เสือขาว

ต่อให้ข้าต้องตาย ก็จะขอทิ้งลายอย่างสมศักศรี




ลิงก์น่าสนใจ



ประชาสัมพันธ์-ข่าวสาร


ขอเชิญชมบทเพลงรักแม่ได้ที่เดอะมอลบางกะปิ ในวันเสาร์ที่12สิงหาคมนี้นะครับ



พุทธเหมือนกันนั้นแหละ

โดย เสือขาว Mar.05.2008 10:07:37 pm


          เมื่อไม่นานมานี้ผมได้สนทนาธรรมกับชายคนหนึ่ง เขารู้จักผมผ่านทาง hi5 เราสองคนคุยกันผ่านทาง MSN เขาเป็นคนที่สนใจในพุทธศาสนามาก เราคุยกันไปเลยๆก็ดูเหมือนกับว่าเขาชักจะใส่อารมกับผมมากขึ้น เพราะความคิดเราดูขัดแย้งกัน แต่จากที่ผมดูแล้วสิ่งที่เขาพูดกับผมพูดนั้นมันก็เหมือนกัน มีความหมายเดียวกัน มุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน แต่ที่ขัดแย้งกันนั้น มันก็แค่เราสองคนพูดถึงคนล่ะขั้นตอนเท่านั้นเอง เขาพยายามเอาหลักธรรมต่างๆในพระไตรปิฎกมาอธิบายให้ผมฟัง พยายามพูดเรื่องบุญเรื่องบาป ซึ่งเป็นธรรมขั้นต้น แต่ผมพูดถึงธรรมขั้นสูง คือธรรมที่ไม่ใช่ธรรม ความคิดที่ไม่มีความคิด คือเราเข้าสู่จิตว่างจริงๆ ไม่ยึดติดสิ่งใด แม้กระทั้งบุญและบาป ไม่จำเป็นต้องถือศีลปฏิบัติธรรม เพราะถ้าเรายังกลัวบาปกลัวบุญอยู่แสดงว่าใจเรายังยึดติดยังมีความโลภความหลงอยู่ กระทำไปเพราะอยากให้ชาติหน้าจะมีชีวิตที่ดี ทำบุญเพราะหวังผลตอบแทน แทนที่จะทำบุญเพราะเราอยากทำจริงๆ อยากช่วยเหลือผู้อื่น อยากเห็นผู้อื่นมีความสุข  ซึ่งนี้แหละคือธรรมขั้นสูง กระทำความดีด้วยใจเราเอง ไม่ใช่ให้ศีลมากำหนด ซึ่งการที่จะเข้าถึงธรรมขั้ขสูงนี้ได้นั้น ก็ต้องผ่านธรรมขั้นต้นที่ชายผู้นั้นพยายามอธิบายให้ผมฟัง คือเมื่อตอนแรกเรายึดติดในศีลในธรรม เมื่อเราปฏิบัติไปเรื่อยๆแล้ว ธรรมเรานั้นก็จะเข้ามาในใจเราติดเป็นนิสัย จากนิสัยกลายเป็นสันดาน และเมื่อนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องแสวงหาธรรมอันใดอีก เพราะธรรมเหล่านั้นได้ซึมซับเข้าไปในตัวของเราแล้ว ดังนั้นผมจึงสรุปการสนทนานั้นว่า ที่เราสองคนสนทนากันนั้นมันก็คือพุทธเหมือนกันแหละ ไม่จำเป็นต้องมานั่งเถียงกันเลย มาเถียงกันว่าอ้อยของใครนั้นหวานกว่ากัน แต่มิรู้เลยว่ามันก็อ้อยพันธุ์เดียวกันนั้นแหละ มาเถียงกันว่าอ้อยใครเป็นอ้อยพันธุ์ต้นกำเนิด ซึ่งเป็นปัญหาที่ไร้สาระ มันก็เหมือนกับการเถียงกันว่าไก่กับไข่อันไหนเกิดก่อนกัน

*ดังนั้นอย่าเถียงกันเลย ถ้ายังไม่เห็นแท้ในธรรมชาติแห่งตน*


หมากล้อมกับการเมือง

โดย bigspark Jul.10.2007 8:02:43 pm


           คนที่ไม่รู้ก็ยังดีกว่าคนที่รู้มาก เปรียบเหมือนชาที่ล้นแก้วจะใส่อะไรไปอีกก็ต้องล้นออกหมด โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังจะเจริญเพราะมีผู้ที่มีสติปัญญารู้มาก แต่หารู้ไม่ว่าคนเหล่านั้นกับใช้ความรู้มากของตนทำลายประเทศชาติ เพียงเพราะความโลภ ความอยากมี อยากได้ อยากเป็น และอาจแฝงด้วยความแค้น เพียงข้ออ้างว่าทำไปเพราะความถูกต้อง แต่หารู้ไม่ว่าความถูกต้องคืออะไร ที่จริงแล้วไม่มีความถูกต้องดำรงอยู่เลย
          คนที่มีปัญญามากผู้นั้นคิดว่าจะทำให้มีแต่ความถูกต้อง แต่หารู้ไม่ว่ามันเป็นการทำลายกฏธรรมชาติ เปรียบเหมือนการเล่นหมากล้อม ที่บนกระดานต่างมีทั้งหมากขาวและหมากดำ ไม่มีทางที่จะทำให้บนกระดานมีแต่หมากสีขาวหรือสีดำเพียงสีเดียวได้หรอก ทำได้ก็เพียงทำให้หมากสีขาวมีมากกว่าหมากสีดำ หรือหมากสีดำมีมากกว่าหมากสีขาว เหมือนกับหลักแมวข่มหนู ถ้าเราฝึกให้แมวสามารถไล่หนูได้ แมวตัวนั้นก็จะสามารถข่มหนูได้ในที่สุด แต่ถ้าแมวมิได้รับการฝึกจนแข็งแกร่งก็มิอาจไล่หนูได้
         ดังนั้นข้าจึงขอบอกได้เลยว่าเขาผู้นั้นกำลังทำลายความเป็นไปตามธรรมชาติ จึงทำให้ประเทศชาติต้องวุ่นวายอยู่จนถึงสมัยนี้ ข้าน้อยรู้จักนายทหารคนหนึ่งเขาเป็นผู้ควบคุมกองกำลังรถถังซึ่งมีกองเดียวในกรุงเทพฯ เขาบอกกับผมว่าเกิดมาเพิ่งเคยเห็นนายกถูกยึดอำนาจเพียงประชาชนมาก่อม๊อบ ท่านคิดดูว่าประเทศจะเป็นไงต่อ เพราะทุกคนย่อมมีทั่งชอบและไม่ชอบเปรียบเหมือนหมากดำและขาว หากคนนี้ไม่พอใจก็ก่อม๊อบ คนนี้ไม่พอใจก็ก่อม๊อบ ประเทศคงวุ่นวายหน้าดู เพราะแบบนี้จึงมีระบอบประชาธิปไตยขึ้นมา จึงมีการเลือกตั้ง แต่ตอนนี้ประชาธิปไตยดันถูกทำลายไปแล้ว บางคนโทษว่าทหารเป็นคนทำลาย แต่ในความคิดผม ไม่มีใครสามารถทำลายประชาธิปไตยได้นอกจากประชาชนที่เป็นเจ้าของมันเอง ยกตัวอย่าง นายกทักษิณ มาจากการเลือกตั้ง แต่กับมาถูกปลดเพียงประชาชนกลุ่มน้อยที่มารวมตัวสร้างความวุ่นวาย ทำไมผมจึงกล้าพูดว่ากลุ่มน้อย เพราะถ้าคนที่ไม่ชอบนายกทักษิณมีมากจริงแล้วเหตุใดเขาจึงได้รับเลือกเป็นนายกล่ะ
          เพราะแบบนี้แหละผมจึงกล้าบอกได้ว่าประชาชนเหล่านี้ต่างหากที่เป็นผู้ทำลายประชาธิปไตย และเป็นผู้ที่ทำลายประเทศชาติ เมื่อท่านอ่านข้อความนี้แล้วขอให้ท่านกรุณาเทชาในถ้วยของท่านออกไปบ้างก่อน มิเช่นนั้นบนความเหล่านี้คงมิอาจซึบซาบเขาไปในหัวสมองอันหนาทึบไปด้วยสติปัญญาของท่านได้หรอก


บูชิโด

โดย bigspark Jul.10.2007 8:04:34 pm


   บูชิโด คำนี้คงมีหลายคนในบ้านจอมยุทธรู้จักกัน แต่มีสักที่คนที่ปฏิบัติตามหลักบูชิโดอย่างเข้มงวดและเอาจริงเอาจัง ซึ่งในสมัยนี้คงหาได้ยากยิ่ง ผมคนหนึ่งที่ปฏิบัติตามหลักบูชิโดอย่างเข้มงวด ซึ่งจากการที่ลองปฏิบัติดูแล้ว ใหม่ๆมันจะลำบากมากเพราะมันจะต้องสวนทางกลับสันดานในตัวเอง แต่เมื่อปฏิบัติไปนานๆเข้ามันจะกลายเป็นสันดานอันใหม่ของเราไปเอง ผมเชื่อว่าถ้าเราเอาข้อดีของคนญี่ปุ่นมาใช้ในบ้างข้อมันจะทำให้ประเทศชาติของเราเจริญขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะหลักบูชิโดแล้วล่ะก็มันดีมากๆ ในเรื่องของความกล้าหาญ ความจงรักภักดี และความรักชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนไทยขาดมันไป คนไทยมัวแต่ไปสนใจแต่ในเรื่องของชาติตะวันตก จนลืมการใช้ชีวิตของชาวตะวันออกของเรา โดยเฉพาะการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ที่พ่อหลวงของเราพยายามสอนพวกเรามายาวนานเหลือเกิน แต่เราก็ยังทำกันไม่ได้เสียที ช่างน่าสงสารประเทศเสียจิง
บูชิโด


ความรักกับพลังจักรวาล

โดย เสือขาว May.04.2007 4:25:21 pm


         ทุกคนที่เกิดมา  คงมีพ่อแม่หรือมีครอบครัวใช่ไหมครับ  ใช่ หลายคนต้องมีแน่ เพราะมันเปนเรื่องธรรมดา  แต่จากที่ผมสังเกตจากหลายๆครอบครัวแร้ว  ผมว่ามีหลายๆครอบครัวที่ยังไม่แข็งแรง ทำไมถึงไม่แข็งแรงน่ะหรือ ที่ไม่แข็งแรงก้อเพราะว่าสามชิกในครอบครัวเหล่านั้นเข้าใจคำว่ารักแบบผิดๆ  โลกนี้มีพลังอยู่พลังหนึ่งเรียกว่าพลังจักรวาล พลังอันนี้จะเกิดขึ้นได้ก้อจากการให้ความรักแก่กัน พ่อแม่ที่วันๆเอาแต่ว่าลูก ตีลูก นั้นไม่ใช่ให้ความรักแก่ลูก แต่เมื่อลูกถูกตีลูกจะรู้สึกอ่อนแอ รู้สึกเศร้า รู้สึกเสียใจ ที่เป็นอย่างนี้ก้อเพราะว่าลูกคนนั้นถูกพ่อแม่แย่งพลังจักรวาลของตนไปยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเรียนหนังสือหากเราโดนอาจารย์ว่า เราก้อจะรุสึกหมดอารมณ์เรียนในชั่วโมงนั้น ตรงกันข้ามหากอาจารย์ชมเรา เราจะรู้สึกชอบที่จะเรียนวิชานั้นเป็นพิเศษ เด็กบางคนอาจจะรู้ว่าที่อาจารย์ตีอาจารย์ด่าเป็นเพราะอาจารย์รักเราแต่มันก้อไม่มีผลเพราะเรื่องเหล่านี้มันอยู่ที่ภายใต้จิตสำนึกมิใช่สมอง แต่ภาพพ่อแม่พูดคุยด้วยเหตุผล คุยกันโดยใช้ปาก หรือท่าให้ดีใช้ใจสื่อถึงใจได้ยิ่งดี ไม่ใช่อะไรก้อใช้แต่ไม้เรียว ใช้แต่กำลังความรุนแรง เพราะถ้าใช้ความรุนแรงบ่อยๆ เด็กอาจมีปัญหาได้  แต่ถ้าคุยกันแร้ว เด็กยังไม่เชื่อฟัง พ่อแม่จะใช้ไม้เรียว ผมก้อไม่ว่า แต่ขอให่พ่อแม่ทั้งหลายโปรดพูด้วยเหตุผลก่อน และถ้าเด็กมีคำอธิบาย มีความคิดเห็นอย่างไร ก้อโปรดรับฟัง เพราะยังไงนั่นก้อคือเหตุผล ส่วนคุนจะเชื่อลูกคุนหรือไม่ก้อตามแต่ขอใสห้ฟังก่อนแร้วพิจารณาไม่ใช่เด็กพูดอะไรก้อด่ากลับ หรือหาว่าเด็กแก้ตัว เพราะมันจะส่งผลทำให้เด็กไม่กล้าที่จะบอกปัญหากับท่าน แร้วเวลาเกิดปัญหา มันก้อจะทำให้สายไปต่อการแก้ไข  แร้วมันอาจจะทำให้เกิดการทะเลาะขึ้นภายในครอบครัว แระเปนการทำลายพลังจักรวาลกันเองโดยใช้เหตุ
     คุณเคยเหนต้นไม้ใช่ไหม เขาเล่ากันว่าต้นไม่ทุกตต้นต่างมีพลังจักรวาลของมันเอง แระเราสามารถให้พลังจักรวาลกับต้นไม้ได้ โดยการรดน้ำมัน กอดมัน อยู่ใกล้ๆมัน แร้วมันจะให้พลังจักรวาลกับท่านเปนการตอบแทน แร้วมันจะทำให้พลังจักรวาลของทั้ง 2 ฝ่ายเพิ่มขึ้น  ต้นไม้ทุกต้นจัดได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรักเพราะต้นไม้ทุกต้น สอนพวกเราว่าจงมอบความรักให้กับทุกคนรอบตัว  แม้ว่าเขาจะเป็นศัตรูก้อตาม คุนลองสังเกตุต้นไม้ เมื่อคุนเดินเข้าไปไกล้มันมันก้อจาให้ร่มเงาแก่คุน ไม่ว่าคุนจาเดินเข้าไปเฉยๆ เดินเข้าไปรดน้ำ หรือเดินเข้าไปเพื่อจะตัดต้นไม้ต้นนั้นก้อตาม แต่มันก้อจะให้ความร่มเย็นกับคุณอยู่ดี


ความคิดผิดๆของคนรุ่นใหม่

โดย เสือขาว Apr.24.2007 4:42:03 pm


      ในปัจจุบันมีคนมากมาย  หลากเชื้อชาติ  หลากศาสนา  หลากนิสัย  จึงเป็นสังคมที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน  จนทำให้โลกมีปัญหามากมายเกิดขึ้น  แต่ในสิ่งร้ายก็ย่อมแฝงไปด้วยสิ่งดี  คือเมื่อสังคมมีการแข่งขัน  มันก็ยิ่งเกิดความพัฒนายิ่งขึ้นในสังคม  แต่การพัฒนานี้ก็มีทั้งการพัฒนาทั้งด้านดีและด้านไม่ดี  ซึ่งเหตุนี้จึงมีศาสนาเป็นตัวทำหน้าที่อันสำคัญยิ่งนั่นก็คือ  การทำให้คนในสังคมเป็นคนดีมีคุณธรรม  
      แต่อาจเป็นเพราะกาลเวลาที่แสนยาวนานจึงทำให้ศาสนาประจำชาติอย่างศาสนาพุทธเกิดการเปลี่ยนแปลง  คนรุ่นใหม่กลับไปเชื่อเรื่องที่งมงาย  เรื่องทางวัตถุ  เครื่องรางของขลังต่างๆ  รวมทั้งเรื่องของจิตใจที่ทุกคนต่างคิดเรื่องกฎแห่งกรรมกันมากเกินไป  ซึ่งผมเห็นแล้วก็เกิดความกลัวไม่ได้ว่า  หัวใจของพระพุทธศาสนาจะหายไป  ผมจะยกตัวอย่างให้  มีครั้งหนึ่งผมเข้าเรียนวิชาพระพุทธศาสนา  อาจารย์จัดการเข้าค่ายธรรมะขึ้นแต่มีนักเรียนในห้องคนหนึ่งเป็นโรคประจำตัว  ผู้ปกครองของเด็กคนนั้นจึงเขียนตอบรับมาในหนังสือขออนุญาตของทางโรงเรียนว่าไม่อนุญาตให้เด็กคนนั้นไปเข้าค่ายกับทางโรงเรียนเพราะมีโรคประจำตัว ซึ่งความเป็นจริงถ้าผู้ปกครองตอบจดหมายทางโรงเรียนไปว่าไม่อนุญาตก็น่าจะจบ   แต่อาจารย์คนนี้กลับไม่ยอมพยายามพูดชักจูง  จนเด็กคนนั้นยอมไปกับทางโรงเรียน  แต่เด็กคนนั้นจะไปหรือไม่ผมไม่สนใจ  แต่ประเด็นสำคัญคือ  คำพูดที่อาจารย์ใช้ชักจูงเด็กคนนั้น  ท่านอยากรู้ไหมว่าเขาพูดว่าอะไร  ผมจะบอกให้  เขาพูดว่า “ถ้าเธอไม่ไป  เธอก็จะติด ร. วิชานี้ ถึง6จุดประสงค์ ซึ่งเหตุผลที่ว่าเป็นโรคประจำตัวนั้น  ความจริงเธอน่าจะไปเพราะการที่ได้ไปสวดมนต์ ไหว้พระ  นั่งสมาธิ  ทำบุญ  การปฏิบัติเหล่านี้  จะทำให้โรคร้ายในตัว อาจหายไปได้ด้วยซ้ำ”  ซึ่งคำพูดเหล่านี้กำลังจะสื่อว่าการทำบุญนั้นสามารถรักษาโรคได้  ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกและก็ไม่ผิด  ซึ่งอาจารย์ท่านนี้สอนนักเรียนจนอาจารย์ว่าหากทำดีจะส่งผลให้ชาติหน้ามีชีวิตที่ดีขึ้น  หรืออาจถึงขั้นบรรลุนิพพานเป็นบุคคลที่เรียกว่าพุทธะ  ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่เลย  ดังคำกล่าวของปรมาจารย์ตั๊กม้อที่ว่า  “พุทธะ ไม่ทำบาป  พุทธะไม่ทำบุญ  พุทธะ ไม่กลัวบาป  พุทธะ ไม่กลัวบุญ  พุทธะไม่สวดมนต์  พุทธะ ไม่นั่งสมาธิ  พุทธะ ไม่ทำอะไรเลย  และพุทธะ  จะไม่คิดถึงคำว่าพุทธะ”  ซึ่งปรมาจารย์ตั๊กม้อถือว่าเป็นพระภิกษุคนเดียวในรอบ 1500 ปีที่สามารถรักษาหัวใจของพระพุทธศาสนาได้ไว้อย่างครบถ้วน  คำกล่าวของตั๊กม้อเป็นคำกล่าวที่คนธรรมดามิอาจเข้าใจได้  เพราะเป็นคำกล่าวของพุทธะ  เพื่อพุทธะ โดยพุทธะเท่านั้น    มีคำกล่าวอยู่คำกล่าวนึงที่ตบหน้าชาวพุทธรุ่นใหม่ไปหลายคนแล้ว  นั้นก็คือ “การที่ยังไม่สามารถรู้จักธรรมชาติของตนเอง  แล้วมัวไปพูดพล่ามเรื่องธรรมมะเรื่องกฎแห่งกรรมถือเป็นการกระทำที่ไร้สาระ  พุทธะย่อมไม่ทำอะไรที่ไร้สาระ  การที่บอกว่าพุทธะได้บรรลุอะไรบางอย่างถือเป็นการดูถูกพุทธะโดยแท้”  ซึ่งตั๊กม้อพยายามจะสื่อว่า  พุทธะนั้นมิได้บรรลุอะไรเพราะพุทธะนั้น  มีอยู่แล้วในตัวของทุกคนแต่คนเหล่านั้นมองไม่เห็นเองต่างหาก  เปรียบเสมือนดวงตาที่สามารถมองเห็นทุกอย่างบนโลกได้แต่มิอาจมองเห็นดวงตาของมันเอง ดังนั้น  จึงไม่อาจเรียกว่าบรรลุได้  
           ดังนั้นการที่คนรุ่นใหม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมจนทำบุญเพื่อหวังบุญนั้น เป็นความคิดที่ผิดเหมือนเรื่องๆหนึ่งนั่นก็คือตอนที่ตั๊กม้อเดินทางเข้ามาในเมืองจีนและทรงเข้าพบจักรพรรดิอู่ตี้ซึ่งจักพรรดิอู่ตี้เป็นจักรพรรดิที่บำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมากทรงเอาเงินส่วนตัวสร้างวัดวาอารามนับ 100 แห่ง ดังนั้นจึงทำให้พระต่างๆในวังบอกว่าการที่จักรพรรดิอู่ตี้ยิ่งทำบุญมากเท่าไหร่ก็จะส่งผลให้จักรพรรดิอู่ตี้มากเท่านั้น  ซึ่งในชาติหน้าจะได้จุติเป็นพระพรหมบนสวรรค์ทำให้จักรพรรดิอู่ตี้ยิ่งทำบุญเข้าไปอีกดังนั้นจึงไม่แปลกที่คำถามแรกที่ท่านทรงถามตั๊กม้อคือคำถามว่า “ชาติหน้าข้าจะได้ขึ้นสวรรค์หรือไม่” แต่ตั๊กม้อกลับตอบว่า “ไม่ มิหนำซ้ำก็อาจตกนรกด้วยซ้ำ”  จักรพรรดิอู่ตี้ถึงกลับตกตะลึง และถามกลับไปว่า “ข้าจะตกนรกได้อย่างไร ในเมื่อข้าทำบุญมากมาย”
ตั๊กม้อก็ตอบกลับไปว่า “ได้สิ  หากการทำบุญของท่านทำไปเพื่อหวังผลตอบแทน มันก็จะทำให้ท่านได้บาปด้วยซ้ำ ท่านทรงเข้าใจไหมว่าพระพุทธศาสนามิใช่การลงทุนที่ท่านลงเงินไปเท่าไหนมันก็จะส่งผลให้ท่านได้เงินเท่านั้น หรือมากกว่านั้น”   ดังนั้นผมขอสรุปว่า  จงอย่าไปเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมมาก แต่ขอให้จงเชื่อใจตนเองดั่งคำที่ว่าองค์ศากยะมุณี หรือที่พวกท่านยกย่องท่านด้วยใจอันบริสุทธิ์ทีเรียกว่า  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไม่มีใครไปกำหนดชีวิตของเรานอกจากตัวเราเอง ซึ่งชาวพุทธรุ่นใหม่กลับไม่เชื่อในคำสอนนี้แต่กลับไปเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ไปบนบานสานกล่าวแล้วคิดว่า ชีวิตจะดีขึ้นหรอ  ผมอยากจะบอกท่านว่า ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้าถ้าท่านเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระเจ้าก็ขอให้  ท่านไปนับถือศาสนาอื่นเถิด  เช่นศาสนาคริสต์  ศาสนาอิสลาม  หรือศาสนาฮินดู  เป็นต้น  เพราะศาสนาเหล่านี้เชื่อในเรื่องของเทพเจ้า  
             ข้อความทั้งหมดที่กล่าวมานี้อาจถือว่าเป็นข้อความที่รุนแรง  แต่ขอให้อย่าใช้สมองพิจารณาข้อความเหล่านี้  ขอให้ใช้จิตใจในการอ่านและพิจารณาข้อความเหล่านี้แทน    




¤ อ่านความคิดเห็น    ¤ แสดงความคิดเห็น





มีทั้งหมด 5 หัวข้อ ในบล็อกนี้
เสือขาว โดย เสือขาว http://www.baanjomyut.com/blog/whitetiger