บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!


บ้านจอมยุทธบล็อก

>> ยามี่จัง >> Memory..ชายเดียวดาย

ยามี่จัง
แม้ท้องฟ้าสีเดียวกัน..แต่ฝันก็คนละสี

Memory..ชายเดียวดาย

Jun.23.2007 2:28:27 pm

เอ เดินจากริมทะเลไปเรื่อยๆ ตรงไปที่ภูเขาสูงๆที่เบื้องหน้าลูกนั้น ซึ่งเจ้าตัวมักบอกใครๆว่าเหมือนประสาทหิน น้ำทะเลสีเข้มเริ่มเปลี่ยนเป็นมืดๆจนมองราวพรมผืนใหญ่สีดำ  สายลมที่พัดแผ่วๆมาพร้อมละอองฝนบางๆ ให้ความรู้สึกหนาวเย็นลึกๆ ทั่วบริเวณค่อนข้างเงียบๆราวอยู่เพียงลำพังบนโลก หล่อนรูดซิบเสื้อคลุมขึ้นมาถึงต้นคอ ครั้งหนึ่งที่ตรงนี้ี้ มีใครคนหนึ่งเคยมายืนเคียงข้างหัดดูพระจันทร์ด้วยกัน…และให้เกิดความรู้สึกไม่หนาวเท่านี้เลย….

หนังสือที่กางอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่ม เรียกความสนใจของเอมากขึ้นจนต้องสาวเท้าก้าวยาวๆเข้าไปเสริฟกาแฟก่อน

“คุณเป็นคนไทยหรือคะ? อ่านกลอนอกหักเสียด้วย ..ไม่เหมาะกับคุณเลย”

ไม่ทันสิ้นเสียง สายตาที่บอกความรำคาญบวกความไม่พอใจของเขา ก็ส่งมาเตือนหญิงสาวตรงหน้าทันที  ทว่าเด็กปากหนักอย่างเอ เกิดผีเข้าเสียแล้ว

“คงไม่เคยมีคนกล้าพูดกับคุณตรงๆแบบนี้ใช่ไหมคะ เท่าที่เรียนรู้ข้อมูลมาคนไทยผู้ชายยังมักไม่ยอมให้ผู้หญิงเอ่ยปากตรงๆ ถ้าสิ่งที่พูดไม่สบอารมณ์เขา”

ก่อนที่ตาดุของอีกฝ่ายจะเอ่ยตอบโต้ เด็กสาวตัวบางตาโตที่บางครั้งเก็บปากจนคนคิดว่า “เป็นใบ้”ก็เติมอารมณ์ปวดแสบปวดร้อนให้อีก

“อีกอย่างเขาว่าผู้ชายไทย เขาต้องมีภริยามากกว่า2 ถ้าแค่คนเดียวถือว่า…
ล้าสมัย”

เอเทกาแฟดำลงแก้ว ก่อนยื่นไปตรงหน้าเขาพร้อมโถน้ำตาลกับถาดซองครีม

“คุณเพิ่งมาฝึกงานที่นี่ ถ้าผมร้องเรียนขึ้นไป คุณคงเลิกปากกล้าได้สินะ”

เสียงขรึมๆดุๆบอกอารมณ์ไม่พอใจของอีกฝ่าย ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงสงบง่ายดายนัก

“นั่นไง..คนไทยผู้ชายยยยยย…”

เอ เลิกตอแยอย่างง่ายๆเมื่อลูกค้าเริ่มทยอยเข้าห้องอาหารหนาตาขึ้น การเกิดที่นี่ แต่เพราะมารดาเป็นคนไทย ทำให้เด็กสาวมองเมืองไทยคล้ายสวนสนุกน่าสนใจไปทุกอย่าง มักสอบถามผู้คนที่มีประสบการณ์ในประเทศนั้นอยู่เสมอ การตอแยชายหนุ่มแปลกหน้าในครั้งแรกที่พบก็ด้วยเหตุนี้เอง ทว่างานวุ่นวายของนักเรียนฝึกหัดดึงความรับผิดชอบของหล่อนไปจนหมด เอจึงไม่ได้ติดตามสนใจชายไทยแปลกหน้าคนนั้นว่าเขาเดินออกจากห้องอาหารแล้วไปไหนอีก

คืนนี้มีงานชุลมุนอีกครั้ง เพราะลูกค้าที่มาประชุมที่ห้องแก้วมรกตล้วนแล้วแต่เป็นพวกผู้ใหญ่ที่สำคัญๆของประเทศเพื่อนบ้านทั้งนั้น  อาหารคืนนี้จึงเน้นแสดงเอกลักษณ์พื้นเมืองเป็นส่วนใหญ่ แค่เครื่องเคียงน้ำจิ้ม ทุกรสก็กว่า ห้าสิบรายการ  คนแค่สามสิบคน แต่การจัดเตรียมข้าวของ ต้องใช้เวลาถึงสองวัน กุ๊กใหญ่ถูกตามตัวกลับมาคุมงานเองเมื่อสองวันก่อน ในครัวชุลมุนวุ่นวายทั่วไปหมด ขณะที่นักเรียนกุ๊กถูกสั่งงานที่ไม่ชำนาญหลายอย่าง ด้วยสาเหตุเดียว

“หัดไว้ เป็นประสบการณ์”

หนึ่งทุ่ม เสียงโฆษกบนเวทีกับล่ามต่างชาติสี่คน กำลังผลัดเปลี่ยนกันพูด ผลัดกันแปลภาษาให้แขกผู้มีเกียรติทั้งหลายฟัง

 “เฮ้ยเอ คนที่แกไปรวนเขาวันก่อนอยู่ในกลุ่มด้วยแฮะ”

เสียงติ่งเพื่อนตัวแสบกระซิบข้างหู เรียกความสนใจของเออีกครั้ง

ร่างสูงตรงผิวสีเข้มในเครื่องแบบตรงหน้าประตูทางเข้า คือชายผู้นั้นจริงๆ

“ชั้นไปสืบมาแล้ว เขาเป็นทหารอยู่เมืองไทยว่ะ”ติ่งพูดต่อ

ก่อนติ่งจะตั้งวงนินทาข้างโต๊ะอาหาร คนกลุ่มนั้นก็เดินเข้ามาที่โต๊ะอาหารเสียแล้ว

“คุณกอบแก้วครับ นี่หลานชายผมนายฝน ที่เคยเล่าให้ฟังไงครับ”  

“ยัยเอมาทางนี้ก่อน ไหว้คุณลุงพตซะ เรานี่นับวันมือไม้แข็งเต็มที”

เสียงพตหัวเราะ จ้องมองเด็กสาวที่เบื้องหน้า

“ไม่หน้าเชื่อนะครับ ยายเอเด็กกะโปโลเที่ยวซุกซนจนแม่หัวปั่นเมื่อวันวาน จะโตเป็นสาวน้อยน่ารักขนาดนี้ได้ ”

“ คุณพตอย่าได้ชมเชียว ยัยเด็กเซี้ยวนี่วันดีคืนดียังทำเอาดิฉันหัวหมุน
อยู่ไม่เว้นวันเลยค่ะ”

เสียงยายบ่นแบบหมั่นใส้สุดทานทนอีกครั้ง นับแต่แม่ตาย หญิงสาวต้องย้ายมาเป็นเด็กในปกครองของยายอีกครั้ง นิสัยแข็งกระด้างเกิดจากการที่ต้องดูแลตัวเองตามลำพัง ยามที่แม่ต้องไปทำงานยังแดนไกล ทำให้หล่อนต้องเติบโตเร็วเกินวัยตั้งแต่อายุยังน้อย กอปรกับการเรียนประจำที่สอนให้เด็กทุกคนต้องช่วยตัวเองแทบทุกอย่าง ทำให้เอมักรักการยืนด้วยลำแข้งตัวเองมากกว่าอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นยาย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ยายหลานมักทะเลาะกัน เมื่อคุณกอบแก้วสั่งให้เอย้ายมาพักที่บ้านแทนการอยู่หอพักนักเรียน

ฝนหันมามองหน้าเด็กสาวเบื้องหน้าบ้าง เมื่อรู้ว่าหล่อนก็เป็นคนไทยด้วย

“ถ้ามองอีกครั้งต้องเก็บเงินนะคะ”  

“ยายเอ!! เอาอีกแล้ว บทจะพูดก็ปากคอเราะร้ายนักนะเรา รีบขอโทษพี่เขาซะ นับวันชักจะเอาใหญ่แล้ว”

เสียงคุณกอบแก้วที่รักหน้ารักตา ตำหนิหลานสาวที่ปากจัดอีกครั้ง ทว่าผู้เป็นหลานกลับไขสือ

“คุณลุงขาเชิญทางนี้ค่ะ โต๊ะพร้อมแล้วนะคะ”

เอเลี่ยงไปอย่างดื้อๆจนได้ แต่ก็ยังทันได้ยินยายพูดแทน

“ยายขอโทษพ่อฝนแทนนะจ๊ะ ยายเอนี่ไม่ช่างพูดเลยนะคะ เพียงแค่บางเวลาอาจเข้าใจอะไรไขว่เขว่ไปเท่านั้นเองจ๊ะ”

“คุณยายสบายใจเถิดนะครับ ผมเข้าใจดีครับ”

ฝนพูดอย่างสุภาพ ก่อนจูงมือคุณกอบแก้วตามไปที่โต๊ะที่ทางเจ้าหน้าที่จัดไว้ให้

วันนี้ยังห่างเหินกันถึงเพียงนี้            
แล้วพรุ่งนี้จะร้างราไปที่ใด    
ที่กลัวไม่ใช่กลัวเขาเปลี่ยนไป      
แต่กลัวใจเรานั้นจะเปลี่ยนแปลง

“กลอนที่เขียนนี่เศร้ามากๆเลยนะคะ แต่ก็ยังดีที่ตอนนี้คุณพักร้อน  ถ้าเป็นตอนลาดตระเวณ แล้วเกิดเหงาขึ้นมามัวเขียนกลอนอยู่ คงมีกระสุนของฝ่ายนั้นมาฝากเต็มตัวละมั้ง ”

เอพูดลอยๆเมื่อชะโงกหน้าเข้าไปมองสมุดที่เขาถือติดมือมานั่งเขียน ที่ห้อง
อาหารในเช้านี้

“ คุณนี่ มาแบบปากจัดทุกครั้งเลยนะ”

ฝนพูดเรียบๆแต่อีกฝ่ายก็รู้ทัน

“จะบอกว่าเอเสียมารยาทผู้ดีอีกคนละซี”

เอย้อนหน้าตาเฉย ก่อนพูดต่อว่า

“ว่าแต่ทหารที่ดูแข็งๆนี่ มีหัวใจอ่อนไหวเป็นด้วยรึคะ เคยแต่ได้ยินแค่ว่า 3ก้าวจากนารี ความรักก็หายไปเหลือแค่ขวดเหล้า”

 เอรินกาแฟใส่แก้วก่อนยื่นส่งให้ตรงหน้า พร้อมโถน้ำตาลกับครีมแล้วก็หันหลังจากมา….ไม่ตอแยเขาอีก

จากวันนั้นวันที่เขาตามคุณลุงพตมาพักร้อนที่นี่สองอาทิตย์ เขามักซ่อนตัวอยู่ที่ศาลาเก๋งจีนเป็นส่วนใหญ่  ทุกเช้าก่อนหญิงสาวไปทำงาน  เมื่อมองจากตึกนอนลงไป จะเห็นแสงสว่างเปิดทิ้งจนเช้าทุกวัน เขาทำอะไรนะคิดถึงแฟนจนไม่หลับไม่นอนเทียวรึ? เอเก็บความแปลกใจไม่ได้อีกครั้ง เมื่อพบเขาที่ห้องอาหารในเช้า3วันถัดมา

“คุณเคยนอนบ้างไหมคะ ทุกเช้าเอไปทำงานไม่เคยเห็นคุณดับไฟสักที รึว่า กลัวผี?”

เขาเงยหน้าจากหนังสือพิมพ์ทันที

“คุณช่วยเป็นยามให้ผมด้วยหรือครับ”

รอยยิ้มนั้นทำให้หน้าดุๆดูดีขึ้นทันที คนๆนี้ยิ้มสวย นั่นคือความคิดในใจของเอ

“ที่จริงผมปิดไฟที่ตรงระเบียงไม่ถูกต่างหากครับ”

เอนิ่งไปชั่วอึดใจ จริงสิ ที่ระเบียงนั้นสวิทซ์ไฟจะอยู่ตรงด้านในตัวเรือนตรงมุมบ้าน ซึ่งไม่สังเกตจะไม่สะดุดตาเลย เพราะผู้สร้างเพิ่งมาติดตั้งภายหลังจากต่อ ระเบียงรับลมนานหลายเดือน และเพราะสวิทซ์ห่างไกลออกมาทางด้านหลังจึง ทำให้ต้องบอกกับแขกที่มาพักทุกครั้ง และคงเป็นเพราะไม่ทันมีใครบอกเขานี่เอง

“ไฟดวงนั้นทุกหกโมงเย็นจะติดโดยอัตโนมัติค่ะ แต่เวลาคุณจะปิดต้องเดินย้อนไปด้านในสุดของตัวเรือนค่ะ”

เออธิบายให้ฝนรับรู้ ก่อนแยกไปทำงานประจำวัน

คืนนั้น เมื่อเอเลิกงานเดินกลับที่พัก ก็พบฝนอีกครั้ง

“ผมอยากไปที่ห้องสมุด แต่เดินผิดทางกระมั้ง เลยออกมาทางนี้ครับ”

ฝนชูหนังสือในมือให้เอดู  หล่อนพยักหน้าก่อนชี้นิ้วไปทางเบื้องหน้า


“พระจันทร์คืนนี้สีสวยแปลกตาจังนะครับ”


ฝนชวนคุย เมื่อต้องเดินไปทางเดียวกัน


“ถ้าคุณชอบดูพระจันทร์ คืนพรุ่งนี้ตอนห้าทุ่มขึ้นไปตรงเนินข้างๆที่พักคุณสิคะ คืนวันเพ็ญพระจันทร์คืนเดียวมีหลายสีค่ะ”


“งั้นคืนพรุ่งนี้เลิกงานคุณพาผมไปดูได้ไหมครับ?”


เอที่เริ่มหมดความสนใจที่คิดจะตอแยอีกฝ่ายแล้ว ต้องเลิกคิ้วงุนงงกับน้ำเสียงเป็นมิตรของอีกฝ่าย แต่ก็ยังคงพยักหน้าตอบรับ และจากวันนั้นมาคนทั้งคู่ก็เป็นเพื่อนกันได้ ชายหนุ่มมาพักร้อนหลังจากบาดเจ็บจากการลาดตระเวณชายแดนในครั้งสุดท้าย นับแต่จากงานในหน้าที่มาพักที่นี่ จนบัดนี้หญิงสาวเพิ่งเห็นเขาหัดยิ้มมากขึ้น

“คุณเอทำไมไม่ดูดวงอาทิตย์ขึ้นล่ะ”

ฝนถามในครั้งแรกที่มาดูดวงจันทร์ด้วยกัน

“ก็เอเป็นแม่มด ชอบความลึกลับน่ากลัวผีสางเทวดาค่ะ”

เอพูดหน้าเรียบเฉย แต่คนฟังยืนมองตาค้างไปชั่วครู่ ก่อนหัวเราะออกมา แรกๆเขามองเด็กสาวแค่เด็กแก่แดดคนหนึ่ง ทว่าเกือบ10วันที่ผ่านมา เด็กสาวที่ปากคอเราะร้ายกลับน้อยครั้งจะพูดคุยกับเขาอีก ชายหนุ่มที่ไม่เคยอาภัพเรื่องสาวๆมาตลอด ต้องเริ่มพิจารณาเด็กสาวคนนี้อีกครั้ง หล่อนไม่ได้มีเจตนาทอดสะพานให้เขาเหมือนสาวๆที่ผ่านมาของเขาสักคน แค่ตื่นเต้นที่พบคนไทยจริงๆเท่านั้น

“คุณชอบอะไรแปลกไปจากบุคลิกของคุณมากเลยนะครับ …ว่าแต่คุณมา
ดูพระจันทร์แทบทุกคืนไม่เบื่อเลยหรือครับ มันก็พระจันทร์ดวงเดิม?”

  “ถ้าคุณมาดูทุกคืนจะเห็นว่าพระจันทร์สวยไม่เหมือนกันเลยนะคะ บางวันจะมีเมฆบางๆเคลื่อนผ่าน จะเป็นสีหนึ่งให้ความรู้สึกเหงาๆ แต่อีกวันหลังฝนตกได้ไม่นาน จะเป็นอีกสีหนึ่งทำให้เราคิดถึงคนอื่นที่มีความรู้สึกพิเศษต่อกันได้และทุกครั้งพระจันทร์จะทำให้เกิดความอารมณ์สงบแตกต่างกันด้วยนะคะ”

คืนนั้นฝนฟังอย่างเพลิดเพลินเกี่ยวกับการดูดวงจันทร์ที่สาวน้อยแนะนำ และอดเกิดความรู้สึกเห็นด้วยไม่ได้

จากคืนนั้นมาทุกคืนเขาจะมาที่เนินนี้ด้วยความเต็มใจ จนอาการป่วยเป็นปรกติ

“ผมต้องกลับไปประจำการแล้วครับคุณเอ แต่ผมจะไม่ลืมเพื่อนอย่างคุณกับที่นี่ตลอดไปและทุกครั้งที่ผมมองพระจันทร์อยู่ฝั่งนั้น ผมสัญญาผมจะคิดตามที่คุณสอนเพื่อระบายความทุกข์ เกี่ยวกับ..เขาของผม”

คืนนี้ฟ้าเป็นสีม่วงแดงคล้ำเพราะฝนตกได้ไม่นาน ทำให้ดวงจันทร์ดูเศร้าสร้อยเอนั่งกอดเข่ามองดวงจันทร์ พร้อมกับรำลึกถึงคนไกลคนนั้นอีกครั้ง สถานการณ์ที่ชายแดนยังร้อนระอุ…ขอให้เขาปลอดภัยเถิดพระเจ้า…

ยามี่จัง :: anomie_jj@hotmail.com

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้ : อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook