กระท่อมริมธาร

ที่พักพิงของผู้แรมทาง




ลิงก์น่าสนใจ


  • ยังไม่มีข้อมูล


ประชาสัมพันธ์-ข่าวสาร


             
          ตุ๊กตามือสองเพื่อน้องห่างไกล
          ตุ๊กตาเก่า ไม่ใช้แล้ว นำมาแจกเด็กในป่าได้นะ
          ติดต่อมาได้เลย…..



               ขอเชิญชวนชนชาวไทยที่ไม่เคยรักชาติ มาร่วมสำนึกรักชาติกันเถอะ แรกๆมันอาจจะยากสำหรับคนไม่เคย แต่ถ้าเคยแล้วคุณจะรู้ว่ามันดีกว่าที่คิด!



เขาพระวิหาร…บทเรียนอันแสนเจ็บปวด

โดย lopkelang Jul.29.2008 3:58:50 am


   …….ขอออกตัวไว้ ณ ที่นี้ ว่าข้าน้อยไม่ได้มีวัตถุประสงค์ ทางการเมืองใดๆทั้งสิ้น……
                       เมื่อเร็วๆนี้ ความขมขื่นที่กลัดหนองในหัวอกของพี่น้องชาวไทย ก็ได้รับการขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง แต่เป็นการขุดคุ้ยที่เรียกว่าตอกย้ำซ้ำร้าย มากกว่าจะเยียวยา
                       แล้วความกระจ่างในเรื่องคดีเขาพระวิหารที่กังขาว่าทำไมเราจึงแพ้ ผู้รู้ท่านหนึ่งที่เป็นนักกฎหมายระดับชาติท่านหนึ่งได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า ที่เราแพ้นั้นเกิดจากเราขาดนักกฎหมายที่ชำนาญเฉพาะ เราแพ้ในข้อกฎหมายโดยแท้ครับพี่น้อง ฟังแล้วมันเจ็บปวดจริงๆ
                       จะว่าไปแล้วตามสันดานของมนุษย์ขี้เหม็นนั้น เป็นที่รู้อยู่แล้วว่าได้คืบมักเอาศอก ได้ศอกแม่งจะเอาวา ในเมื่อเขาได้สิทธิในตัวของปราสาท(temple)แล้ว เขาก็ต้องวางแผนเอาพื้นที่(area)อย่างสมบูรณ์ด้วยจึงจะสาแก่ใจ แต่การได้มาโดยที่จะไม่ถูกประนามซ้ำสองจากอารยประเทศ ก็ต้องสร้างความชอบธรรมโดยใช้ความโง่,แลความโลภแห่งเจ้าของเดิมมาเป็นประโยชน์(คามสันดานแห่งมนุษย์ที่เราต่างก็รู้ๆกันดีอยู่แล้ว)…..นั่นงัย!เล่า..ว่าแล้วเชียว มันได้ผลเกินคาด บรรดาควายๆ เดินเรียงคิวไปให้สนตะพายถึงที่แถมยังมีบรรดาผู้นำที่เห็นแก่ได้(เดียรฉานในคราบมนุษย์ ที่เรียกเช่นนี้เพราะเราไม่สามารถค้นหาคุณธรรมเรื่องรัก และกตัญญูต่อแผ่นดินเกิดไม่ได้เลยแม้แต่นิด)พากันออกโรงช่วยเลยไปกันใหญ่
                       ทุกวันนี้ตัวข้าพเจ้า แม้จะมิได้เป็นคนดีอะไรนักแต่ก็ยังคงมีความรักแลหวงแหนแผ่นดินเกิดอยู่มาก ขอภาวนา แลไหว้วอนแก่ผู้ที่ถลำลึกแล้ว มากลับใจ มันยังคงไม่สายนักหรอก ช่วยทำให้ข้าวแดงแกงร้อนของแผ่นดินไทยมียางขึ้นมาหน่อย บรรพบุรุษผู้ล่วงลับจะได้มิต้องร่ำไห้อกตรมเฉกเช่นทุกวันนี้….ขอวอนด้วยใจจริง


ทุกก้าวย่างบนทางฝัน

โดย นาฏยา Mar.29.2008 9:55:45 pm


              หนามอันแหลมคมคอยทิ่มตำ
              ความทุรกันดารคอยบั่นทอน
              สภาพอากาศคอยซ้ำเติม
              เศรษฐกิจอันโล่งโจ้งเปล่าเปลือย
              ล้วนแล้วแต่พาให้ท้อ
              มีเพียงสิ่งเดียวที่จะยังคงอยู่ได้……กำลังใจ


อันเนื่องมาจาก ยอดสุดของความสุดยอด

โดย นาฏยา Dec.06.2007 9:10:30 pm


              หัวข้อสนทนาที่ข้าพเจ้ากล่าวอ้างขึ้นมานี้ มิได้อาจเอื้อมยกตน หรือท้าทายท่านผู้ใด เป็นเพียงข้อสนทนาขำๆที่อยากจะแบ่งปันในวงจิบชาค่ำคืนนี้มากกว่า..เรื่องมีอยู่ว่าหลายวันก่อนข้าพเจ้าและเหล่าสหายเดินทางท่องไพรสู่หุบลึก กลางวันอากาศยังพอทำเนาหรืออาจจะเป็นเพราะต้องเดินตลอดวันเหงื่อไหลไคลย้อยด้วยกระมังทำให้ไม่ค่อยรู้สึกว่าอากาศจะหนาวเพียงใด ทำให้ชะล่าใจรอจนค่ำมากจึงคิดอาบน้ำกัน
              แม่เจ้า! ที่สุดแห่งคำบรรยายจริงๆ สหายหลายท่านถึงกับทำสัญญาแบ่งแยกดินแดนกับพระแม่คงคาอย่างเด็ดขาดเลยเชียว ยามกลางคืนสหายท่านหนึ่งลองวัดอุณหภูมิดูพบว่า 7 องศา มิน่าเล่าไม่มีใครที่สามารถนอนอย่างสงบในเต้นท์ได้เลย ต่างลุกมาผิงกองไฟกับข้าพเจ้าอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง  จิบชา ชมจันทร์ ขับกล่อมบทกวี ซาบซึ้งนัก คราวหน้าหากเหล่าสหายอยากร่วมวงอีกก็ยินดี
              เชื่อมั้ย!การชุมนุมครั้งนี้เกิดจากสหายผู้แรมทาง สัญจรมาอ่านบล๊อกนี้แล้วเกิดอยากคุยกันจึงได้นัดพบสัญจรขึ้น ความคิดนี้ไม่เลวจริงๆ หลายท่านอาจผิดหวังคิดว่าข้าพเจ้าเป็นชายสูงอายุ พอเจอกันเลยมีเพียงข้าพเจ้าที่เป็นหญิง…ต้องขออภัยเหล่าพี่ท่าน
              แต่ขอบอก…งานนี้จุดสุดยอดมันอยู่ที่เช้ามืด ได้เวลาปฏิบัติภาระกิจปลดทุกข์ แม่เจ้าโว้ย ถอดกางเกงงี้ มันเย็นตูดสุดๆ อย่าให้บอก มันสุดยอดจริงๆ
              โอกาสหน้าหากนัดจิบชาอีกเมื่อใดละก้อ..เมล์มาชวนด้วย ถ้าจะให้ดีชวนสาวๆไปด้วยก็ดี มันเหงา เวลาไปขี้ข้าพเจ้าจะได้มีเพื่อน


ว่าด้วยเรื่อง มาลาเรียที่รัก

โดย lopkelang Nov.28.2007 9:20:49 pm


         อันเนื่องจากข้าพเจ้าได้อ่านบทความของเวบไซด์เรื่องการกินยากันมาลาเรียก่อนเข้าป่า
              ข้าพเจ้าแม้จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับมาลาเรียมากนัก แต่กระนั้นข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้ารู้จักเจ้าสิ่งที่เรียกว่า มาลาเรียนั้นพอสมควร อันเนื่องจากว่าข้าพเจ้าเคยป่วยเป็นมาลาเรียมามากกว่า 10 ครั้งในชีวิต และเคยขึ้นสมองมาแล้วประมาณ 3 ครั้ง
         เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าเข้าป่าใหม่ๆ หรือเรียกอีกอย่างว่ามือใหม่นั้น ข้าพเจ้ามักจะเสาะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับป่า ทฤษฎีมากมายเป็นพะเรอเกวียน อุปกรณ์เดินป่าทุกชนิดล้วนแล้วแต่เริดสุดหรูทุกชิ้น ไม่น้อยหน้าใคร(เข้าขั้นบ้าเลยเชียว) รวมทั้งการกินยากันมาลาเรียด้วย
         ยุคแรกๆตั้งแต่ใช้ ควินินสูตรต่างๆ พัฒนามาเป็น แฟนซิด้าร์ จนล่าสุดเป็นอนุพันธ์ของอาร์เทซูเนทตัวล่าสุดที่ว่าชงัดนักนั้น ข้าพเจ้าก็ผ่านการใช้มาหมดแล้ว
         ที่เท้าความมาทั้งหมดนั้น ก็เพียงอยากบอกเหล่าสหายผู้หลงเสน่ห์แห่งพงไพรว่า ยากันมาลาเรียนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็นเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อเรากินยาแล้ว พอเราได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายยาจะไปกดอาการ ต่อสู้กับมาลาเรีย ทำให้อาการไม่แสดงออกมาชัดเจน ทำให้เราไม่รู้ว่าเราติดเชื้อเข้าแล้ว
         หากเชื้ออ่อนแอ ยาออกฤทธิ์ฆ่าได้หมดก็โชคดีไป แต่ในความเป็นจริงเชื้อมีการพัฒนาตลอดเวลา มันดุขึ้นทุกๆเวลานาที ยาจึงฆ่ามันไม่ตาย ได้แต่กดอาการไว้ เมื่อยาหมดฤทธิ์ก็ป่วยทันที และมักจะอาการหนักมากจนถึงขึ้นสมองได้เลยเชียว ข้าพเจ้าก็เช่นเดียวกันทั้ง 3 ครั้งที่อาการหนักนั้นล้วนแล้วแต่กินกันไว้ทั้งสิ้น
         สำหรับสหายผู้ที่ชื่นชอบพนาไพรเหมือนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอบังอาจแนะนำสักเล็กน้อยว่า…เราๆท่านๆถ้ารักจะเที่ยวก็ไม่ควรกลัวมาลาเรีย  เมื่อเป็นก็รักษาก็จบ ไม่น่ากลัวแต่อย่างใด ไม่ควรกินยาใดๆเพราะเมื่อมีอาการผิดปกติก็จะได้รีบไปตรวจรักษา อาการก็จะไม่หนักมาก การป้องกันที่ข้าพเจ้าเห็นด้วยอย่างยิ่งคือ การใช้เปลมุ้ง เต้นท์มุ้งที่มิดชิด รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์หรือโลชั่นกันยุงก็เพียงพอแล้ว
         สาธยายมาก็มากแล้ว ล้วนแล้วแต่เกิดจากความหวังดีทั้งสิ้น….ขอทุกท่านได้ความสุขจากการเที่ยวป่าสมดังตั้งใจก็แล้วกัน…
                              ….ลพ. เขลางค์……


เดียวดายกลางฝูงชน

โดย นาฏยา Nov.28.2007 8:27:49 pm


         ข้าพเจ้าเคยได้โคลง Haiku บทหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว โคลงบทนี้รู้สึกจะเป็นโคลงเซน มีความว่า…  
         ในป่าทึบ…ผลไม้หล่น…เสียงกระเซ็นของน้ำ…
                   นกหัวขวาน…เกาะอยู่ที่เดียว…ใกล้สิ้นวัน…
                             โลกน้ำค้าง…มันอาจเป็นหยดน้ำค้าง…และแม้กระนั้น-และถึงกระนั้น…
                   ทะเลมืด…ฝูงเป็ดป่าประสานเสียง…เป็นสีขาวจางๆ…
         โคลงบทดังกล่าวได้สร้างความฉงนแก่ข้าพเจ้ามาหลายเพลา หาความกระจ่างใดไม่ได้ เนื่องจากด้อยปัญญา วานผู้รู้ไขให้แจ้งด้วย
         วานวิงวอนมาด้วยความนับถือ…(ข้าพเจ้าอ่านทีไรช่างรู้สึกเศร้าเดียวดายบอกไม่ถูก)…
                                       ลพ. เขลางค์.


สามัญชนคนธรรมดา(ต้องทยอยเขียนเรื่อยๆ/มันล่มบ่อย)

โดย lopkelang Oct.08.2007 7:09:41 pm


         สหายผู้หนึ่งของข้าพเจ้า ที่ดูผิวเผินแล้วเขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่แสนจะธรรมดาไม่น่าสนใจอะไร แต่หากมองให้ลึกซึ้งแล้วมันไม่ธรรมดาเลย หากเหล่าท่านใดสงใสว่ามันไม่ธรรมดาอย่างไรก็เชิญติดตาม….

         เรื่องราวความเป็นมาแห่งสหายผู้นี้ของข้าเจ้า เขาเคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า…

         ผมชื่อ ต้น เกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2511 ที่ รพ.มิชชั่น ในกรุงเทพ เพราะช่วงนั้นคุณพ่อของผมทำงานกับทหารอเมริกันที่ฐานทัพอุดร ก็เลยได้สิทธิใช้การรักษาพยาบาลกับ รพ.ของอเมริกันในขณะนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าคุณพ่อผมทำงานอะไรที่อุดรมากไปกว่ารู้ว่า พ่อเป็นวิศวกรไฟฟ้ารับผิดชอบไฟสว่างทางวิ่ง (Runway)  แต่พ่อเล่าให้ผมฟังตอนโตว่า พอผมเกิดได้ 2 วัน วิทยุกระจายเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย-ลาว ในประเทศลาวก็อวยพรผมว่า”ขอแสดงความยินดีกับนายวิรัช (ชื่อพ่อผม) ขี้ข้าหมาอเมริกันที่ได้ลูกชายสืบสกุล”

         ดังนั้นแม่และพ่อผมก็เลยต้องฝากผมให้ยายเลี้ยงอยู่ที่กรุงเทพ ผมเกิดมาเป็นหลานคนแรกของตา-ยายและย่า แถมเป็นหลานชายอีก ผมจึงได้รับความรักและการเอาใจจากตา-ยาย-ย่าเป็นอันมาก เป็นอภิสิทธิชนในตระกูลเพราะน้า-อา ก็มาเอาใจ ทุกคนให้ความรักความอบอุ่นกับผมมาก ในขณะที่พ่อแม่ผมไปอยู่ที่อุดร ถึงแม้ว่า 14 เดือนต่อมาแม่จะคลอดน้องชายผมออกมาเป็นเพื่อนผมก็ตาม ผมก็ยังคงอภิสิทธิ์ต่างๆอยู่เรื่อยมา…..

                     พอผมอายุ 2 ขวบครึ่ง ผมก็ถูกส่งเข้า รร.อนุบาล ทำให้ผมเรียนเร็ว
                     กว่าคนรุ่นเดียวกัน 2 ปี ผมก็เลยจะกลายเป็นน้องเล็กของเพื่อนๆ
                     มาตลอด ตั้งแต่อนุบาลยัน ม.ปลาย
                     พอพ่อผมเลิกทำงานกับอเมริกันก็ไปเรียนต่อที่ฟิลิปปินส์อีก 2 ปี
                     ผมอายุได้ 5 ขวบพ่อจึงมาอยู่กับครอบครัวตลอด ชีวิตในวัยเด็กของผม
                     มีความสุขสนุกสนานมาก และครอบครัวเราย้ายไปอยู่แถวอ้อมใหญ่
                     อ.สามพราน จ.นครปฐม ซึ่งเมื่อ 35 ปีก่อนที่นั่นยังเป็นชนบทอยู่มาก
                     พ่อ และตาไปซื้อที่ดินปลูกมะพร้าว กล้วย กล้วยไม้ และเลี้ยงปลา,กุ้ง

         ขณะที่พ่อก็เข้าทำงานกับบริษัทบีกริมของคนเยอรมัน ครอบครัวผมหล่อหลอม
ให้รักชาติ และชีวิตของเด็กๆในช่วงปี 1970’s ราวๆ ปี 2513-2523 เป็นช่วงของสงครามเย็น
และการขับเคี่ยวระหว่างรัฐบาลกับ ผ.ก.ค. น้าผม 2 คนเป็นทหารราบ (เหมือนกับตาผม)
ทั้งคู่ไปรบที่เขาค้อภูหินร่องกล้าหลายปี ในขณะที่ผม และน้องถูกล้างสมองให้กลัว“คอมมิวนิสต์” ในระหว่างเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง,ลูกเสือ พวกเราเด็กๆในยุคนั้นจะ
ถูกสอนว่า คอมมิวนิสต์คือ คนตาหยี ฟันเหยิน สวมหมวกแก็ปสีเขียวมีดาวสีแดง
ครูที่สอนจะเอารูปการ์ตูนที่วาดรูปคอมมิวนิสต์นี้ให้ดูด้วย และสอนพวกเราว่า
คอมมิวนิสต์จะมาจับ พ่อ แม่ เราไปไถนาแทนควาย (มีรูปนี้ให้ดูด้วย เป็นรูปถ่ายคนถูกล่ามกับคันไถไถนา) คอมมิวนิสต์จะมาแยกพวกเราไปขัง ไม่มีญาติไม่มีพี่ไม่มีน้อง ทุกคนต้องเรียกกันว่าสหาย พวกเรากลัวกันมาก ครูสอนต่อว่า ถ้ามีคนแต่งตัวแบบคอมมิวนิสต์มา
ให้ไปบอกพ่อ-แม่-ครู และไปบอกทหาร ทหารจะมาช่วยเรา ผมก็เลยคิดไปว่า น้าผม 2 คน
กำลังไปสู้กับไอ้ตัวประหลาดสีเขียวน่าเกลียดที่อยู่ในป่า เพื่อไม่ให้ไอ้ตัวน่ากลัวนี้เข้ามาในเมือง
มาจับพวกเราไปผมคิดว่าคอมมิวนิสต์เป็นเหมือนผีร้าย ที่อาศัยอยู่ในป่า และเชื่ออย่างนี้จนถึงอายุ 9 ขวบ

                 ครูยังสอนอีกว่าเด็กที่ทำดี


ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน

โดย lopkelang Feb.25.2007 4:02:28 pm


         ความตาย เป็นสิ่งแน่นอน ที่มิมีผู้ใดหลีกเลี่ยงได้เลย
         แต่ความตายอีกนั่นแหละ ที่ไม่มีความแน่นอน
         (เนื่องเพราะเรามิสามารถกำหนดรู้ หรือคาดเดาถึงวิถีแห่งมันได้เลย)
         เพราะเรามิอาจล่วงรู้ว่าเราจะตายเมื่อใด อย่างไร ที่ไหน และเพราะเหตุใด
         จึ่งเป็นเหตุให้ ความตายกลายเป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวไป
                   ความตายเป็นบททดสอบที่สำคัญที่สุดในชีวิต
                   ที่ทุกคนจะสามารถทดสอบได้เพียงครั้งเดียว
                   ไม่มีโอกาสแก้ตัวได้เลย!
                   แม้จะรู้ดีเช่นนี้ ก็ยังพบว่าน้อยคนนัก
                   ที่ได้เตรียมตัวเตรียมใจพร้อมรับมือกับบททดสอบดังกล่าว

         เทคโนโลยีทางการแพทย์แผนใหม่
         อันมีคติ มุ่งมั่นเป็นปฏิปักษ์ต่อความตายอย่างสุดโต่ง
         ความตายจึงมีความหมายเป็นความล้มเหลวอย่างให้อภัยไม่ได้
                   แง่มุมนี้ทั้งหมอ พยาบาลจะกระทำทุกวิถีทาง
                   ที่จะกระชาก ฉุดรั้ง พิพากษากำหนดชีวิตผู้ที่กำลังจะตาย
                   อย่างสุดกำลัง!

         …….แต่หากจะมองอีกสักแง่มุม..ของปัจเจกชนคนใกล้ตายจริงๆ…..
         ความทุกข์ทรมานจากการยืดชีวิตของเหล่าผู้พิพากษา
         กับความตาย อันไหนน่าจะพิศวาสมากกว่ากัน
         เพราะฉากสุดท้ายจริงๆของเทคโนโลยีเหล่านั้นก็ต้องตายอยู่ดี
         แล้วยังทุรนทุรายกว่า ทรมานกว่าอีกด้วย
                   ความคิดเรื่องการตายอย่างสมศักดิ์ศรีจึงเกิดขึ้น
                   การตายอย่างไม่เจ็บปวด ไม่ทุรนทุราย ไม่น่าเกลียด
                   ไม่มีใครมาทำให้ตาย รวมทั้งไม่ใช่การตายด้วยอุบัติเหตุ
                   ที่สำคัญ…
                   ตายท่ามกลางญาติมิตรพร้อมหน้า ท่ามกลางคนที่รัก
                   ไม่โดดเดี่ยว ไม่เดือดร้อนคนอื่น โปร่งเบาไร้กังวล

         การตายดีอย่างว่า เมืองนอกบางแห่ง
         จัดให้มี “พินัยกรรมเผื่อตาย” บางแห่งมี “เมตตาสังหาร”
         แต่ก็ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ ยังไม่สิ้นความ
                   ที่สุดแห่งวิถีที่ควรเตรียมของทุกคนคือ
                   การสร้างองค์ประกอบที่สำคัญ…
                   สภาวะจิตที่โปร่งเบา สงบ ปล่อยวางมิผลักไส แลน้อมรับ
                   น่าจะเป็นวิถีที่สำคัญต่อสติในวาระสุดท้าย
         …มาเถอะ..ชาวเรา มาร่วมกันฝึกจิต แลเตรียมกายให้พร้อม
        อ้า! อย่าเข้าใจว่าจะชวนไปบวช แล้วพาลเลิกคบเสียล่ะ
        หากเป็นเพียงการปรับทัศนคติ และการใช้ชีวิตอย่างเตรียมพร้อม
        เข้าถึงความไม่ประมาทต่างหาก ซึ่งทุกคนทำได้ไม่เว้นแม้ศาสนาใดๆ
        จะว่าไปแล้ว…ชีวิตทั้งชีวิตมีขึ้น ก็เพื่อเปิดโอกาสให้เราฝึกตน
                             จนพร้อมที่จะเผชิญกับความตายในวาระสุดท้ายนั่นเอง…

…………………………………………………………………………………..############


หลักวิชาไร้ดาบ ของท่านทากุอัน

โดย lopkelang Feb.25.2007 4:02:49 pm


                    ท่านทากุอันได้เคยกล่าวไว้ว่า การฝึกฝนวิชาดาบนั้นแท้ที่จริงแล้วคือ
     การฝึกการขจัด (ขณะนี้ยังทำการย่อยเนื้อหาบางตอนมิกระจ่าง ขอเวลาซึมซับแล้วจะนำมาลงโปรดรอสักพัก ขออภัยมา ณ ที่นี้)


“พิชัยสงครามของซุนวู”

โดย lopkelang Feb.25.2007 4:04:35 pm


 

             “ซุนวู”กล่าวว่า…
              อันการสงครามนั้น นับเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดของชาติ
                             ชาติ :
                             เป็นเหตุแห่งความเป็นความตาย
                             เป็นวิถีแห่งการอยู่รอด หรือความย่อยยับ
                             จักไม่ใคร่ครวญมิได้.

              การสงคราม คือ วิถีแห่งกโลบาย
              สิ่งสำคัญในการทำสงครามก็คือชัยชนะ
              หาใช่การสงครามยืดเยื้อไม่
              เช่นนั้น แม่ทัพผู้เข้าใจการสงคราม ก็คือผู้พิทักษ์ชีวิตประชาชน
              และนายแห่งความมั่นคงของชาติ

                             แม่ทัพผู้ปรีชา กับหลักการสงครามที่ชาญฉลาด
                             เช่นนั้นจึงกล่าวได้ว่า :
                             รู้เขารู้เรา ร้อยศึกมิพ่าย
                             รู้เรามิรู้เขา ชนะหนึ่ง พ่ายหนึ่ง
                             มิรู้เรา มิรู้เขา ทุกศึกพ่ายสิ้น.

              การรบร้อยครั้ง ชนะร้อยครา
              มินับเป็นความสุดยอด
              การสยบปรปักษ์โดยมิพักต้องรบต่างหาก
              จึ่งนับเป็นความสุดยอด.
              เช่นนั้น ผู้เชี่ยวชาญในหลักการสงครามจึ่ง
              สยบปรปักษ์โดยมิพักต้องรบ
              ยึดเมืองโดยมิพักต้องโจมตี
              โค่นล้มชาติศัตรูอย่างเร็ว
              โดยมิพักต้องดำเนินการสงครามยืดเยื้อ.

                             หากการศึกยืดเยื้อมิอาจเลี่ยง หรือมิอาจล่วงรู้ในศัตรู
                             เหตุปัจจัยอันจักทำให้แม่ทัพที่ปราดเปรื่องและรู้แจ้งสามารถพิชิตชัยก็คือ
                             ความรู้ล่วงหน้า หรือบุพญาณ
                             ความรู้ล่วงหน้ามิอาจเค้นเอาจากผีสางเจตภูต
                             มิอาจอนุมานจากการเปรียบเทียบเหตุการณ์ในอดีต
                             หรือจากการคำนวณท้องฟ้า
                             แต่ทว่าต้องได้มาจากผู้คนที่รู้สถาณการณ์ของศัตรูเป็นสำคัญ
                             “จารชน”ใช้จารชนซ้อนกลได้

              จารชนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง หลักแหลมและแยบคาย
              มิมีที่แห่งใดที่มิอาจใช้จารชนได้
              ครั้นจารชนทั้งห้าประเภทถูกใช้
              ย่อมไม่มีใครล่วงรู้ถึงคุณธรรมในการทำงานของกันและกัน
              เรียกว่าองค์การเทวะ และอัญมณีล้ำค่าแห่งประมุข.
              มีแต่คนที่ตื่นตัวและช่างสังเกตความจริงมากที่สุดเท่านั้น ที่ใช้จารชน

       .       ….แลสถาณการณ์ใต้ เรายังขาดสิ่งใดหนอท่าน…ช่วยกล่าว….

                                 …………………………………………………..


“เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน”

โดย lopkelang Feb.25.2007 4:05:14 pm


                  สหายหลายท่านได้ส่งพิราบสื่อสาร (email) มาถามถึงกลุ่มก๊วนแหล่งที่มาในยุทธภพของข้าพเจ้า ดังนั้นข้าพเจ้าจึงจะขอกล่าว ณ ที่นี้ว่าข้าพเจ้ามิได้เป็นศิษย์สำนักใด แต่ที่อาจหาญออกท่องยุทธภพก็เนื่องด้วยอยากคบหาสหายเท่านั้น ข้าพเจ้าเคยมีกลุ่มก๊วนในอดีตที่ทุกคนจะยึดคติที่ว่า “กระจกสะท้อนเงา เราสะท้อนสังคม” ดังนั้นผลงานแห่งข้าพเจ้าจึงมีทางกระบี่ที่ไม่เหมือนสำนักใดในยุทธจักรนั่นเอง ขอบคุณพี่ท่านที่ถามมา…
                 “เสพงานเขียนแห่งข้าพเจ้า รับรองไม่เป็นพิษ”




¤ อ่านทั้งหมด    ¤ อ่านความคิดเห็น    ¤ แสดงความคิดเห็น





มีทั้งหมด 12 หัวข้อ ในบล็อกนี้
กระท่อมริมธาร โดย นาฏยา http://www.baanjomyut.com/blog/nattaya