บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!


บ้านจอมยุทธบล็อก

>> ซุนปิน >> จินตนาการเพื่อการสร้างนวัตกรรมใหม่

ซุนปิน
จินตนาการเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อจุดประกายไอเดียความคิดใหม่ๆและจินตนาการเพื่อการสร้างนวัตกรรมใหม่

จินตนาการเพื่อการสร้างนวัตกรรมใหม่

Feb.16.2007 9:28:47 am

หัวข้อที่ข้าฯซุนปินจะนำเสนอเป็นแนวคิดที่กระบี่ดาวแดงยังนำเสนอค้างไว้…และเนื่องจากกระบี่ดาวแดงได้ตายไปแล้วจากโลกจินตนาการแห่งบ้านจอมยุทธ์แห่งนี้และอยู่ระหว่างการฟื้นฟูสมองที่ได้ทำการต่อสู้ในทางความคิดในThe Silence Warที่เกิดขึ้นในสมองในระยะกว่า45วันที่ผ่านมาที่เกิดขึ้นในทุกส่วนของสมอง….ทั้งในส่วนของซิริบลัม ซิลิเบลลัม ไฮโปธารามัส สมองส่วนกลาง ส่วนพูข้างขมับ ส่วนPon ก้านสมอง พิทูอิทารี และโดยเฉพาะส่วนการเกิดภาพในส่วนซิลิบลัมพูท้ายทอยที่ไม่สามารถควบคุมได้ในการเกิดinverseและrevert reaction จากภายนอกและภายในสมองขณะนี้ก็ต้องกินยารักษาอยู่และพร้อมๆกับทำสมาธิ เอาไว้ข้าฯจะเล่ารายละเอียดให้ฟังในหัวข้อการสร้างพลังจิตและไบโอฟีดแบค และต้องขออภัยหากการพิมพ์การเว้นวรรคไม่สวยงามเพราะสเปกบาร์ของคีย์บอร์ดมันเสีย….

……………………………………………………

เรื่องที่กระบี่ดาวแดงยังค้างไว้ข้าฯซุนปินต้องมานำเสนอต่อคือ

1.เรื่องการสร้างนวัตกรรมทางเครื่องยนต์ให้เกิดการสันดาปอย่างสมบูรณ์ของเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลปัจจุบัน

2.เรื่องอากาศยานอันได้แก่
-การสร้างจานบิน
-อากาศยานขนาดเล็กที่ขึ้นลงทางดิ่งเพื่อใช้งานเกษตรกรรม
3.พลังงานไฟฟ้า
-พลังงานกังหันลม
-พลังงานจากน้ำขึ้นน้ำลง
-พลังงานจากคลื่นและระบบไฮดรอลิกส์
-พลังงานไฟฟ้าชีวภาพ
-พลังงานน้ำตก
-พลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้ความร้อน
-พลังงานแสงอาทิตย์โซล่าร์เซล และการแปลงสัญญาณเพื่อเก็บประจุไฟฟ้าในเวลากลางคืน
-วิธีการพลาสมาสปัตเตอร์ลิง
4.ด้านการแพทย์แบบองค์รวม
-การใช้ไบโอฟีดแบค
-การกระตุ้นในสภาวะไร้น้ำหนักจำลอง
-Visaul Therapy
-ความร่วมมือของสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนในการสร้างองค์ความรู้ด้านสปาและสมุนไพร โดยมิจำกัดเฉพาะแพทย์แผนไทย
5.การสร้างเครื่องมือทางการแพทย์
-เครื่องช่วยลดแผลกดทับของผู้ป่วย
-เครื่องพยุงท้องของมารดาที่ตั้งครรภ์ให้ช่วยการทรงตัวได้ดีขึ้น
-เครื่องช่วยคนหูหนวก
-เครื่องช่วยคนตาบอด
-เครื่องช่วยคนอัมพาตครึ่งซีกหรือบางส่วน
6.ข้อโต้แย้งทฤษฎีบิ๊กแบงก์
7.ทฤษฎีTOE(เพิ่มเติมจากที่เขียนไว้)
จากสมการดังนี้
- E=>C²Dn
- E=MC²(หรือDnC²)
- E=<C²Dn
-สนามแรงอื่นๆที่นอกเหนือจาก4สนามแรง
8.พลังจิต
-การสร้างสมาธิด้วยวิธีการต่างๆอันหลากหลายวิธีการ
-การบังคับการหลั่งของเอนไซน์บางตัวในสมอง



9.เรื่องอื่นถ้านึกได้
………………………………………………………………………………………………………………………..


1.จินตนาการด้านเครื่องยนต์เพื่อการสันดาปที่สมบูรณ์

1.เครื่องยนต์ในจินตนาการ
ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าการสันดาปของเครื่องยนต์เพื่อใช้ในพลังงานจลน์และให้ได้งานที่ใช้กับกลไกในการเคลื่อนที่นั้นเกินความต้องการของเราจะเห็นได้จากส่วนที่เกินความต้องการได้แก่พลังงานความร้อนแสงสีเสียงก๊าซต่างๆที่สูญเสียไปในกระบวนการสันดาปที่ไม่สมบูรณ์และสิ้นเปลืองพลังงาน
ในอดีตหลายสิบปีมาแล้วเราเคยมีการค้นคิดเครื่องยนต์แบบสเตอริงค์อันเป็นแบบในอุดมคติแต่ก็ยังไม่มีการผลิตขึ้นมาใช้งาน
ดังนั้นแนวคิดในการนำเสนอเพื่อการปรับปรุงเครื่องยนต์ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันที่ใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลและใช้พลังงานจากการสันดาปเปลี่ยนเป็นพลังงานกลเราจะมีวิธีการอย่างไรที่นำใช้พลังงานที่เกินความต้องการเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและให้เกิดการสันดาปได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้นและมีการสูญเสียที่เป็นพลังงานอื่นๆให้น้อยที่สุด ข้อคิดเห็นเป็นเพียงกรอบไอเดียกว้างๆอันได้แก่
1.1 การทำให้เกิดการสันดาปที่สมบูรณ์ขึ้นด้วยวิธีทำให้อากาศที่เข้าไปในกระบวนการสสันดาปกับเชื้อเพลิงเป็นอ็อกซิเจนอย่างสมบูรณ์ด้วยการปรับระบบการกรองอากาศใหม่ที่ทำได้โดย
-การสร้างตัวดักไนโตรเจนเนื่องจากไนโตรเจนมีปริมาณมากกว่า70%ของอากาศและการดักก๊าซอื่นๆเช่นคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซอื่นๆรวมทั้งฝุ่นละออง
วิธีการที่1 ประยุกต์จากการศึกษากลไกการดักไนโตรเจนจากปมรากพืชตระกูลถั่วเพื่อมาประยุกต์ในสร้างในทางวัสดุศาสตร์ด้วยการจัดเรียงโมเลกุลใหม่ และการประยุกต์จากการดักคาร์บอนไดออกไซค์ของการสังเคราะห์แสงจากพืชเพื่อสร้างระบบเครื่องกรองอากาศใหม่อันจะช่วยให้การสันดาปได้สมบูรณ์ขึ้นและประหยัดน้ำมัน
เราจะเห็นได้จากการใช้อ็อกซิเจนเหลวเป็นเชื้อเพลิงจรวดและใช้น้ำมันก๊าซและประกายไฟทีเป็นแคตเตอร์ไรท์
วิธีการที่2 การใช้วิธีการทางพลาสมาฟิสิกส์ในการปล่อยไอออนบวกหรือลบในการดักฝุ่นละอองหรือก๊าซที่ไม่เป็นที่ประสงค์ เช่นสารบางชนิดที่มีอ็อกซิเจนเป็นหลักและมีโมเลกุลขนาดใหญ่เป็นต้น
วิธีการที่3 การแยกอ็อกซิเจนบริสุทธิ์ด้วยไฟฟ้าจากการแยกน้ำ

แต่วิธีการที่ดีที่สุดและน่าจะประหยัดที่สุดน่าจะเป็นวิธีการแรก ส่วนวิธีที่3อาจจะใช้ได้กับรถยนต์ประเภทไฮบริดที่ใช้ไฮโดรเจนและเราอาจจะได้อ็อก.ซิเจนไม่พอเพียง
1.2 การนำความร้อนที่เกิดจากกระบวนการสันดาปไม่สมบูรณ์และเกินต้องการเช่นเครื่องยนต์ปัจจุบันเราต้องการความร้อนเพียงแค่70-75องศาเซ็นเซียสและใช้น้ำหล่อเลี้ยงระบายความร้อนทิ้งเพื่อรักษาระดับความร้อนของเครื่องยนต์การนำความร้อนเหล่านี้มาใช้ปัจจุบันก็มีการทำในหลายรูปแบบเช่น
-พลังงานเทอร์โบ
-การอุ่นไอน้ำมัน
-การอุ่นก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจี
-นอกจากนี้เราอาจจะนำมาใช้ได้อีกในรูปเพื่อใช้ในการแตกตัวของไอออน
-การนำความร้อนมาใช้ในการหมุนของกังหันเทอโบเจ็ตโดยใช้เพื่อให้กาฐที่มีจุดเดือดต่ำกลายเป็นไอและนำแรงดันเหล่านั้นมาหมุนกังหันและทำเป็นระบบปิดมีการหล่อเย็นและนำมาหมุนเวียนใหม่ ประยุกต์เป้นรถยนต์แบบไฮบริด(ลูกผสม)ที่มีการเคลื่อนไหวอิสระของสี่ล้อ
ข้อสรุปแล้วก็คือเครื่องยนต์ที่เราใช้ในรถยนต์ล้วนแล้วเกิดจากการสันดาปที่ไม่สมบูรณ์และสิ้นเปลืองน้ำมันและพลังงานที่เกิดขึ้นเกินความต้องการที่เราจะใช้ในพลังงานจลน์ในการเคลื่อนที่เช่นพลังงานความร้อนต่างๆที่เกิดขึ้นรวมไปถึงพลังงานเสียดทานต่างๆอันส่งผลให้ค่าสัมประสิทธิ์ในหลักของอากาศพลศาสตร์มีค่าที่สูง

หัวข้อนี้ขอแสดงไอเดียสั้นๆแค่นี้….ส่วนความเป็นไปได้ในการทำมันอยู่ที่พวกท่านข้าฯเองมีหน้าที่แค่จินตนาการ….เท่านั้นจริงๆ…

มลพิษที่เกิดจากการสันดาปที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์  

              แบ่งออกเป็น2ประเภทคือ สารมลพิษปฐมภูมิ และสารมลพิษทุติยภูมิ

1. สารมลพิษปฐมภูมิ(Primary  Pollutants)คือสารที่ปล่อยออกมาจากเครื่องยนต์โดยตรง ประกอบไปด้วย
- ไฮโดรคาร์บอน (HC)
- คาร์บอนมอนน็อกไซด์ (CO)
- อ็อกไซด์ของไนโตรเจน    อันได้แก่ไนตรัสออกไซด์  ( NO) ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2)
- ซัลเฟอร์ไดออกไซด์
- สารตะกั่ว
2. สารมลพิษทุติยภูมิ(Secondary  Pollutants)  เป็นผลที่เกิดจากสารพิษปฐมภูมิที่ก่อปฏิกิริยาลูกโซ่ในบรรยากาศได้แก่  ฟอร์มาลดีไฮด์  ,Peroxyacetyl,โอโซน( Oǯเมื่อเข้าสู่ร่างกายก็จะเกิดการรวมตัวกับสารอื่นๆเป็นสารประกอบที่อาจเป็นอันตรายได้ เช่นหายใจขัดและระคายเคืองนัยน์ตา เป็นต้น)
                          อันตรายของมลพิษเหล่านี้ มากมายเช่น มะเร็ง,หลอดลมตีบตันและอักเสบ,ปวดศีรษะอย่างรุนแรง,คลื่นใส้อาเจียน ,เป็นลม,โลหิตเป็นพิษ  ฯลฯ อันเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ถ้าได้รับจำนวนมากและเกิดการสะสมในร่างกาย
                         
การสร้างกรองอากาศ เพื่อให้ได้อ็อกซิเจนที่บริสุทธ์    ดังได้เสนอแนวคิดในหัวข้อที่ผ่านมานั้นนอกจากการศึกษาเรื่องปมรากดักไนโตรเจนจากพืชตระกูลถั่วแล้ว เราอาจใช้ไทเทเนียมไดอ็ออกไซด์(TiO2)  ที่สาวๆใช้ในเครื่องสำอางนั่นแหละโดยใช้สารเชื่อมประสาน และทาทับด้วยพอรัสฟลูออโรคาร์บอน เพื่อนำไปล้างและมาใช้ต่อได้    หรือจะใช้วิธีพลาสมาสปัตเตอริง ดังได้เสนอมาแล้วก็ได้
นอกจากนี้เรายังใช้พวกถ่านกัมมันต์ (activated carbon  จะกล่าวถึงวิธีการทำถ่นกัมมันต์เหล่านี้ภายหลัง)
แต่ประสิทธิภาพการดัก พวกไนโตรเจนอาจจะไม่สมบูรณ์   รวมทั้งเราจะต้องทำไซโคลนดักทาณ์จากน้ำมันที่เป็นเชื้อเพลิงด้วย
               เนื่องจากอากาศกว่า70% เป็นไนโตรเจน หากมิสร้างกรองอากาศเพื่อให้ได้อ็อกซิเจนบริสุทธิ์การสันดาปที่สมบูรณ์ก็เกิดขึ้นได้ยาก…อีกทั้งภายใต้อุณหภูมิสูงไนโตรเจนก็จะทำปฏิกิริยากับออ็กซิเจน

2. จินตนาการด้านอากาศยาน

2.1 การสร้างอากาศยานความเร็วสูงหรือจานบิน
       ในกรอบที่จินตนาการในเรื่องนี้จะเป็นการสร้างอากาศยานที่มีความเร็วสูงพอที่จะหลุดพ้นจากแรงโน้มถ่วงของโลกกล่าวคือ
       รูปทรงของจานบินก็เหมือนที่เราเห็นกันในจินตนาการนั่นแหละกล่าวคือก็คล้ายจานที่คว่ำลงนั่นแหละ
       วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนสูง  และมีฉนวนภายในรวมถึงระบบการปรับความดันอากาศต่างๆ
ภายนอกยานรอบตัวยานที่เป็นทรงกลมนั้นจะมีโครงที่ยื่นออกไปจากตัวยานประมาณ1เมตรที่เป็นแกนยึดวัสดุบรรจุไนโตรเจนเหลว              
       เพื่อให้วัสดุนั้นเกิดการเรียงตัวที่มีการควบแน่นแบบบอส-ไอน์สไตน์    หรือกลายเป็นซูเปอร์อะตอม  และปราศจากการต้านทานใดๆ
        ขณะเดียวกันรายรอบวงกลมของจานบิน  และทั้งด้านบนและด้านล่างของจานบิน จะมีท่อฉนวนไฟฟ้าที่ภายในจะมีตัวนำไฟฟ้า  เพื่อที่จะปล่อยกระแสไฟฟ้าที่มีความต่างศักดาไฟฟ้าที่สูงมากในระยะสั้นๆจากเครื่องเร่งอนุภาคขนาดเล็กในจุดต่างๆรายรอบยาน  เช่นอาจจะเป็นอิเล็กตรอน หรือโพสิตรอนก็ได้….
                 พลังงานเหล่านี้เราได้มาจากไหนบางท่านอาจจะสงสัย  ก็ได้มาจากแบตเตอรี่และมอเตอร์ที่หมุนเพื่อสร้างไฟฟ้าสถิตหลายล้านโวลล์ จากแท่งอัมพัน  ผ้าสักกะหลาด และวัสดุอื่นๆที่เสียดสีกันก่อให้เกิดไฟฟ้าสถิตที่มีพลังสูง    เราก็ต้องออกแบตัวเก็บประจุและแปลงสัญญาณความถี่ตามเราต้องการเช่นความถี่กระแสสลับที่เปิดปิดเร็วสูง  โดยเรายิงกระแสไฟฟ้าที่มีความต่างศักด์สูงเหล่านี้ออกไปนอกตัวยานในระยะสั้นๆแค่1-2เมตร  ก็จะเกิดแรงดึงตัวยานเคลื่อนไปตามความถี่ที่เราตั้งไว้….
                   จุดที่ยิงกระแสไฟฟ้าออกไปอาจใช้วิธีการยิงตัดกันเพื่อเป็นจุดที่แน่นอนในการเคลื่อนตัวของยาน   แต่ถ้าเราต้องการความเร็วต่ำดราก็ใช้อินเวิร์สเตอรปรับความถี่ลง…
                   อืม….ข้าอยากเห็นคนไทยไปดวงจันทร์ได้ด้วยยานแบบนี้จัง…
                   หวังว่าพวกท่านคงจะช่วยสร้างให้เป็นจริงได้นะ….
                   
2.2  อากาศยานที่มีความปลอดภัย  จินตนาการเกี่ยวกับอากาศยานชนิดนี้หมายถึงอากาศยานที่ใช้โดยสารทั่วไป   แยกเป็น2แบบคือ
     2.2.1   อากาศยานโดยสารทั่วไปควรที่จะออกแบบเป็นสองชั้น  คือส่วนห้องโดยสารและส่วนเก็บสัมภาระ    ในห้องโดยสารควรเป็นเหมือนกับแคปซูลที่เป็นอิสระที่สามารถดีดตัวออกมาได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน มีระบบการปรับความดันที่เป็นอิสระ  และมีถุงลมรองรับเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินเช่นเดียวกับถุงลมนิรภัยในรถยนต์และเผื่อตกในทะเลหรือพื้นดินลดการกระแทกและลอยตัวได้ในทะเล   จะต้องมีจรวดที่ยิงร่มชูชีพออกให้กางตัวอย่างรวดเร็ว  
              สำหรับในห้องนักบินก็อาจต้องแยกออกจากแคปซูลเพราะต้องเกี่ยวพันกับระบบควบคุมมากมาย แต่ให้นักบินดีดตัวออกแบบเก้าอี้เครื่องบินรบต่างๆที่ใช้กัน
   2.2.2    อากาศยานความเร็วสูงที่บินในระดับต่ำ  เช่นเครื่องบินที่บินในทะเล  จะต้องมีระบบถุงลมนิรภัยรองรับ   อากาศยานชนิดนี้ความเร็วย่อมเหนือกว่าโฮเวอร์คราฟ และไฮโดรฟรอยล์  เพราะแรงเสียดทานต่ำกว่า    การลอยตัวก็ต้องใช้ความเร็วและตามหลักเบอร์นูลี ตามแบบเครื่องบินทั่วไป  การบินด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเลก็อาจจะเพียงแค่ไม่กี่เมตรไม่จำเป็นต้องบินสูง  และสามารถเข้าฝั่งได้  หรือจอดในทะเลหากชายฝั่งมีโขดหินเยอะ…อากาศยานชนิดนี้เราสามารถทำเป็นยานโดยสารได้

2.3 อากาศยานความเร็วต่ำ ขึ้นลงแนวดิ่ง  เพื่อใช้ในการเกษตรกรรมและทั่วไป เหมือนชาวบ้านที่ใช้มอเตอร์ไซค์กันนั่นแหละ  เพียงแต่เป็นมอเตอรไซค์อากาศ  นอกจากใช้เป็นเหมือนมอเตอร์ไซค์อากาศเกษตกรสามารถใช้บินขึ้นเพื่อเก็บเกี่ยวพืชผลที่อยู่บนต้นไม้สูงๆ  เช่นมะพร้าว ทุเรียนฯลฯ
              นอกจากนี้ยังใชัในการดับเพลิงในอาคารที่อยู่สูง  ควบคู่กับกับการใช้จรวดดับเพลิงที่บรรจุก๊าซหรือโฟมดับไฟ  และยังช่วยชีวิตผู้ติดค้างบนอาคาร

              หลักการลอยตัวในแนวดิ่ง ที่ต้องพลังงานสูง  
              วิธีการแรก อาจใช้อากาศที่เบาช่วยในการลอยตัวเช่นฮีเรียม  หรือก๊าซอื่นๆที่เบากว่าอากาศ
ที่จริงแล้ว ฮีเรียมที่เย็นจัดในระดับองศาสัมบูรณ์ ก็จะเกิดปฎิกิริยาที่ไหลขึ้นข้างบนสวนทางกับแรงโน้มถ่วง
หรือแรงดึงสู่จุดศูนย์กลางของโลก    การใช้ฮีเลียมลอยตัวเราสามารถที่จะทำให้ลอยตัวได้สูงมากตามที่เราต้องการเช่นระดับ7-8 หมื่นฟิต    แต่สำหรับกรณีนี้เราต้องการคือให้ลอยตัวและเคลื่อนตัวด้วยความเร็วต่ำ ด้วยเครื่องยนต์ขนาดที่มีกำลังขับเคลื่อนที่ต่ำมีเกิน200 กิโมเมตร/ชั่วโมง  และด้วยความสูงที่ประมาณความสูงของตึก 20-30ชั้น   บรรทุกน้ำหนักรวมไม่เกินสองตัน และต้องมีระบบความปลอดภัยคือชูชีพและถุงลมนิรภัย
              วิธีการที่สอง   อาจใช้กังหันเทอร์โบเจ็ตแรงสูงช่วยในการลอยตัวขึ้น เพื่อการประหยัดอาจใช้ก๊าซชีวภาพที่ชาวบ้านผลิตได้มาใช้ในห้องเผาไหม้อากาศ และมีจรวดบังคับทิศทางที่กำลังต่ำทำการเคลื่อนตัวในทิศทางที่ต้องการ
               วิธีการที่สาม   ไม่ทราบว่าจะทำได้หรือไม่คือ ข้าฯจินตนาการว่าเหมือนเราเอาถังเครซองที่ลงไปในน้ำเพื่อทำตอม่อของสะพานนั่นแหละ  แต่นี่เราจะแยกพื้นที่แรงกดของอากาศให้ต่ำลงในพื้นที่เราจะลอยตัวของอากาศยานได้อย่างไร  ก็อาจจะประยุกต์จากซูเปอร์คอนดักเตอร์ โดยการใช้วิธีเหมือนที่ข้านำเสนอมาเรื่องจานบิน แต่ใช้ความถี่ต่ำ    แต่การกำหนดระยะความสูงหรือต่ำ อาจใช้การสร้างฉากกำแพงแม่เหล็กไฟฟ้าในแนวขนานกับผิวโลกที่มีขอบเขตจำกัดตามเราต้องการ  ไม่ทราบว่าจะใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ได้หรือไม่  โดยยิงออกไปจากยาน…
                 ส่วนวิธีการอื่น เช่นโรเตอร์แบบเฮลิคอปเตอร์   หรือวิธีการแบบบอลลูน ข้าฯคิดว่ามันไม่สะดวกและเกะกะ ในการบินเช่นอาจไปเกี่ยวต้นไม้ และต้องใช้พลังงานน้ำมันมาก   ส่วนบอลลูนมันก็ไม่สะดวกในการควบคุม

3.จินตนาการด้านพลังงานไฟฟ้าเพื่อชุมชน

          ทุกท่านก็อาจทราบดีอยู่แล้วว่าการสร้างพลังงานไฟฟ้านั้นกระทำได้หลายวิธี   แต่ที่ข้าฯนำเสนอเพื่อเป็นไอเดียในการคิดนั้นหมายถึงการสร้างในหน่วยขนาดเล็กที่ใช้ในชุมชนต่างๆและบริหารโดยชุมชนเพื่อชุมชน….ซึ่งจะมีขนาดการลงทุนไม่สูงและให้บริการที่เพียงพอใช้ในชุมชนนั้นๆโดยเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่ก่อมลภาวะแก่สิ่งแวดล้อม…ข้าจะนำเสนอเป็นเพียงไอเดียสั้นๆ…
3.1 พลังงานจากกังหันลม
               พลังงานจากกังหันลมเราสามารถทำได้ทุกแห่งและโดยเฉพาะบริเวณชุมชนแถบชายทะเลที่มีลมพัดตลอดเวลาเช่นลมบก และลมทะเล  การออกแบบกังหันก็ออกแบบให้หมุนได้ในทุกทิศทางที่ลมพัดรูปแบบกังหันเราอาจจะศึกษาจากของต่างประเทศที่เขาทำมานานแล้วและเพียงพอในการใช้ในเมืองเล็กๆ

3.2 พลังงานจากน้ำขึ้นน้ำลง
      เนื่องจากพื้นที่ประเทศไทยมีบริเวณที่ติดชายทะเลเป็นแนวยาวทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน  
       วิธีการทำก็คือ เราลองสังเกตดูว่าน้ำขึ้นและน้ำลงนั้นจะมีระยะความสูงที่ต่างกันมาก บางแห่งเวลาน้ำลงก็จะยาวเป็นร่วมกิโลเมตร  แต่ที่สำคัญคือเราต้องการระดับความสูงที่น้ำขึ้นได้สูงสุดเราก็อาจทำเป็นคล้ายๆเขื่อน  ทำนบดินหรือคอนกรีตก็แล้วแต่ เพื่อกักน้ำไว้ในระดับสูงสุดและพอเพียงกับการผลิตไฟฟ้าทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
       เราจะต้องทำกังหันที่สามารถหมุนในการผลิตไฟฟ้าได้ทั้งเวลาน้ำขึ้นและน้ำลง  โดยแรงโน้มถ่วง  ที่อยู่สูงกว่าระดับต่ำสุดของน้ำลง และมีช่องทางเมื่อน้ำขึ้นได้ไหลเขามากักไว้ด้วยประตูเขื่อนที่สร้างไว้  และเราต้องทราบรายละเอียดระยะเวลาน้ำขึ้นน้ำลง…เมื่อน้ำขึ้นกังหันก็จะหมุนและเช่นกันเมื่อน้ำลงเราก็ปล่อยประตูที่ปิดไว้ที่อาจจะแบ่งเป็นช่วงระยะก็ได้ เพื่อปล่อยน้ำหมุนกังหันที่จะไปหมุนเจนเนอเรเตอร์ผลิตไฟฟ้าได้
3.3 พลังงานจากคลื่นและระบบไฮครอลิกส์
วิธีการทำก็โดยทเป็นทุ่นลอยตัวโดยมีแกนยึดไว้เพื่อให้เคลื่อนไหวขึ้นลงในแนวดิ่ง   ถ้าท่านลองสังเกตดูในแม่น้ำเจ้าพระยา  ที่มีเรือจำนวนมากวิ่งจะเห็นคลื่นกระเพื่อมทุ่นที่รอรับผู้โดยสารก็จะโยกตัวตลอดเวลา    และเช่นกันกับทะเลที่คลื่นต้องซัดอยู่ตลอดเวลา
เราอาศัยการเคลื่อนตัวของทุ่นที่เรายึดไว้ให้ขึ้นลงแนวดิ่งมาทำการให้พลังงานในระบบไฮดรอลิกส์ที่เราออกแบบไว้  ภายในระบบปิดซึ่งเป็นไปตามหลักการไฮดรอลิกส์ซึ่งจะได้แรงออกมาใช้ในการหมุนกังหันผลิตไฟฟ้าได้

3.4 พลังงานไฟฟ้าชีวภาพ

3.4.1   พลังงานไฟฟ้าจากสร้างบ่อในการสร้างก๊าซ มีเทน  จะเห็นว่ามีหมู่บ้านหลายแห่ง และโรงงานบางแห่งได้มีการสร้างขึ้น  เพื่อนำก๊าซเหล่านี้มาใช้งานทั้งในด้านเป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรกลเกษตร    และบางแห่งก็ใช้เพื่อให้ความร้อนกับการทำบอยเลอร์ หรือการทำให้น้ามันร้อนเดือดกลายเป็นไอน้ำที่ใช้ในการหมุนกังหันของเยนเนอเรเตอร์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้….
         บางแห่งก็นำมาใช้ในการให้ความร้อนในการอบแห้ง…โดยใช้เบรินเนอร์หรือเครื่องมือในการเผาไหม้เพื่อให้ความร้อน  และใช้โบวเวอร์หรือพัดลมในการนำความร้อนมาใช้ในการอบแห้ง…วิธีนี้อาจนำมาใช้ในการเผาHot  oil  และผ่านแผงแลกเปลี่ยนความร้อนเพื่อนำความร้อนมาใช้
         วิธีการทำก็ง่ายๆคือทำบ่อพักในการสร้างก๊าซจากมูลสัตว์ต่างๆ….และอาจนำไปใช้โดยตรงหรือจะผ่านไซโคลน เพื่อการตกตะกอนของทาร์(หรือดินน้ำมัน)

3.4.2   พลังงานไฟฟ้าชีวภาพ จากกระบวนการcold  fusion  ที่ต่างประเทศมีการทดลองค้นคว้าเพื่อนำมาใช้ในหลายประเทศ

3.4.3 พลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวมวล  เป็นการสร้างพลังงานไฟฟ้าจากการใช้เชื้อเพลิงทางชีวภาพต่างๆ เช่นแกลบ เศษไม้หรือวัสดุทางชีวภาพต่างๆทุกชนิด  เนื่องจากมีส่วนประกอบของไฮโดรคาร์บอนเรานำมาเผาในห้องเผาเตาเผาที่ออกแบบไม่ให้มีอ็อกซิเจนช่วยการลุกไหม้  แต่เพื่อที่จะได้ก๊าซ  และนำมาผ่านไซโคลนในการดักทาร์  และนำก๊าซเหล่านั้นไปใช้งานในการให้ความร้อนแก่บอยเลอร์เพื่อนำไอนำไปหมุนกังหัน
3.4.4 การนำไฟฟ้าจากกระบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ มาใช้
ด้วยวิธีการสร้างความต่างศักย์ เช่น..ต้นไม้กลุ่มใหญ่ กับกลุ่มเล็ก,ต้นไม้กลางแดดกับในร่ม  เป็นต้น.
เพื่อนำความต่างศักย์เหล่านั้นมาสร้างเซลล์ไฟฟ้าและเก็บประจุไฟฟ้าเช่นเดียวกับระบบเซลลูร่าเซลล์

3.5   ไฟฟ้าพลังงานน้ำตก
                  ในชุมชนที่มีแหล่งน้ำตก  ที่เป็นแอ่งอยู่ในระดับที่สูง เราไม่จำเป็นที่จะต้องทำให้ทัศนียภาพสูญเสีย  เราเพียงแค่ต่อท่อลงมาในที่ต่ำและใช้แรงโน้มถ่วงโดยลดขนาดของท่อลงมาจนเล็กลงให้เพียงพอกับการหมุนกังหัน  ที่ใช้หมุนเยนเนอเรเตอร์ ความเร็วเราก็คำนวณจากพูเล่ร์ ที่ใช้ว่าต้องการกี่รอบเราก็จะได้ไฟฟ้าใช้สำหรับชุมชน

3.6    การสร้างพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนของแสงอาทิตย์
                    เราคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าวัสดุสีดำจะดูดกลืนรังสีความร้อนได้ดีกว่าสีอื่นๆ..
                     การสร้างพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์โดยอาศัยการสร้างเป็นเหมือนรูปอัฒจันทร์ สนามกีฬาติดกระจกสะท้อนแสงจากทุกจุดไป ที่ถังบลอยเลอร์ที่อยู่ตรงกลางรับการสะท้อนจากกระจกทุกมุม
                     เราจะได้น้ำที่ร้อนเดือดเป็นไอน้ำ….และหากเราควบคุมโดยลดแรงดันอากาศลงภายในถังก็จะได้จุดเดือดที่ต่ำลงและนำเอาไอน้ำไปหมุนกังหันเพื่อผลิตไฟฟ้า
และเมื่อใช้ระบบการหล่อเย็นก็นำน้ำนั้นมาใช้ในการทำให้ร้อนขึ้นจนกลายเป็นไออีกครั้ง
                     การสร้างไฟฟ้าแบบนี้ในอเมริกาสามารถนำมาใช้ได้กับเมืองเล็กๆได้..
3.7 การใช้เซลลูล่าร์เซลล์
                ปัจจุบันเราผลิตเซลลูร่าเซลล์ที่รับแสงอาทิตย์ได้เพียงย่านความถี่บางความถี่เท่านั้น….
สิ่งที่ข้าฯอยากเห็นคือมีการผลิตเป็นแผ่นที่คล้ายกระเบื้องหรือสังกะสีมุงหลังคาบ้าน…ให้ชาวบ้านนำทฃมาใช้ผลิตไฟฟ้าใช้ ก็บ้านละไม่กี่แผ่นเท่านั้นเอง….หรือหากผลิตได้เกินใช้ก็ขายให้การไฟฟ้ากลับได้
                หลายปีมาแล้วข้าฯจำไม่ได้ว่าท่าน ดร. ใดผลิตเครื่องแปลงสัญญาณจากพลังแสงอาทิตย์ให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสสลับที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบัน  ดังนั้นหากท่านติดตั้งและผลิตไฟเกินใช้ก็สามารถขายกลับให้การไฟฟ้าได้…..หากมรการติดตั้งทุกครัวเรือนในทุกชุมชน  การไฟฟ้าก็ไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่เสี่ยงต่ออันตรายและลงทุนสูงแม้ว่าจะเป็นการเลหลังของประเทศที่พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้     หากเราสร้างและส่งเสริมให้แต่ละบ้านแต่ละชุมชนใช้มันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นหน่วยการลงทุนขนาดใหญ่โตและราคาแพง เพื่อกินหัวคิวของหน่วยงานต่างๆที่จะสร้างเมกกะโปรเจกต์ด้วยเทคโนโลยี่เขาเลหลังทิ้งขายให้แถมยังเสี่ยงต่ออันตราย
               การสร้างแผ่นฟิล์มเพื่อเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้กลายเป็นแผ่นที่ใช้ในการแปลงคลื่นความถี่เป็นพลังงานไฟฟ้า  ปัจจุบันเราใช้วิธีสร้างความต่างศักดาไฟฟ้าให้เกิดการไหลไปของอิเล็กตรอนผ่านซิลิคอน หรือวัสดุอื่นและนำไปเก็บไว้ที่แบตเตอรี่

วิธีการพลาสมาสปัตเตอริง (plasma  sputtering)
         
            ด้วยการย้ายอะตอมวัสดุต่างๆไปยังแผ่นฟิล์มเป้าหมาย  ประกอบไปด้วยวิธีการดังนี้
- ระบบไดโอด (DC diode  sputtering  system)
- ระบบไตรโอด (Triode  sputtering  หรือ Low  pressure  sputtering)
- ระบบสปัตเตอริงความถี่สูง (Redio  frequency sputtering)
- ระบบสปัตเตอริงไวปฏิกิริยา (Reactive  sputtering)
- ระบบสปัตเตอริงอนุภาคไอออน (Ion beam  sputtering)
               วิธีการสปัตเตอริง เหล่านนี้เรานำมาประยุกต์ในการฉาบผิวโลหะให้มีคุณสมบัติดังอะตอมต้นแบบได้….เช่นให้ดูดกลืนแสงต่ำ แบบไททาเนียมออกไซด์เป็นต้น หรือเพื่อสร้างแผ่นฟิล์มดูดกลืนแสงจากดวงอาทิตย์  หรือการใช้เพื่อสร้างแผ่นเซลลูล่าเซลล์

3.8   การแปลงสัญญาณ   ให้รถยนต์ไฮบริด และรถไฟฟ้า ใช้ในการแปลงคลื่นสัญญาณเป็นพลังงานไฟฟ้า ชาร์จแบตเตอรี่ได้ในช่วงที่ไม่มีแสงอาทิตย์
               3.8.1  เราอาจจะประยุกต์จากสัญญาณดาวเทียมที่มีอยู่บนท้องฟ้าที่มีอยู่มากมาย  ด้วยการขยายคลื่นความถี่เหล่านั้น   และในการออกแบบรถยนต์ที่ให้ทุกส่วนของตัวถังรถ ฉาบผิวด้วยวิธีการสปัตเตอริง    ให้ทุกส่วนของตัวถังรถยนต์รับสัญญาณได้ทุกมุม  และรับคลื่นสัญญาณได้ในเกือบทุกองศา จากดาวเทียมต่างๆ…แม้ว่าจะเกือบ180 องศา
               3.8.2   จากวงโคจรค้างฟ้าดังที่อารเทอร์ ซี  คล้ากซ์  คำนวนไว้ว่าทั้งโลกใช้ดาวเทียมแค่
เพียง3 ดวงก็ครอบคลุมหมดทั้งโลก…ดังนั้นเราก็มีความเป็นไปได้ที่จะใช้ วิธีการให้ทรานสปอนเดอร์ของดาวเทียมบางทรานสปอนเดอร์ รับและส่งสัญญาณคลื่นความถี่ของแสงดวงอาทิตย์โดยส่งสัญญานเชื่อมทั้ง3 ดวงและการส่งสัญญาณมายังโลก  เพื่อใช้สัญญาณเหล่านั้นผลิตไฟฟ้าใช้ กับรถยนต์หรืออื่นๆ…แม้ว่าจะเป็นเวลากลางคืนก็ตาม  เราก็จะชาร์จแบตเตอรี่ได้ตลอดเวลา


4 .  จินตนาการด้านการแพทย์แบบองค์รวม

            กระบวนทัศน์แบบองค์รวม(holistic  paradigm) ดังที่เคยอธิบายแล้วในกรุงานเก่า1 โดยกระบี่ดาวแดงในห้องร้อยบุปผา….
             เป็นแบบวิธีคิดที่เชื่อมโยงกับแนวคิดต่างๆอันหลากหลาย ประกอบเป็นองค์รวมแห่งสหวิทยาการ
             ข้าฯขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพถึงกระบวนทัศน์แบบองค์รวม     ท่านลองจินตนาการถึงรูปทรงปิรามิด หัวตั้งที่มีปลายแหลมเป็นยอดโดยมีรากฐานที่กว้าง
             สัจจธรรมหรือข้อเท็จจริงเหมือนกับแนวดี่งจากปลายยอดปิรามิดมายังฐานเบื้องล่าง   แนวดิ่งที่เป็นเส้นตรงเปรียบเหมือนข้อเท็จจริงที่มีการสรุปรวบยอด…หรือสัจธรรมที่มีการเชื่อมโยงจากสหวิทยาการต่างๆเป็นรากฐานรองรับ
              การศึกษาแบบเฉพาะทางก็เปรียบเหมือนข้อเท็จจริงที่เราค้นคว้าและสรุปจากจุดกลางปิรามิดในขณะที่มีการขยายและพัฒนาไปขององค์ความรู้ก็เหมือนกับการขยายฐานที่กว้างออกรองรับต่อการต่อยอดองค์ความรู้สูงขึ้น โดยมีรากฐานที่กว้างเชื่อมโยงรองรับบนรากฐานที่มั่นคงและไม่เบี่ยงเบน
              ดังนั้นความรู้เฉพาะทางที่เราค้นคว้าศึกษาจึงมีรากฐานที่กว้างไกลและสูงขึ้นไม่เบี่ยงเบนไปจากแกนแนวดิ่งของยอดปิรามิดที่เป็นการสรุปรวบยอดแห่งสัจจธรรมที่มีการค้นคว้าพัฒนาไป ณ.ช่วงเวลานั้นๆ
              แตกต่างจากการศึกษาเฉพาะทางอย่างโดดๆที่เหมือนปิรามิดหัวกลับที่มีปลายแหลมจากการสรุปรวบยอดเป็นปลายดิ่งตั้งบนพื้นดินอันเป็นรากฐาน…เมื่อมีการต่อยอดขึ้นไปและแตกแขนงไปก็เบี่ยงเบนจากข้อเท็จจริงไปเรื่อยๆ…บนรากฐานแห่งจินตนาการที่ขยายการเบี่ยงเบนไปเรื่อยๆ  ในที่สุดก็ต้องล้มลงเนื่องจากขยายไปจากรากฐานที่แคบเล็กของปิรามิดหัวกลับ… อันไม่สามารถรองรับต่อการพัฒนาไปของสรรพสิ่งบนโลกและจักรวาล…ที่สรรพสิ่งล้วนเกี่ยวพันกันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
             
               กระบวนทัศน์แบบองค์รวมมิได้ปฎิเสธต่อการค้นคว้าเฉพาะทาง  หากแต่ส่งเสริมให้องค์ความรู้เฉพาะทางเหล่านั้นมีขอบเขตุที่กว้างและสูงยิ่งขึ้น และไม่เบี่ยงเบนจากข้อเท็จจริงของสรรพสิ่ง
ที่สรุปรวบยอดบนปลายปิรามิดหัวตั้ง  เมื่อสรรพสิ่งล้วนเกี่ยวพันกันทั้งจักรวาล  
               การสรุปรวบยอดก็จะต้องทำให้ได้มากที่สุดในการเชื่อมโยงแบบสหวิทยาการต่างๆหรือกรอบแนวคิดแบบบูรณาการ  ภายใต้การเปลี่ยนแปลงไปของมนุษย์และสรรพสิ่งภายนอกที่มีการพัฒนาไปอย่าง
ไม่หยุดยั้ง
               เราก็จะสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อมนุษยชาติและสรรพสิ่งภายนอก  
               เช่น เราอาจจะเกิดสมมุติฐานมากมายในการค้นคว้าทดลองในเชิงประจักษ์นิยม  ที่อาจจะได้รับคำตอบที่กว้างขวางและตรงข้อเท็จจริง……ตัวอย่างเช่น ข้าฯเองก็สงสัยเหมือนกันว่าการกำเนิดมนุษย์
ทำไมการตกไข่ของสตรีเพศจะต้องมีเวลาเท่ากับดวงจันทร์หมุนรอบโลก เป็นต้นมันสนามแรงใดๆเกี่ยวพันกันหรือไม่….นี่เป็นเพียงตัวอย่างข้าฯยกมาเปรียบเทียบ…หรือกระบวนการทางจิตของมนุษย์เรามันเริ่มต้นมาจากไหน เป็นต้น
              ในทัศนข้าฯเห็นว่า กระบวนการป้องกันและกระบวนการบำบัดรักษาของแพทย์ที่มีทั้งเวชปฏิบัติทั่วไปและแพทย์เฉพาะทางนั้นยังไม่เพียงพอ…
              เพราะเป็นการบำบัดรักษากับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าของแพทย์ที่ทำการวินิจฉัยและตั้งสมมุติฐานจากอาการที่เกิดขึ้นของคนไข้…
              การบำบัดรักษาของแพทย์ ยังจะต้องมีแพทย์ที่ทำการวิเคราะห์ระบบองค์รวมทางกายภาพของคนไข้….เพื่อหาหนทางและวิธีการที่จะก่อให้เกิดดุลยภาพของระบบร่างกายของคนไข้คนนั้นๆและก็ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าแพทย์ทางเลือก( Alternative  Medicine)….หรือ แพทย์ ด้านอายุรกรรมเวช
              หากแต่ว่ามีความจำเป็นจะต้องมีแพทย์ที่ทำการวิเคราะห์ระบบดุลยภาพของคนไข้ทั้งระบบนอกเหนือจากแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและแพทย์เฉพาะทาง…นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของแพทย์เฉพาะทางที่แก้ไขอาการเหล่านั้นของคนไข้ที่เกิดขึ้น
              แพทย์ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ระบบดุลยภาพ ไม่ต่างจากงานโครงสร้างงานทางด้านทางวิศวกรรม ที่ต้องเข้าใจในพื้นฐานโครงสร้างนั้นๆ…
              ในโครงสร้างร่างกายมนุษย์มีความสลับซับซ้อนพอๆกับจักรวาล…ที่นอกเหนือจากทางกายภาพมนุษย์แล้วก็ยังเชื่อมโยงไปถึงระบบแห่งจิตวิญญาณของคนไข้นั้นๆ   ที่จะต้องหาจุดที่จะสร้างดุลยภาพอันสอดคล้องให้แก่คนไข้นั้นๆ…
               ตัวอย่างเช่น  คนไข้ที่ต้องใช้คีโมเพื่อการรักษาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น  แพทย์ระบบองค์รวมกายภาพจะต้องหาหนทางที่จะแก้ไขอาการผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้อย่างไรด้วย…เช่นการวิเคราะห์เพื่อใช้วิธีการทางชีวภาพเช่นการใช้แลกติกแบคทีเรีย….หรือการใช้ตัวยาและสมุนไพรอื่นๆเช่นเจียวกู่หลานหรืออื่นๆเพื่อสร้างดุลยภาพ   และยังรวมไปถึงกระบวนการทางจิตวิญญาณของคนไข้นั้นๆว่าจะต้องใช้วิธีการอย่างไร  ดังนั้นการวินิจฉัยจึงจะต้องมีขึ้นทั้งก่อนและหลังการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น…

การใช้Biofeedback  หรือการใช้ผลย้อนกลับทางชีวภาพ

             การใช้ผลย้อนกลับทางชีวภาพ นอกเหนือจากการกระตุ้นระบบอัตโนมัติของร่างกายแล้ว ยังมีระบบแห่งพลังจิตของแต่ละคน
             การใช้พลังจิตของคนไข้ เราสามารถที่จะบังคับการหลั่งของฮอร์โมนจากสมองได้ในหลายๆจุด
ตัวอย่างเช่น การหลั่งของฮอร์โมน เมลาโดนิน จากต่อมไร้ท่อไพเนียล(pineal  gland)ที่อยู่ระหว่างซีรีบรัมพูซ้ายและพูขวา  อยู่ใกล้ๆกับ  ทารามัส  และ ไฮโปรธาลามัส     เราอาจใช้วิธีเคมีบำบัดเพื่อลดการหลั่งของฮอร์โมน  แต่ก็ยังไม่ใช่วิธีการที่ดี  ตามที่เราสันนิษฐานว่าการหลั่งฮอร์โมน  เมลาโดนิน    ของผู้โดยสารเครื่องบินไอพ่นจะทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้…
             ที่จริงแล้วตามการสันนิษฐานของข้าฯ  เห็นว่าเกิดจากกระบวนการคิดในสมองมากกว่าคือกล่าวอย่างง่ายๆก็คือความกลัวเครื่องบินตกตายมากกว่า…กระบวนการที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลให้เกิดการ invert  reaction  อันเป็นปฏิกิริยาที่เป็นไปในทางเดียว ของเมลาโดนิน
             การทำสมาธิและการควบคุมสติและถือว่าการตายเป็นเรื่องธรรมชาติและไม่สามารถจะห้ามไม่ให้เกิดขึ้นได้และไม่รู้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่  ก็จะทำให้เรามีจิตใจที่ปลอดโปร่งไม่กังวลใจและหลับได้อย่างสบายไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหน….การหลั่งของ เมลาโดนิน ในทิศทางแบบinvert จึงไม่เกิดขึ้น
เป็นผลให้เกิดดุลยภาพในสมองของเรา
             ที่จริงแล้วมนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในทางด้านพลังจิตทุกคน….ไม่แตกต่างจากสรรพสิ่งในโลกที่เรายังค้นไม่พบและนำมาใช้เช่นทรัพยากรทางธรรมชาติต่างๆ….
             ศักยภาพทางพลังจิตแต่ละคนเราเองไม่ฝึกฝนนำมาใช้ต่างหาก  ทั้งๆที่มีอยู่ทุกคน…
             การควบคุมการหลั่งของเอนไซน์ต่างๆในสมอง  หากเรามีสมาธิ ก็จะเกิดดุลยภาพได้และบำบัดได้ด้วยพลังจิตของเรา…
             เราลองสังเกตดูว่าเวลาเราเดิน  ไม่ว่าขึ้นบันไดหรือวิ่งเราไม่เห็นต้องออกคำสั่งจากจิตของเราเลยว่าให้เท้าซ้ายก้าวก่อนหรือบอกให้เท้าขวาก้าวตามเป็นต้น…มันเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติราวกับเราไม่ได้สั่งการออกไปในกระบวนการทางจิตของเรา
              ในสมองของเราก็เช่นกัน  เนื่องจากเรามิได้ฝึกฝนเหมือนกับการเดินของเท้าซ้ายและขวา และแขนขาของเราที่สัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน…            
               ท่านเชื่อหรือไม่ว่า  พลังจิตของเราเองสามารถ ฝึกฝนการทำงานและยับยั้งเอนไซน์หลายๆจุดในสมองได้ด้วยวิธีการสมาธิ…
           
                หากท่านที่อ่านความคิดเห็นข้าฯอาจจะต้องเรียบเรียงใหม่เพราะอาจจะเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆอาจจะไม่เป็นไปตามหัวข้อที่ข้าฯลำดับไว้ จากหัวข้อที่ข้าฯเกริ่นนำไว้ เพราะบางทีข้าฯนึกขึ้นมาได้ก็พิมพ์เพิ่มไป….เอาไว้ข้าฯค่อยลำดับการเรียบเรียงใหม่ของหัวข้อที่ตั้งไว้….หลังการอธิบายตามแนวคิดครบทุกหัวข้อก่อน…..
                ความจริงเรื่องการใช้Bio-feedback  หรือการใช้ผลย้อนกลับทางชีวภาพนี้มันจะต้องเกี่ยวพันกับหัวข้อที่8 คือเรื่อง ….พลังจิต….เอาเป็นว่าข้าฯขอสรุปสั้นๆเรื่องการใช้Bio-feedback  หรือการใช้ผลย้อนกลับทางชีวภาพ   ค่อยไปกล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อที่8  ที่จะต้องกล่าวอย่างยืดยาวหน่อยในรูปธรรมต่างๆและการทดลองพลังจิตในเชิงประจักษ์นิยม  ที่ประสบการณ์ข้าฯได้รับรู้มา……..

                 ข้าฯขอข้ามเข้าสู่หัวข้อ การกระตุ้นระบบอัตโนมัติด้วยสภาวะไร้น้ำหนักจำลอง….หรือที่เขาเรียกว่าวารีบำบัด….การลอยตัวของคนเราในน้ำก็ใกล้เคียงกับสภาวะที่ไร้น้ำหนัก…อันจะทำให้ศักยภาพในร่างกายของคนเราที่มีอยู่ได้ถูกนำมาใช้ด้วยระบบอัตโนมัติ…ภายใต้การควบคุมอุณหภูมิภายนอกให้เท่ากับอุณหภูมิภายในร่างกายที่36.7องศาเซ็นเซียส…เพื่อสร้างดุลยภาพของระบบประสาทอัตโนมัติ ระหว่าง ประสาทซิมพาเทติกและพาราซิมพาเทติก ให้เกิดดุลยภาพ….ภายใต้สภาวะไร้น้ำหนักจำลอง
                 
                 ความคิดเห็นในเรื่องVisaul Therapy  ตามจินตนาการของข้าฯอยากเห็นโรงพยาบาลแต่ละแห่งหากเป็นหอ้งคนไช้รวมน่าจะทำเหมือน กับข้าเคยไปดูการจัดแสดงสินค้าที่ฮอลล์ในเมืองทองทเป็นห้องที่กว้างมีการนำเอาสิ่งสวยงามเข้าไปตกแต่ง มีน้ำตกมีต้นไม้แม้จะเป็นต้นไม้เทียมก็ตามอยู่ที่การดีไซด์ของเราว่าจะเป็นบรรยากาศแบบไหน   ข้างบนห้องรวมของคนไข้  ถ้าเป็นห้องโถงที่หลังคาโค้งก็ควรทำเป็นดาว …หรือกลุ่มเมฆที่ใช้เทคนิคด้านภาพและเลเซอร์พลังต่ำมาใช้ได้….
                 เตียงคนไข้แต่ละเตียงก็ควรกั้นแซมด้วยดอกไม้ต้นไม้และสิ่งสวยงามต่างๆ…ถึงแม้จะตายก็ยังจะเก็บรับภาพแห่งความงดงามเหล่านี้ไปสู่จุดหมายในภพภูมิอื่นอย่างงดงาม…..และสำหรับผู้ป่วยก็จะซึมซับเอาความงดงามความรักมาหล่อหลอมในใจให่เกิดสมาธิที่ดีงามช่วยในการสร้างดุลยภาพต่อร่างกายและช่วยในการบำบัดรักษา….
                  บางท่านอาจจะถามว่าแล้วจะเอาทุนมาจากไหน…..ข้าฯคิดว่าทุนที่ใช้หากบรรดาพระต่างๆที่บวชเพื่อจุดหมายละกิเลส….ก็ควรนำทุนที่ชาวบ้านบริจาคมาสร้างให้ทั่วถึงทุกโรงพยาบาลในประเทศ….ท่านทราบไหมว่าวัดในกรุงเทพฯแต่ละแห่งล้วนมีทรัพย์สินหลายหมื่นล้านในรูปที่ดินและผลประโยชน์ต่างๆ….เมื่อท่านละจากกิเลสก็ควรนำทรัพย์สินที่ชาวบ้านบริจาคเหล่านี้มาสร้างฮอลล์ผู้ป่วยดังข้าฯกล่าวมา….วัดต่างจังหวัดเช่นกัน แข่งกันสร้างโบสถ์เพื่อเอาหน้าเอาตากันเป็นหลักแม้ว่าจะสร้างหลายสิบหลายร้อยล้านทั้งๆที่มีพระไม่กี่รูปแถมสร้างเสร็จก็ปิดตายไว้ไม่ให้ชาวบ้านไปใช้ก็มี…บางวัดก็อยู่ใกล้กัน  หากบรรดาพระผู้แสวงหาการลดละกิเลสทำอย่างที่ข้าฯกล่าวเราก็จะมีหอ้งพักผู้ป่วยที่งดงาม ด้วย ทัศนภาพบำบัดอย่างทั่วถึงทั่วประเทศ…….ข้าฯเคยไปบวชที่วัดแห่งหนึ่งมีพระอยู่สองรูป รวมข้าก็เป็นสามรูป…แต่ท่านทราบไหมเจ้าคณะอำเภอที่เป็นเจ้าอาวาสกลับสร้างโบสถ์ใหม่ใหญ่โตด้วยทุนหลายสิบล้านทั้งๆที่มีโบสถ์เก่าที่งดงามอยู่แล้วข้าฯ แถมยังมรวัดที่อยู่ใกล้ๆแค่ประมาณ100%เมตร…ซึ่งก็มีอุโบสถ ที่งดงามเช่นกันข้าฯบวชอยู่แค่7วันเพื่อให้แม่ดีใจมั่งว่าฯลูกชายได้บวชแล้ว….ที่ข้าบวชไม่นานก็เพราะเพื่อนสนิทข้าคนหนึ่งบอกอย่าบวชนานจะให้ไปดูแลกิจการของเขาในต่างประเทศแห่งหนึ่ง……และข้าก็สรุปได้ว่าพระ ญาติ โยมต่างล้วยติดในรูปแบบพิธีกรรมอันเป็นกระพี้  มากกว่าจะเข้าใจถึงแก่นแท้ที่เป็นวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์นิยมของหลักคำสอนพุทธศาสนา…..

                  ด้าน  Audio  Therapy  ก็เช่นกัน มีส่วนช่วยจัดความเป็นระเบียบและดุลยภาพของสมอง

               ข้าฯจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเพื่อบำบัดสมองที่ถูกการเหนี่ยวนำของคลื่นจากภายนอก……ที่โรงพยาบาลแห่งนี้   มีการให้ผู้คนที่อาสาสมัครนั่งตีระนาดกับฉิ่งเพื่อให้คนไข้ที่มารักษาได้ฟัง แม้เป็นการเสียสละด้วยเจตนาดีของคนเหล่านั้น  แต่เจตนากับผลมันจะต้องสอดคล้องกัน…ข้ารู้สึกยังไงท่านทราบไหม….ข้าฯรู้สึกเหมือนไปงานศพ ไม่ใช่ไปโรงพยาบาลเพราะมีแต่เพลงไทยเดิม… ด้วยเสียงระนาด….อย่างข้าฯหากฟังเพลงมันก็ต้องเป็นเพลงที่ข้าฯชื่นชอบ ไมเคิล แจ็คสัน ยังงี้หรือ Jewel  น้องใหม่ เจริญปุระ  น้องลานนา เป็นต้น…เอาไว้ข้าฯจะอธิบายเพิ่มเติม ในเรื่องการสร้างพลังจิตด้วยเสียงเพลง……
และถ้าเป็นงานศพของข้าฯก็ควรเปิดเพลงที่ข้าฯชื่นชอบเหล่านี้แทนด้วย   มิใช้ข้าฯไม่อนุรักษ์เพลงไทยเดิมแต่ความรู้สึกมันเหมือนไปงานศพ…..ที่จริงท่านน่าจะเปิดเพลงคลาสสิกหรือเพลงอะไรก็ได้เบาๆยังมีผลดีต่อคนไข้มากกว่า…. ..แต่ข้าฯก็โชคดีที่หลานก็เป็นหมออุตส่หืมารับและลาหยุงานมาตั้งแต่6โมงเช้าเพื่อพาไปโรงพยาบาลแห่งนี้…โชคดีที่เจอหมอที่ดีมากท่านหนึ่ง..


ความร่วมมือของสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนในการสร้างองค์ความรู้ด้านสปาและสมุนไพรโดยมิจำกัดเฉพาะแพทย์แผนไทย      

           สิ่งที่ข้าฯอยากจะเห็น…ก็คือการค้นคว้าด้านการบำบัดรักษาแบบองค์รวมที่อยู่ภายใต้ความร่วมมือกันของสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน กล่าวคือ…
           เท่าที่ข้าอ่านหนังสือที่แนะนำเรื่องสมุนไพร  และเรื่องสปา…เท่าที่เห็นแทบจะไม่มีที่ไหนใช้วิธีการที่เหมือนกันเลยในด้านสมุนไพร  หรือสูตรสมุนไพรในการบำบัดด้วยวิธีการต่างๆแต่ละแห่งล้วนแตกต่างกันจนข้าฯมึนงงเลยไม่รู้ว่าอันไหนมันถูกต้องและได้ผลจริงๆ…
           ดังนั้นสิ่งที่ข้าฯอยากเห็นคือ  ความร่วมมือของสถาบันการศึกษาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดทุกแห่งควรร่วมมือกับภาคเอกชน…เช่น รีสอร์ท หรือโรงแรมที่มีบริการด้านนี้ทำการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้อง  กล่าวคือมันก็จะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายคือสถานศึกษาก้ไม่ต้องลงทุนสูง ทางรีสอร์ทหรือโรงแรมก้ได้รับความเชื่อถือเนื่องจากมีการรับรองและค้นคว้าโดยสถาบันการศึกาการันตีอยู่   ลูกค้าที่เข้าพักและบำบัดก็ได้รับผลดีจริงๆตามหลักวิชาการ สถานศึกษาก็จะสามารถสร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องภายใต้การวิเคราะห์จากผู้มาใช้บริการ
            ปัจจุบัน  มีการบริการทั้งในกรุงและต่างจังหวัด ในรูปแบบดังนี้คือ…
- Resort  Spa  & Hotel spa
- Day spa
- Destination spa
- Medical  spa
ในประเทศฝรั่งเศส  ถึงกับมีการตั้งเป็นสถาบัน ทาราสโซเทราปี  มานานแล้วกว่า20ปี….เป็นการบำบัดแบบองค์รวมแต่จะเน้นสาหร่ายทะเลที่นำมาใช้พอกตัว หรือการนวดด้วยการฉีดโคลนเป็นต้น
การนวดเพื่อการบำบัดปัจจุบันในไทยเรา จะใช้แต่ละแห่งไม่เหมือนกัน…เช่นแผนไทยก็มีหลายแบบ…นวดแบบจีน…แบบญี่ปุ่น…แบบฝรั่งเศส…แบบอินเดีย…แบบขจัดพิษ(ไขมันและการบวมของน้ำ)…แบบอโรมาเทราปี หรือด้วยน้ำมันหอม…การนวดฝ่าเท้า…การใช้หินร้อน(Laston Therapy) หรือลูกประคบแบบไทย

ท่านเชื่อข้าฯหรือเปล่าว่าข้าอ่านหนังสือแนะนำสปาแต่ละแห่งในไทยยังไม่มีที่ไหนใช้วิธีการเหมือนกันเลยโดยเฉพาะด้านสมุนไพร….แล้วจะให้ข้าฯเชื่อได้อย่างไรว่าอันไหนมันถูกต้อง…ดังนั้นข้าฯจึงอยากจะเห็น   การสรุปเป็นองค์รวมแห่งความรู้ภายใต้การร่วมมือของสถาบันทุกแห่งในประเทศและรีสอร์ทหรือดรงแรมต่างๆอย่างน้อยก็จะช่วยดึงคนเข้าไปพักและได้รับความเชื่อถืออย่างเป็นสากล…ขององค์ความรู้…
 
             ดังข้าได้กล่าวมาจากตอนที่แล้ว  เราควรจะต้องมีแพทย์ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ระบบองค์รวมของร่างกาย ทั้งก่อนและหลังการบำบัดด้วยแพทย์เฉพาะทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า…
ข้าฯขอเรียกว่า…นิเวศน์แพทย์(Holistic  medicine)…ก็แล้วกันซึ่งจะต้องศึกษาทุกระบบร่างกายและจิตใจและวิธีการบำบัดแบบองค์รวมเช่น
- Themalism Treatment  เช่น Hot-spring  water, souna,steam room เป็นต้น
- Hydro therapy  เช่น Balneo Therapy,underwater massage,Jacuzzi,Hydro-jetsเป็นต้น
- Aroma therapy,Osmotherapy,Aero therapy( Ionisation)
- Audio therapy
- Sensory Therapy
- Visual Therapy (ปกติ รีสอร์ท และโรงแรมมักจะตั้งตรงที่มีสถานงดงามอยู่แล้ว)
- Naturopathy
- Massage  ในแบบแผนต่างๆ
- Acupuncture & Electro therapy
- Physio therapy
- Exercise activities  เช่น  aerobics,bush  walking,bush dancing  ,Yoga,Thai boxing  (หมายถึงท่าทางเฉยๆนะไม่ใช่ชกกันจริงๆ)  etc.
- Relaxation techniques  ได้แก่ Meditation & concentration, stress control, reflexology/ Iridology
- Nutrition
- Beauty & Rejuvenation
-       etc.
นอกจากนี้ยังมีอีกมากมายในวิธีการบำบัดรักษาแบบองค์รวม  สิ่งที่ข้าฯอยากเห็นคือความร่วมมือของสถาบันการศึกษาทุกแห่งกับภาคเอกชนที่มีสถานที่เป็นรีสอร์ทหรือโรงแรมก้แล้วแต่ในทั่วประเทศศึกษาอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างและต่อยอดองค์ความรู้ที่เป็นสากลขึ้นมา….

        ข้าฯไปเปิดอ่านตำราสมุนไพรของ แพทย์บางท่านเขียนไว้ ที่จริงแล้วเราควรจะเอาแก่นมิใช่กระพี้จากภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมา มิใช่ลอกมาทั้งดุ้นโดยไม่แยกแยะ…
        บางท่านแนะนำสมุนไพรไป โดยมิได้บอกถึงด้านที่มันเป็นพิษ เสนอเป็นตัวยาสมุนไพรเฉยเลยข้าฯอ่านถึงกับตกใจ นี่ท่านอาจารย์แพทย์ถ้าเกิดชาวบ้านทำตามสูตรท่านอาจตายได้..ข้าฯยกตัวอย่างเช่นแนะนำดอกลำโพง มั่ง…ยี่โถมั่งเป็นต้นแต่ไม่บอกด้านที่มันเป็นพิษ ที่อันตรายถึงชีวิตได้…..แถมบางท่านก็ลอกมาทั้งดุ้นอันมิใช่สากลเช่น คนเกิดธาตุนั้นธาตินี้เป็นต้น หรือซางโน่นซางนี่…เป็นต้น..ข้ามิได้ดูถูกภูมิปัญญาที่มีมาแต่โบราณ  เพียงแต่ข้าเห็นว่าควรมีการวิเคราะห์ท้งกากเอาแก่นที่เป็นประจักษ์นิยมวิทยาศาสตร์หน่อย….และศึกษาทดลองอย่างเป็นระบบสากลทางวิทยาศาสตร์…


5.จินตนาการด้านการสร้างเครื่องมือแพทย์บางอย่าง


             5.1 การสร้างเตียงคนไข้เพื่อลดการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วย

      หลักการในการประยุกต์ก็คือจะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยลดการเกิดแผลกดทับ   ที่เกิดจากแรงดึงเข้าสู่จดศูนย์กลางและชั้นบรรยากาศที่มีแรงกดลงมาต่อร่างกายของคนเราประมาณ14.4ฟุตปอนด์ต่อตารางนิ้ว…ซึ่งโดยหลักการแล้วคือว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาพเหมือนกับการไร้น้ำหนัก…จึงจะไม่เกิดแผลกดทับ…หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนท่านอนบ่อยๆตลอดเวลาจากพยาบาลหรือผู้ที่ดูแลอยู่…

      ในความคิดของข้าฯ  วิธีแรก ก็จินตนาการมาจากสระว่ายน้ำของเด็กที่เป็นสระน้ำพลาสติก…เราอาจจะสร้างเตียงน้ำในลักษณะดังกล่าว โดยปิดมิดชิดและมีช่องทางให้น้ำที่ล้นไหลออกมาตามน้ำหนักผู้ป่วยแต่ละคน  และสามารถสูบกลับคืนด้วยปั้มน้ำ….ตามหลักโบราณของอาคีมิดิส….ที่ต้องใช้พลาสติกจะได้ไม่มีราคาสูงมากเกินไป…เราก็จะได้เตียงสำหรับผู้ป่วยที่ลดแรงกดทับลง
      ส่วนวิธีการที่สอง….เราอาจใช้หลักการของยานโฮเวอร์คราฟ  โดยทำเป็นห้องเฉพาะของผู้ป่วยจำนวนหลายๆคนก็ได้……โฮเวอร์คราฟที่เกิดการลอยตัวโดยลมที่กดลงไปในถุงพลาสติกข้างล่างที่ทำเป็นช่องๆ เพื่อสร้างความกดอากาศที่ต่ำลงและลอยตัวขึ้นเล็กน้อย  และทำเป็นเตียงดังเช่นวิธีการแรกเสริมเข้าไปอีกก็ได้..

            5.2 เครื่องช่วยพยุงท้องสตรีที่ตั้งครรภ์ให้เดินได้สะดวกขึ้น
             ข้าฯสังเกตดูแล้วผู้หญิงที่ตั้งท้องเวลาเดิน เหมือนกับจะต้องเกร็งตัวเพื่อรับแรงที่ไม่เกิดดุลยภาพจากน้ำหนักของทารกที่อยู่ในครรภ์……ไอเดียนี้ข้าฯได้มาจากการโฆษณาของหนังสือบัตรเครดิตของธนาคารแห่งหนึ่งแนะนำเรื่องสินค้า….ข้าเห็นโฆษณาขายหมอนรองท้องผู้ตั้งครรภ์ในเวลานอน ข้าฯดูแบบแล้วยังไงคนตั้งครรภ็ก็ต้องนอนบนเตียงอยู่แล้วดูแบบแล้วไม่ทราบว่ามันจะไปลดแรงได้อย่างไร….แต่ก็ขอชมเชยไอเดียของผู้คิด….ข้าฯก็เลยมานึกว่าถ้าจะทำให้ดีควรเป็นเครื่องช่วยในการเดินของสตรีที่ตั้งครรภ์ที่ตั้งแต่5-6เดือนขึ้นไปน่าจะดีกว่า….ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้มากนักก็ยังดีที่จะทำให้การเดินเกิดดุลยภาพมากขึ้นแม้จะนิดหน่อยก็ยังดี…
           ข้าฯจึงคิดว่าน่าจะทำดังนี้…..ประกอบไปด้วยแผ่นเส้นใยที่เหนียวพอรองรับบริเวณท้องโดยโยงขึ้นไปอาจจะคลุมไปถึงยกทรงด้วย…และเป็นสายที่พาดบ่าทั้งสองข้าง  ไข้วกันที่ด้านหลัง  เกาะติดกับสเตย์ ที่ออกแบบใหม่ ที่จะต้องสวมไว้ใต้ท้องลงไปอาศัยการรัดที่แน่นจากต้นขายาวลงไปเกือบถึงเข่าเพื่อที่จะรับน้ำหนักที่กดไปด้านหน้าของท้องให้ได้…..
           สเตย์ ที่ออกแบบจะต้องมีซิป เพื่อสะดวกในการขับถ่ายปัสสาวะเพราะผู้ที่ตั้งครรภ์จะปวดฉี่บ่อยจากการกดไปที่กระเพาะปัสสาวะ….
           การให้มีแรงรัดไปที่ต้นขาเช่นเดียวกับวิธีการลดไขมันต้นขาที่ผู้มีต้นขาใหญ่นั่นแหละอาศัยแรงส่วนนั้นมารับน้ำหนักที่ถ่วงไปด้านหน้าดังข้าฯได้กล่าวมา…
           หลังจากผู้ที่ตั้งครรภ์ได้สวมใส่และยังไงก็ต้องใส่ชุดคลุมท้องอยู่แล้ว…ชุดที่ใส่จึงเป็นเหมือนชุดชั้นในที่อยู่ข้างใน….
           ข้าฯคิดว่าวิธีนี้น่าจะช่วยผู้ตั้งครรภ์จะมีการเดินได้ดุลยภาพมากขึ้นมั่งแม้จะเล็กน้อยก็ยังดี……ข้าฯสงสารบางคนที่ตั้งครรภ์แล้วต้องเดินขึ้นสะพานลอยให้คนข้ามถนน
           ข้าฯอยากเห็นพวกท่านวิจัยพัฒนาสร้างขึ้นมาหน่อย หรืออาจจะทำแบบไหนก็ได้ที่จะช่วยสตรีที่ตั้งครรภ์เหล่านี้ได้….วิธีที่ข้าฯกล่าวมามิได้สงวนลิขสิทธิ์อะไรนะ…ท่านเอาไปวิจัยพัฒนาได้เลย….  
ซุนปิน : leehonglong@hotmail.com
ข้าฯเองมิใช่นักฟิสิกส์….เป็นเพียงนักโรแมนติกฟิสิกส์ที่จินตนาการไปตามอัตตาของตน…

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้ : อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook