ดอกหญ้าชราแล้ว
โดย รังไม้ Mar.31.2010 3:16:56 pm
ดอกหญ้าชราแล้ว/ไฮกุ..
1 สายลมหนาวโอบปีก โบยห่มเรือนร่างและหัวใจ อีกเพลง ฤดูกาล
2 แดดเช้ามีลมหนาว ร่มเงาของไม้ใหญ่เยือกเย็น ผืนป่าร้องเพลงเหงา
3 พลบนี้มีฟ้ายิ้ม ดวงดาว ดวงตา - ดวงจันทร์ ยิ้ม ความคิดถึง เดินทาง
4
แว่วบทเพลงเพรียกขาน ซุ้มสวนบทกวีผลิบาน ดอกหญ้าชราแล้ว
แค่ชาวนา
โดย รังไม้ Mar.18.2010 11:33:50 pm
เราเปล่ารอนแรมในฐานะของคนเดินทางอย่างภาระเต็มหลังไหล่ อาบถ้อยวลีอันโอ่อ่าว่า วเนจร เพื่อแผ่นดิน แต่เพียงเราย่างย่ำในวิถีแสนสามัญอันควรมีเชิงไร้สาระ เสียเป็นส่วนมาก เช่น ถอนกล้าข้าวในแปลงนาจากเช้ายันค่ำเพื่อจะปักดำซึ่งกินเวลาหลายวัน และการปักดำอันกรีดกร่อนสันหลังจนปวดร้าว และหากว่างเว้นจากงานในท้องทุ่งเราก็นั่งเปล่าเปลี่ยวในคืนปลาอิ่มเหยื่อ ริมบึงกว้างอันเวิ้งว้าง (ha ha) เราอาจสวมเสื้อสีแดงในบางวันเพื่อ กำเคียวเกี่ยวข้าวในผืนนาที่แดดร้อนร้ายจนอวัยวะส่วนที่เรียกว่า หนัง ไหม้เกรียมโดยเปลวแดดและปวดแสบ เมื่อหยาดเหงื่ออาบโลม แต่เราไม่เคยสวาปามอุดมการณ์อันไร้ตัวตนเอาวิญญาณแลกเงินเลี้ยงลมหายใจโดยไม่ต้องคิด ใช่เราอาจยืนอยู่บนดินแดนที่ราบสูง ที่ที่ผู้คนใกล้อารยะ ตราหน้าว่าโง่ง่าวไม่ต่างกระบือ และยืนอยู่ในฐานะกระดูกสันหลังของชาติ (มิไยที่ใครๆจะต้องมาซีเครียด ในถ้อยคำแห่งเรา ) เราไม่เคยแบ่งเฉดสีตีตราว่า นั่นมึงนี่กู เหมือนอย่างผู้สูงวัยของประเทศนี้เขาทำกัน เราหาเลี้ยงชีพโดยสัมมาอาชีวะ และเราไม่เคยทอดทิ้งงานหนักเพราะมันคือชีวิตและวิญญาณของการดำรงอยู่ตามครรลองอันเนิ่นนานในวิถีแห่งเรา นาทีนี้ความร้อนเร่าของบ้านเมืองดูเหมือนว่าจะครุกรุ่นวุ่นวายโดยผู้คนของประเทศนี้แบกอคติ ครบทั้ง4อย่างไม่ปล่อยวาง(อย่าเพิ่งเคี้ยวฟันท่านผู้ละเลียดสายตาเพราะเราต่างคือผู้เฝ้ามองอย่างห่วงใย)ในความเป็นไปของแผ่นดินนี้ แผ่นดินที่เราหวงแหนเฉกเช่นเดียวกันแม้ว่าเรามิได้ปริปากบอกผ่านเวทีใดๆ ถึงตอนนี้เครื่องหมายคำถามเกลื่อนในอากาศและหัวใจ เขาทำเพื่อใคร, เพื่อพี่น้องร่วมชาติ,เพื่อลูกเพื่อหลานอย่างที่เขากล่าวอ้างจริงหรือ รึเพื่อใครกันแน่ที่อยู่ลึกเกินกว่านั้น เราอาจตั้งคำถามแต่ก็ไม่ใส่ใจคำตอบในเวลาเดียวกัน วันเวลาจะเป็นบทพิสูจน์สิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ ได้อย่างแจ้งชัดเมื่อถึงที่สุด เรามันแค่ชาวนาจึงได้แต่เฝ้ามอง
บางวิถีในอ้อมใบ
โดย รังไม้ Mar.18.2010 8:28:19 pm
ในดวงตา ร้องร่าหรือไร้-คำถาม เราเหล่าชีวิตรูปนาม แค่เสี้ยวโมงยามล้วนธุลีฯ
ใบไม้…. เจ้ายังโบกไกวในวิถี ข้าฯเล่า-ร้างความหมายชีวี ระเห็จในเดือนปีไม่มีจริง
ดั่งโลกข้าฯแคบแนบข้าง ยิ่งก้าวยิ่งห่างอย่างยิ่ง โบยไปในความชังชิง วิญญาณ์หยุดนิ่งจินตนาฯ
ร้อยความคับคั่งถั่งโถม เห่โหมห้อมหวนอวลฟ้า ข้นความขื่นขมนานา เต็มทั้งสองตาจนชาชิน
ใบไม้ กาล ได้พรากทางเราสิ้น ยังแต่ดวงใจที่โบยบิน ร้อยรินวิญญาณถึงกันฯ
ใบไม้ แดดสายยังใสในสีสัน ข้าฯเหมือนบางมิติของวารวัน อ้อมใบอุ่นนั้นฝันหรือจริง.
เช่นเดียวกัน
โดย รังไม้ Mar.18.2010 8:13:22 pm
เธอคิดอย่างฉันไหม?
แม้วันเวลาเดินทางอย่างยาวไกล
มิอาจลบเลือนจังหวะใจแห่งเพลงคิดถึง
ค่ำหนึ่งนั้น
แสงจันทร์สาดส่องของคืนเพ็ญ
วาวเงาบนผิวน้ำวิบวับ
ฉันคิดถึงเธอ
ฉันอยากให้ใต้แสงจันทร์อันแสนงาม
มีเธอเฝ้าจับจ้องและร้องเพลง
หรืออ่านงานกวีสักบท
ถึงแม้ว่าจะไพเราะเพราะพริ้งมิเทียมเท่าวาทยาการ
แต่ฉันจักนิ่งฟังอย่างตั้งใจ
ในความว่างเปล่าแสงเดือนเปล่ง
อยากชักชวนจันทราจิบเมรัย
ฉันกลับพบเจอเธอในความเพ้อฝันอันล่องลอย
ฉันมีคำบอกเล่าตั้งมากมายจะกล่าวต่อเธอ
ความคิดคำนึงแห่งฉันก้าวกระโดดและโลดแล่น
บางคราฉันท่องถ้อยคำไร้สัมผัส
และคว้าเอากีตาร์ในสายลมมาเล่นร้องเพลง
..บางทีฉันไม่รู้ว่าจะตามหาฝันหรือจะตามหาเธอ
เมื่อคราที่ฉันพบตัวเองวันแล้ววันเล่าวนเวียน
อยู่ในโลกด้านร้าง
ฉันค้นหาความงอกงามของชีวิตด้านใดไม่พบพาน
เช่นเดียวกันกับค้นหาเธอไม่พบเห็น..
ดวงใจที่ยังยิ้ม
โดย รังไม้ Mar.18.2010 8:11:40 pm
ฉันยังยืนอยู่แห่งหนเก่า
ทยอยเขียนเรื่องเล่า-เหงา-ฝัน
ยินยอมเป็นคนดักดานของวารวัน
และขีดเขียนความฝัน-ลมๆแล้งๆรานๆ
แด่..คนที่คิดถึงและซึ่งมวลมิตร
ใช่ฉันเฝ้าครุ่นคิดรำลึกเรื่องผ่าน
โบกวิถีปรี่ในกระแสกาล
ขับขานเพลงร้องของชีวิต
จึงมิสาระเท่าไรในวัยไร้หวัง
อาจพร่องแรงพลังทั้งจริต
ใช่ง่ายๆดายๆคือชีวิต
จิบเมรัยและเพ่งพิศตะวัน-ดาว
|