Out Of Control Syndrome(22)
โดย ซุนปิน Jun.08.2007 12:06:14 am
Autumn Leaves
Et les vents du Nord, Les emportent Dans la nuit froide de loubli Tu vois, je nai pas oublié La chanson que tu me chantais
The falling leaves Drift by the window The autumn leaves are red and gold
I see your lips, The summer kisses The sun-burned hands I used to hold
Since you went away The days grow long And soon Ill hear old winter song But I miss you Most of all, my darling When autumn leaves Start to fall…
เสียงแซกโซโฟนดังมาอย่างเศร้าสร้อยในเพลง Autumn Leaves จากการเป่าของหนุ่มวัย 20 กว่าปีชาวญี่ปุ่นที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับ เรน ศิลปินชาวเกาหลีผู้โด่งดัง… อายากิ เด็กชาวญี่ปุ่นผู้นี้ซึ่งมาพักอาศัยกับลุงซึ่งมาเปิดสำนักงานแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ…อายากิเรียนมาในด้านเทคนิคการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นแต่ยังไม่สำเร็จการศึกษา… และก็เนื่องมาจากทางแม่ซึ่งเป็นน้องสาวของลุงของอายากิ..ที่เขามาทำงานอยู่ในไทยในด้านข่าวทีวีของญี่ปุ่นฝากให้ช่วยดูแล… จากความเคร่งเครียดแห่งสังคมที่มีแรงกดดันจากการแข่งขันสูงในญี่ปุ่น…เด็กหนุ่มผู้นี้ต้องเก็บตัวเงียบในบ้านที่ญี่ปุ่นทางแม่ก็เลยฝากฝังพี่ชายให้ช่วยดูแลในการมาพักผ่อนในไทย… ข้าฯเองแวะไปเยี่ยมออฟฟิศของเพื่อน จึงเลยนั่งคุยกับเด็กหนุ่มผู้นี้…ที่มีพฤติกรรมหลายอย่างที่ผิดปกติ…สำหรับข้าฯเองคิดว่าเป็นอาการ…Bipolar Disorder อย่างแน่นอน ด้านหนึ่งก็เก็บตัวเงียบ..Schizophrenia…..อีกด้านก็ Depressive Episods… ข้าฯนั่งดื่มเบียร์กับเพื่อนที่หน้าออฟฟิศ…ราวสามสี่ทุ่มจึงจะเห็น อายากิกลับมาที่ออฟฟิสซึ่งชั้นบนจะเป็นห้องนอน…อายากิจะอยู่เฝ้าที่ออฟฟิสแห่งนี้คนเดียวเพราะลุงเขาจะไปพักที่อื่น… เหตุที่กลับมาดึกเพราะรอให้ชาวญี่ปุ่นที่ออฟฟิสกลับกันหมดก่อน…อายากิบอกว่าพวกคนเหล่านั้นดูถูกเขา…. และเนื่องจากเขาเองก็ไม่รู้เส้นทางและแหล่งเที่ยวต่างๆในกรุงเทพฯ….บางคืนอายากิก็หายไปทั้งคืน…เมื่อถามเขาก็บอกว่านั่งรถเมล์เที่ยว… เพื่อนข้าฯเรียกอายากิเป็นลูกชายและจะให้เงินใช้มั่ง…ใช้ไปซื้อเบียร์มั่ง เมื่อให้เขาเป่าแซกโซโฟนให้ฟัง อายากิดูจะมีความสุขที่ได้บรรเลงเพลงและมีคนสนใจที่จะฟัง….ข้าฯเองก็ชมเขาว่า..ยอดเยี่ยม…ทั้งๆที่เสียงของแซกโซโฟนมิได้พริ้วไหว..แต่ข้าฯก็เห็นรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจของเขา.. ข้าฯเองสังเกตุออกว่าเขาต้องการคนที่เข้าใจและเอาใจใส่ให้ความรักแก่เขา…เช่นการชมเชยในความสามารถของเขาในการเป่าแซกโซโฟนที่เขาหิ้วติดตัวมาจากญี่ปุ่น…อายากิไม่ชอบลุงเขาเลยและบ่นว่าไม่เอาใจใส่เขา…ข้าฯเลยนึกถึง บทเพลงหนึ่งที่ร้องโดยนักร้องชาวฮ่องกง…แอกเนส ชาน ในบทเพลง Nobody Child…..ที่มีเนื้อหากล่าวถึงเด็กอันเปรียบเหมือนต้นไม้ที่เติบโตมาในป่า..ไม่มีการหอมแก้มของแม่และรอยยิ้มของพ่อ…โดดเดี่ยวกลางป่า…ตามลำพัง… สังคมญี่ปุ่น…การฆ่าตัวตายเป็นปัญหาใหญ่ ในญี่ปุ่นจะมีการฆ่าตัวตายปีละกว่าสามหมื่นคน.. ดังนั้นเองทางรัฐบาลจึงสนับสนุนให้คนที่สูงวัยในญี่ปุ่นไปเที่ยวพักผ่อนโดยรัฐออกเงินให้…เพื่อแก้ปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นจากความเคร่งเครียดในครอบครัว…อันมีผลกระทบต่อสังคมรอบข้าง.. ประเทศไทยก็เป็นเป้าหมายหนึ่งแห่งการออกมาสัมผัสกับธรรมชาติของชาวญี่ปุ่น…ในการบำบัดความเครียด…กอ่นใบไม้จะร่วงโรยไปอย่างไร้เป้าหมาย… ก็ได้แต่หวังว่าเด็กหนุ่มชาวญี่ปุ่นผู้นี้…จะกลับคืนสู่ความสุขอันเป็นธรรมชาติแห่งวัยหนุ่มของเขาได้….และบรรเลงเพลง Autumn Leaves ทุกคืนที่เขารอผู้คนกลับกันหมด….นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ข้าฯต้องไปแวะเยี่ยมเยียนเขา…และที่สำคัญข้าฯก็ต้องการดื่มเบียร์ตราดาวแดงโดยปราศจากเสียงรำคาญของกลุ่มฝักไฝ่ทางการเมืองในไทยแต่ละฝ่าย….ที่ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่จิตวิญญาณแห่งประชาชนไทยภายใต้สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของมวลมนุษยชาติ….ที่เท่าเทียมกัน..บนผืนดินแห่งมาตุภูมิแห่งนี้…
Out of Control Syndrome (21)
โดย ซุนปิน May.13.2007 10:37:44 pm
เมื่อนักฟิสิกส์ประยุกต์โดนเหนี่ยวนำทางฟิสิกส์(4)
ข้าฯต้องขออภัยด้วยที่ขาดอัพบล็อกเพื่อการต่อเนื่องมาหลายวัน
จากตอนที่แล้วได้กล่าวถึงเรื่องออร่า
.ข้าฯขอวกกลับมาประเด็นที่ค้างอยู่คือเรื่องของ..หมอนักฟิสิกส์ประยุกต์เพื่อนร่วมโลกเดียวกันกับข้าฯ
ซึ่งพวกท่านอาจจะทราบในเร็วๆนี้เพราะมีข่าวว่าจะมีการแถลงข่าวของหมอท่านนี้
. เท่าที่ข้าฯทราบข่าวการบำบัดรักษาของทางแพทย์ได้มีการให้หมอกลับไปอยู่กับครอบครัวและอาการของหมอก็เป็นปกติดีขึ้นมาก
ข้าฯก็ขอแสดงความยินดีด้วย ในทัศนะส่วนตัวของข้าฯแล้ว ดังเคยกล่าวมาหลายครั้งแล้วว่า ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในสมองนั้นมันมีอยู่ 2 แบบคือ ปฏิกิริยาแบบไปทางเดียวที่เกิดการเหนี่ยวนำหรือ Invert reaction ที่สามารถจะเกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่างๆมากมาย และอีกปฏิกิริยาคือกระบวนการทวนซ้ำสัญญาณหรือ revert reaction อันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากการเหนี่ยวนำเช่นกันหากแต่มีการรังสรรค์ใหม่ของข้อมูลจากแหล่งต่างต่างๆในหน่วยความจำ หรือเรียกง่ายๆก็คือจากอายตนะภายนอกและภายในที่มีการสั่งสมมา หรือองค์รวมแห่งจิตวิญญาณผู้นั้น ข้าฯขอเรียกง่ายๆแบบในเชิงประจักษ์นิยมว่ากระบวนทัศน์(Paradigm) ก็แล้วกัน.. สำหรับทัศนะส่วนตัวข้าฯแล้ว
.ก็เคยแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้มาหลายวันแล้วในบล็อกOut of Controlของท่านจอมยุทย์เมย์ ที่ข้าฯทำลิงค์ไว้
แต่เนื่องจากบล็อกแห่งนั้นของจะเหลือค้างไว้ให้อ่านแค่ 3หรือ4 ตอนเท่านั้น
การวิเคราะห์ของข้าฯขอมองในเชิงPositive หรือในเชิงบวกเป็นหลัก กล่าวคือ
หากต้องการให้หมอท่านนั้น หายจากอาการเหล่านี้ที่เกิดขึ้นทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณนั้น..นอกจากหมอจะต้องเข้าใจในสาเหตุแห่งการเกิดขึ้นด้วยข้อมูลที่ถูกต้องแล้ว
ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องทำความเข้าใจในตัวหมอด้วยอันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง
สำหรับข้อมูลที่หมอยังเคลือบแคลงสงสัยก็หาข้อเท็จจริงที่มายืนยันทำให้กระจ่างเสีย
ทางครอบครัวและทางภรรยาคุณหมอเองก็ควรให้อภัยเพราะไม่มีวิธีไหนดีกว่านี้แล้ว..ที่จะให้หมอเห็นถึงความรักและความจริงใจที่มีให้หมอ
.อีกทั้งหมอเองก็ยังผูกพันกับลูกๆและสิ่งนี้คือความห่วงใยที่หมอมีสูงยิ่ง.. สำหรับหญิงสาวอีกท่าน
ข้าฯมองในแง่บวก และให้เกียรติเธอว่าการกระทำอันปกป้องคนที่เธอรัก
เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงนั้นมันเป็นเรื่องที่ทางหมอก็ยังไม่เข้าใจหลายประการ
และคิดว่าตนเองถูกควบคุมตัวเป็นคนร้ายฆ่าภรรยาตนเองอีกทั้งหวาดระแวงว่าภรรยาของตนเองมีชู้และกับพี่ชาย(ข้าฯต้องขออภัยต่อครอบครัวหมอ,คุณหมอและท่านผู้อ่านที่ข้าฯนำข้อมูลเหล่านี้ก็รับรู้จากรายกาย..จับเข่าคุย..ของคุณสรยุทย์ทางช่อง3) ดังนั้น เธอจึงเป็นคนที่หมอโทร.ขอความช่วยเหลือ..อันเนื่องจากหมอเข้าใจว่าช่วงนั้นไม่มีใครอีกแล้วที่หมอจะเชื่อใจ
.
ภาพที่เกิดขึ้นเหล่านี้ในสมองของหมอ
มันเป็นการเห็นภาพและเสียงจริง ข้าฯขอยอมรับว่าเป็นความจริง
แต่สิ่งเหล่านี้มันยากยิ่งที่จะอธิบายต่อสังคมภายนอกให้เชือ่หรือเข้าใจได้ในช่วงที่เกิดการมองเห็นและได้ยินเสียงในสมองอันเกิดขึ้นจาก กระบวนการทางสมองภายใต้ปฏิกิริยาทางเดียว
หากมองในด้านกายภาพก็คือ
ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ที่ขาดดุลยภาพก็ได้แก่ความผิดปกติที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนที่ของไอออนโซเดียม และทางตรงข้ามความผิดปกติของโปรตัสเซียม ที่ขาดดุลยภาพในหน่วยเซลล์เป้าหมาย ทั้งหมดย่อมเป็นผลให้เกิดความผิดปกติแห่งการเห็นภาพและการได้ยินเสียง ซึ่งมีผลต่อกระบวนการทางจิตวิญญาณคือการประมวลผล ที่จะต้องนำสิ่งที่เราเรียกกันว่าเป็น มโนธรรม คุณธรรมจริยธรรม มาใช้ในการกลั่นกรองวิเคราะห์ภาพและเสียงที่เกิดขึ้นในรูปจากคลื่นสัญญาณในสมองขณะนั้น..หากแต่เป็นการประมวลผลอันเกิดจากข้อมูลเบื้องต้นที่ผิดพลาดจากความเป็นจริงของข้อเท็จจริง อันเนื่องจากถูกเหนี่ยวนำให้เกิดขึ้นของข้อมูลเบื้องต้นในการรับรู้ทางอายตนะ
ข้าฯขอสรุปอย่างสั้นๆ
วันนี้ข้าฯขอเข้าที่ทำงานสายหน่อยไม่งั้นไม่ได้อัพ บล็อกเพราะไม่ว่างเลยกลับมาก็มึนหัวแล้ว
สรุปก็คือ
หมอต้องเข้าใจสาเหตุที่แท้จริง (อย่าลืมเขียนหนังสือขายล่ะข้าฯจะได้อ่านศึกษามั่งข้าฯว่าขายดีแน่
หมอเก่งกว่าข้าฯอยู่แล้วล่ะเรื่องนี้เพราะหมอศึกษามาโดยตรง)
ครอบครัวและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องให้อภัยกัน
ก็มันเกิดไปแล้วครับจะย้อนเวลาเริ่มต้นใหม่ไม่ได้
และด้วยความจริงใจที่แสดงออกเท่านั้นในทุกๆฝ่ายจึงจะทำให้ความถี่แห่งการทวนซ้ำสัญญาณในสมอง
มันห่างออกไป หมอต้องอยู่ร่วมในสังคม..อย่าโดดเดี่ยวตนเองและในสังคมรอบข้างต้องเข้าใจในเรื่องนี้
และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในสมองทุกคนแหละครับ..ไม่ต่างจากความผิดปกติของร่างกายอื่นๆเช่นการป่วยไข้เป็นต้น เมื่อไม่กี่วันมานี้ท่านไม่เห็นหรือครับข่าวนายทหารฆ่าตัวตายเป็นนายทหารที่ดีได้รับการยอมรับจากสังคม
เขียนจดหมายบอกภรรยาว่า
.อย่าให้ลูกเป็นทหาร.. ข้าฯนั่งกินก๋วยเตี๋ยวตอนกลางวัน แถวที่ทำงานเมื่อหยิบหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาอ่านถึงกลับเกิด depressive episodes เนื่องจากข้าฯพอจะเข้าใจอยู่บ้าง
เช่นการฝึกทหารในบรรดาทหารเกณท์ในสายตาข้าฯเห็นว่ามิใช่เป็นการฝึกให้เป็นทหารที่ดี
หากเป็นการฝึกเพื่อให้เกิดความโหดเหี้ยมในจิตใจ(ข้าฯหมายถึงครูฝึกที่เป็นจ่า บางคน)เช่น พลทหารอาจเนื่องจากการอยู่เวรดึกแล้วมาเข้าแถวเป็นลม..จ่าครูฝึกเตะซ้ำอีก แถมเอาน้ำสาดใส่อีก..และสารพัดเรื่องคอร์รัปชั่นที่สื่อใดๆไม่กล้าแตะต้อง..บ้างก็ถูกมองเป็นเบ้ของนาย
บรรดานายก็คิดว่าผู้ที่มียศต่ำกว่าตนเป็นไพร่ ส่วนตัว ของตนเอง
บ้างก็ฝึกเป็นกรรมกรก่อสร้างให้นายรับงาน ฯลฯ ตราบใดที่ระบบทหารเราเป็นระบบไพร่ที่ล้าหลังเช่นนี้ข้าฯว่ามันยากที่จะขจัดระบบเจ้าพ่อมาเฟียและระบบคอร์รัปชั่นให้หมดไปได้ เมื่อประเทศสังคมนิยมเขายึดถือว่าวินัยเหล็กคือวินัยที่เกิดจากจิตสำนึกดังนั้นถึงมีข้าวเหนียวก้อนเดียวก็ออกทำการรบเป็นสัปดาห์ได้เอาชนะอเมริกาได้( ประเทศเหล่านี้จะมีฝ่ายบัญชาการทหารและฝ่ายการเมืองในทุกระดับบัญชาการ
และยึดความมีประชาธิปไตยในกองทัพและความสมัครใจเป็นหลัก)
เมื่อการเมืองประเทศไทยมันไร้ซึ่งสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย และเต็มไปด้วย เล่ห์เพทุบายและการใช้กลยุทธ์และยุทธวิธีด้วยหมากกลหลายชั้น
เพื่อสร้างความแตกแยกในการทำลายล้างและยัดเยียดความผิดให้ฝ่ายตรงข้าม
ดังนั้นทุกองค์กรมันจึงมีการแตกเป็นฝักฝ่ายทั่วประเทศไทย
.นี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้คนไทยเป็นโรคจิตทั่วประเทศ..และไร้ประสิทธิภาพในการพัฒนาประเทศ
และที่สำคัญก็คือเมื่อฝ่ายใดที่มากุมอำนาจ
ต่างล้วนผลาญเงินภาษีประชาชนมาดำเนินงาน อันเป็นวัฒนธรรมแห่งวงจรอุบาทว์ทางการเมืองไทยที่สืบทอดกันมาช้านาน..
Out of Control Syndrome (20)
โดย ซุนปิน Apr.30.2007 12:31:52 pm
เมื่อนักฟิสิกส์ประยุกต์ โดนเหนี่ยวนำในทางฟิสิกส์( ตอนที่3)
ก่อนที่ข้าฯจะวิเคราะห์วิธีการบำบัดให้หมอมีความสมบูรณ์ทางกายภาพและจิตวิญาณ
.ฃ้าฯขอตัดมาเรื่องมิติแห่งวงแหวนในเรื่องออร่าก่อน
.(ถ้าท่านที่ติดตามงานเขียนที่ข้าฯใช้ชื่อว่ากระบี่ดาวแดงคงทราบว่าข้าฯหมายถึงอะไรในหัวข้อฟิสิกสส์ระบำปลายเท้า(TOE)นั่นแหละ) ออร่า: แสงที่ยังเป็นปริศนา กับการวิเคราะห์ถึงอาการทางจิตที่เกิดการเหนี่ยวนำ
ข้าฯขอตัดตอนบทความเรื่องออร่าที่บันทึกไว้เป็นการตัดตอนมาจากเว็บไซต์ข้างล่างบันทึกฉบับนี้ที่ตรงข้าฯหมายเหตุไว้ข้างล่างการบันทึก
เพื่อทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องนี้
ที่ปัจจุบันเราสามารถใช้เท็คนิค การถ่ายภาพที่เรียกว่าการถ่ายภาพแบบเคอร์เนียนถ่ายภาพการเกิดออร่าในแต่ละบุคคลที่จะไม่มีเหมือนกันเลยแม้แต่คนเดียว
.เทคนิกการถ่ายภาพแบบนี้ ข้าฯคิดว่าสามารถที่จะทำความเข้าใจในปริศนาต่างๆได้ในการเกิดอาการของความผิดปกติทางกายภาพร่างกายและความผิดปกติในจิตวิญญาณมนุษย์
ข้าฯขอยกตัวอย่างบางประการในสิ่งที่พิสูจน์ในเชิงประจักษ์นิยมทางวิทยาศาสตร์ได้แก่วิธีการสะกดจิต
เมื่อถ่ายภาพด้วยเท็คนิคเคอร์เนียน จะเห็นได้ว่าผู้ที่ถูกเหนี่ยวนำทางจิต ออร่าที่เกิดขึ้นเป็นสีดำหรือเงาลางๆไม่มีการเรืองแสง……ตรงกันข้ามกับผู้ที่ทำการสะกดจิตที่จะมีแสงออร่าในทุกส่วนของร่างกายที่แผ่ออกมาข้างนอก
เป็นต้น
ข้าฯได้บันทึกถึงสิ่งที่ข้าฯอยากจะเห็นในสิ่งที่ข้าฯเรียกว่านิเวศน์แพทย์ ในตอนที่ผ่านมา..โดยคนไข้ที่เข้าโรงพยาบาลทุกแห่ง
ควรมีการบันทึกภาพของคนไข้ด้วยเทคนิค ออร่า เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานการวิเคราะห์อาการนอกเหนือจากการตรวจหัวใจ ความดันและการชั่งน้ำหนัก
.ข้าฯขอคัดความคิดเห็นบางเรื่องของออร่าจากเว็บไซต์ดังนี้:
..จากหนังสือสารานุกรมการแพทย์ชื่อ Anomalies and Curiosities of Medicine มีบันทึกอยู่หลายสิบหน้ากล่าวถึงเรื่องราวของคนที่มีแสงเรืองในตัวเองซึ่งเป็นบันทึกของแพทย์หลายสมัยที่ได้เคยพบเห็น และเขียนบันทึกทางการแพทย์เอาไว้ เช่น นายแพทย์จอร์ช กูลด์ และนายแพทย์ วอลเตอร์ ไพล์ (ปีพ.ศ. 2440) มีบันทึกไว้ว่า
..ได้พบคนไข้ที่เป็นโรคเนื้องอกในทรวงอกรายหนึ่งมีอาการหนักมากเมื่อมาขอการรักษา ขณะรับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาล ประมาณวันที่สองก็สังเกตเห็นปรากฎการณ์ประหลาดเกิดขึ้น คือ ปรากฏมีแสงเรืองสว่างออกมาจากทรวงอกของคนไข้ แสงเรืองประหลาดเกิดขึ้นจากภายในบริเวณเนื้อเยื่อที่เป็นโรคเนื้องอกนั่นเอง ต่อมาปรากฎการณ์อัศจรรย์นี้ก็เพิ่มมากขึ้น แสงเรืองสว่างมาก โดยเฉพาะถ้าอยู่ในที่มืด ๆ จะสามารถส่องดูนาฬิกาได้ในระยะห่าง 2 ฟุตอย่างสบาย ๆ
..
บันทึกอีกฉบับหนึ่ง เป้นของ ดร. เฮอวาร์ด คาร์ริงตัน นักค้นคว้าทางฟิสิกส์ ผู้ซึ่งบังเอิญได้พบกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญและปรากฎการณือัศจรรย์เข้ากับตนเองจึงบันทึกเอาไว้ว่า
.เกี่ยวกับเด็กชายคนหนึ่งที่เสียชีวิตเนื่องจากกลืนของแหลมคมลงไปในท้อง ก่อนขาดใจตายมีอาการดิ้นบิดตัวอย่างทุรนทุราย ต่อหน้าต่อตาญาติที่นำตัวมาส่งและต่อหน้าแพทย์พยาบาลที่กำลังพยายามให้ความช่วยเหลือ เด็กคนนั้นเปล่งแสงเรืองสีน้ำเงินออกมารอบตัววูบวาบไปหมด เล่นเอาทุกคนในที่นั้นตกใจจนคิดอะไรไม่ถูก และต่อมาอีกไม่กี่นาทีเด็กคนนั้นก็ขาดใจตาย
.
บันทึกของคณะแพทย์จากอิตาลีในปี พ.ศ. 2477 ก็มีรายงานสั้น ๆ เกี่ยวกับเรื่องอัศจรรย์ที่ล่ำลือกันในสมัยนี้อยู่เรื่องหนึ่งคือเรื่องของ หญิงเรืองแสงแห่งปิราโน (Luminous Women of Pirano) บันทึกกล่าวว่า
.นางแอนนา โมนาโร เป็นผู้ป่วยด้วยโรคหืดเรื้อรัง ได้เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลปิราโน และอยู่ ๆ ในคืนหนึ่งขณะที่นางนอนหลับอยู่บนเตียงคนไข้ในห้องรวมของโรงพยาบาลแห่งนั้นบริเวณหน้าอกและลำคอของนางก็ปรากฎแสงเรืองออกมาเป็นแสงสีน้ำเงิน เล่นเอาคนไข้อื่น ๆ บนเตียงข้าง ๆ ที่เห็นเข้าพอดีต่างเผ่นลงจากเตียนแทบไม่ทัน ร้องแรกแหกกระเชอวุ่นวายไปหมดบรรดาแพทย์เวรและพยาบาลต่างวิ่งมาดู และต่างก็ยืนตะลึงมองกันตาปริบ ๆ แพทย์ใหญ่สั่งให้ถ่ายรูปเอาไว้และเข้าไปตรวจสอบร่างกายด้วยตนเอง แต่พอปลุกให้คนไข้ตื่นแสงเรืองประหลาดก็หรี่ดับไป
แพทย์หลายนายพยายามตรวจหาความผิดปกติแต่ก็ไม่สามารถวินิจฉัยอะไรได้เลย
.. บันทึกได้กล่าวเอาไว้ด้วยว่า จากการเจาะเลือดไปตรวจพบว่า นางโมนาโรมีปริมาณของสารจำพวกกำมะถันอยู่ในเลือดสูงผิดปกติ
..แสงเรืองประหลาดจะปรากฎขึ้นเสมอเฉพาะตอนที่นางนอนหลับเท่านั้น มีแพทย์หลายสิบคนจากสาขาต่าง ๆ พากันแห่ไปศึกษาตรวจดูปรากฎการณ์อัศจรรย์ของนางโมนาโร และต่างก็ลงความเห็นกันไปต่าง ๆ นานา เช่นกล่าวว่า แสงเรืองเกิดจากประจุไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กในธรรมชาติทำปฏิกิริยากับเซลล์ชีวภาพ ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับสารกำมะถันในเลือดด้วยก็ได้
..บ้างก็ลงความเห็นว่า จำนวนสารกำมะถัในเลือดของนางอาจทำปฏิกิริยากับคลื่นอัลตราไวโอเลตในธรรมชาติ ทำให้เกิดการรบกวนกระตุ้นในอะตอมกำมะถันและสารชีวเคมีบางอย่างเกิดการเรืองแสงขึ้นมาได้เอง
.แต่ำคอธิบายความคิดเห็นเหล่านั้นไม่มีของใครจะให้ความกระจ่างชัดได้เลย เพราะมันไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมแสงเรืองจึงเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณหน้าอกและลำคอ และที่สำคัญคือ ทำไมมันเกิดขึ้นเฉพาะตอนที่นางโมนาโรนอนหลับเท่านั้น?
..
บาทาเรืองแสง
เป็นเรื่องของมนุษย์เรืองแสงที่ไม่ใช่คนป่วย คนเจ็บ คนไข้ หรือใกล้จะตายแต่เกิดขึ้นกับคนธรรมดา ๆ ปกติที่ร่างกายแข็งแรงก็มีเช่นกัน จากบันทึกในประวัติศาสตร์รายแรกเห็นจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 เดือนกันยายน พ.ศ. 2412 มีรายงานปรากฏอยู่ในหนังสือแม็คคานิคของอังกฤษชื่อ English Mechanic ฉบับเดือนกันยายน พ.ศ. 2412 ปรากฏเรื่องราวประหลาดกล่าวไว้ว่า
.. หญิงอเมริกันคนหนึ่งขณะเตรียมตัวเข้านอนในคืนวันที่ 24 เดือนกันยายน ปีพ.ศ. 2412 พอปิดไฟล้มตัวลงนอนสายตาก็มองไปที่ปลายเท้าพบกับความประหลาดใจ เพราะนิ้วนางข้างขวาของเธอปรากฏมีแสงเรืองสว่างขาวอมน้ำเงินฟ้าชอบกล
.ตอนแรกคิดว่าตัวเองตาผาดแต่พอก้มลงพิจารณาดูอย่างใกล้ชิดก็พบว่าตามิได้ผาด นิ้วเท้านั้นมันเรืองแสงได้จริง
.. เธอมิได้ตกใจแต่ประการใด เพราะคิดว่าคงไปเหยียบหรือเปื้อนอะไรมาเลยเอามือถูที่นิ้วนั้นเพื่อจะเช็ดออก แต่กลับพบว่ายิ่งถูเท่าไร แสงเรืองก็ยิ่งเพิ่มความสว่างเรืองมากยิ่งขึ้น และกลับมีการเรืองแสงแผ่กระจายออกไปเป็นบริเวณกว้างกว่าเดิม
เธอเริ่มรู้สึกประหลาดใจในเวลาต่อมาเมื่อพบว่าแสงเรืองแผ่ขยายขึ้นมาตามหลังเท้าและเรืองเป็นจ้ำ ๆ คล้ายรองฟกช้ำ แต่เรืองแสงได้
คราวนี้ชักจะตกใจนิดหน่อย เพราะเข้าใจแล้วว่าตัวเองมิได้ไปเหยียบหรือเปื้อนอะไรมาหากแต่ว่ามันเป็นแสงเรืองที่เกิดขึ้นภายในเนื้อจากใต้ผิวหนังนั่นเอง
..แต่ก็ยังไม่เชื่อในความคิดของตัวเธอจึงไปล้างเท้าด้วยน้ำและฟอกสบู่ ถูเท้าบริเวณที่เรืองแสง และแช่น้ำอยู่อีกนาน แล้วเอาแอลกอฮอล์เช็ด
.. ทว่าแสงเรืองนั้นก็มิได้หมดไปยิ่งถูกบีบเค้นเท่าไรกลับยิ่งทำให้มันแผ่ขยายและเรืองแสงเพิ่มมากขึ้นไปอีก
สุดท้ายเธอพบว่าที่ข้างขวางไล่มาจนถึงข้อเท้าเกิดเรืองแสงสว่างอย่างน่ากลัวไปทั้งเท้า
.สามีและลูกของนางต่างพากันช่วยคิดแก้ปัญหา ด้วยความแปลกประหลาดใจและงุนงงไปตามกันไม่รู้จะทำประการใด
.แต่ต่อมาอีกหลายชั่วโมงหลังจากที่ตัดสินใจโทรศัพท์พบหมอ แสงเรืองประหลาดก็ค่อย ๆ หายไป เมื่อไปพบหมอก็เกือบจะจางหายมองไม่เห็นอยู่แล้ว
หมอตรวจดูด้วยความประหลาดใจและงุนงงพอ ๆ กันคนอื่นไม่มีอาการปวด เจ็บ หรือผิดปกติใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่มาให้ดูว่า บาทาเรืองแสง ได้ก็เท่านั้น
.
การเรืองแสงทางชีวะ
ก็นี่แหละครับ ถ้ามนุษย์เกิดมีแสงขึ้นมาได้มันก็ปรากฏการณ์อัศจรรย์แปลกประหลาดอักโขอยู่ แต่สำหรับสัตว์บางชนิดหรือพวกเห็ดราแล้วละก็ นักชีวะเขารู้แน่ว่าสาเหตุมันเนื่องมาจากอะไร พวกหนอนกระสือหรือเจ้าตัวที่เด็ก ๆ เรียกว่า ทิ้งถ่วง หรือหิ่งห้อยเป็นสัตว์ที่มีแสงเรืองได้โดยธรรมชาติ และก็เป็นของธรรมดา ๆ ที่ใคร ๆ คงเคยเห็นกันมาแล้ว แสงเรืองในสิ่งที่มีชีวิตบางชนิดเหล่านั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีอย่างต่อเนื่อง โดยมีสารเอนไซม์บางอย่างเป็นตัวกระตุ้นให้โมเลกุลส่วนหนึ่งเกิดการออกซิไดซ์และปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสงสีฟ้า น้ำเงิน เขียว หรือขาว สารชีวเคมีที่เป็นตัวสำคัญในการทำให้เกิดปฏิกิริยา แสงเย็น ดังกล่าวมีอยู่หลายชนิด ได้แก่ ออกซิเจน, ลิวซิเฟอเรส (luciferase), ลิวซิเฟอรีน (lucifurein) และอะดิโนซินไตรฟอสเฟท หรือ ATP (Adinosine triphosphate) เป็นต้น
แต่ทว่าปฏิกิริยาเคมีเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นในเซลล์ของร่างกายมนุษย์ได้อย่างเด็ดขาดและถ้าจะไปบอกนักชีวะว่าร่างกายมนุษย์สามารถผลิตสารชีวเคมีที่ทำให้เกิดแสงเรืองได้ ซึ่งอาจเป็นสารอย่างอื่น ๆ ที่ยังไม่มีการค้นพบ นักชีวะจะส่ายหัวไม่ยอมรับความคิดนั้นเด็ดขาด ดังนั้นการเรืองแสงได้ในตัวคนจึงยังเป็นสิ่งที่มืดมน และยังไม่มีใครอธิบายได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ
ปฏิกริยาทางชีวเคมี หรือว่าปฏิกิริยาจากแม่เหล็กไฟฟ้ากับระบบชีวภาพกันแน่
..หรืออีกทีหนึ่งคงต้องมองกันในแง่จิตในมิติที่ไม่เกี่ยวข้องกับทางกายภาพเลยก็ได้
..
หมายเหตุ : ตัดตอนมาจากเว็บไซต์ http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/X2494283/X2494283.html บันทึกโดยคุณ : Runar_run ( ห้องหว้ากอ พันธ์ทิพย์)
ข้าฯต้องขอขอบคุณกับท่าน Runar_run ที่ได้บันทึกเรื่องราวดีๆมาเผยแพร่
( ยังมีต่อ)
Out of Control Syndrome (19)
โดย ซุนปิน Apr.27.2007 12:44:24 pm
เมื่อนักฟิสิกส์ประยุกต์ โดนเหนี่ยวนำในทางฟิสิกส์(2)
จากตอนที่แล้วที่ข้าฯได้กล่าวถึงกฎของคนไข้โรคจิต( ข้าฯหมายถึงตัวข้าฯเอง)นั้นได้กล่าวถึงท่าน ไอแซค อาชิมอฟ นักเขียนนวนิยายรุ่นเดียวกับ ท่านอาร์เธอร์ ซี คลากซ์ ที่เป็นนักเขียนนิยายในแนวไซ-ไฟ (Science Fiction) หรือที่ใช้ชื่อย่อว่า sci-fi ที่เราเรียกกันว่านวนิยายเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้กล่าวถึงกฎเหล็กของหุ่นยนต์ 3ข้อดังนี้
1.หุ่นยนต์ต้องไม่ทำร้ายมนุษย์ หรือนิ่งเฉยปล่อยให้มนุษย์ตกอยู่ในอันตราย 2.หุ่นยนต์ต้องเชื่อฟังคำสั่งของมนุษย์ โดยไม่ขัดกับกฏข้อ 1 3.หุ่นยนต์ต้องปกป้องตัวเองโดยไม่ขัดกับกฏข้อ 1-2 ข้าฯจึงเห็นว่า ที่ ท่านผู้ใช้นามว่า อ.สุรพล ซึ่งเป็นอาจารย์ทางจิตเวชวิทยา ได้ถ่ายทอดถึงประสบการณ์ในการรักษาคนไข้ที่มีอาการ Bipolar Disorder หรือโรคอารมณ์แปรปรวน ดังนั้นในการบำบัดท่านกล่าวถึงกฏข้อหนึ่งว่า….คนไข้ต้องไม่โกหกหมอ…
ข้าฯเปรียบตัวข้าฯเองว่าช่วงถูกเหนี่ยวนำเหมือนหุ่นยนต์เพราะว่าที่ในช่วงเวลานั้นมันเกิดเสียงและภาพในสมองที่เป็นสี่สีชัดเจนและควบคู่กับสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีบรรยากาศอันเป็นการมองเห็นผ่านเรติน่าอย่างเป็นปกติธรรมดาในการดำเนินชีวิตทั่วไปอย่างปกติธรรมดา…
บทเรียนการ Consult ของต้าฟู(หมอ) ที่ ข้าฯไปรักษา
เพื่อประกอบกับแนวทางที่ท่านอาจารย์สุรพลกล่าว ข้าฯจะบันทึกเป็นการถามตอบดังนี้ (ที่จริงหลานสาวที่เป็นหมอจะขอเข้าไปร่วมในการConsult ด้วยแต่ข้าฯบอกว่าไม่ต้องหรอก…เพราะเขาเองข้าฯก็มิได้บอกเรื่องราวต่างๆให้ฟังเลย…)ขอบันทึกเป็นการถามตอบกึ่งบทละครดังนี้ (ฉากที่1 หมายถึงการปรึกษาครั้งแรก)
ฉากที่1 (ภายในห้อง)
หมอ…สวัสดีค่ะ ข้าฯ….สวัสดีครับ หมอ….เป็นยังไงบ้างคะ ข้าฯ…..ผมรู้สึกว่ามันเกิดภาพในสมอง และรู้สึกรำคาญกับการเกิดตัวอักษรของคำหยาบมันเกิดขึ้นใต้ภาพเวลาผมนึกถึงผู้ใหญ่และที่ผมเคารพ หมอ…..อืม..หมอก็เห็นหลายคนเล่าให้ฟังก็เกิดอาการแบบนี้เช่นกัน…แต่ไม่เป็นไรหมอจะสั่งยาให้ หมอพูดต่อ….จะเอากี่วันดีล่ะ..สัก20 วันได้ไหมลองทานดูแล้วค่อยมาหาหมอใหม่ แต่ถ้าเกิดรู้สึกว่ามันเป็นหนักก็มาหา หมอได้ตลอดเวลานะ…คือหมอจะประจำอยู่เฉพาะวันจันทร์และวันพุธ ข้าฯ….ไม่เป็นไรครับหมอ ฯลฯ ( ที่จริงมันยาวกว่านี้หน่อยข้าบันทึกแบบคร่าวๆ)
ฉากที่2( ภายในห้องเดิม) หมอ…สวัสดีค่ะ..เป็นยังไงมั่ง ข้าฯ….สวัสดีครับ..ตอนนี้ผมหายกังวลใจแล้ว หมอ…เยี่ยมเลยค่ะ หมอถามต่อ…แล้วมีอาการอย่างอื่นมั่งหรือเปล่า ข้าฯ….ยังรู้สึกว่าได้ยินเสียงในระยะไกลอยู่บ้าง แต่ไม่เป็นไรหรอก หมอ…งั้นจะใช้ตัวยาไหนดีล่ะ..ตัวDeanxit มันไม่มีในบัญชีหลัก ข้าฯ….เอาตัวยาใหม่ก็ได้ครับ…
ฯลฯ ฉากที่3 ( ในห้องเดิม) มีหมอฝึกหัดผู้ชายที่เข้ามาร่วมฟังด้วย… หมอ1…สวัสดีค่ะ..ขอโทษด้วยที่ต้องรอนาน หมอที่2…สวัสดีครับ ข้าฯ…..สวัสดีครับ หมอ1…ขอแนะนำนี่ก็หมอด้านนี้เหมือนกัน…(ข้าฯ..ก็เข้าใจที่หมอกล่าวเช่นนั้นกลัวคนไข้ขาดความเชื่อมั่น)
ฯลฯ
ข้าฯยกตัวอย่างการ Consult ของอาจารย์หมอท่านนี้ เพื่อให้ท่านเห็นภาพว่า วิธีการของหมอที่ให้เกียรติกับคนไข้และให้คนไข้รู้สึกว่าหมอสนใจในทุกเรื่องราวที่คนไข้เล่ามา…
ข้าฯเองก็รู้สึกที่สัมผัสได้เช่นนั้น…และรู้สึกว่าหมอให้เกียรติกับคนไข้เช่น..เรื่องยา ที่ข้าฯไปหาหมอก็เพิ่งจะเจอว่าหมอถามข้าฯจะใช้ยาตัวไหนดี เพราะที่ผ่านมามีแต่เข้าไปหมอก็ตรวจ หรือไม่ก็ถามนิดหน่อยก็เขียนใบสั่งยา ทันที…( ข้าฯเคยเล่าในตอนที่ผ่านมาแล้วในบางเรื่องเกี่ยวกับหมอ เช่นเรื่องคุณยายคนหนึ่งหลังปรึกษาและระหว่างเปิดประตูคุณยายที่มีญาติพามาท่านนั้นคุกเข่าโอบกอดเอวหมอ)
ดังนั้นเรื่องที่ข้าฯหยุดกินยาหรือเรื่องอื่นมากมายที่ข้าฯบันทึกในบล็กบ้านจอมยุทธ์ข้าฯมิได้เล่าอะไรมากมายให้หมอฟังเลย…ด้วยเหตุนี้ข้าฯในฐานะคนไข้โรคจิตจึงขอประยุกต์กฎเหล็กหุ่นยนต์โรคจิตใหม่ดังนี้
1.หุ่นยนต์โรคจิตต้องไม่โกหกหมอ หรือนิ่งเฉยปล่อยให้หมอต้องเดาเอาเอง 2.หุ่นยนต์โรคจิตต้องเชื่อฟังคำสั่งของหมอ โดยไม่ขัดกับกฏข้อ 1 3.หุ่นยนต์โรคจิตต้องไม่ปกป้องตัวเองโดยไม่ขัดกับกฏข้อ 1-2
(ยังมีต่อในอีกหลาย Episodes)
Out of Control Syndrome (18)
โดย ซุนปิน Apr.27.2007 10:46:59 am
เมื่อนักฟิสิกส์ประยุกต์ โดนเหนี่ยวนำในทางฟิสิกส์(1)
ฟิสิกส์ที่ถือเป็นราชินีแห่งวิทยาการเนื่องจากเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ในการประมาณการในเชิงประจักษ์นิยม
หรือการแปรเปลี่ยนจากจินตนาการสร้างสรรค์ให้กลายเป็นจริงในทางวัตถุตามคุณภาพแห่งสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ในจักรวาลแห่งนี้ที่มีการต่อยอดองค์ความรู้กันมาอย่างต่อเนื่องของมนุษยชาติในการทำความเข้าใจต่อสรรพสิ่ง( ที่จริงข้าฯอยากจะให้สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลเสียอีก เพราะปัจจุบันเด็กอนุบาลเราอาจเน้นภาษาเป็นหลัก
.เช่นตำราการอ่านเขียนภาษาไทยเราแทรกได้ครับ เกี่ยวกับเรื่องฟิสิกส์มากมายรอบกายของเรา ที่เป็นตำราง่ายๆสำหรับเด็กอนุบาลจะได้จินตนาการได้)
นักฟิสิกส์ประยุกต์ ที่ข้าฯกล่าวนั้นหมายถึง หมอท่านหนึ่งซึ่งตกเป็นข่าวครึกโครม
.และข้าฯต้องขออภัยต่อครอบครัวของท่าน ตัวท่านหมอเอง และผู้ที่เกี่ยวพันกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด
และเมื่อสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการทางศาล
.
การบันทึกของข้าฯจึงเป็นเพียงทัศนะหนึ่งซึ่งอาศัยอัตตา ของตนมาวิเคราะห์ ก็ด้วยเจตนาอย่างเดียวคือ จะทำอย่างไรที่ให้หมอจะหายอย่างสมบูรณ์ได้เป็นปกติทั้งทางกายภาพและทางจิตวิญญาณ
และก็มิใช่ว่าอยากจะโอ้อวดหรือกระทำตนเป็นผู้รู้
ข้าฯเป็นเพียงการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับสิ่งที่ข้าฯเกิดขึ้นในสมองเช่นกัน กับสิ่งที่หมอได้เกิดขึ้นและเข้ารับการบำบัดรักษาในปัจจุบัน
สาเหตุแห่งการเกิดความผิดปกติของหมอที่เกิดขึ้นและมีความคล้ายคลึงกันกับข้าฯในหลายประการกล่าวคือ
ประการแรกเกิดการจากการฝึกสมาธิและถูกเหนี่ยวนำทางจิตเช่นกันกับข้าฯ
.
ประการที่สองข้าฯเองก็ชอบในด้านฟิสิกส์และในเชิงประยุกต์ หากแต่ข้าฯมันโรแมนติกฟิสิกส์หรือฟิสิกส์ระบำปลายเท้า ต่างจากหมอตรงเป็นนักฟิสิกส์ในเชิงการประมาณการทางคณิตศาสตร์และในเชิงประจักษ์นิยม
.
ประการที่สามข้าฯซึ่งผ่านประสบการณ์ที่ข้าฯขอเรียกว่าแมเนียหัวใจก็แล้วกันนะมาหลายเรื่องราวที่หนักหนากว่าหมอเสียอีกในช่วงชีวิตที่ผ่านมา
.( ข้าฯไม่ขอกล่าวรายละเอียดในเรื่องนี้นะปัจจุบันผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้าฯผู้หนึ่งนางที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันระยะหนึ่ง
ปัจจุบันนางก็ใช้ชีวิตและมีกิจการหลายแห่งอยู่ที่อเมริกาและมีครอบครัวใหม่แล้ว..หากเรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่ )
ประการที่สี่ หมอชอบดนตรีเหมือนข้าฯคือเห็นข่าวว่าชอบสะสมกีตาร์นอกเหนือจากสะสมปืน
ส่วนข้าฯมีกีต้าร์2ตัวและเล่นคีย์บอร์ดมั่งก็เพื่อเขียนโน้ตเพลงไว้เยอะ(เรื่องดนตรีมีผลในการบำบัดรักษาข้าฯในช่วงวิกฤติในเดือนแรกได้ดีมากทีเดียวล่ะ)
ประการที่ห้า
.ข้าฯเองเป็นคนตั้งชื่อใหม่ให้กับนางผู้นั้นเมื่อกว่า10ปีที่แล้วและนางก็ใช้ชื่อนี้มาถึงปัจจุบัน
เช่นเดียวกันกับหมอที่ตั้งชื่อให้กับนางผู้หนื่งที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ข้อมูลที่ข้าฯนำมาใช้วิเคราะห์อาจไม่ตรงความจริงหรือไม่รอบด้านก็ต้องขออภัยด้วยเพราะข้าฯได้มาจากทั้งหนังสือพิมพ์และทางทีวี ที่รายการจับเข่าคุยของคุณสรยุทธ์ ที่ข้าฯติดตามดูทั้งสองฝ่ายมาออกรายการในแต่ละสัปดาห์
..ดังนั้นจากข้อมูลเหล่านี้ข้าฯจึงสรุปได้ว่า ปัญหาหลักก็มีคือ
1. ปัญหาเกี่ยวกับกิจการและครอบครัวของหมอที่มีรายได้กว่า100ล้านต่อปี 2. ปัญหาจากตัวหมอเองที่เกิดความผิดปกติในทางสมอง(กายภาพ)และทางกระบวนการจิตวิญญาณ( ข้าฯหมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้งการเหนี่ยวนำด้วยตัวยาและกลุ่มบุคคล) 3. ปัญหาคนรักใหม่ของหมอ
( ประเด็นนี้ข้าฯอาจวิเคราะห์ไม่ถูกต้องก็ต้องขออภัยเพราะวิเคราะห์จากข่าวจากสื่อ) 4. ปัญหาอื่นๆที่อาจเป็นไปได้ในทางสังคมเช่น…ทางการเมือง, หรือเรื่องราวของผู้เกี่ยวข้องในเรื่องการจัดหาเรื่องปืนที่หมอมีใบอนุญาตได้อย่างไรถึงกว่า 50 กระบอก มันมากพอตั้งกองร้อยได้เลยนะหมอ และการจัดหาเสื้อเกราะ ที่อาจเป็นสาเหตุได้เช่นกัน.. ( เพราะมันผิดกฎระเบียบและปัจจุบันที่ยังคงกฎอัยการศึกอยู่หรือประกาศของกลุ่มรัฐประหาร )
สำหรับประเด็นปัญหาข้าฯขอสรุปเพียงหัวข้อเท่านั้นนะ ไม่กล่าวในรายละเอียด ดังนั้นเองปัญหาที่ก่อเกิดอาการหวาดระแวงของหมอ มันจึงยุ่งอีรุงตุงนังไปหมด
มากกว่าข้าฯในปัจจุบันเยอะและโดยรายละเอียดข้อเท็จจริงที่มิได้เปิดเผยในทางสื่อมันอาจจะมีอีกมากมายที่ไม่มีผู้ใดทราบ
ข้าฯเองก็สงสารครอบครัวหมอ ทั้งทางคุณแอนและลูกของหมอ
หลังดูข่าวทางทีวี
การแก้ไขปัญหาในสมองของหมอจึงมีเพียงว่า
หมอต้องเข้าใจในความเป็นจริงของการเกิดภาพเหล่านั้นในสมองว่าตรงกับกับข้อเท็จจริงภายนอกหรือไม่ก่อนเป็นลำดับแรก..
เรื่องนี้หมอต้องเก่งกว่าข้าฯอยู่แล้วเพราะเรียนมาโดยตรง
..
เพิ่มเติม:พอดีข้าฯเข้าไปในเว็บบอร์ดในเว็บไซต์สมาคมจิตแพทย์ ฯ มีกระทู้ท่านอาจารย์หมอท่านหนึ่งเขียนบันทึกไว้ เลยนำมมาให้อ่านถึงประสบการณ์การรักษาของท่าน ดังนี้
โรคอารมณ์แปรปรวน
ก่อนอื่น ในการรักษาผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนนั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า โรคนี้นั้น มักเป็นกับคนเก่งๆ มักเป็นกับคนคิดมาก โดยปกติแล้ว คนทั่วๆ ไปนั้นมีโอกาสเป็น 15 เปอร์เซนต์ บางทีก็อาจจะมาจากพันธุกรรม ผมจะพูดถึงกระบวนการรักษานะครับ
ในการรักษานั้น สิ่งหนึ่งคือ คุณต้องเข้าใจผู้ป่วย สองคือต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ โดยวิธีการอธิบายด้วยวิธีการบอกนั้น อย่างที่คุณเคยเรียนมา คือบางทีคุณอาจจะรู้สึกว่า อาจารย์สอนไม่รู้เรื่อง อาจารย์เก่งแต่ทำไมพูดไม่รู้เรื่องบ้างไหม
โอเคนะ ผู้ป่วยโรคนี้ มักเป็นคนที่มีความคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล สิ่งที่คุณควรจะทำก็คือ พยายามตอบคำถามด้วยคำถาม และให้ผู้ป่วยคิดเอง ไม่ใช่คุณเองคิดแทนผู้ป่วย ไม่เช่นนั้น ผู้ป่วยจะไม่มีทางหายขาด
คุณต้องเข้าใจในทฤษฏีพื้นฐานในสิ่งที่คุณเรียนมา และเมื่อผู้ป่วยเข้าใจแล้วว่า ตัวเองนั้นป่วย ในสิ่งแรกจากประสบการณ์ในการทำงานของผมนั้น ผู้ป่วยจะถามทันทีว่า เค้าเป็นมากไหม และเค้าจะหายไหม และเค้าจะต้องทำตัวอย่างไร บางคนอาจจะมีความรู้บ้างเกี่ยวกับยาที่ใช้รักษา เค้าก็จะถามอีกว่า มีผลข้างเคียงอย่างไร ต้องกินยานี้ไปอีกนานเท่าไร หายแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่
ที่สำคัญ คุณต้องให้คำแนะนำผู้ป่วยว่า ห้ามโกหกคุณหมอนะ และอย่าลืม! เมื่อเค้าหายดีแล้วนั้น ให้ข้อคิดไปด้วยว่า จากประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานได้สอนผมว่า ถ้าคิดว่ามันเป็นมันก็เป็น แต่ถ้าคิดว่ามันไม่เป็นมันก็ไม่เป็น ผู้ป่วยจะได้สบายใจและโอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกจะน้อยมาก
ผมอยากให้จิตแพทย์ทุกคนเข้าใจอาการของโรค และเข้าใจว่า หายคืออะไร รับรองได้เลยว่า หายทุกๆ คน
ผมพยายามพูดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เผื่อว่าผู้ป่วยที่เข้ามาอ่าน จะได้เข้าใจในสิ่งที่เค้าเป็นขึ้นมาบ้าง
..
จากกระทู้
ท่านที่ใช้นามว่า อ.สุรพล
.เว็บไซต์สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยhttp://psychiatry.or.th/2006/
.. หรือจะดูได้จากลิงค์ที่ข้าทำไว้ในซ้ายมือส่วนของการประชาสัมพันธ์ - ข่าวสาร
.
อืม
ยังมีอีกนะ
ถ้าท่านดูในหน้าแรกของเว็บจะมีภาพ ต้าฟูที่รักษาข้าฯอยู่ด้วย ต้าฟูที่เชี่ยวชาญจิตเวชและการ์ตูนนั่นแหละ
อ้าวข้าฯทำผิดกฎของอาซิมอฟแล้วละซิ
เมื่ออ่านข้อเขียน อาจารย์สุรพล..ที่ว่าหุ่นยนต์โรคจิต(ข้าฯหมายถึงตัวข้าฯเองนะมิได้หมายถึงผู้อื่น) นั้น ห้ามโกหกคุณหมอนะ
..ข้าฯต้องขออภัยอาจารย์หมอที่รักษาข้าฯด้วย..ข้าฯคงต้องบอกท่านล่ะ ว่าความจริงของอาการข้าฯ ทั้งหมดมันอยู่ในบล็อกบ้านจอมยุทธ์นี่แหละ
.ที่ข้าฯบันทึกไว้
( ยังมีต่อ
นอกจากเรื่องหมอซึ่งข้าฯคงมีการวิคราะห์เพียงบางประการเท่านั้นเช่นเรื่องสมาธิ
เพราะเรื่องราวมันดำเนินการเข้าสู่กระบวนการทางศาล
.และข้าฯจะได้บันทึกเกี่ยวกับการวิเคราะห์ในทางฟิสิกส์หัวแม่เท้าคือเรื่องมิติวงแหวนหรือในส่วนของ ออร่า อันเป็นเทคนิคทางฟิสิกส์ที่พิสูจน์การเหนี่ยวนำทางจิต..ข้าฯต้องรีบสรุปเพราะเกรงว่าในเดือนหน้าข้าฯอาจจะไม่มีเวลามากนัก )
|