|
-4- ในโลกนี้มีเรื่องราวมากมายที่รอการรับรู้
เข้าเขตอำเภอปากช่องด้วยเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเศษ
และเลยตัวอำเภอไปไม่ไกลเท่าไรนัก
นายบุญทองก็เลี้ยวรถเข้าสู่ถนนลูกรัง
ใต้ร่มเงาของต้นหางนกยูงที่กำลังออกดอกสีส้มสดเต็มต้น
เบื้องหน้าคือกระท่อมไม้ที่ห้อมล้อมด้วยหมู่ต้นเฟื่องฟ้าหนาแน่น เปลือกตาที่สั่นระริกของชายชรา ค่อยๆแย้มเปิดขึ้นด้วยความยากลำบาก นายแพทย์นพพรรีบจับชีพจรของพ่อ โอ้พระเจ้า...เขารู้สึกเย็นสะท้านกลางแผ่นหลัง เขามาช้าไปชีพจรของชายชราเต้นช้าลง ช้าลงและกำลังจะหยุดเต้น ร่างของชายชราผู้เป็นพ่อซูบผอมจนแทบจะเหลือเพียงหนังที่ห่อหุ้มกระดูก เขารวบรวมกำลังเท่าที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิด บีบมือลูกชายแผ่วเบา... เขามีกำลังเหลือเพียงเท่านั้น ก่อนที่เปลือกตาจะปิดลงและมือของเขาก็หมดกำลังคลายออกช้าๆ ระหว่างความเป็นกับความตาย
นายแพทย์นพพรร้องไห้คร่ำครวญซบหน้าลงบนร่างที่ไร้วิญญาณของผู้เป็นพ่อ
พ่อรอเขาอยู่
รอที่จะพบหน้าลูกชายเป็นครั้งสุดท้าย
และรอจนวินาทีสุดท้ายบุญทองนั่งน้ำตารินไหลอาบแก้มอยู่ข้างๆปลายเท้าชายชรา ชีวิตเกิดมาพร้อมกับลมหายใจ เขาจากไปแล้ว จากไปอย่างไม่มีวันกลับ เพียงสัมผัสสุดท้ายเท่านั้นที่แทนคำร่ำลา โอ้...พระเจ้า... เขาต้องการเพียงเพื่อจะพบลูกชายในวาระสุดท้ายของชีวิตเท่านั้นนะหรือ นายแพทย์นพพรกราบลงที่แทบเท้าร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นพ่อ แล้วลุกขึ้นตามหลังบุญทองออกไป สายตาของบุญทองมองตรงไปที่ปากทางเข้าไร่ และรำลึกถึงภาพในอดีตที่ไม่เคยลางเลือนไปจากความทรงจำ จากอดีต...สู่ปัจจุบัน เช้าตรู่วันนั้นที่ปากทางเข้าไร่ ปรากฎร่างของชายสูงอายุในชุดซาฟารีสีน้ำเงินเข้ม ก้าวลงมาจากรถโดยสารประจำทางพร้อมกระเป๋าเดินทาง เขาไม่ได้เดินผ่านซุ้มประตูเข้ามาในทันที รถโดยสารคันนั้นค่อยๆเคลื่อนออกไป แต่เขายังคงยืนอยู่ตรงนั้น สายตาจ้องมองไปที่รั้วลวดหนาม ซึ่งเรียงรายไปด้วยผืนผ้าเช็ดหน้าหลากสี ผูกปมห้อยเป็นทิวแถวอยู่ที่ลวดหนามเส้นบนสุดข้างซุ้มประตูทั้งสองฝั่ง ตั้งแต่มุมรั้วด้านหนึ่งห่างกันเป็นช่วงๆ ตลอดแนวจรดเสาซุ้มประตู และข้ามไปอีกด้านหนึ่งเพียงช่วงสั้นๆไม่กี่ผืน สายลมที่พัดกรรโชกมาในยามนั้น ชายผ้าพลิ้วสะบัดไหว คล้ายทักทายต้อนรับผู้มาเยือน เขาก้มมองไปตามพื้นทางเดินเบื้องหน้า ซึ่งเกลื่อนกลาดไปด้วยดอกหางนกยูงสีส้มแสดที่ร่วงลงมา กิ่งใบแผ่กว้างเป็นร่มเงาตลอดทั้งสองฝั่ง และที่สุดทางสายดอกหางนกยูงนั้น ภายในรั้วเฟื่องฟ้าหลากสีโดดเด่น กระท่อมไม้ชั้นเดียวยกพื้นหลังนั้น ประตูแง้มเปิดกว้างเหมือนรอคอยใครบางคน ความรักล่ามหัวใจไว้กับความผูกพัน
ภาพในเช้าวันนั้นยังคงติดตาตรึงใจของบุญทอง
ซึ่งยืนมองออกมาจากท้ายไร่ข้าวโพด
ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
เขาผู้นั้นเดินผ่านซุ้มประตูเข้ามา
จนบุญทองเริ่มสะกิดใจ เมื่อเขา...
ชายผู้นั้นได้เอื้อมมือไปแก้ปมผ้าเช็ดหน้าเหล่านั้น
และเก็บเอาลงมาจนหมดสิ้น ความจริงบางครั้งเหมือนฝัน...ทั้งที่อยู่กันคนละโลก
เธอก้าวไปข้างหน้าและไม่ไกลนัก
เขาผู้นั้นกำลังเดินใกล้เข้ามา
ใกล้เข้ามาพร้อมกับหอบผ้าเช็ดหน้าในอ้อมแขนข้างหนึ่ง
ยิ่งใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา
เสมือนมีพลังดูดดึงทั้งเขาและเธอให้ก้าวเร็วขึ้น
เร็วขึ้นทุกที
และทุกก้าวย่างบนผืนพรมดอกหางนกยูง
เธอมองไม่เห็นสิ่งใดอีกแล้วนอกจากเขา
เขาผู้ที่มาหยุดยืนอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม...
แค่เอื้อมเท่านั้น ความปลื้มปิติกระทบความตื้นตัน...กลั่นตัวเป็นหยาดน้ำตา
เธอซบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาแนบอยู่กับอกนั้น
สองแขนสวมกอดสะอื้นไห้ ถ้าความรักคือการลงทุน
บุญทองยืนสงบนิ่งมองดูอยู่ข้างกระท่อม
เพียงรอยยิ้มที่ปนเปื้อนอยู่กับน้ำตาบนใบหน้าของเขาเท่านั้น
ที่สามารถบอกได้ถึงความรู้สึกที่อยู่ข้างในนั้น
และน้ำตาของเขาก็ได้ไหลซึมออกมาอีกครั้ง
เมื่อเขาได้ถ่ายทอดภาพในความทรงจำของเขาในวันนั้น
ให้นายแพทย์นพพรได้รับรู้
นายแพทย์นพพรนิ่งเงียบ
จากคำบอกเล่าของบุญทอง
เสมือนหนึ่งตัวเขาเองได้เข้าไปมีส่วนร่วมรู้เห็น
และสัมผัสกับเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยตัวเอง เวลาไม่เคยล่าช้าหรือมาก่อนกำหนด ทุกปีอาเพ็ญจะเอาผ้าเช็ดหน้าผืนใหม่ ไปผูกติดไว้ที่ลวดหนามรั้วทางเข้า ถ้าคนที่ท่านรักผ่านมาเขาจะได้รู้ว่าอาเพ็ญยังคอยเขาอยู่ เขาจะไม่ลังเลเลยที่จะเดินเข้ามา ผมเฝ้าดูผ้าเช็ดหน้าพวกนั้นเพิ่มขึ้นทุกปี ทุกปี ปีแล้วปีเล่า... สำหรับผมแล้วมันไม่คุ้มกันเลย แต่สำหรับอาเพ็ญผู้น่าสงสาร แม้เพียงเศษเสี้ยวเดียวของวินาที ก็สามารถทดแทนวันเวลาที่สูญเสียไปทั้งหมดได้ นายแพทย์นพพรไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบนโลกนี้ได้ มันน่าจะเป็นบทละครเศร้าเสียมากกว่า อะไรที่ทำให้ผู้หญิงอาภัพคนนั้น มั่นคงและรอคอยได้นานถึงเพียงนั้น ความรักหรือ...มันมีอนุภาพมากมายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ... ความรัก ทางผ่านของพระเจ้าสู่มวลมนุษย์ ผมเคยชิงชังเคียดแค้นพ่อของคุณที่ปล่อยให้อาเพ็ญต้องทุกทรมานรอคอย แต่เมื่อผมได้เห็นท่านครั้งแรกในวันนั้น ผมแทบจะกราบแทบเท้าของท่าน ความรู้สึกชิงชังหายไปหมดสิ้น ผมศรัทธาในความเป็นลูกผู้ชายของท่าน บูชาการมาของท่าน เพราะนั่นเปรียบเสมือนการชุบชีวิตของอาเพ็ญ ให้ฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง นายแพทย์นพพรเริ่มเข้าใจผู้เป็นพ่อของเขาอย่างถ่องแท้ พ่อจะสุขอยู่ได้อย่างไรทั้งที่รู้ว่าใครคนหนึ่งกำลังรอคอยอยู่... และทุกครั้งที่ผ่านปากช่อง ผ่านไร่ที่มีผ้าเช็ดหน้าผูกติดอยู่ที่รั้วลวดหนามและเห็นผ้าเช็ดหน้าเหล่านั้นเพิ่มขึ้น...เพิ่มขึ้นทุกปี พ่อจะรู้สึกเจ็บร้าวสักเพียงใด พ่อจะมีชีวิตอยู่บนความขมขื่นของคนอีกคนหนึ่งได้อย่างนั้นนะหรือ
ความลับของผู้เป็นพ่อมักจะยิ่งใหญ่เสมอ
โอ้...พระเจ้าท่านได้สร้างเขาขึ้นมาด้วยอวัยวะส่วนใดของพระองค์กันแน่... ณ ที่ตรงนั้น...แสนยานุภาพแห่งการรอคอยของเธอยังคงทรงอนุภาพอยู่เหนือเนินดิน นายแพทย์นพพรก้มกราบลงพร้อมกับช่อเฟื่องฟ้าบูชาให้กับความรักและการรอคอยอันเป็นสรณะของเธอ และถ้าหากว่าเธอสามารถรับรู้ได้ถึงจิตวิญญาณของเขา เขา...เทิดทูนเธอ ความรักเป็นเพียงความรู้สึกหนึ่ง เขากลับเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้ง เงียบสงบ...พ่อของเขากำลังนอนหลับ...พักผ่อน นายแพทย์นพพรดึงผ้าห่มขึ้นคลุมหน้าพ่อ บางทีแสงสว่างที่เล็ดลอดเข้ามาอาจจะรบกวนการนอนอันเป็นนิรันดร์ของผู้เป็นพ่อ เขามองเหลียวไปรอบๆ ดวงวิญญาณของพ่ออาจจะยังคงวนเวียนอยู่ในห้องนั้น และอาจจะกำลังมองดูเขาอยู่ ผ้าเช็ดหน้าหลายสิบผืนถูกพับวางเก็บไว้อย่างดี บนชั้นในตู้กระจกมุมห้อง นายแพทย์นพพรสังเกตเห็นว่าผ้าเช็ดหน้าบางผืนมีรอยขาดหวิ้น บางผืนสีซีดจาง มีอยู่เพียงไม่กี่ผืนที่ยังคงสภาพอยู่ และมีอยู่เพียงผืนเดียวเท่านั้นที่สีสดเข้ม นั่นคงเป็นผ้าผืนสุดท้ายที่ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มภาคภูมิ และอาจจะมีบ้างบางผืนที่ยุ่ยสลายหายไปกับกาลเวลา แต่นั่นมิได้หมายความว่ามันจะสูญเปล่า เย็นวันนั้น นายแพทย์นพพรโทรศัพท์เล่าเรื่องทั้งหมดให้ภรรยาฟังอย่างคร่าวๆ และกำชับเธอไม่ให้บอกผู้เป็นแม่ถึงสิ่งที่ได้รับรู้ เขาไม่อยากให้แม่ต้องปวดร้าวมากไปกว่าที่เธอเป็นอยู่ เพราะนั่นจะเป็นการทำร้ายเธอซึ่งบอบช้ำอยู่ก่อนแล้ว ให้ทรุดหนักลงไปอีก นายแพทย์นพพรต้องอยู่ต่อเพื่อจัดการงานศพพ่อ และบางสิ่งบางอย่างที่พ่อของเขาได้สั่งเสียไว้กับบุญทอง เพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เขาสามารถจะทำได้...เพื่อพ่อ แม้จะเพียงน้อยนิดก็ตาม พิธีศพผ่านไปอย่างเรียบง่ายเงียบสงบ ด้วยความช่วยเหลือของบุญทองกับญาติของเขาเพียงไม่กี่คน นายแพทย์นพพรขุดหลุมฝังศพของผู้เป็นพ่อข้างๆหลุมศพของเพ็ญ ซึ่งได้จากไปแล้วก่อนหน้านี้ ตามความปรารถนาครั้งสุดท้ายของพ่อของเขา เท่านั้นเองที่นายแพทย์นพพรสามารถทำได้... เท่านั้นเอง...เขามองหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะค่อยๆหย่อนร่างไร้วิญญาณของท่านสู่ดิน... สู่อ้อมอกของเพ็ญ...สู่อุ้มพระหัตถ์แห่งพระเจ้า สองร่างที่นอนสงบอยู่ภายใต้ผืนดินแห่งนั้นจะไม่มีวันพรากจากกัน... ตราบชั่วนิรันดร์ นายแพทย์นพพรยังคงอยู่ต่อที่ปากช่อง และพักที่กระท่อมหลังนั้นอีกคืนหนึ่ง บนม้ายาวริมระเบียงหน้ากระท่อมคืนนั้น เขาได้ขอให้บุญทองเล่าเรื่องราวการดำเนินชีวิตของพ่อของเขากับเพ็ญ เพราะบุญทองเป็นคนเดียวที่ได้รับรู้ และมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับบั้นปลายชีวิตของคนทั้งสองอย่างใกล้ชิด ความรักทรงอนุภาพ
ชีวิตของเพ็ญได้เริ่มต้นอีกครั้ง ดวงตาที่ฉายแววอาดรูอยู่ตลอดเวลากลับเปล่งประกายสดใส ใบหน้าที่เคยหมองหม่นเศร้าสร้อยกลับอิ่มเอมสดชื่น เธอไม่เคยไถ่ถามถึงเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาของชายผู้เป็นที่รัก ไม่เคยตัดพ้อถึงวันเวลาที่สูญเสีย ไม่เคยพรอดรำพันถึงความขมขื่นรอคอยของเธอ ทุกอย่างถูกชะล้างจนหมดสิ้น เพื่อที่จะได้บรรจุวันเวลาที่เหลืออยู่ทั้งหมดของคนทั้งสอง ความเชื่อได้ผ่านการทดสอบแล้ว....ด้วยการศรัทธา...ชีวิต เมื่อขอบฟ้าเรืองรอง ก่อนพระอาทิตย์จะโผล่พ้นแนวสันเขา ภายใต้กิ่งก้านใบของต้นหางนกยูงที่ปกคลุม ปรากฎร่างของชายหญิงชราคู่หนึ่ง เดินเกาะกุมเกี่ยวแขนรับกลิ่นไอแห่งรุ่งอรุณ ดอกหางนกยูงที่หลุดลอยร่วงหล่น เหมือนจะโปรยรองรับให้กับความชื่นทรวง อาหารมื้อเช้ากับแสงแดดอ่อนๆริมระเบียง ชีวิตสันโดดเรียบง่าย ค่ำคืนภายใต้ขอบฟ้ากว้าง ไม่มีดาวตกดวงใดที่ไม่ได้รับคำอธิษฐานขอพร จากเขาและเธอที่ริมระเบียง บุญทองได้แต่มองดูอยู่ห่างๆ และเก็บภาพชีวิตเหล่านั้นไว้ ด้วยความปลาบปลื้มใจ ตราบใดที่สมองยังคงสั่งการ วันเวลาแห่งความสุขผ่านไปราวติดปีกบิน เพ็ญเริ่มมีอาการหน้ามืดอยู่บ่อยๆด้วยโรคความดันโลหิต ระพินเริ่มเป็นทุกข์วิตกกังวล ในขณะที่หญิงชราเยือกเย็นสุขุมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาการป่วยของเธอเริ่มรุนแรงและถี่ขึ้น จนยากแก่การเยียวยา แม้จะยื้อยุดหยุดวันและเวลาเอาไว้ได้ ร่างของหญิงชรานอนแน่นิ่งเหยียดยาวอยู่บนเตียง ด้วยลมหายใจที่อ่อนระทวย ในวงแขนของชายชราที่กอดเธอไว้แน่นราวกับว่าจะกลัวร่างนั้นหลุดลอยไป ดวงตาที่แห้งผากของเธอจับจ้องอยู่บนใบหน้าของชายชราผู้เป็นที่รัก เพื่อจะจดจำเป็นครั้งสุดท้าย... ไม่มีน้ำตาสักหยดในแอ่งน้ำตาที่ตื้นเขินของเธอ บนใบหน้าของหญิงชราผู้กำลังจะสิ้นลมกลับปรากฎร่องรอยแห่งความปิติสุข ความรัก...แม้ไม่ได้รับการนมัสการ
เพ็ญช่างโชคดีเสียเหลือเกิน
ที่ได้ตายในอ้อมอกของคนที่รัก
ให้เพ็ญสิ้นใจเสียเดี๋ยวนี้เถอะ
ก่อนที่พี่จะอ่อนล้าแล้วคลายวงแขนออกจากเพ็ญ ในอ้อมกอด...แห่งรัก....วิญญาณพร้อมจะดับจิต ชายชราวิงวอนด้วยหยาดน้ำตาที่มีอยู่ทั้งหมด กับวิญญาณที่ได้ออกจากร่างไปแล้วของเพ็ญ เธอได้จากไปแล้วอย่างสุขสงบ ในเรียวแขนของเขาที่ยังคงกอดรัดร่างนั้นไว้แน่น...และเนิ่นนาน ไม่มีคำพูดใดจากริมฝีปากที่ซีดจาง ไม่มีความเคลื่อนไหวใดจากร่างที่ไร้วิญญาณ มีเพียงน้ำตาสีขุ่นเข้มของชายชรา ที่ยังคงไหลรินออกมาเป็นสายเลือด ร้องขอ...วิงวอนกับพระเจ้า พระเจ้าที่กำลังหลับใหลอยู่บนแท่นบรรทม นายแพทย์นพพรกับบุญทองนิ่งเงียบตั้งสติ เพื่อบางสิ่งบางอย่าง...เพื่อปลดปล่อยน้ำตาให้เป็นอิสระ คารวะให้กับความเศร้าสลด... ให้เวลากับความสะเทือนใจได้ผ่านพ้นไป... นี่หรือคือบางสิ่งบางอย่างที่พ่อของเขาต้องทำในบั้นปลายชีวิต นี่หรือคือวันและเวลาที่เหลืออยู่... วันเวลาเหล่านี้หรือที่เขาวิงวอนขอ... วันเวลาเหล่านี้หรือที่เขารอคอยมาเกือบจะทั้งชีวิต ราวกับว่ามันเป็นบำเหน็จของชีวิต |