงรัฐบาลกลางกับหน่วยราชการส่วนภูมิภาคหน่วยอื่น
ๆ เข้าด้วยกัน
ข้าหลวงมณฑลเทศาภิบาลมีอำนาจที่ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งการได้เอง
ยกเว้นเรื่องสำคัญซึ่งจะต้องขอความเห็นมายังกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น
เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเป็นอันมาก
มณฑลเทศาภิบาลนับว่าเป็นวิธีการ
ปกครองที่ทำให้รัฐบาลสามารถดึงเอาหัวเมืองต่าง
ๆ
เข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้
อย่างแท้จริงผู้ว่าราชการเมืองของแต่ละเมืองในมณฑลต้องอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของข้าหลวงเทศาภิบาลอีกชั้นหนึ่ง
โดยมิได้ขึ้นตรงต่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยโดยตรง
ต่อมากระทรวงมหาดไทยยังได้เพิ่มตำแหน่งข้าราชการมณฑลขึ้นอีก
เพื่อแบ่งเบาภาระข้าหลวงเทศาภิบาลเช่น
ตำแหน่งปลัดมณฑล
มีอำนาจหน้าที่รองจากข้าหลวงเทศาภิบาล
เสมียนตรามณฑลเป็นเจ้าพนักงานการเงินรักษาพัสดุและดูแลรักษาการปฏิบัติราชการมณฑล
และมหาดเล็กรายงานมีหน้าที่ออกตรวจราชการตามเมืองและอำเภอต่าง
ๆ ตลอดมณฑล เป็นต้น
การจัดรูปการปกครองในสมัยปัจจุบัน
วิวัฒนาการของการจัดระเบียบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในส่วนปลีกย่อยเป็นครั้งคราวอาทิเช่น
ข้าหลวงเทศาภิบาล
บางครั้งก็เรียกว่า
สมุห-เทศาภิบาล
มณฑลบางแห่งก็ถูกยุบเลิก
บางแห่งก็ถูกจัดตั้งเป็นเขตการปกครองพิเศษ
เช่น มณฑลกรุงเทพฯ
มณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ
และมณฑลนครศรีธรรมราช
ซึ่งรวมบริเวณ 7
หัวเมืองอิสลามปักษ์ใต้เข้าไว้
ฯลฯ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6
ก็ได้มีการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับกาลสมัยและความจำเป็นในทางปกครองหลายประการด้วยกัน
อาทิเช่น
การประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่
พ.ศ. 2457
แทนพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่
ร.ศ. 116
และมีการรวมมณฑลหลายมณฑลเข้าเป็นภาค
และมีอุปราชเป็นหัวเมืองปกครองภาค
ในปี พ.ศ. 2458 ทำให้ภาคเป็นหน่วยการ
ปกครองใหญ่เหนือมณฑลขึ้นไปอีก
ตลอดจนให้เปลี่ยนชื่อที่ใช้เรียกหน่วยการปกครองระดับต่ำจากมณฑล
จาก เมือง เป็น "จังหวัด
โดยประกาศของกระทรวงมหาดไทย
ลงวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2459
วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
คณะราษฎร์ ประกอบด้วย ทหาร
ตำรวจ
และพลเรือนทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบราชาธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย
โดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
จากผลของการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนี้ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดระเบียบการปกครองหรือการบริหารราชการส่วนภูมิภาคใหม่
โดยมีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม
พ.ศ. 2476
ซึ่งแบ่งหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคเป็น
จังหวัด และอำเภอ
โดยมิได้บัญญัติให้มีมณฑล
ตามนัยดังกล่าวจึงเท่ากับเป็นการยกเลิกมณฑลไปโดยปริยาย
แต่ได้จัดแบ่ง ภาค
ขึ้นใหม่และให้มีข้าหลวงตรวจการสำหรับทำหน้าที่ตรวจ
ควบคุม แนะนำ ชี้แจง
ข้อราชการแก่หน่วยราชการส่วนภูมิภาคเท่านั้น
โดยมิได้มีหน้าที่บริหารราชการทั่วไปเหมือนอย่างมณฑลเทศาภิบาล
ดังนั้นจังหวัดกับส่วนกลางจึงสามารถติดต่อกันได้โดยตรงมิต้องผ่านภาคแต่อย่างใด
ในปี พ.ศ.
2495
รัฐบาลก็ได้ประกาศพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน
พ.ศ. 2495 ยกเลิกพระราชบัญญัติเดิม ปี
พ.ศ. 2476 เสีย
และจัดระเบียบการปกครองส่วนภูมิภาคเป็นภาค
จังหวัดและอำเภอ
โดยให้มีผู้ว่าราชการภาคคนหนึ่งเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาราชการบริหารส่วนภูมิภาคภายในเขต
มีอำนาจหน้าที่คล้ายคลึงสมุหเทศาภิบาลในสมัยก่อน
ครั้นต่อมาก็ได้มีการยกเลิกภาคอีกโดยสิ้นเชิงตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
พ.ศ. 2499
เหลือแต่เพียงหน่วยการปกครองจังหวัด
และอำเภอ ตามเดิม
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
พ.ศ. 2495 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.
2499 ได้ใช้มาอีกเป็นเวลานาน
จนกระทั่งถูกยกเลิกโดยประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่
218 ลงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2515
ซึ่งให้เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่
1 ตุลาคม พ.ศ. 1515 เป็นต้นไป
ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 218
จึงเป็นกฎหมายในการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคมาจนถึงทุกวันนี้
พิจารณาตามประกาศคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ 218
ประกอบกับพระราชบัญญัติลักษณะ
ปกครองท้องที่ พ.ศ. 1457 แล้ว
หน่วยการบริหารราชการส่วนภูมิภาคของไทยจะแบ่งออกได้
ดังนี้
- จังหวัด
- อำเภอ (และกิ่งอำเภอ)
- ตำบล
- หมู่บ้าน
จังหวัดเป็นหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุด
แต่ละจังหวัดแบ่งเขตการ
ปกครองหรือการบริหารราชการออกเป็นอำเภอ
อำเภอแบ่งออกเป็นกิ่งอำเภอถ้ามีความจำเป็นในการ
ปกครองแต่ตามปกติอำเภอแบ่งออกเป็นตำบลเลยทีเดียว
และตำบลแบ่งออกเป็นหมู่บ้านซึ่งเป็นหน่วยการปกครองที่เล็กที่สุดในราชการบริหารส่วนภูมิภาค
จังหวัดตั้งโดยพระราชบัญญัติซึ่งเป็นกฎหมายที่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา
ในการบริหารราชการของจังหวัดหนึ่ง
ๆ นั้น
มีผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยคนหนึ่งเป็นผู้รับนโยบายและคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล
คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม
มาปฏิบัติการให้เหมาะสมกับท้องที่และประชาชน
และเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดา
ข้าราชการฝ่ายบริหารส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัด
และรับผิดชอบในราชการจังหวัดและอำเภอ
ผู้ว่าราช-การจังหวัดมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด
และปลัดจังหวัดเป็นผู้ช่วยปฏิบัติราชการ
และมีคณะกรมการจังหวัด
ซึ่งประกอบด้วยหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดจากกระทรวง
ทบวง กรมต่าง ๆ
ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหารราชการแผ่นดินในจังหวัดนั้น
อำเภอจัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกา
ในอำเภอหนึ่งให้มีนายอำเภอเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชา
มีปลัดอำเภอ
และหัวหน้าส่วนราชการซึ่งกระทรวง
ทบวง กรม ต่าง ๆ ส่งมาประจำ
ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือนายอำเภอในการปฏิบัติราชการแผ่นดิน
ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 218
มิได้กำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการต่าง
ๆ
ซึ่งประจำอยู่ในอำเภอเป็นกรมการอำเภอเหมือนในระดับจังหวัด
ดังนั้นนายอำเภอจึงมีอิสระในการที่จะใช้ดุลพินิจตัดสินปัญหาเรื่องราวต่าง
ๆ
แต่ขณะเดียวกันก็จะต้องรับผิดชอบในผลดีผลเสียอันเกิดจาการกระทำของตนเป็นเงาตามตัวด้วย |