จิตดี

จัดสรรเวลาให้กับความคิดดีๆ  ความรู้สึกดีๆ นำไปสู่การกระทำที่ดีๆ




ลิงก์น่าสนใจ



ประชาสัมพันธ์-ข่าวสาร



สะพายเป้ แบกกล้องฯ
ค่อยๆ เสริมเติมแต่งอย่างช้าๆ
ติดตามกันนะ มือใหม่..อยากถ่ายรูป ..อ่ะ



HAPPY NEW YEAR

โดย อิสตรีมาร Dec.29.2007 4:58:15 pm





พรสวัสดีปีใหม่ 2551

โดย อิสตรีมาร Dec.28.2007 1:18:40 pm





สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระพรปีใหม่ 2551….

     ปีใหม่นี้โลกมากมีทุกข์ร้อนนัก
     วิธีใดเล่าจักแก้ไขได้
     เพราะปล่อยปละละเลยมานานมากมาย
     สุดเสียดายที่ไทยนี้มีพระพุทธ

     พระพุทธองค์ท่านทรงพระบารมี
     เหนือความชั่วความดีทั้งหลายหมด
     จงถวายชีวิตตรงองค์พระสุคต
     ปฏิบัติพระธรรมพจน์แห่งเมตตา

     ไม่ทำชั่ว ทำดีเป็นที่ตั้ง
     มุ่งมั่นหวังจิตพิสุทธิ์ ดุจปรารถนา
     โดยเสด็จสมเด็จพระบรมศาสดา
      สร้างมหาชีวิตให้ไทยร่มเย็น ”


ดวงดี วิถีพุทธ

โดย อิสตรีมาร Dec.10.2007 1:10:31 pm




ดวงดี วิถีพุทธ โดย ดร. สนอง วรอุไร และ ดร. บรรจบ  บรรณรุจิ

       วิธีการแก้ดวงด้วยการหยุดทำไม่ดี  เลือกทำแต่กรรมดี นี่คือวิธีการแก้ดวงอย่างแท้จริง
ทุกขณะที่ตื่น คิด พูด ทำ แต่เรื่องดีๆ  เลิกทำสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมด  เพราะไปเห็นผลที่เราต้องรับวิบากจากการทำกรรมที่ไม่ดี  เมื่อครั้งชะตาชีวิตไม่ดี ก็ให้ผลเป็นอกุศลวิบากให้เราเดือดร้อน

       ดวงดีเพราะเราทำปัญญาให้เห็นชัดแจ้ง แล้วยอมรับความจริง ในที่สุดลดอัตตาให้ได้  นิ่งได้ ก็ดวงดีได้  ดวงดี  หมายความว่า ไม่ใช่สิ่งร้ายๆ ไม่เกิดกับเรานะ  มันเกิดตามธรรมดา  ธรรมชาติของมัน แต่เราทำใจได้ โดยวิสัยปุถุชน วิสัยโลกย่อมถูกกระทบด้วยโลกธรรม เราต้องเพิ่มสติ และควบคุมความอยากให้ลดลง  ทำกุศลกรรมให้เพิ่มขึ้น

      การที่คนเราจะเกิดมาเป็นลูกใคร  ต้องมีกรรมผลักดันมา และต้องมีปฏิสนธิจิตที่มาอาศัยในท้องแม่ คือตัววางรากฐานนิสัยของเราในปัจจุบัน  ถ้าจิตดวงไหนประกอบด้วยคุณธรรมหรือบาปกรรมอะไรมา ตรงนั้นเป็นตัววางรากฐานเลย  เมื่อเรามีชีวิตในชาติใหม่  บุญบาปที่เราทำมาในชาติที่แล้วก็ถูกถ่ายทอดมาสู่จิตดวงนี้แล้วส่งต่อมาถึงปัจจุบัน  สรุปว่า เราเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตเรา  เมื่อเรารู้เช่นนี้แล้ว  เราก็กำหนดชีวิตเราให้ทุกข์น้อยที่สุด คือใช้ปัญญา เห็นแจ้งสิ่งควรทำ ไม่ควรทำ  เปลี่ยนดวงได้ด้วยกรรมดี


งามอย่างแท้จริง

โดย อิสตรีมาร Nov.30.2007 1:28:42 pm




โดย ธมฺมจรถ

คนเราจะสวยสดงดงามแต่เพียงสรีระร่างกายและเครื่องประดับนั้นยังไม่เพียงพอ
ต้องงดงามทางด้านจิตใจด้วย  การที่จิตใจจะงดงามนั้น ท่านกล่าวถึงธรรมะ ๒ ประการ
ที่จะทำให้คนเรางดงามอย่างสมบูรณ์ นั่นคือ

๑. ขันติ – ความอดทน

๒. โสรัจจะ – ความสงบเสงี่ยม

ความอดทนจำแนกออกเป็น ๓ อย่างคือ

๑. อดทนต่อความยากลำบากในการทำงานหรือประกอบกิจการ ในการดำเนินชีวิต  
จนนำพากิจการงานนั้น ๆ ให้ผ่านพ้นลุล่วงไปด้วยดี

๒. อดทนต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย ทนต่อทุกขเวทนาไม่โอดโอยร้องครวญคราง
ให้เป็นที่น่ารำคาญคนอื่น ทั้งไม่บ่นจู้จี้จุกจิกจนกลายเป็นคนเอาใจยาก
ก็จะเป็นความงามที่ไม่ต้องอาศัยอาภรณ์ใด ๆ มาประดับ เป็นความงดงามของจิตอย่างแท้จริง

๓. อดทนต่อความเจ็บใจ หรืออดทนต่อการกระทบกระทั่งทางจิตใจในการอยู่รวมกันในสังคม
ของคนส่วนใหญ่   ย่อมมีอยู่บ้างที่จะต้องมีการกระทบกระทั่งทางกาย ทางวาจา  เพราะคน
ในสังคมนั้น บางคนเป็นคนดี บางคนเป็นคนไม่ดี   ต้องมีความอดทนอดกลั้นอย่างยิ่ง
มิฉะนั้นตัวเราเองจะเป็นผู้ที่ทำอะไร ๆ ให้เสียมรรยาทในสังคม รวมทั้งความเป็นผู้มีชื่อเสียง
ไปในทางติดลบได้ง่าย ๆ

     อีกอย่างหนึ่ง ความอดทน ต้องแยกออกมาให้ชัดเจน ในการควบคุมตัวเอง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งยั่วยุที่ไม่ดี คือ อดที่จะไม่โกรธตอบ หรืออดต่อการที่จะนำเข้ามาไว้
ในใจ คือไม่นำเอาสิ่งที่ได้ยินได้เห็นที่ไม่ดีเข้ามาไว้ในใจเรา แล้วก็ทน คือทนต่อการเจ็บใจ
การเสียดแทงทางใจ ที่ต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจเหล่านี้

     ความสงบเสงี่ยมคือความที่มีจิตชื่นบาน ประณีต มีจิตที่ราบเรียบ ไม่ว่าจะเผชิญกับภาวะที่
น่าพอใจรักใคร่หรือภาวะที่ไม่น่าพอใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะไม่แสดงอาการให้ผิดแผกไป
จากเดิม   โสรัจจะจึงทำหน้าที่เสริมความอดทนให้งดงามเด่นชัดขึ้น

    ขันติ ความอดทน และโสรัจจะ ความสงบเสงี่ยมนี้ เป็นธรรมคู่กัน จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง
ไม่ได้ เพราะมีทั้งสองอย่างอยู่ร่วมกัน จึงเป็นธรรมที่จะทำให้บุคคลงดงามอย่างแท้จริง

จาก  หนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 50 มกราคม 2548


จิต

โดย อิสตรีมาร Nov.24.2007 9:48:06 am




เพียงแต่หยุดความคิดปรุงแต่ง และหมดความกระวนกระวายเพราะการแสวงหาเสียเท่านั้น
พุทธะก็จะปรากฏตรงหน้าเขา เพราะว่า จิต นี้คือ พุทธะ นั่นเอง
และ พุทธะ คือ สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวง นั่นเอง

จิตเป็นเหมือนกับความว่าง ซึ่งภายในนั้นย่อมไม่มีความสับสน และความไม่ดีต่างๆ
ดังจะเห็นได้ ในเมื่อดวงอาทิตย์ผ่านไปในที่ว่างนั้น ย่อมส่องแสงไปได้ทั้งสี่มุมโลก
เพราะว่าเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น ย่อมให้ความสว่างทั่วพื้นโลก
ความว่างที่แท้จริงนั้น มันก็ไม่ได้สว่างขึ้น และเมื่อดวงอาทิตย์ตก ความว่างก็ไม่ได้มืดลง
ปรากฏการณ์ของความสว่าง และความมืดย่อมสับเปลี่ยนซึ่งกันและกัน
แต่ธรรมชาติของความว่างนั้น ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่นั่นเอง
จิตของพุทธะและของสัตว์โลกทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น

จิตนั้น โดยตัวมันเองก็ไม่ใช่จิต
แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่ใช่ มิใช่จิต
การที่จะกล่าวว่าจิตนั้นมิใช่จิต ดังนี้นั่นแหละ
ย่อมหมายถึง สิ่งบางสิ่งซึ่งมีอยู่จริง สิ่งนี้มันอยู่เหนือคำพูด
ขอจงเลิกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้น
เมื่อนั้น เราอาจกล่าวได้ว่า คลองแห่งคำพูดก็ได้ถูกตัดขาดไปแล้ว
และ พฤติของจิต ก็ถูกเพิกถอนขึ้นสิ้นเชิงแล้ว

ธรรมะ จาก หลวงปู่ ดุลย์  อตุโล


แท้จริง  ไม่ใช่ศัตรู

โดย อิสตรีมาร Nov.18.2007 2:17:19 pm





      ความยึดมั่นถือมั่นใน “ตัวเรา” “ตัวเขา” “ของเรา” “ของเขา” นั้น
ติช นัท ฮันห์ พระเซนชาวเวียดนามเห็นว่า
เป็นการทำให้มนุษย์ขาดความสามารถที่จะมองเห็นความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
เกิดความ”ไม่พยายาม”ที่จะเข้าใจผู้อื่น และไม่เปิดใจกว้างยอมรับซึ่งกันและกัน
จนตกเป็นเหยื่อของลัทธิความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งได้อย่างง่ายดาย
ท่านกฤษณะมูรติ นักปราชญ์อินเดีย มองว่า
การที่มนุษย์เข้าใจว่าตนสามารถแยกตนและตัดขาดจากมนุษย์และสิ่งอื่น ๆนั้น
ถือเป็นความรุนแรงด้วยตัวของมันเอง ซึ่งเหตุที่การแยก “เรา-เขา” เกิดขึ้นได้
ก็เนื่องจากมนุษย์ได้สร้าง “เอกลักษณ์” ขึ้นมาเป็นชุด ๆภายใต้มายาการแห่ง “เอกลักษณ์”
และแล้ว มนุษย์จึงสามารถใช้ความรุนแรงต่อ “ผู้อื่น” ได้ไม่ยากหากเกิดความขัดแย้งขึ้น  

      ในฐานะที่เป็นมนุษย์ ผู้เขียนเห็นว่า เราทั้งหลายควรช่วยกันพัฒนาความสามารถ
ในการมอง ให้เห็นถึงธรรมชาติที่แท้ของสรรพสิ่ง   โดยเริ่มจากการพัฒนาความสามารถ
ในการเห็น และเข้าใจ ถึงความเป็นมนุษย์ของทุกคนที่มีอยู่อย่างเท่าเทียมกัน
แล้วจึงแผ่ขยายลึกซึ้งไปถึงสรรพสัตว์และธรรมชาติ  
เพื่อที่ในที่สุดความเมตตาและความรักจักผลิบานขึ้นในจิตใจของเรา
และเราจะตระหนักได้ว่า ผู้ที่เรากล่าวกันว่าเป็นศัตรูนั้น แท้จริงมิใช่ศัตรู
ทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงที่เกิดจากความงมงายของเราต่อลัทธิใดลัทธิหนึ่งเท่านั้น

จาก   วัฒนธรรมความรุนแรงในสังคมไทย     โดย  งามศุกร์ รัตนเสถียร  


ดูใจตน

โดย อิสตรีมาร Nov.16.2007 12:46:15 pm





การเพ่งโทษผู้อื่น  ไม่ใช่เป็นการทำให้จิตใจตนเองสบาย
ตรงกันข้าม กลับเป็นการเพิ่มความไม่สบายให้ยิ่งขึ้นเพียงนั้น
แต่ถ้าหยุดเพ่งโทษผู้อื่นเสีย เขาจะพูดจะทำอะไรก็ตาม อย่าไปเพ่งดู
ให้ย้อนเข้ามาเพ่งดูใจตนเอง ว่ากำลังมีความสุขทุกข์อย่างไร มีอารมณ์อย่างไร
ใจจะสบายขึ้นได้ด้วยการเพ่งนั้น

กล่าวสั้นๆ คือ การเพ่งดูผู้อื่นทำให้ตนเองไม่เป็นสุข
แต่การเพ่งดูใจตนเองทำให้เป็นสุขได้
แม้กำลังโกรธมาก หากเพ่งดูใจตนเองให้เห็นว่ากำลังโกรธมาก ความโกรธก็จะลดลง

เมื่อความโกรธน้อย   หากเพ่งดูใจตนเองให้เห็นว่ากำลังโกรธน้อย
ความโกรธก็จะหมดไป จึงกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะกำลังมีอารมณ์ใดก็ตาม
โลภ หรือโกรธ หรือหลงก็ตาม หากเพ่งดูใจตนเองให้เห็นอารมณ์นั้นแล้ว
อารมณ์นั้นจะหมดไป ได้ความสุขมาแทนที่ทำให้มีใจสบาย

จาก..ความจริง


หลวงพ่อพุธ

โดย อิสตรีมาร Nov.16.2007 12:40:01 pm




ความโลภนี้ จริงอยู่ มันเป็นกิเลสประเภทอกุศลมูล
แต่เมื่อมันมีอยู่ในจิตในใจของเรานี่
เราพยายามละอย่างไรมันก็ละไม่ได้
มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปอาบน้ำฟอกสบู่ให้มันสะอาด
เหมือนร่างกายที่มีขี้โคลนเปรอะเปื้อน มันทำอย่างนั้นไม่ได้

…เมื่อมันมี แล้วเรายอมรับสภาพความจริงว่าเรามี…
เราลองพิจารณาคุณประโยชน์ของมัน
คนอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น เพราะมีความโลภ
ถ้าคนหมดความโลภแล้ว จะไม่รู้จักทำอะไร เอาไว้ให้มันกระตุ้นเตือนใจ
ให้เกิดความทะเยอทะยาน

…สิ่งปรารถนาในสังคมมนุษย์มี ๕ อย่าง : ความมีลาภ ความมียศ สรรเสริญ ความสุข อำนาจ
ห้าอย่างนี้ทุกคนปรารถนาและทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสวงหาด้วยกันทั้งนั้น
แต่ว่าการแสวงหานี่ควรจะมีขอบเขต ขอบเขตก็คือศีล ๕ นั่นเอง
เราทำอะไรลงไปด้วยอำนาจของกิเลส โลภ โกรธ หลง
แต่ว่าเราไม่ละเมิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตำหนิว่าเราเป็นผู้ทำผิด

จาก  หลวงพ่อพุธ  ฐานิโย


หยุดให้เป็น  เย็นให้ได้

โดย อิสตรีมาร Nov.13.2007 12:47:42 pm




จาก  วารสารธรรมมาตา

ท่านพุทธทาสภิกขุ

ปุถุชน มีสิ่งประเล้าประโลมใจ คือ เรื่องกิน เรื่องกาม และเรื่องเกียรติ
ส่วนพระอริยเจ้า  พระอริยชนนั้น มีสิ่งประเล้าประโลมใจ คือ
ความสะอาด  ความสว่าง  ความสงบ
จงได้แสวงหาสิ่งประเล้าประโลมใจ คื่อ สะอาด สว่าง สงบ เถิด
มันจะช่วยผลักไสไปในทางชีวิตที่แท้จริง
เราคอยระวังด้วยสติสัมปชัญญะ  อย่าให้ความร้อนเกิดขึ้นมา
อย่าเติมเชื้อเพลิงให้แก่ไฟนั้น
ไม่เท่าไร มันขาดเชื้อเพลิง   มันก็คงจะดับลง
สร้างอุปนิสัยไปในทางที่จะดับเย็น
อย่าไปสร้างอนุสัยที่จะให้เร่าร้อน


คำสอนพระอาจารย์ฝั้น

โดย อิสตรีมาร Nov.02.2007 3:46:51 pm




     ให้พากันเข้าวัดนะ  วัดดูจิตใจของเรา  ต้องวัดเสมอ  นั่งก็วัด  นอนก็วัด
เดินยืนก็วัด  วัดเพราะเหตุใด  ให้มันรู้ไว้ว่า  จิตเรามันดีหรือไม่ดี  ไม่ดีจะได้แก้ไข
ต้องวัดทุกวัน  ตัดเสื้อตัดผ้าก็ยังต้องวัดไม่ใช่เรอะ  ไม่วัดจะใช้ได้อะไรล่ะ

     ต้องนั่งพิจารณาดูให้มันรู้มันเห็น  ไม่ต้องไปหาที่ไหนนะ  ให้ดูสิ่งที่มีอยู่ในใจของเรา
นี่ล่ะ  มันมืดหรือมันสว่าง  นี่ล่ะ อัตโนนาโถ เป็นที่พึ่งองตนแท้




¤ อ่านทั้งหมด    ¤ อ่านความคิดเห็น    ¤ แสดงความคิดเห็น





มีทั้งหมด 41 หัวข้อ ในบล็อกนี้
จิตดี โดย อิสตรีมาร http://www.baanjomyut.com/blog/jitdee