บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!


บ้านจอมยุทธบล็อก

>> ซุนปิน >> Out  of  Control  Syndrome (20)

ซุนปิน
จินตนาการเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อจุดประกายไอเดียความคิดใหม่ๆและจินตนาการเพื่อการสร้างนวัตกรรมใหม่

Out  of  Control  Syndrome (20)

Apr.30.2007 12:31:52 pm

เมื่อนักฟิสิกส์ประยุกต์ โดนเหนี่ยวนำในทางฟิสิกส์( ตอนที่3)

      ก่อนที่ข้าฯจะวิเคราะห์วิธีการบำบัดให้หมอมีความสมบูรณ์ทางกายภาพและจิตวิญาณ….ฃ้าฯขอตัดมาเรื่องมิติแห่งวงแหวนในเรื่องออร่าก่อน….(ถ้าท่านที่ติดตามงานเขียนที่ข้าฯใช้ชื่อว่ากระบี่ดาวแดงคงทราบว่าข้าฯหมายถึงอะไรในหัวข้อฟิสิกสส์ระบำปลายเท้า(TOE)นั่นแหละ)
       
ออร่า: แสงที่ยังเป็นปริศนา
กับการวิเคราะห์ถึงอาการทางจิตที่เกิดการเหนี่ยวนำ

        ข้าฯขอตัดตอนบทความเรื่องออร่าที่บันทึกไว้เป็นการตัดตอนมาจากเว็บไซต์ข้างล่างบันทึกฉบับนี้ที่ตรงข้าฯหมายเหตุไว้ข้างล่างการบันทึก…เพื่อทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องนี้…ที่ปัจจุบันเราสามารถใช้เท็คนิค การถ่ายภาพที่เรียกว่าการถ่ายภาพแบบเคอร์เนียนถ่ายภาพการเกิดออร่าในแต่ละบุคคลที่จะไม่มีเหมือนกันเลยแม้แต่คนเดียว….เทคนิกการถ่ายภาพแบบนี้ ข้าฯคิดว่าสามารถที่จะทำความเข้าใจในปริศนาต่างๆได้ในการเกิดอาการของความผิดปกติทางกายภาพร่างกายและความผิดปกติในจิตวิญญาณมนุษย์

         ข้าฯขอยกตัวอย่างบางประการในสิ่งที่พิสูจน์ในเชิงประจักษ์นิยมทางวิทยาศาสตร์ได้แก่วิธีการสะกดจิต…เมื่อถ่ายภาพด้วยเท็คนิคเคอร์เนียน จะเห็นได้ว่าผู้ที่ถูกเหนี่ยวนำทางจิต ออร่าที่เกิดขึ้นเป็นสีดำหรือเงาลางๆไม่มีการเรืองแสง……ตรงกันข้ามกับผู้ที่ทำการสะกดจิตที่จะมีแสงออร่าในทุกส่วนของร่างกายที่แผ่ออกมาข้างนอก…เป็นต้น

        ข้าฯได้บันทึกถึงสิ่งที่ข้าฯอยากจะเห็นในสิ่งที่ข้าฯเรียกว่านิเวศน์แพทย์ ในตอนที่ผ่านมา..โดยคนไข้ที่เข้าโรงพยาบาลทุกแห่ง…ควรมีการบันทึกภาพของคนไข้ด้วยเทคนิค ออร่า เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานการวิเคราะห์อาการนอกเหนือจากการตรวจหัวใจ  ความดันและการชั่งน้ำหนัก….ข้าฯขอคัดความคิดเห็นบางเรื่องของออร่าจากเว็บไซต์ดังนี้:


       “ …..จากหนังสือสารานุกรมการแพทย์ชื่อ Anomalies and Curiosities of Medicine มีบันทึกอยู่หลายสิบหน้ากล่าวถึงเรื่องราวของคนที่มีแสงเรืองในตัวเองซึ่งเป็นบันทึกของแพทย์หลายสมัยที่ได้เคยพบเห็น และเขียนบันทึกทางการแพทย์เอาไว้ เช่น นายแพทย์จอร์ช กูลด์ และนายแพทย์ วอลเตอร์ ไพล์ (ปีพ.ศ. 2440) มีบันทึกไว้ว่า …..ได้พบคนไข้ที่เป็นโรคเนื้องอกในทรวงอกรายหนึ่งมีอาการหนักมากเมื่อมาขอการรักษา ขณะรับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาล ประมาณวันที่สองก็สังเกตเห็นปรากฎการณ์ประหลาดเกิดขึ้น คือ ปรากฏมีแสงเรืองสว่างออกมาจากทรวงอกของคนไข้ แสงเรืองประหลาดเกิดขึ้นจากภายในบริเวณเนื้อเยื่อที่เป็นโรคเนื้องอกนั่นเอง ต่อมาปรากฎการณ์อัศจรรย์นี้ก็เพิ่มมากขึ้น แสงเรืองสว่างมาก โดยเฉพาะถ้าอยู่ในที่มืด ๆ จะสามารถส่องดูนาฬิกาได้ในระยะห่าง 2 ฟุตอย่างสบาย ๆ ……..

       บันทึกอีกฉบับหนึ่ง เป้นของ ดร. เฮอวาร์ด คาร์ริงตัน นักค้นคว้าทางฟิสิกส์ ผู้ซึ่งบังเอิญได้พบกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญและปรากฎการณือัศจรรย์เข้ากับตนเองจึงบันทึกเอาไว้ว่า ….เกี่ยวกับเด็กชายคนหนึ่งที่เสียชีวิตเนื่องจากกลืนของแหลมคมลงไปในท้อง ก่อนขาดใจตายมีอาการดิ้นบิดตัวอย่างทุรนทุราย ต่อหน้าต่อตาญาติที่นำตัวมาส่งและต่อหน้าแพทย์พยาบาลที่กำลังพยายามให้ความช่วยเหลือ เด็กคนนั้นเปล่งแสงเรืองสีน้ำเงินออกมารอบตัววูบวาบไปหมด เล่นเอาทุกคนในที่นั้นตกใจจนคิดอะไรไม่ถูก และต่อมาอีกไม่กี่นาทีเด็กคนนั้นก็ขาดใจตาย…….

      บันทึกของคณะแพทย์จากอิตาลีในปี พ.ศ. 2477 ก็มีรายงานสั้น ๆ เกี่ยวกับเรื่องอัศจรรย์ที่ล่ำลือกันในสมัยนี้อยู่เรื่องหนึ่งคือเรื่องของ “หญิงเรืองแสงแห่งปิราโน” (Luminous Women of Pirano) บันทึกกล่าวว่า ….นางแอนนา โมนาโร เป็นผู้ป่วยด้วยโรคหืดเรื้อรัง ได้เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลปิราโน และอยู่ ๆ ในคืนหนึ่งขณะที่นางนอนหลับอยู่บนเตียงคนไข้ในห้องรวมของโรงพยาบาลแห่งนั้นบริเวณหน้าอกและลำคอของนางก็ปรากฎแสงเรืองออกมาเป็นแสงสีน้ำเงิน เล่นเอาคนไข้อื่น ๆ บนเตียงข้าง ๆ ที่เห็นเข้าพอดีต่างเผ่นลงจากเตียนแทบไม่ทัน ร้องแรกแหกกระเชอวุ่นวายไปหมดบรรดาแพทย์เวรและพยาบาลต่างวิ่งมาดู และต่างก็ยืนตะลึงมองกันตาปริบ ๆ แพทย์ใหญ่สั่งให้ถ่ายรูปเอาไว้และเข้าไปตรวจสอบร่างกายด้วยตนเอง แต่พอปลุกให้คนไข้ตื่นแสงเรืองประหลาดก็หรี่ดับไป…แพทย์หลายนายพยายามตรวจหาความผิดปกติแต่ก็ไม่สามารถวินิจฉัยอะไรได้เลย…..
      บันทึกได้กล่าวเอาไว้ด้วยว่า จากการเจาะเลือดไปตรวจพบว่า นางโมนาโรมีปริมาณของสารจำพวกกำมะถันอยู่ในเลือดสูงผิดปกติ…..แสงเรืองประหลาดจะปรากฎขึ้นเสมอเฉพาะตอนที่นางนอนหลับเท่านั้น มีแพทย์หลายสิบคนจากสาขาต่าง ๆ พากันแห่ไปศึกษาตรวจดูปรากฎการณ์อัศจรรย์ของนางโมนาโร และต่างก็ลงความเห็นกันไปต่าง ๆ นานา เช่นกล่าวว่า แสงเรืองเกิดจากประจุไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กในธรรมชาติทำปฏิกิริยากับเซลล์ชีวภาพ ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับสารกำมะถันในเลือดด้วยก็ได้…..บ้างก็ลงความเห็นว่า จำนวนสารกำมะถัในเลือดของนางอาจทำปฏิกิริยากับคลื่นอัลตราไวโอเลตในธรรมชาติ ทำให้เกิดการรบกวนกระตุ้นในอะตอมกำมะถันและสารชีวเคมีบางอย่างเกิดการเรืองแสงขึ้นมาได้เอง…….แต่ำคอธิบายความคิดเห็นเหล่านั้นไม่มีของใครจะให้ความกระจ่างชัดได้เลย เพราะมันไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมแสงเรืองจึงเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณหน้าอกและลำคอ และที่สำคัญคือ ทำไมมันเกิดขึ้นเฉพาะตอนที่นางโมนาโรนอนหลับเท่านั้น?……..

บาทาเรืองแสง

        เป็นเรื่องของมนุษย์เรืองแสงที่ไม่ใช่คนป่วย คนเจ็บ คนไข้ หรือใกล้จะตายแต่เกิดขึ้นกับคนธรรมดา ๆ ปกติที่ร่างกายแข็งแรงก็มีเช่นกัน จากบันทึกในประวัติศาสตร์รายแรกเห็นจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 เดือนกันยายน พ.ศ. 2412 มีรายงานปรากฏอยู่ในหนังสือแม็คคานิคของอังกฤษชื่อ English Mechanic ฉบับเดือนกันยายน พ.ศ. 2412 ปรากฏเรื่องราวประหลาดกล่าวไว้ว่า …..
        หญิงอเมริกันคนหนึ่งขณะเตรียมตัวเข้านอนในคืนวันที่ 24 เดือนกันยายน ปีพ.ศ. 2412 พอปิดไฟล้มตัวลงนอนสายตาก็มองไปที่ปลายเท้าพบกับความประหลาดใจ เพราะนิ้วนางข้างขวาของเธอปรากฏมีแสงเรืองสว่างขาวอมน้ำเงินฟ้าชอบกล….ตอนแรกคิดว่าตัวเองตาผาดแต่พอก้มลงพิจารณาดูอย่างใกล้ชิดก็พบว่าตามิได้ผาด นิ้วเท้านั้นมันเรืองแสงได้จริง…..
        เธอมิได้ตกใจแต่ประการใด เพราะคิดว่าคงไปเหยียบหรือเปื้อนอะไรมาเลยเอามือถูที่นิ้วนั้นเพื่อจะเช็ดออก แต่กลับพบว่ายิ่งถูเท่าไร แสงเรืองก็ยิ่งเพิ่มความสว่างเรืองมากยิ่งขึ้น และกลับมีการเรืองแสงแผ่กระจายออกไปเป็นบริเวณกว้างกว่าเดิม…เธอเริ่มรู้สึกประหลาดใจในเวลาต่อมาเมื่อพบว่าแสงเรืองแผ่ขยายขึ้นมาตามหลังเท้าและเรืองเป็นจ้ำ ๆ คล้ายรองฟกช้ำ แต่เรืองแสงได้…คราวนี้ชักจะตกใจนิดหน่อย เพราะเข้าใจแล้วว่าตัวเองมิได้ไปเหยียบหรือเปื้อนอะไรมาหากแต่ว่ามันเป็นแสงเรืองที่เกิดขึ้นภายในเนื้อจากใต้ผิวหนังนั่นเอง…..แต่ก็ยังไม่เชื่อในความคิดของตัวเธอจึงไปล้างเท้าด้วยน้ำและฟอกสบู่ ถูเท้าบริเวณที่เรืองแสง และแช่น้ำอยู่อีกนาน แล้วเอาแอลกอฮอล์เช็ด…..
        ทว่าแสงเรืองนั้นก็มิได้หมดไปยิ่งถูกบีบเค้นเท่าไรกลับยิ่งทำให้มันแผ่ขยายและเรืองแสงเพิ่มมากขึ้นไปอีก…สุดท้ายเธอพบว่าที่ข้างขวางไล่มาจนถึงข้อเท้าเกิดเรืองแสงสว่างอย่างน่ากลัวไปทั้งเท้า….สามีและลูกของนางต่างพากันช่วยคิดแก้ปัญหา ด้วยความแปลกประหลาดใจและงุนงงไปตามกันไม่รู้จะทำประการใด….แต่ต่อมาอีกหลายชั่วโมงหลังจากที่ตัดสินใจโทรศัพท์พบหมอ แสงเรืองประหลาดก็ค่อย ๆ หายไป เมื่อไปพบหมอก็เกือบจะจางหายมองไม่เห็นอยู่แล้ว……หมอตรวจดูด้วยความประหลาดใจและงุนงงพอ ๆ กันคนอื่นไม่มีอาการปวด เจ็บ หรือผิดปกติใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่มาให้ดูว่า “บาทาเรืองแสง” ได้ก็เท่านั้น ……….

การเรืองแสงทางชีวะ

       ก็นี่แหละครับ ถ้ามนุษย์เกิดมีแสงขึ้นมาได้มันก็ปรากฏการณ์อัศจรรย์แปลกประหลาดอักโขอยู่ แต่สำหรับสัตว์บางชนิดหรือพวกเห็ดราแล้วละก็ นักชีวะเขารู้แน่ว่าสาเหตุมันเนื่องมาจากอะไร พวกหนอนกระสือหรือเจ้าตัวที่เด็ก ๆ เรียกว่า “ทิ้งถ่วง” หรือหิ่งห้อยเป็นสัตว์ที่มีแสงเรืองได้โดยธรรมชาติ และก็เป็นของธรรมดา ๆ ที่ใคร ๆ คงเคยเห็นกันมาแล้ว แสงเรืองในสิ่งที่มีชีวิตบางชนิดเหล่านั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีอย่างต่อเนื่อง โดยมีสารเอนไซม์บางอย่างเป็นตัวกระตุ้นให้โมเลกุลส่วนหนึ่งเกิดการออกซิไดซ์และปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสงสีฟ้า น้ำเงิน เขียว หรือขาว สารชีวเคมีที่เป็นตัวสำคัญในการทำให้เกิดปฏิกิริยา “แสงเย็น” ดังกล่าวมีอยู่หลายชนิด ได้แก่ ออกซิเจน, ลิวซิเฟอเรส (luciferase), ลิวซิเฟอรีน (lucifurein) และอะดิโนซินไตรฟอสเฟท หรือ ATP (Adinosine triphosphate) เป็นต้น …

      แต่ทว่าปฏิกิริยาเคมีเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นในเซลล์ของร่างกายมนุษย์ได้อย่างเด็ดขาดและถ้าจะไปบอกนักชีวะว่าร่างกายมนุษย์สามารถผลิตสารชีวเคมีที่ทำให้เกิดแสงเรืองได้ ซึ่งอาจเป็นสารอย่างอื่น ๆ ที่ยังไม่มีการค้นพบ นักชีวะจะส่ายหัวไม่ยอมรับความคิดนั้นเด็ดขาด ดังนั้นการเรืองแสงได้ในตัวคนจึงยังเป็นสิ่งที่มืดมน และยังไม่มีใครอธิบายได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ……ปฏิกริยาทางชีวเคมี หรือว่าปฏิกิริยาจากแม่เหล็กไฟฟ้ากับระบบชีวภาพกันแน่…..หรืออีกทีหนึ่งคงต้องมองกันในแง่จิตในมิติที่ไม่เกี่ยวข้องกับทางกายภาพเลยก็ได้…..”

หมายเหตุ :  
ตัดตอนมาจากเว็บไซต์  
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/X2494283/X2494283.html  
บันทึกโดยคุณ : Runar_run  ( ห้องหว้ากอ พันธ์ทิพย์)

ข้าฯต้องขอขอบคุณกับท่าน Runar_run ที่ได้บันทึกเรื่องราวดีๆมาเผยแพร่

( ยังมีต่อ)

  
ซุนปิน : leehonglong@hotmail.com
ข้าฯเองมิใช่นักฟิสิกส์….เป็นเพียงนักโรแมนติกฟิสิกส์ที่จินตนาการไปตามอัตตาของตน…

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้ : อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook