ตื่น
โดย นาวา May.04.2010 8:39:11 pm
เย็นย่ำค่ำ ลืมตามาพบแสงสุดท้าย ในใจคล้ายปีติ หากบางสิ่งกำลังคืบคลาน
แสงเดินทางเร็วไว ความมืดใยเหมือนเนิบนาน ทุกสรรพสิ่งดูดกลืนสีดำไว้ อย่างมูมมาม
โมงยามนี้ เป็นทั้งวาระสุดท้ายและจุดเริ่มต้น ปิดประตูทิวาเถิด ราตรีจักส่องสว่าง!!
บางเวลา
โดย นาวา Apr.15.2010 11:57:03 am

ค่ำคืนนี้… ฉันนั่งอยู่ริมน้ำเพียงลำพัง แสงเงินแสงทองหมดไปนานแล้ว เหลือเพียงแสงไฟทอดทาบผิวน้ำ
ท้องฟ้า… ดูเหมือนใบหน้าคนรักตอนจากลา ดวงดาว… เหมือนดวงตาเศร้าคู่นั้น หิ่งห้อยวับแวม ดั่งน้ำตาต้องแสงไฟ
เหงานะ… คิดถึงเธอจัง
ใบไม้
โดย nava Feb.10.2009 2:58:54 pm

ไฟดับแล้ว ดวงตาก็ปิดสนิท แต่ใจยังเบิกโพลง เคลื่อนไหวไม่ยอมนิ่ง
โลดแล่นไปเถิด มิพักต้องฉุดรั้ง หากรู้จักเคลื่อนไป ใจย่อมรู้จักเคลื่อนมา
ข้างนอกนั่นสายลมโบก ใบไม้แห้งปลิดขั้วร่วงหล่นแล้ว ดวงใจก็อ่อนไหว แม้ลมพัดไปไม่ถึง
นาฏกรรมธรรมดา
โดย นาวา Oct.16.2008 6:57:27 am

นกเกาะบนปลายไม้ จับจ้องไปในท้องน้ำ รอคอยอย่างอดทน จนแมลงบินผ่านมา
ผิวน้ำกระเพื่อมเป็นริ้วระลอก นกน้อยบินโฉบไปแล้ว ยินเพียงเสียงร้องเริงร่า
แมลงขยับปีกร่อนลงพุ่มใบเขียว มิได้รีบร้อน เหมือนรับรู้ว่า ที่นกน้อยกลืนกินมิใช่เผ่าพันธุ์ตน
หวัง
โดย นาวา Jun.26.2007 3:54:34 pm

ฟ้าร้องครืนครัน ดังมาจากเกลื่อนกลุ่มเมฆดำ แดดบ่ายหลบเร้นไม่เห็นสาย ฝูงสาริกาส่งเสียงเซ็งแซ่ ดูมันมีความสุข ดั่งคล้ายล่วงรู้สภาพอากาศ ฝนชุกอย่างนี้ ต้นไม้ใบหญ้ายิ่งสมบูรณ์ เหล่าหนอนแมลงย่อมอุดม
ชาวนาแหงนมองท้องฟ้า หยาดเหงื่อยังพราวหน้า ..รีบๆ เถิด ข้าวกำลังงอกงาม.. รอยยิ้มฉายอยู่ในแววตา
ชั่วเม็ดเหงื่อไหลหยาดหยด ก่อนชายผ้าเคียนเอวซับซึม เมฆก็เปลี่ยนรูป
ท้องฟ้าดูลางเลือน ชาวนาแบกจอบถึงโรงนา มองไม่เห็นฟ้าแล่บ ณ เบื้องหลังโพ้น ฉวยขันน้ำกลั้วคอ-กลืน หวังไล่ก้อนสะอื้นให้ลงไป ..พรุ่งนี้เถอะ พรุ่งนี้..
นกเอี้ยงสาริกาฝูงนั้นบินจากไปนานแล้ว.
มุมมืด
โดย นาวา Jun.23.2007 8:09:40 am
เป็นเช้าที่อากาศสดใส ท้องฟ้าทางทิศเหนือมีเมฆก้อนใหญ่ราวภูเขาน้ำแข็ง ภูเขาที่กำลังละลาย แลดูแปลกตาในแสงแดดเช้า
ทุกหน ทุกแห่ง ดูแพรวพราวสุกสว่างไปทั่ว แม้ฐานเมฆด้านตะวันตก ก็ซับแสงไว้จนเรืองรอง
ใช่… ไม่มีที่ใดบนโลกที่แสงอาทิตย์สาดส่องไปไม่ถึง ประดาสิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลายก็เช่นกัน เพียงรอวันจักเปิดเผยเท่านั้น
มุมมืดในใจคนเล่า… แสงแดดนั้นสาดส่องถึงไหม??
ชุมชนอุดมคติ
โดย นาวา May.30.2007 4:27:46 pm
ชาวป่าชาวเขานั้นมีประเพณีวัฒนธรรมในการรักษาป่าไม้สืบทอดกันมาอย่างเหนียวแน่น พวกเขาจะไม่ทำลายป่า เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผิดผี ผิดประเพณี หากมีใครละเมิดจะล้มป่วย พวกเขามีประเพณีบวชป่า เลี้ยงผีป่า ผีต้นน้ำ ผีเจ้าที่ ซึ่งทำให้ป่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ส่งผลให้ไม่มีการตัดไม้ทำลายป่าโดยปริยาย อย่างชาวปกากะญอ มีประเพณีเอาสายสะดือเด็กเกิดใหม่ใส่กระบอกไม้ไผ่ไปผูกไว้กับต้นไม้ เมื่อโตขึ้นเด็กเจ้าของสายสะดือนั้นต้องดูแลต้นไม้ต้นนั้นอย่างดีที่สุด เท่าชีวิตเลยทีเดียว ทำให้ต้นไม้แต่ละต้นเป็นที่หวงแหน ไม่ถูกตัดทำลาย ชุมชนบ้านหลังเมือง ชุมชนดีเด่นด้านการดูแลรักษาธรรมชาติ รางวัลลูกโลกสีเขียว ประจำปี 2549 เป็นตัวอย่างของชุมชนท้องถิ่นที่ยังสามารถดำรงแนวทางแห่งประเพณีชาวป่าเขาเอาไว้ได้ ในโลกแห่งความเป็นจริงที่มนุษย์ต่างแย่งชิงทรัพยากรกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา ชาวบ้านอยู่กับธรรมชาติโดยร่วมกันกำหนดแนวทางการจัดการขึ้นมาเอง ผืนป่าถูกแบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ซึ่งห้ามใช้เด็ดขาด กับส่วนที่เป็นพื้นที่ใช้สอยสำหรับหาของป่าได้ บางแห่งของลำห้วยจัดให้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา มีการทำฝายกักเก็บน้ำในฤดูแล้ง และหากเกิดไฟป่าชาวบ้านจะทำแนวกันไฟ ช่วยกันดับไฟ
 ขอบคุณภาพจาก www.sarakadee.com
โดยวิสัยของชนเผ่าเขาไม่ได้เป็นคนทำลายป่า มีแต่คนเผ่าอื่นหรือคนพื้นราบเท่านั้นที่เป็นตัวการที่แท้จริง ด้วยการเผาป่าเพื่อเก็บของป่า หรือจุดไฟล่าสัตว์ ที่ร้ายไปกว่านั้น คือการเข้ามาส่งเสริมให้ปลูกพืชผักขาย (โดยการให้กู้เงินหรือเชื่อสินค้าได้) อันนำไปสู่การล่มสลายของชนเผ่าในหลายจังหวัด จากการนำรายได้มาเป็นเหยื่อล่อ และการนำเข้าวัฒนธรรมเมือง เช่น จานดาวเทียม ทีวี ตู้เย็น เครื่องเสียง เครื่องเล่นซีดี-ดีวีดี ขนมกรุบกรอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำอัดลม เหล้า-เบียร์ เสื้อผ้าสมัยใหม่ และโทรศัพท์มือถือ สุดท้ายต้องเป็นหนี้สินท่วมตัว จนต้องพึ่งยาบ้า (โดยการเสพเพื่อหนีปัญหาหรือขายนำเงินมาใช้หนี้ก้อนโต) ขณะที่ธรรมชาติก็ถูกทำลายจากการแผ้วถางป่า เกิดความแห้งแล้ง น้ำขาดแคลนเพราะการใช้มากเกินไป เกิดมลพิษจากยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า และปุ๋ยเคมี แล้วชนเผ่าอย่างชุมชนบ้านหลังเมือง อาจกลายเป็นเพียงชนเผ่าในอุดมคติเท่านั้น
เชิญอ่าน หนี้(เจ้า)กรรม
ตื้น
โดย นาวา May.12.2007 1:30:06 pm
”….เดี๋ยวนี้ผู้คนโง่ลงกว่าเดิม แต่ขยันออกความคิดเห็นมากขึ้น….” *
ตัวโง่งมอย่างเรา… ทั้งไม่ใคร่อยากปรากฏตัว ทั้งไม่ชอบออกความคิดเห็น มีชีวิตอยู่ในโลกของตนเอง
โลกที่ผู้คนสับสนมากมาย-แต่ไม่สนใจกันและกัน
แท้จริงแล้ว… เป็นเราใคร่ที่จะอยู่ในสังคมผู้คน แต่ไม่พอใจคบหากับเขาเหล่านั้น?
บางคนเคยถาม “…ไม่คิดอยากไปจากที่นี่หรือ?..” “…ท่านอยู่เฝ้าอะไรที่นี่?…” เรายังไม่คิดจะไปจากที่นี่ เพราะอยากพัฒนาที่นี่ แต่พวกเขากลับคิดว่าเราอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว
พวกเขาต้องการสิ่งใด?
เรามองว่า… หลายคนที่นี่อยู่อย่างเอาตัวรอด…ตามน้ำ พร้อมที่จะเลือกอยู่ฝ่ายที่เข้มแข็งกว่า ถึงจะเป็นฝ่ายผิด เราเล่า… การที่เราไม่กล้าอยู่ท่ามกลางผู้คน ย่อมเพราะกลัวเป็นเป้าสายตา การที่เราไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ย่อมเพราะกลัวสร้างศัตรู
เราต่างไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย
————————————————————————- * จากภาพยนตร์เรื่อง The Human Stain : 2546
ฝนแรก
โดย นาวา May.11.2007 8:21:13 am
ฝนต้นฤดูขาดเม็ดไปเมื่อเช้า หลังจากตกๆ หยุดๆ มาตลอดหลายวัน ในท้องนาย่อมมีน้ำ ในน้ำมีกบเขียด-กำลังส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ มันตื่นเต้นกับน้ำใหม่ รีบออกมาจากที่ซ่อนตามสัญชาตญาณการสืบพันธุ์
เราเล่า
ชีวิตซอมซ่อนั้นรอฝนแรก เพื่อชโลมจิตใจให้เบิกบานกระนั้น ? กบเขียดสัมพันธ์ชีวิต-เผ่าพันธุ์กับสายฝน ผู้คนจิตใจแห้งแล้ง รอน้ำฝนรดริน
ได้อย่างไร
เหลี่ยม
โดย นาวา May.11.2007 8:20:55 am
สามขุมที่ฉันย่าง มิครบเหลี่ยมจัตุรัส ความหนักแน่นของฉัน นั้นดีพร้อม
?
|