หน้าบ้านจอมยุทธ>> บล็อก  ยามี่จัง  โดย  ญามี้

ยามี่จัง

แม้ท้องฟ้าสีเดียวกัน..แต่ฝันก็คนละสี



ลิงก์น่าสนใจ


ประชาสัมพันธ์-ข่าวสาร

ขอย้ายเรื่อง “แม้ตาย..ก็ไม่คลายรักเธอ(ทั้งหมด)ไปที่มุมนักเขียน ของมี่แทนนะคะ เพราะเมื่ออัพยาวๆจะเข้าบล็อกยากมากค่ะ

                             ยามี่จัง


                                          16/06/07



Sorry Kiss To U

โดย ญามี้ Jun.30.2007 2:50:45 am

ใส่ข้อความที่ต้องการลิงก์ไปยังรูปภาพ  


เอมเดินลงไปที่ศาลาทรงไทย ในยามฟ้ามืดที่จวนเช้าตรู่เช่นนี้ อากาศหนาวเย็นไม่น้อยสายฝนที่โปรยตัวลงมาหนักบ้างเบาบ้าง..ก่อให้เกิดอาการเหน็บหนาวยิ่งขึ้น..เธอรวบชายเสื้อเข้าหากันก่อนรูดซิบขึ้นมาถึงต้นคอ…แล้วจึงก้มหน้าลงที่โน๊คบุ๊ตอีกครั้ง


“พี่เข็ม เอมขอโทษ ช่วงนี้นอกจากงานกุ๊กยุ่งมากแล้ว งานในการทดลองเคมีทำให้เอมมักเกิดอาการหลอนตามฤทธิ์ยาที่เหลือ อาการเช่นนี้จะเป็นอยู่นับอาทิตย์ นอกเหนือจากปวดตาบางระยะ ยังมีอาการปวดตามเนื้อตามตัว เราต้องไปแช่น้ำแร่สมุนไพรทุกวัน เพื่อช่วยให้หายเร็วขึ้น ดังนั้นในยามนี้ บางคราวเอมอาจอารมณ์ร้ายไปสักหน่อยค่ะ ขอพี่ให้อภัยกับเอมด้วย ในการพูดจารุนแรงไปบ้าง พี่อย่าโกรธเอมน่ะค่ะ”


เอมส่งเมล์นั้นออกไปให้เข็ม ก่อนปิดคอมลง แล้วเดินกลับมาเหม่อมองสายฝนอีกครั้งนานเท่าไรแล้วน่ะ ที่เธอกับเข็มพบกัน ทำไมช่างมีความเจ็บปวดทุกครั้งที่เกิดมีการผิดใจกัน แล้วทำไมเธอเกิดความรู้สึกอึดอัดทุกครั้ง กับการแค่คิด..ถ้าเราต้องจากกัน


การเรียนปีสุดท้ายที่หนักมากยังไม่เหนื่อยล้าใจเท่าความรักระหว่างเธอกับเขา อีกอย่างก่อนหน้านี้ ไม่ว่ากับชายหนุ่มคนใด เอมเกิดขัดใจขึ้นมา เธอจะเลือกที่จะเดินจากมา และไม่เคยหันกลับไปมองอีกเลย..ไม่ว่าจะได้รับการงอนง้อทุกครั้งก็ตาม


แต่กับเข็มหน้าซื่อๆที่เธอมักเปรียบเปรยเขาว่า

“พี่เข็มเป็นไดโนเสาร์รุ่นเดียวที่เอมอยากได้มากที่สุดค่ะ”

“พี่ดูแก่และโบราณขนาดนั้นเทียวรึเอม”

เสียงอารมณ์ดีของเข็มบอกความใจเย็นและเอ็นดูผู้พูดเสมอ


“ไม่ใช่น่ะค่ะ พี่เป็นคนดีที่เอมคิดอยากผูกพันที่สุดในโลกปัจจุบันนี้ต่างหาก ผู้ชายทั่วๆไปมักคิดแค่ว่าขอให้ได้จีบสาวๆให้มากๆไว้ก่อน แล้วเมื่อมีความสัมพันธ์ชั่วคราวเสร็จสิ้นลง ก็จะหันหลังไม่เหลียวแลอีกเลย แถมบางคนมีลูกติดมา ยังคิดบังคับฝ่ายหญิงต้องไปทำแท้งอย่างรีบด่วน แต่พี่กลับไม่ยอมรับมีคนรักทีละเป็นโหลๆ ไม่คิดว่าการที่มีสาวๆมารักมาชอบมากๆนั้น เป็นสิ่งโก้และดี แบบนี้แหละมันช่างหายาก เหมือนเราเฝ้าค้นหาไข่ไดโนเสาร์ที่กลายเป็นหินไปหมดแล้วแต่เราก็ยังอยากเฝ้าตามหามา และเมื่อได้มาเราก็มักเก็บเป็นสิ่งล้ำค่าเสมอ เอมอยากลองลูบและเลียไดโนเสาร์ตัวนี้ดูบ้างจังว่ารสชาดเป็นอย่างไรน่ะค่ะ”

เอมพูดจบพร้อมกับทำท่าทางที่เรียกเสียงก๊ากดังลั่นจากเข็มทุกครั้งเสมอ…

และในยามนี้ เอมก็อยากบอกพี่เข็มว่า

“แม้เอมจะกวนและป่วนพี่เข็มมากเพียงไร แต่พี่เข็มเป็นคนเดียวที่ทำให้หัวใจของเอม อยากบอกเสมอว่า..โหว..กวา..จู่..หลี..(คิดถึงคุณ)ค่ะ”

เอมเดินกลับตึกนอน และคิดว่าคืนนี้ฝันของเธอต้องมีพี่เข็มมาแนบกายเคียงข้างแน่..เพราะในฝันนี้เป็นฝันที่เอมจะมอบ….Sorry Kiss To U ให้พี่เข็มด้วยน่ะซิ!!!!


พระจันทร์ขึ้น..ที่ริมทะเลอีกครั้ง

โดย ญามี้ Jun.30.2007 2:46:02 am

ใส่ข้อความที่ต้องการลิงก์ไปยังรูปภาพ  


“นัท นี่ปาเข้าไปตั้ง 22วันแล้วน่ะ เค้ารู้ตัวงานยุ่งมากๆ แต่เค้าคิดถึงอ่ะ ถ้าวันนี้ไม่มาตามนัดอีกครั้ง ก็ไม่ต้องโทรมาอีกตลอดไปเลยน่ะ”

เฉาก้วยฝากข้อความเสร็จ ก็กดปิดมือถือ หย่อนลงในกระเป๋าเสื้อคลุมตัวหนายาว สาวเท้าก้าวเดินอย่างเบื่อๆ ตามองออกไปไกลๆ ที่ภูเขาสูงๆอยู่ลิบๆตรงเบื้องหน้านั้น มองดูราวกับถูกคนมือซน ระบายสีเทาๆให้ภาพนั้นมัวลง มัวลง

ส่วนน้ำทะเลที่เคยสวยใส ในยามเช้า ในตอนนี้ก็เริ่มมีเงาสีทึบ แทรกซึมเป็นระยะ จากบางเบา เป็นเข้มข้นมากยิ่งขึ้น จนในที่สุด มองมืดมิดราวปูด้วยพรมสีดำ

เฉาก้วยมองธรรมชาติเบื้องหน้า แล้วสูดลมหายใจยาว ทำไมช่างเหมือนความรู้สึกในใจฉันตอนนี้น่ะ ช่างมืดน่ากลัวจัง เธอสลัดหัวไล่ความคิดว้าวุ่น ออกเดินต่อไป สายลมในยามค่ำใกล้มืด พัดมาแผ่วๆพร้อมละอองฝนบางๆ ราวกับมีมือของเพื่อนสนิทยื่นมาลูบปลอบใจ ทำให้ความรู้สึกเธอเริ่มดีขึ้น

“ผมเห็นคุณหลายหน ที่หาดทรายนี้ แถมชอบมาตอนมืดๆนั่งจ้องดูดวงจันทร์ ราวกับคนCRAZYเลยน่ะ”

ครั้งแรกที่พบกัน ณ ที่นี้ เขาทักอย่างไม่ไว้หน้า และไล่เธอให้รีบกลับบ้านเพราะฝนเริ่มโปรยหนาเม็ดขึ้น แถมขู่ตอนท้ายว่า

“เดี๋ยวผมย้อนมาตรวจความเรียบร้อยอีกหน คุณยังไม่กลับบ้าน ผมยัดคุณขึ้นรถ เอากลับไปฝากขัง ที่โรงพัก1คืนน่ะครับ”

แต่สุดท้าย เขาก็ยังไม่ใจร้ายขนาดนั้น เมื่อย้อนมาอีกหน เขาฉุดเฉาก้วยให้ลุกวิ่งตามเขาไปที่รถสายตรวจคันนั้น สักพักเพื่อนเขาอีกคน ก็เดินมาส่งกาแฟอุ่นๆ ให้2ถ้วยเล็กๆเขายังมีใจหยิบผ้าห่มที่เบาะหลังส่งให้เธอห่มกันหนาว และแล้วมิตรภาพ ก็เริ่มต้น ณ จุดนี้

“ดวงจันทร์น่ะ เท่าที่ผมได้ยินคนเล่าต่อๆมา มักสื่อความลึกลับน่ากลัว และชั่วร้ายไม่เหมือนดวงอาทิตย์ ภูติผียังกลัว เคยได้ยินคนเล่าไหมเฉาก้วย”

“เคยสิ แต่ชาติก่อนเฉาก้วยคงเป็นผีดิบ รึ อาจเป็นตัวเชื้อโรคก็ได้ ทำให้ชาตินี้ เจอแสงแดดทีไร มีอาการชักกะตุกใกล้ตาย ผิดกับตอนนั่งมองแสงจันทร์นวลอ่อนเศร้าๆ นอกจากดูโรแมนติคแล้ว ยังทำให้หลับฝันดี”

ชายหนุ่ม2คนบนรถสายตรวจ คันนั้น หันมามองสาวน้อยเบื้องหลังอีกหน ก่อนส่งเสียงหัวเราะ อาการเคลิ้มฝันของเธอ จากนั้นมา พัฒน์ก็มักเห็นนัทเพื่อนรัก ที่หาดทรายแห่งนี้ ทุกวันศุกร์เว้นศุกร์ ที่ต้องเข้าเวรตรวจความเรียบร้อย บริเวณแถวๆนี้อยู่เสมอ

ระยะนี้เป็นช่วงสอบเลื่อนขั้น นัทที่มุ่งมั่นกับตำแหน่งผู้กอง เขาจึงละเลยแทบทุกอย่าง กิน นอน เกือบลืมรวมไปถึงเธอคนนั้น..เฉาก้วย

วันนี้หลังสอบซึ่งวันสุดท้าย เมื่อกลับถึงห้อง เขาจึงหลับเป็นตาย เมื่อตื่นมา ในยามเย็น มือถือที่เปิดออกมา กับข้อความของเฉาก้วย เขาจึงรีบอาบน้ำแต่งตัวทันทีแล้วปิดประตู ออกจากห้องพร้อมถุงกระดาษใบโต ในนั้นมีทั้งแซนวิช และน้ำผลไม้รสที่เฉาก้วยชอบติดมาด้วย

เขาจอดรถตรงใต้ต้นไม้ใหญ่ ถัดจากรถสายตรวจที่คุ้นตา พัฒน์พยักหน้าก่อนทำมือบอกใบ้ ว่าเฉาก้วยมานานแล้ว นัทพยักหน้าเดินแกมวิ่ง ตรงไปที่หาดทราย ที่จุดนัดพบสาวน้อยนั่งคอตก กอดเข่ามองแสงจันทร์เงียบๆ เพียงลำพัง ทำให้อยากกอดเธอเร็วที่สุด

“นี่คุณ บ่าหนาตรงพร้อมบริการตลอดคืนน่ะ จะเรียกรับใช้ไหมครับ”

เฉาก้วยหันไปมอง นัทที่ซูบผอม แต่ดวงหน้ายังสดใส แววตาบอกความคุ้นเคยไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้เธอยิ้มโล่งอกทันที รักของเธอยังคงอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามที่กลัว

..และแล้วภาพหญิงสาวที่นั่งซบบ่าอบอุ่นของนัท เพื่อดูพระจันทร์ขึ้น..ที่ริมทะเล ก็ปรากฎขึ้นที่สายตาพัฒน์อีกครั้งหนึ่ง….


หนุ่มปริศนา..ในยามราตรี

โดย ญามี้ Jun.30.2007 2:34:24 am

ใส่ข้อความที่ต้องการลิงก์ไปยังรูปภาพ  


ลมยามดึก ที่พัดโชยมาจากทะเล ช่างทำให้เกิดความรู้สึก อ้างว้าง อย่างจับใจชอบกล เอมเดินย่ำทราย รับลมทะเล ไปเรื่อยๆ

นับอาทิตย์มาแล้ว ได้แค่นั่งมองดูทะเล จากบนตึกเท่านั้น..เดือนที่ผ่านมา เป็นเดือนแห่งความเบื่อหน่ายที่สุด เพื่อนร่วมหอสองคนไม่สบาย แล้วยังพี่เข็มอีกคน ที่ไปติดหวัดที่ไหนมาก็ไม่รู้ ทำให้เอมพลอยติดหวัดงอมแงมไปทั้งเดือนเทียวละ

เอมมองไปเรื่อยๆ..โบสถ์ไกลๆหลังนั้น สร้างมานานกว่าร้อยปีแล้ว สมัยก่อนนี้มักมีเรื่องเล่ามากมาย รวมไปถึงความเชื่อของชาวบ้าน ในยุคต้นๆที่เพิ่งสร้างตึกเสร็จ จากแรกๆที่ทุกคนแถวนี้ มองเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

แล้วก็เริ่มหวาดกลัว กลัวที่จะเข้าใกล้โบสถ์หลังนั้น ในยามค่ำคืน เพราะข่าวลือที่ว่า บาทหลวงคนนั้น มักออกมาสวดมนตร์ในยามดึก ทั้งๆที่ตายไปห้าปีแล้ว….

แต่ก็ยังมีผู้เฒ่าผู้แก่เชื่อว่า โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ วิญญาณร้ายๆไม่กล้าเข้าใกล้ และบาทหลวงคนนั้น ได้เดินทางไปเฝ้าพระเจ้าแล้วต่างหาก แต่ที่ยังมีข่าวคนพบ..สิ่งประหลาด เหมือนคนเดินไปมาแถวนั้น แถมบางคืน ยังดังแว่วๆคล้ายเสียงพูด หรือสวดมนตร์ น่าจะมาจาก หลังโบสถ์มากกว่า

เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน เขาเล่ากันต่อๆมาว่า ที่หลังโบสถ์ มีเนินหินสูงมากแห่งหนึ่ง ซึ่งใช้เป็น ลานประหารนักโทษและ เป็นทั้งป่าช้าฝังศพด้วย ต่อมา ก็เกิดน้ำท่วมทุกปี จนทางการระอา เลยต้องย้าย ลาน ประหารไปที่อื่น เพราะหนทางที่นี่ ลำบากกับการเดินทาง มาส่งนักโทษ

โบสถ์สวยงามที่แข็งแรงหลังนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่นี่ ทิ้งร้างนานหลายสิบปี ต่อมามีชาวต่างชาติ มาลงทุนสร้างรีสอร์ท เพราะธรรมชาติที่นี่สวยงามมาก แถมอากาศก็ดี ชาวบ้านแถวนี้ มีแค่สองร้อยกว่าหลังคาเรือน ตั้งบ้านเรือนแถวหลังเนินเขา มีอาชีพจับปลา

่แต่ที่ด้านหลังของโบสถ์ ยังคงเป็นป่าช้าใช้ฝังศพเหมือนเดิม จึงยังคงรักษาความลึกลับ และคงความน่ากลัวไว้ ทำให้ชาวบ้านเชื่อกับข่าวลือ จึงมักเลี่ยงเดินเข้าโบสถ์ ในยามราตรี

เอมเดินเรื่อยๆ ผ่านหน้าโบสถ์ ไปที่ด้านหลัง ซึ่งทางโบสถ์ใช้เป็นห้องพักชั่วคราว ในยามที่มี บาทหลวงจากที่อื่นแวะมาเยี่ยม คุณพ่อทอม บาทหลวงของที่นี่ เธอเดินไปนั่งที่ม้านั่งหน้าห้องพัก ตรงนั้นมีต้นลั่นทม ที่มีดอกหล่นเกลื่อนกลาดในยามนี้

“ลั่นทมจ๋า เจ้ารู้จักความเหงาไหมน่ะ?”

เธอเดินไปหยิบดอกไม้นั่นขึ้นพิจารณา ก่อนพูดต่อราวเพื่อนสนิท

“เจ้าก็น่าสงสารน่ะ กลีบดอกนวลบางสวยดีอยู่หรอก แต่เพราะกลิ่นหอมเย็นเศร้านี่เอง ทำให้คนตั้งใจเลี่ยงหนี เลยตู่สะง่ายๆว่าเจ้านั้น..เป็นตัวซวย”

จากหางตาเอมรู้สึก เหมือนมีคนยืนมองเธออยู่ เมื่อเหลือบไปมอง ชายแปลกหน้าคนนั้น ก็เดินเลี่ยงหายไปในดงไม้ ใครน่ะ? ลงมาเดินตอนตีสองเหมือนเธอ เอมลงขึ้นเดินตามเข้าไป จากดงไม้ เดินเข้าไปเรื่อยๆ จนไปถึงหน้าประตู..ทางเข้าสุสาน

“เอ๊ะลุงปัน หรือป่าวน่ะ?”

เอมยืนมองอย่างงุนงง ชายคนนั้นเดินเข้าประตูไปแล้ว สักครู่เสียงดนตรีประหลาดก็ดังขึ้น เสียงที่ดังลอยมาตามลมนั้น เอมบอกไม่ถูก เป็นดนตรีชนิดใด ฟังแปลกไม่คุ้นหู บัดเดี๋ยวเบา บัดเดี๋ยวดังเกรี้ยวกราด ราวคนเล่นกำลังร้องไห้

เอมเดินอย่างเลื่อนลอย ไปยืนที่หน้าประตู เงี่ยหูฟังที่มาของเสียง มือยึดซี่กรงเหล็ก แนบหน้าชิด พยายามมองเข้าไป ที่ด้านใน..มือที่สัมผัสซี่กรงนั้น บอกให้รู้..ประตูไม่ได้ล็อก??..เอมผลักบานประตู
เดินเข้าไปตามเสียงดนตรีนั้น…



เข็มรีบปีนประตูเข้าไปทันที เมื่อเห็นเอมเดินลับหายเข้าไปในประตู เมื่อกระโดดลงจากประตู เขาตะโกนเรียกเอมอีกครั้ง เมื่อมองเห็นเธอกำลัง เดินไปทางสวนหลังตึกแล้ว

“น้องเอม!!”

สาวน้อยเดินอย่างเลื่อนลอย ไม่มีแววว่าจะได้ยินเสียงเขา เข็มเริ่มกระวนกระวาย วิ่งตามไปทันที มองเห็นเอมตรงไปยืน ที่หน้าสุสานของใครคนหนึ่ง สักครู่ก็นั่งพับเพียบลง ตบมือยิ้มหวาน ราวกับคุย
กับใครสักคน เข็มวิ่งเข้าไป

“น้องเอม”

แปลกเธอไม่เห็นเขา เข็มใจร้อนไม่ได้การเสียแล้ว ตรงเข้าไปนั่งยองๆ จับผมเธอ กระชากแรงๆทันที

“โอ๊ยเจ็บน่ะ!!พี่เข็มบ้า”

เอมร้องลั่น ก่อนลุกยืน เดินเข้าไปกัดหูเข็มแก้เผ็ดทันที


“จ๊ากกกกกกก!!! หูพี่ไม่ใช่ขนมครกน่ะ กัดลงมาได้”


เข็มลูบใบหูตัวเอง พลางมองหน้าสาวน้อย เธอได้สติแล้ว เขารีบดึงมือเธอ พาวิ่งออกจากที่นั่น

เมื่อมายืนหอบที่หน้าประตูทางเข้า เข็มแบมือขอกุญแจ เอมส่ายหน้า ตกลงเขาต้องให้เธอเหยียบบ่า ปีนขึ้นไปก่อน เอมยืนรอเขาที่ตรงขอบปูนข้างโคมไฟ ซึ่งอยู่ติดกับรั้วจ ากนั้นเมื่อเขากระโดดลงไป ยืนที่ด้านนอก เธอก็กระโดดลงมาในอ้อมแขนเขา..เมื่อพาเธอมาส่งที่ตึกนอน เขาอดถามไม่ได้

“เอมไปสุสานใครน่ะ?”

“ป่าว เอมคุยกับพี่คนนั้นต่างหาก เขาเล่นดนตรีเพราะจังน่ะค่ะ พี่เข็มไม่ได้ยินรึค่ะ?”

“มีที่ไหน พี่เห็นเราลงไปเดินท่อมๆที่หาดทราย เลยวิ่งจากตึกลงมาพร้อมเสื้อคลุม มีอย่างที่ไหนเพิ่งฟื้นไข้สองวัน ลองไปก็ไม่ติดเสื้อคลุมด้วย แต่ที่ไหนได้ เราดันเดินเข้าไปที่สุสาน นั่นเสียแล้ว ว่าแต่เข้าไปได้ไงนะ กุญแจก็ไม่มี”

“ห๊า!! แล้วที่เอมเจอใครค่ะพี่เข็ม”

เข็มไม่ได้ตอบเอมหรอกน่ะ เพราะเธอวิ่งราวลมกรด เข้าห้องนอนทันที..เมื่อคิดได้นะสิ……


จุดบอดในใจ..ที่ต้องยอมแพ้

โดย ญามี้ Jun.30.2007 2:29:37 am

ใส่ข้อความที่ต้องการลิงก์ไปยังรูปภาพ  


ลมเย็นๆที่พัดโชยมาเฉื่อยๆกอรปกับละอองฝนบางๆนั้น ทำให้เอมต้อง เริ่มจับชายเสื้อคลุม แล้วรูดซิบเข้าหากัน ก่อนเดินปนวิ่งตรงไปที่ศาลาทรงไทยเบื้องหน้า และแล้วฝนหลงฤดูก็ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา


“หนาวไหมพี่มีกาแฟร้อนน่ะเอม”

เสียงลอยมาจากในศาลา เอมหันไปมอง เข็มนั่งกึ่งเอนนอนอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง บนเตียงรูปกระเช้าที่ปูด้วยเบาะแพรเนื้อเนียนนุ่มหนา ข้างกายมีโต๊ะไม้เล็กๆบนโต๊ะมีกระติกใส่กาแฟใบย่อมๆ ถัดไปบนพื้นกระดานขัดมัน กองเต็มไปด้วยหนังสือนานาชนิด…


เข็มมองสำรวจสาวน้อยตรงหน้า.. เดือนกว่ามาแล้ว ทุกครั้งที่เจอะเจอกัน เอมไม่รวนก็จะประชด จนเขาเริ่มไม่อาจ…ตอบตัวเองได้ ..ที่จริงเธอชอบเขาไหมนะ?

“ขอบคุณค่ะ แต่กาแฟใส่นมน้ำตาลหรือเปล่าคะ”

เอมถามด้วยความเคยชินมากกว่าช่างเลือก

“ พี่รู้น่าเอมชอบดื่มกาแฟดำเท่านั้น”

เข็มส่งถ้วยกระดาษยื่นให้เอม เพื่อให้เธอเดินไปรินกาแฟได้ตามชอบ ส่วนเข็มนั้น เขาฉีกซองน้ำตาลเทลงถ้วยของตัวเอง พร้อมกับใช้ช้อนไม้เล็กๆคนช้าๆก่นถามกึ่งชวนคุย

“วันนี้ทำไมวิ่งมาไกลถึงฝั่งนี้ล่ะเอม”

เข็มถามแต่สาวน้อยไม่ตอบ ยืนยึดถ้วยกาแฟแน่น ..เสียงฟันกระทบกันบอกให้เข็มรู้…เธอเริ่มหนาวจัด ..อากาศที่นี่ มักชื้นปนฝน แทบทั้งปี เข็มถอยเสื้อคลุมของตนออก ก่อนลุกเดินเข้าหา รับถ้วยกาแฟของเอมมาวางลงบนโต๊ะ

จากนั้นถอดเสื้อคลุมตัวชื้นฝนของเอมออก ก่อนสวมเสื้อคลุมของเขาให้แทน.. คิดดึงร่างนั้นมากอดใจแทบขาด ..เมื่อเห็นเธอยืนนิ่งหน้าซีดเซียว

“กาแฟอีกหน่อยไหมเอม”

เขาหันกายคิดเดินไปเติมกาแฟให้ แต่ยังไม่ทันได้เดินไป ร่างบางๆนั้นก็เริ่มเอนเอียงก่อนทรุดล้มลง เขารีบยื่นมือรับไว้ แต่ด้วยความรีบร้อนเกินไป คนทั้งคู่จึงล้มลงบนกองหนังสือ

ร่างของเอมทับอยู่บนหน้าอกเขา เข็มกอดแน่นไม่คิดปล่อย แต่ร่างนั้นกลับนิ่งเงียบไม่ต่อต้าน นานจนเขาเริ่มแปลกใจ

“อ้าว ! หนาวจนเป็นลมไปอีกแล้วสิ”

เข็มกอดเอมนอนอยู่ในท่านั้น ยิ้มอย่างเป็นสุข พร้อมกับคิดฝันไปไกลถึงวันข้างหน้า ถ้าทุกค่ำคืนมีเอมให้นอนกอด….คงมีความสุขดีไม่น้อยเลย..กำลังคิดเพลินจวนเผลอหลับตามไปอีกคน ……


“อะโห…เก่งนิ ..โดนช้างทับตั้งนาน ทนได้น่ะเนี๊ยะ?”

เสียงป่วนๆนั้นเอ่ยลอยมาจากบนหน้าอกเขา บอกให้เขารู้ว่าถ้ายังไม่รีบคลายมือ สักครู่เธอคง.. “แจกหนมตุ๊บตั๊บอย่างแน่นอน” เข็มจึงจำต้องปล่อยมือ เอมลุกนั่งก่อนยืนขึ้นช้าๆ

แม้หน้าตายังซีดเซียว แต่อาการเริ่มรวนคนได้ ก็บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวอาการดีขึ้นแน่นอน และสิ่งที่เพิ่มความมั่นใจให้เข็มเชื่อว่า เธอเริ่มปรกติแล้ว คือคำพูดนี้เอง

“เอางี้น่ะ ที่มะกี้กอดเอมไปน่ะ คิดว่าเป็นค่าแรงที่ช่วยให้เอมหายหนาวก็แล้วกัน แล้วอย่ามาทวงบุญคุณกันด้วย”

เอมเริ่มซุกซน เดินไปหยิบหนังสือข้างกายเขา ขึ้นมาเล่มหนึ่ง เข็มก็ลุกขึ้นบ้าง ก่อนเดินไปรินกาแฟถ้วยใหม่ นำมายื่นส่งให้เอม ก่อนเดินย้อนไปรินอีกครั้งสำหรับตัวเอง

“มีแต่หนังสือเกี่ยวกับซ่อมคอมฯ ซ่อมแอร์แล้วก็…แกงฟุตบอลทั้งนั้นเลย ว้า!!นอกจากเรื่องหนักโลก เอ้ยไม่ใช่หนักสมองแบบนี้ พี่ไม่มีอย่างอื่นให้อ่านบ้างรึค่ะ”

เสียงใสๆที่เริ่มต้น “ก่อสงครามป่วนหัวใจเขา”อีกครั้งพร้อมกับเดินไปมา หยิบนั่นนี่มาบ่น แต่เขาก็ยอมรับ มันเป็นจุดบอดในใจ ที่เขาชอบฟังจังเลยสิ?


สายฝนที่ตกลงมา อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆนั้น เริ่มทำให้เอมเบื่อ หลังจากทนพลิกไปมาที่กองหนังสือ ก็หาพบเล่มถูกใจมาได้เล่มหนึ่ง เธออ่านอย่างตั้งใจ สักครู่ร่างนั้นก็ลุกเดินมายืนข้างเตียงนอนเล่นของเขา จ้องหน้าเขานิ่งนาน จนเขาต้องละสายตาจากหนังสือกีฬาเล่มโปรด เงยหน้ามองเธอ


“พี่เข็มเขียนกลอนเป็นใช่ไหมค่ะ สอนเอมหน่อยซิค่ะ”

ตาโตที่มองมาอย่างจริงจัง มุ่งมั่น ทำให้เข็มนึกสนุกอยากแกล้งเธอขึ้นมาทันที

“แต่พี่คิดค่าแรงแพงน่ะเอม”

“ห๊า!!!คิดตังค์ด้วยนิ งั้นมื้อต่อไป หูหลามลาดเส้นหมี่เนื้อปลาเอย เป็ดพะโล้เอย มาม่าผัดซีฟู๊ดกับน้ำพริกXOเอย …..เอมคิดตังค์บ้างค่ะ”

นักเรียนกุ๊กอย่างเธอ มีหรือจะยอมแพ้เขา สาวน้อยลอยหน้าลอยตาสวนมาอย่างไม่ลดล่ะ ทำให้เข็มหัวเราะก๊ากออกมาดังๆทันที ช่างชอบจริงๆ กับท่าทางในยามนี้ของเธอ มีชีวิตชีวาที่สุด


เข็มในวัย 24 ที่มีอนาคตไกล กับงานการซ่อมเครื่องมากมายหลากชนิด เดือนกว่าที่มาซ่อมงานอยู่ที่นี่ ความที่เป็นคนอารมณ์ดีร่าเริงเสมอ จึงไม่เคยขาดแคลนเพื่อนฝูงทั้งชายหญิง

เขาจึงไม่เคยเหงา และยังไม่เคยพบใครสักคน ที่ทำให้เขาอยากรีบร้อนสร้างครอบครัวเลย จนมาพบ “เอม”

แปลกนัก ที่เขาติดใจสาวน้อยคนนี้ ทั้งที่ยามนิ่งๆช่างเหมือนหุ่นยนตร์ แต่ยามก่อกวนคน เขาก็ไม่เคยเกิดความระอา เธอไม่ใช่คนช่างพูด หน้าตาติดจะออกแววเศร้าๆ เสียด้วยซ้ำไป แต่ยามใดที่ได้เข้าใกล้พูดคุย เขาก็ไม่ปฎิเสธกับตัวเองเลย…ว่าชอบเธอยิ่งนัก

..เข็มมองหน้าสาวน้อยตรงหน้าอีกครั้ง วันนี้เอมแปลกออกไป แม้ยังคงพูดแจ้วๆ แต่ความใกล้ชิดมานับเดือน เขาเริ่มมองออก เธอมีเรื่องกังวลใจแน่นอน เข็มมองหน้าเธอ ก่อนพูดอย่างอ่อนโยน ปลอบใจสาวน้อยหน้าเซียวๆคนนั้นว่า

“บอกพี่สิ กังวลเรื่องสอบอีกแล้วใช่ไหม พี่ช่วยติวให้เอาไหม?”

ร่างที่กอดเข่าก้มหน้าอ่านหนังสือไม่ตอบ บอกเป็นนัยให้เขารู้ ว่าเดาถูก เด็กที่รักเรียนอย่างเธอ เรื่องเรียนคือเรื่องหนักใจที่สุดนี่นา

เด็กที่ต้องดูแลตัวเอง เพราะถูกส่งไปอยู่ประจำตั้งแต่เพิ่งครบ 5ขวบ ก่อนแม่ตายจาก เธอเริ่มย่าง15 โลกของเธอ แม้อยู่กับคนมากมาย แต่คนที่เข้าใกล้ มาดูแลเธออย่างใกล้ชิดนั้น เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน


เข็มเดินตรงไปที่เบื้องหน้าเด็กสาว คุกเข่าลงข้างหนึ่ง ก่อนจับมือเอมไว้

“ให้พี่คอยดูแลเอม จากนี้ตลอดไปได้ไหมจ๊ะ?”

เอมเงยหน้ามองคนพูดอย่างตกใจ แม้เคยคุยเคยล้อเล่นกันอยู่บ่อยๆ แต่เข็มก็ไม่เคยแสดง ท่าทีจริงจังเหมือนครั้งนี้ วันนี้พี่เข็มเกิดอะไรขึ้นมาน่ะ? รึว่าหนาวมากจนเพี้ยนไปแล้วสิ?

…เอมเริ่มคิดว้าวุ่น …ตอบอย่างไรดีน่ะ?กับคนที่เสนอมาว่า..จะมาร่วมสร้างฝัน มาเดินเคียงข้าง มาคอยช่วยเช็ดน้ำตา มาโอบกอดเธอ เมื่อยามเธอหนาว ซึ่งความหนาวในบางครั้ง มันหนาวเข้าไปถึงหัวใจ ปวดร้าวทรมานมาก…ตอบว่า…ตกลง..ดีไหมน่ะ?


ผิด..ที่เสพรัก จนเพ้อไข้

โดย ญามี้ Jun.29.2007 3:38:36 pm

ใส่ข้อความที่ต้องการลิงก์ไปยังรูปภาพ  


เหมือนรับรู้ เหมือนรู้ตัว เหมือนว่าฝัน
ที่ในนั้น คือว่างเปล่า ไร้ความหมาย
แต่หัวใจ ยังเพรียกหา ไม่เสื่อมคลาย
แม้ต้องตาย ก็จะหวน วนโหยหา

ในความรักของสายหมอก หล่อนรู้ดีว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า คือมายา
ทว่า ใจมัวเมาที่เฝ้าลุ่มหลง..ยังดื้อที่จะรัก

เหงาน้ำค้าง เหงาเดียวดาย เหงาร้องไห้
ลี้ไม่ได้ รั้งไม่อยู่ ใจยังพุ่งถลา
กับความดื้อ กับความจริง กับความเสน่หา
คือม่านโชคชะตา ที่ขวางกั้น หล่อนกับเขา

หล่อนยังเฝ้าหลับตา กอดฝันสีรุ้ง ที่จางหายไปกับกาลเวลานานแสนนานแล้ว
แม้แต่หมอกสีลำลีแสนสวยก็สลายเลือนลับจนสิ้นหลายเพลา แต่หล่อนยังคง
ดื้อที่จะสูดดมควัน “ของความฝันในอากาศ”ต่อไป

แม้เลือดหลั่ง รินรด แผลในใจ
ก็จะยืนหยัดไว้ แน่วแน่ เคียงข้างเงา
แม้เขานั้น สิ้นเมตตา ก็จะมอมเมา
จะยอมเขลา แสร้งไม่รู้ คอยต่อไป

หล่อนไม่ได้บ้า ไม่ได้โง่ ไม่ได้ไร้ยางอาย แต่หล่อนตกเป็นทาส
ความรักคุดที่ยากจะปีนป่ายพ้นหุบเหวนั้นได้..แค่นั้นเอง

ถ้าลบฝัน คือชีวิต ที่คงอยู่
จึ่งต้องสู้ แม้ลางแพ้ แฝงรอบกาย
วอนสักนิด คิดสักหน่อย จะได้ไหม
ใครมีกลไก คลายมนต์ โปรดสงเคราะห์

น่าอนาถ เสพรัก จนเพ้อไข้
ใช่คนร้าย กลายพันธุ์ ให้เย้ยเยาะ
กรุณาเถิด หยิบยื่น ความพอดีเหมาะ
เพียงช่วยกระเทาะ ความเขลา..อย่าฆ่าแกง

หล่อนไม่โง่ แค่ดื้อที่เชื่อว่า..ตื้อเท่านั้นจะครองโลก


คนผิดนั่นไซร้ ใช่หนึ่งเดียว ในโลกา

โดย ญามี้ Jun.27.2007 4:58:32 pm

ใส่ข้อความที่ต้องการลิงก์ไปยังรูปภาพ  


แทบขาดใจ กับความหมาย คนหรือนั่น
น่าหวาดหวั่น หวั่นกลัว กว่าเสือร้าย
นั่งซบหน้า ให้สงสาร ใจงมงาย
ให้เสียดาย คนดีดี ถูกผีสิง

ดั่งน้ำกรด ราดรด ให้ดับดิ้น
ต้องให้สิ้น ตรงหน้า จากทุกสิ่ง
จึงจะผ่อน ปลดปล่อย ยอมทอดทิ้ง
ให้คนจริง คนหนึ่ง อยู่ต่อไป

ใครหนอ หาญกล้า ไม่เคยทำผิด
ลองแลกทิศ ทางกัน จะได้ไหม
ใครหนอ มีน้ำใจ จะแบ่งให้
คนผิดนั่นไซร้ ใช่หนึ่งเดียว ในโลกา


น้ำขม..ที่โหยหา

โดย ญามี้ Jun.23.2007 2:10:02 pm

ใส่ข้อความที่ต้องการลิงก์ไปยังรูปภาพ  


ความเหงา..ที่ไหวหวั่น
อยู่ทุกวัน..กับความช้ำ
ในรอยฝัน..ที่จดจำ
คือคำซ้ำซ้ำ..ว่าคิดถึง

เก็บความเศร้า..ชั่งหลายครั้ง
คอยยับยั้ง..ยั้งคำนึง
แม้น้ำตา..จะไหลนิดหนึ่ง
ก็จะอ้ำอึ้ง..เหมือนไม่ตาย

/*/*/……/*/*/

ลมแผ่วพริ้ว…ใจอ้างว้าง
ฟ้ากว้างกว้าง..เหน็บหนาวกาย
เจ็บร้าวราน..รานเหมือนไข้
จวนมลาย..ดับเดียวดาย

นั่งซบหน้า…กอดเข่านิ่ง
ลมอิงแอบ..แอบคล้ายคล้าย
เหมือนก็เศร้า..เศร้าวุ่นวาย
ใจเลือนหาย..หายเหมือนเรา

/*/*/……/*/*/

ฟ้าสีแดงม่วง..เหมือนใจร่วง
รักโชติช่วง..หดเหลือเงา
สะพานรุ้ง..กลายเป็นสีเก่าเก่า
ยามแค่เขา..เลือนลับตา

เฝ้าตอกย้ำ..ย้ำกับใจ
อย่าหลงใหล..เฝ้าห่วงหา
เขาไปลับ..ไม่กลับมา
อย่าไปเสียเวลา..คอยเหลียวมอง

/*/*/……/*/*/

เจ็บปวดนัก..นภาเอ๋ย
สุดเฉลย..ใจขุ่นหมอง
ความคิดถึง..ที่เรียกร้อง
ก็แค่ฆ้อง…เคาะตีเรา

เสียงสายฝน..โปรยเม็ดหนา
เหมือนดวงตา..ร้อนแผดเผา
ความอัดอั้น..ที่รุมเร้า
คล้ายเฆี่ยนเรา..ให้ยับกับตา

/*/*/……/*/*/

ลมมรสุม..ที่กระหน่ำ
เหมือนเหยียบย่ำ..กลางอุรา
จะเคลื่อนคลาน..ไปสุดลับฟ้า
ที่เบื้องหน้า..ยังเห็นเขา

ขอยอมแพ้..ความโหยหา
ใจแสนบ้า..มุ่งแต่เศร้า
จวนลงแดง..เพราะความเหงา
จึงต้องจับเจ่า..รอต่อไป

ยามีจัง///……


คำสารภาพจาก..ยายฆ่าหลาน

โดย yamie Jun.23.2007 2:16:07 pm

ใส่ข้อความที่ต้องการลิงก์ไปยังรูปภาพ  


โรคร้ายแรงมากมายในโลกมนุษย์อย่างเราๆท่านๆ โรคหนึ่งที่ถือว่านำความหายนะมาสู่ผู้ติดเชื้อได้น่ากลัวที่สุด คือ โรคการพนัน โรคที่ใครติดเชื้อเข้าไปเมื่อไร อย่าว่าแต่พี่น้องเลย แม้แต่พ่อแม่ ลูก เมีย ผัว ก็ไม่มีความหมายเท่า ยาตัวนี้ ยาที่ชื่ิอว่า “เงิน” ไงล่ะ

พิมมีลูกสาวตั้งแต่ยังไม่เต็ม14 หล่อนไม่ได้ตั้งใจจะมีลูกกับลูกจ้างเด็กปั้มน้ำมันสักนิดเดียว เป็นความบังเอิญแท้ๆ ก็แค่ต่างฝ่ายต่างท้าประลองความกล้า ว่าใครจะถอดเสื้อได้เร็วกว่ากันก็แค่นั้นแหละ..

ด้วยวัยเพียงน้อยนิด กับแม่ที่จำต้องเลิกกับพ่อที่เป็นคนขับรถสองแถว พ่อได้เมียคนใหม่หน้าตาจุ๋มจิ๋ม เหมือนแม่ตอนวัย16 พ่อจึงสั่งให้แม่พาพิมออกจากบ้านไม้สองชั้นด้วยเงินก้อนหนึ่ง เหตุผลของพ่อก็ง่ายมาก

“แม่เอ็งแก่เร็วว่ะพิม พ่อไปข้างนอกเพื่อนฝูงหาว่าพ่อพาน้าไปดูหนังทุกที”

ใช่ แม่ของพิมแก่ก่อนวัยอย่างน่ากลัว ในขณะที่สาว35บางคนยังดูเด็กกว่าสาวรุ่น20 แม่กลับตรงข้าม แม้พยายามจะแต่งตัวอย่างเต็มที่ ไปไหนมาไหนคนไม่เรียกป้า ก็เรียกน้าแถมเด็กเล็กแถวบ้านยังชอบเรียก “ยายยุพินกับน้าสุชิน” ทำให้พ่อมักหาเรื่องออกไปเที่ยวกับเด็กสาววัยรุ่น ที่พยายามสอดสะพานถ่างลูกตาให้ไม่เว้นแต่ละวัน

ด้วยไม่เคยทำงานมาก่อน นอกจากแบมือขอเงินผัวใช้ ยุพินจึงทำได้แค่เพียงพาพิมไปเช่าบ้านที่สลัมคลองเตย และรับจ้างเจ้ภาแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวรถเข็นปากซอย ทั้งล้างชามและส่งก๋วยเตี๋ยวตามบ้านใกล้เรือนเคียงแถวๆนั้น เงินที่พ่อให้ก็แค่ไม่กี่หมื่น แม่ที่เคยใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและเล่นไพ่ เงินที่พ่อกะให้ใช้1ปี จึงหดลงใน4เดือน แม่สั่งให้พิมไปขอตังพ่อ

“เอ็งบอกแม่เอ็งนังพิม ข้าไม่มีเงินแล้ว อยากได้ไปหาเอง”

พิมเลิกเรียนจึงไม่ชอบกลับบ้าน ที่จริงจะเรียกว่าบ้านก็คงไม่ไหว แค่พื้นที่ว่างๆข้างกองขยะ แม่ได้ห้องเก็บของเก่าของเจ้ภาเป็นที่ซุกหัวนอนสองแม่ลูก หลังจากเงินที่พ่อให้หมดลง

พิมกับเพื่อนมักไปเดินเล่นในห้าง หาทางเกาะเกี่ยวเด็กหนุ่ม เพื่อแลกกับของกินของใช้เล็กๆน้อยๆผ่านไป่วันๆ วันหนึ่งเด็กหนุ่มลูกคนรวยคนหนึ่งต้องการเด็กลองยาเสพติดชนิดหนึ่ง พิมกับเพื่อนรีบตามเขาไปที่รถยนต์ส่วนตัวทันที ทว่ากลางทางเกิดมีรถตำรวจขับผ่านมา เด็กหนุ่มคนนั้นจึงแวะส่งพิมกับเพื่อนที่ปั้มน้ำมันแถวๆนั้น พร้อมกับส่งแบ็งค์100ให้เป็นค่ารถ

“ไว้คราวหน้าพี่จะไปหานะ เจอกันตรงที่เก่าแหละ เอาค่ารถไปก่อนแล้วกัน”

พิมลงรถก็ขอเด็กปั้มไปเข้าห้องน้ำกับเพื่อน เมื่อออกจากห้องน้ำก็พบกับ “ไอ้แจ็ค”

แต่นั้นมาหลังเลิกเรียน พิมจึงแยกตัวกับเพื่อนไปเกาะเกี่ยวอยู่กับแจ็ค ลูกจ้างเด็กปั้มน้ำมันวัย17คนนั้น เด็กหนุ่มมีห้องพักหลังปั้ม ที่เถ้าแก่จัดเป็นที่หลับนอนให้ลูกจ้างทุกคน ในห้องแคบๆมีเพียงเสื่อเก่าๆ มุ้งดำคล้ำกับผ้าห่มและหมอนที่จำสีเดิมไม่ได้อีกแล้ว แต่เลิกเรียนพิมก็ชอบนัก ที่จะขอเงินแจ็คไปซื้อส้มตำไก่ย่าง เข้าไปนอนเล่นฟังวิทยุพร้อมกับกินอาหารไปด้วย

วันเงินเดือนออก แจ็คกลับห้องเร็วกว่าปรกติด้วยคิดจะไปเที่ยวกับเพื่อนที่ถนนข้าวสารบ้าง เขาผลักห้องเข้าไป พบพิมนอนหลับบนเสื่อ กระโปรงนักเรียนเลิกขึ้นไปเกือบปิดหน้า แม้พิมไม่สวยนักแต่ความสดใสของวัยเด็กรุ่น ก็ทำให้ความหื่นกระหายของแจ็คบังเกิดขึ้นได้เหมือนกัน

ร่างมอมแมมที่เข้าไปลูบคลำพิม ทำให้เด็กสาวสะดุ้งตื่นถีบแจ็คห่างออกไป ไอ้แจ็คเกิดอารมณ์สนุกปนราคะ จึงลุกขึ้นพูดว่า

“พิมเอามะ แข่งกันแก้ผ้าใครแก้เร็วกว่าได้ 100บาทกับพี่พาไปเที่ยวที่ถนนข้าวสาร”

เด็กอย่างพิมเงินร้อยไม่ได้แตะมานานแล้ว ทุกอาทิตย์ได้แค่200จากแม่ จู่ๆได้ตั้งร้อยแลกกับงานง่ายๆแค่แก้ผ้า นังพิมมีหรือจะยอมแพ้?

คืนนั้นเด็กทั้งคู่ผลัดกันแก้ๆถอดๆจนเช้า ยุพินไม่ได้สนใจลูกสาวไปไหน หล่อนอยากได้เงินพิเศษที่เจ้ภาเสนอ หล่อนก็ไม่ได้กลับบ้านเช่นกัน

“ยุพิน เจ้จ้าง300ถ้าเอ็งดูต้นทาง ถ้าพ่อเอ็งโผล่มารีบทำเสียงไก่ขันแค่นั้นเอง งานง่ายๆเอาไหม”

จากวันนั้นถ้าฝนตกเจ้ภาไม่ขายก๋วยเตี๋ยว ยุพินจะได้เงินค่าดูต้นทางให้นักเล่นไพ่ กับเงินค่าขายบุหรี่ให้ลูกค้าในบ่อน 3เดือนต่อมายุพินย้ายไปเช่าห้องที่พอหลบฝนในสลัมได้อีกครั้ง ทว่าเช้ามืดวันนั้นเอง วันที่ยุพินเพิ่งกลับจากเฝ้าหน้าบ่อนให้เจ้ภา เสียงคนอาเจียนโอ๊กอ๊าก
ดังไม่ขาดระยะ ยุพินลำดับเหตุการณ์ด้วยความงุนงงปนง่วง ก่อนคิดถึงพิมพร้อมตาที่ปิดลงด้วยความเพลีย

“เอ็งบอกแม่มานะนังพิม ใครเป็นพ่อเด็ก”

“เขาหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้จ๊ะแม่”

พิมพาแม่ไปหาเถ้าแก่ของไอ้แจ็ค

“มันทำเด็กท้องกี่ที หายหัวไปเป็นปีค่อยกลับมานะเจ้ ผมช่วยอะไรมากก็ไม่ไหว เด็กตามไปหามันเอ็งนี่หว่า เอางี้นะเจ้ ผมช่วย2พัน คงพอนะ”

แม่ไม่ได้ให้พิมเอาเด็กออก คืนนั้นแม่ไปที่บ้านเจ้ภาเหมือนเดิม ก่อนออกจากบ้านแม่แค่สั่งพิมว่า

“เอ็งเก็บข้าวของนะ แม่จะพาเอ็งกลับไปอยู่กับยายที่แปดริ้ว”

พิมคลอดลูกสาวชื่อ น้องหนึ่ง วันเวลาที่ผ่านมาพิมรู้แล้วโลกมนุษย์ไม่ได้เมตตาคนโง่ แต่โลกจะช่วยคน “แกล้งโง่”ต่างหากละ

ยุพินกลับบ้านในสงกรานต์ปีที่น้องหนึ่งอายุครบ 12ปี แม่ของพิมมองหลานสาวด้วยสายตาแปลกประหลาด ในปีนั้นลูกชายลุงเที่ยงชายชราข้างบ้านก็กลับมาด้วย การเล่นสงกรานต์สาดน้ำสนุกระหว่างน้องหนึ่งกับประสงค์ ไม่ผิดอะไรกับสมัยพิมกับไอ้แจ็ค ทว่าครั้งนี้ยุพินดักจับคนทั้งคู่ได้ทันท่วงที

“ชั้นก็คนจน ไอ้สงค์ก็เพิ่ง20 แม่ยุพินจะเรียกร้องเงินทองมากมายชั้นก็คงไม่ไหวเหมือนกัน”

ตกลงน้องหนึ่งไปอยู่กับประสงค์ด้วยเงินสินสอด 5000บาท น้องหนึ่งหายไปกรุงเทพฯกับประสงค์2ปี ก็พาลูกชายเล็กๆกลับมาบ้าน

“แม่กับยายช่วยหนูดูไอ้หนูมันที หนูจะส่งเงินมาให้ทุกเดือน ตอนนี้หนูเลิกกับไอ้สงค์แล้วหนูกำลังมีแฟนใหม่ เขา..ไม่ชอบเด็ก”

ยุพินรับเงินจากหลานสาวมา3พัน ส่งให้พิมเก็บเป็นค่านม1000บาท แล้วหล่อนก็ไปบ่อนของป๋ายูร คนดังในหมู่บ้านที่กล้าเปิดบ่อนเย้ยกฎหมายมานานหลายปี หล่อนมีหน้าที่เดิมคือดูต้นทาง กรณีทางเจ้าหน้าที่ต้องมาเดินตรวจตราในบางครั้ง ที่ป๋ายูรส่งเงิน “ค่าบำรุง”ช้าไป2-3วัน

ส่วนพิมนอกจากรับจ้างซักผ้าให้คนแถวๆนั้นแล้ว ยังรับจ้างซื้อข้าว บุหรี่ บางครั้งก็ถือไพ่ให้ลูกค้าในบ่อน ในกรณีที่ลูกค้าเกิดต้องการไปธุระหนักเบาบ้าง สองแม่ลูกน้อยครั้ง..น้อยครั้งมากที่จะไม่แอบเล่นไพ่กับคนงานในบ่อน หลังจากบ่อนปิดไฟ ลูกจ้างในบ่อนแทบทุกคนมักลอบจุดไฟที่ห้องพักเล่นกันเองสัก4-5ชั่วโมง ก่อนแยกย้ายไปนอน

การพนันคือยาเสพติดชนิดหนึ่ง ที่คนขาดความอบอุ่น ขาดความมั่นใจในตัวเองมักใช้เป็นยาระบายอาการ..ที่ฮิตที่สุดในปัจจุบันนี้

ลูกต๊อกของน้องหนึ่งที่เพิ่งหัดเดิน พิมมักมัดขาข้างหนึ่งของหลานโยงติดกับเสาบ้าน เวลาหล่อนออกไปทำธุระนอกบ้าน เย็นวันหนึ่งเมื่อพิมส่งผ้าที่ซักคืนลูกค้าแล้ว เปิดประตูเข้าบ้านพบว่าลูกต๊อกกำลังชักกระตุกน้ำลายฟูมปาก กว่าจะตามตัวยุพิน กว่าจะพาไปพบหมอก็สายเสียแล้ว

“เด็กคงหยิบจับยาเบื่อหนูตามพื้นที่เดินเล่นกินเข้าไปนะครับ”

หมอบอกว่าลูกต๊อกตายด้วยยาเบื่อหนู แถวๆนั้นชาวบ้านมักโรยตามขอบประตูกันหนูเข้าบ้านลมอาจพัดพามา เด็กน้อยหยิบกินด้วยความไร้เดียงสา

วันเผาลูกต๊อก ผู้ใหญ่บ้านนำเงินฌาปนกิจมาให้พิมกับยุพิน ยุพินเป็นคนเก็บเงินเหมือนเดิมพิมกลับบ้านร้องไห้ด้วยความอาลัยหลานอย่างที่สุด เสียงยุพินลอยแว่วมาว่า

“มันตายแต่เด็กจะได้หมดภาระแต่เร็วไว ถ้าปล่อยให้โตกว่านี้เรื่องคงยุ่งยากอีกนาน..”

ความโศกเศร้าของพิมผ่านพ้นไปอีก3ปี น้องหนึ่งก็กลับมาบ้านอีก พร้อมกับเด็กแฝดชายหญิงคู่หนึ่ง

“แม่ หนูจะไปเมกากับแฟนใหม่ เราจะไปกันสองคน..เด็กคู่นี้ ลูกพี่คนเก่า..แฟนหนูเขาไม่เอา แม่เห็นแก่ความสุขของหนูก็แล้วกันนะ”

ครั้งนี้ยุพินได้เงินจากหลานถึง3หมื่น พิมยังคงได้ส่วนแบ่งเก็บไว้เลี้ยงหลาน แค่ 4 พันบาท เด็กแฝดคู่นั้นชาวบ้านผ่านไปมามักทักทาย เอ็นดูในความน่ารักของเด็กทั้งคู่

วันหนึ่งขณะที่น้องหนึ่งกำลังจะไปฮันนีมูนกับแฟนใหม่ที่ภูเก็ต หล่อนหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านทวนอีกครั้งด้วยความตกใจ

“ยายฆ่าหลาน เพื่อหวังเงินฌาปนกิจ”

ทำไมแม่โง่ขนาดนี้นะ? ทางเจ้าหน้าที่ประกาศหาน้องหนึ่ง หล่อนจึงต้องนิ่งสงบอยู่พักที่นั่นกับคนรักนานผิดปรกติคนมาพักทั่วๆไปราว2เดือน จึงกลับมากรุงเทพฯ

คดีของพิมจบสิ้นลงหลังจากหาหลักฐานที่ชัดเจนไม่พบ เงินฌาปนกิจเพิ่งได้รับมาก้อนโตเมื่อบ่ายนี้ พิมมองเงินก้อนนั้นด้วยดวงตาแดงกร่ำบวมพอง เสียงแว่วผ่านหูคล้ายหลานรักกำลังเรียกหา

“ยายยยยยหนูกลัวววว ช่วยยยยยหนูด้วยยยยย”

รุ่งเช้าที่สุวรรณภูมิสนามบินใหม่ของไทย น้องหนึ่งกำลังกินกาแฟกับคนรักที่ร้านอาหารย่อยๆ ในเขตที่พักก่อนเดินทางของนักเดินทางขาออก คนรักกำลังกางหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง น้องหนึ่งสาวสวยผู้โชคดีที่มีคนรักมากกว่าป่าไม้ของไทย ส่ายสายตามองตามข่าวหน้าหนึ่งไปด้วย แต่แล้วรอยยิ้มด้วยความสดชื่นสมหวังก็หุบทันที ราวดอกกุหลาบสีสวยถูกสาดด้วยน้ำร้อนจัด

“ยายฆ่าหลานสารภาพแล้ว ยายไม่ได้ฆ่าหลานจริงๆ ผู้ที่วางแผนฆ่าหลานคือ…..”


คิดถึงนะ..ใครคนนั้น

โดย ญามี้ Jun.20.2007 7:12:43 pm

ใส่ข้อความที่ต้องการลิงก์ไปยังรูปภาพ  


ตะวันรอน..ใจไหวหวั่น
ความอัดอั้น..เริ่มถมทับ
ตะวันจาง…ใกล้ลาลับ
ใจก็ยับ..ลับกับตะวัน

ฟ้ามืดแล้ว…ใจเริ่มห่วง
ทั้งที่ง่วง..หัวเริ่มปั่น
คนแสนไกล..ที่ใจฝัน
เธอคนนั้น ..หายหน้าไป

ฟ้าสีสวย..ไร้เมฆฝน
ทั่วทุกหน..ดาวสวยใส
ฝากผูกใจ..ฝากไปให้
เพื่อนอนหลับใหล..ที่ตักคุณ

น้ำค้างลง..ทั่วฟ้ากว้าง
ใจเคว้งคว้าง..พาว้าวุ่น
ลมระรวย..ราวเคยคุ้น
เหมือนกายอุ่นอุ่น..ใครบางคน

คิดถึงนะ..ใครคนนั้น
ใจไหวหวั่น..เศร้าชอบกล
ทั้งที่ฟ้า..ไม่มีฝน
แต่น้ำยังล้น..นองท่วมตา


คิดถึง..ไม่หายขาด

โดย ญามี้ Jun.20.2007 7:03:19 pm

ใส่ข้อความที่ต้องการลิงก์ไปยังรูปภาพ  


คิดถึง..คือโรคใหม่
ติดได้ง่าย..แถมแข็งแรง
แพร่ทั่ว..ระบาดทุกแห่ง
ทั้งยังแทรกแซง..กับใจทุกคน

ไปมา..ไร้เวลา
ไปทั่วฟ้า..ทั่วทุกหน
ระวัง..อาจร่วงหล่น
หลีกไม่พ้น..โรคคิดถึง

ใครหนอ..มียาดี
มาบอกที..อยากขอพึ่ง
วันนี้..ยังติดเชื้อดื้อดึง
เฝ้าแต่รำพึง..ด้วยโรคคิดถึง..คุณ

ยิ้มแย้ม..เหมือนคนบ้า
แค่คิดถึงหน้า..คนเคยคุ้น
หลับตา..ยังหัวเราะว้าวุ่น
แค่หน้าคุณ..โผล่กลางใจ

ถ้าหมุน..อดีตกลับมาได้
จะขอตาย..ยอมเป็นไข้
หลีกลี้..ให้แสนไกล
ไม่เข้าใกล้..โรคคิดถึง




¤ อ่านทั้งหมด   




มีทั้งหมด 17 หัวข้อ ในบล็อกนี้
ยามี่จัง โดย ญามี้ http://www.baanjomyut.com/blog/yamiejung