บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

      "บ้านจอมยุทธมินิไดอารี่"  อีกหนึ่งรูปแบบของการให้บริการ ที่สอดคล้องกับแนวทาง และวัตถุประสงค์เดิมของบ้านจอมยุทธ คือส่งเสริมการอ่าน และการเขียน แด่เหล่าบรรดานักเขียนที่ต้องการรวมรวบผลงานไว้ในมุมส่วนตัว ในแบบฉบับของตัวเอง


มินิไดอารี่

      ใครสักคน อาจได้แง่คิดและมุมมอง จากการบอกเล่าเรื่องราว ประสบการณ์ชีวิต ความคิดคำนึงและจินตนาการ ผ่านงานเขียนในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใคร ในแบบที่คุณเป็น คุณได้อิสระ ได้ปลดปล่อย ได้สื่อสารกับผู้คน ได้ให้ ได้สร้างสรรค์ บ้านจอมยุทธได้ไม่เสียแรงเปล่า

จินตนาการเพื่อสร้างนวัตกรรม >> ความฝัน : รอยต่อระหว่างโลกทางกายภาพและโลกทางจิตวิญญาณ( 1-2 )

จินตนาการเพื่อสร้างนวัตกรรม

1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25

ความฝัน : รอยต่อระหว่างโลกทางกายภาพและโลกทางจิตวิญญาณ( 1-2 )

ระหว่างที่นอนป่วย ข้าฯได้ดูทีวีช่องหนึ่งได้นำภาพวิดิโอคลิปที่ถ่ายสุนัขกำลังนอนหลับและเข้าใจว่าคงจะฝัน มีการค่อยๆขบับเท้าขณะนอนหลับ จากช้าๆ และก็เร็วขึ้นเป็นการควบเหมือนม้าทั้งสี่ขา ในขณะที่นอนหลับตะแคงข้าง และในที่สุดก็ลุกกระโจน แต่ก็พลาดท่าเพราะพุ่งไปชนกำแพงห้อง และก็ต้องตื่นด้วยความงงงวยของสุนัขตัวนั้น....ข้าฯดูก็ขำไปกับการแอบถ่ายสุนัขตัวนี้ ถ้าเป็นการสร้างคลิปก็จัดว่ามือชั้นยอดที่ทำได้เหมือนจริงมาก....

ความจำระยะยาวของสุนัขก็ต้องมี ไม่เช่นนั้นก็คงจำเจ้าของไม่ได้ แม้จะไม่ได้เจอมาเป็นปี แต่จิตวิญญาณของสุนัข ต้องยอมรับโดยรวมแล้วสำหรับสัตว์ประเภทนี้ว่ามีความซื่อสัตย์ต่อมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง

มนุษย์เราทุกคนล้วนมีประสบการณ์ในการนอนหลับฝัน หรือกึ่งหลับกึ่งตื่นก็เห็นภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสมองได้ และให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเราได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นๆจริงบนโลกทางกายภาพ

ทำไมเราจะต้องฝัน ??

นักวิทยาศาสตร์ทางจิต (ข้าฯหมายถึงนักวิทยาศาสตร์ทั้งในอดีตหลายพันปีและปัจจุบัน)ต่างก็พยายามที่จะหาคำตอบในเชิงประจักษ์นิยม ที่จะอธิบาปรากฏการณ์ดังกล่าว และให้คำอธิบายไปต่างๆนาๆที่แตกต่างกัน

วิทยาศาสตร์ปัจจุบันเราอาจจะมองในแง่ของมวลพลังงานที่มีการเคลื่อนที่
และมีการตรวจวัดภายใต้ที่อายตนะของเราสามารถที่จะรับรู้ได้ทั้งผ่านการตรวจวัดของร่างกายและการประดิษฐ์เครื่องมือในการตรวจวัด รวมไปถึงการสันนิษฐานตามกระบวนทัศน์ของนักจิตวิทยาที่หาข้อสรุปจากข้อสมมุติฐานที่ตนเองคิดหรือทดลองค้นคว้า

มีปรากฏการณ์มากมายที่ยังหาข้อสรุป ไม่ได้ เช่นการระลึกชาติได้ของมนุษย์บนโลกใบนี้ จากการศึกษาค้นคว้าของนักวิจัยทั่วโลก จากตัวอย่างของคนเหล่านี้หาได้มีข้อจำกัดทางเชื้อชาติ ศาสนา เพศวัย แต่อย่างใดไม่ เช่น

งานวิจัยค้นคว้ากว่า 40 ปี ของท่าน ศาสตราจารย์ น.พ. เอียน สตีเวนสัน( Dr. Ian Stevenson )หมอชาวแคนาดาท่านนี้ ที่ได้วิจัยจากบุคคลต่างๆเกือบ 3 พันคนทั่วโลก ที่อ้างว่าระลึกชาติได้ รวมไปถึงการศึกษาถึงประสบการณ์ใกล้ตายของบุคคลจำนวนมากทั่วโลก และก็ได้ข้อสรุปที่ใกล้เคียงกัน(ดู Twenty Cases Suggestive of Reincarnation ที่เป็นงานวิจัยของหมอท่านนี้ : ค้นหาจากกลูเกิ้ล)

ปัจจุบัน หมอท่านนี้ได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อ2ปีที่แล้ว โดยมีอายุได้ 88 ปี
แต่งานวิจัยค้นคว้าของท่านมาตลอดชีวิต เป็นสิ่งที่มีค่าต่อมนุษย์ชาติที่จะทำความเข้าใจต่อตนเองที่จะหาคำตอบแก่ตนเองว่าแท้ที่จริงแล้ว เราตายแล้วไปไหน ??

เมื่อคำตอบเหล่านี้ มีแต่คนที่เคยตายแล้วจึงจะมีประสบการณ์ที่จะตอบได้
แต่จะมีคนตายที่ไหนจะลุกขึ้นมาให้คำตอบให้กระจ่างได้ โดยมิมีข้อจำกัดแห่งกระบวนการรับรู้ถึงความเป็นไปแห่งตนอันมิมีเหมือนกันเลยของมนุษย์

เมื่อโลกแห่งความเป็นจริงทางกายภาพของมนุษย์ ผู้ซึ่งมีรอบอายุขัยอันน้อยนิดเฉลี่ยไม่เกิน 100ปีเมื่อเทียบกับเวลาแห่งการพัฒนาไปของจักรวาลแล้วน้อยสุดน้อยเกินกว่าชั่วชีวิตของคนๆหนึ่งที่ต่อยอดองค์ความรู้จากบรรพชนนั้นจะทำความเข้าใจถึง โลกทางกายภาพอันใหญ่โตมหาศาลได้

ก่อนที่จะกล่าวถึงประเด็น ความฝัน ขอกล่าวถึงแนวคิดที่เกี่ยวกับแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์ได้คิดไว้ในเรื่องวิทยาศาสตร์ทางจิต ในอดีตและปัจจุบัน อย่างกว้างๆก่อน กล่าวคือ

แนวคิดของพระพุทธเจ้า หรือเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ซึ่งศึกษาวิทยาการความรู้ในยุคนั้นหลายแขนงเช่นการศึกษาจากอาจารย์ที่เป็นโยคีต่างๆ

ทั้งหมดในการค้นคว้าของพระองค์ก็เพื่อจุดมุ่งหมายว่า ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นจากความทุกข์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ จนในที่สุดพระองค์ก็ได้ค้นพบวิธีการที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ด้วยการฝึกฝนตนเอง

แนวทางที่พระองค์ได้นำเสนอมี หลายเรื่อง แต่ที่จะกล่าวถึงคือเรื่องทฤษฎีกฎแห่งกรรม การเสนอแนวคิดเรื่องกฎแห่งกรรมในยุคนั้น ต้องถือเป็นแนวคิดใหม่เมื่อกว่า2,500ปี และก็ยังคงเป็นสัจธรรมที่ยาวนานมาถึงปัจจุบัน

แต่กระบวนการพิสูจน์ในเชิงประจักษ์นิยมทางวิทยาศาสตร์ก็ยังดำเนินต่อไปตราบที่ยังมีมนุษย์อยู่บนโลกใบนี้


กฎแห่งกรรม ที่พระพุทธเจ้านำเสนอ ก็คือหลักการทางฟิสิกส์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน หากแต่ว่าปัจจุบันมีการแตกแขนงสาขาวิชามากมาย ในแนวคิดเรื่องกฎแห่งกรรมก็จะเห็นได้ว่าประกอบไปด้วยแนวคิดที่ว่า สสารไม่สูญหายไปจากจักรวาล และดำรงอยู่ในรูปมวลพลังงานซึ่งอาจแปรรูปเป็นสิ่งอื่นๆไปเมื่อเราให้คำอธิบายแบบฟิสิกส์ในปัจจุบัน

กฎแห่งกรรมได้อธิบายถึง อันตรกิริยา ที่เกิดขึ้นเมื่อเรามองในแง่การแตกเป็นสาขาวิชาต่างๆที่มีการต่อยอดองค์ความรู้จากอดีตเหล่านี้มาถึงปัจจุบัน เช่นเรื่องแรง กริยา และแรงปฏิกิริยาในทางฟิสิกส์ เรื่องหลักทางสมการ ในทางคณิตศาสตร์ และเรื่องอื่นๆในทุกสาขาวิชาการ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นสัจจธรรมที่ดำรงอยู่ในทางธรรมชาติ

แต่เรื่องราวของวิทยาศาสตร์ทางจิตปัจจุบัน เราอาศัยการประมวลเรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาทำการวิเคราะห์ และสังเคราะห์เพื่อหาคำอธิบายต่อ
ปรากฎการณ์เหล่านั้น บนพื้นฐานข้อสมมติฐานที่เรามี

กระบวนการรับรู้แบบ รหัสนัย เป็นสิ่งหนึ่งที่เรายังค้นคว้ากันว่า มันเป็นจริงแค่ไหน
มีความเชื่อถือได้หรือไม่ หากท่านศึกษาบันทึกในพระไตรปิฎกที่มีการบันทึกขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน และมีการสังคายนาใหม่มากมายหลายครั้ง
จะเห็นว่ามีคำถามมากมายของผู้คนที่ตั้งคำถามแก่พระพุทธเจ้าด้วยแนวคิดก็เหมือนกับเราท่านในปัจจุบัน เช่นเทวดามีจริงไหม ดำรงอยู่อย่างไร ฯลฯ เป็นต้น
เป็นคำถามที่ปุถุชนทั่วไปที่ไม่สามารถพิสูจน์หรือตรวจวัดได้ด้วยอายตนะที่ตนเองมีอยู่

เมื่อโลกแห่งจิตวิญญาณ ยังเป็นปริศนาที่มนุษย์เรากำลังค้นคว้าหาคำตอบ
ตามกระบวนการพัฒนาต่อยอดไปขององค์ความรู้ และขีดจำกัดต่างๆของมนุษย์แต่ละคนในกรอบมิติต่างๆ

(ยังมีต่อ)

เขียนเมื่อ 13-03-2009 | 11:26:07 | ไดอารี่ที่ : 2


 

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้ : อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook