เสียงกระซิบจากธรรมชาติอันแท้จริงเท่านั้น
ที่จะเป็นมิตรไมตรีที่สัตย์ซื่อเสมอ
ละอองความรักสามารถรวมตัวหนาทึบพร้อมที่จะตกลงมา
ประดุจดังสายฝน
..ที่สาดกระซิบข้างหัวใจคุณ.

โดย : ดอกแก้ว
dokgaew@hotmail.com

คำถามเพื่อความสุข
ความสุข คือ
ความสบายกาย
และความสบายใจที่สัมผัสได้จากอารมณ์ที่มากระทบกับทวารทั้ง
๖
ความสุขพื้นฐานของมนุษย์ทั้งหลายก็คือ
กามคุณ ๕
ที่ดีซึ่งเป็นความสุขทางกายที่ก่อให้เกิดความสุขทางใจในเวลาต่อมา
เพราะรูป เสียง กลิ่น รส
และสัมผัสที่ดีย่อมยังพึงพอใจให้แก่จิตที่ได้รับรู้
กามคุณ ๕
ที่ดีเหล่านี้เมื่อมองในภาพรวมที่เป็นข้าวของเครื่องใช้แล้ว
ก็จะถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทั้งหลายจะลุ่มหลง
ไขว่คว้า
และสรรหากามคุณที่ดีมาสนองความสุขทางกายตนตามความจำเป็นและเกินความจำเป็น
บางคนนั้นมีการพัฒนาความสามารถในการแสวงหาและครอบครองสิ่งบำเรอความสุขชนิดเยี่ยมๆไว้ได้มากมาย
แต่บางคนก็ไม่มีความสามารถแม้แต่น้อยนิดที่จะพัฒนาใจให้มีความสุขได้มากๆกับสิ่งที่มี
เมื่อมีข้าวของเครื่องใช้มากขึ้นแต่กลับมีความสุขได้ยากยิ่งขึ้น
เพราะไร้ความสามารถในการเสพสุขและตกอยู่ในกับดักของความต้องการที่ไม่รู้จักพอ
มีความมุ่งหวังที่เพิ่มขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัดอันหมายถึงตัณหานั่นเอง
และในที่สุดเมื่อเกิดความทุกข์ใจมากๆเข้า
ก็หมดความสุขจากปัจจัยภายนอกที่อยู่แวดล้อมกายในขณะนั้น
การไร้ความสามารถที่จะครองใจให้มีความสุขกับสิ่งที่ตนมี
จึงเป็นสิ่งผลักดันให้มีการไขว่คว้าความสุขชนิดใหม่ในระดับที่สูงขึ้นหรือประณีตขึ้นเช่น
ความสุขทางใจ
วงจรของความต้องการเหล่านี้คือ
วงจรของสังสารวัฏที่ทุกคนต่างมีในแต่ละวินาทีที่ผ่านไป
เป็นวงจรของผู้ที่ขาดดุลยภาพในการดำเนินชีวิต
เพราะมีความพร่องไม่เคยพอดี
พระพุทธศาสนาสอนให้คนรู้จักสร้างอิสรภาพในความสุขจากปัจจัยภายนอก
คือ
ไม่ยึดติดกับวัตถุจนมากเกินไป
ด้วยการให้มีเบญจศีลเพื่อความสุจริตไม่เบียดเบียนใครเพื่อสนองตอบความต้องการในกามคุณของตน
และมีเบญจธรรมเพื่อป้องกันการล่วงศีลไว้อีกชั้นหนึ่งด้วยคุณธรรมที่มีความเมตาความปรารถนาดีต่อกันเป็นต้น
และในระดับที่สูงขึ้นกว่านั้นก็คือการสอนให้รู้จักมีความสันโดษ
คือ ความยินดี ความพอใจ
ตามที่มีและตามที่ได้มาโดยสุจริต
ไม่คิดยินดีหรือเปรียบเทียบกับทรัพย์สินของผู้อื่น
ไม่ริษยาใคร
ไม่คิดอยากได้ในทางที่ผิด
สันโดษ มากจากภาษาบาลีว่า
สันโตสะ แปลโดยรวมว่า ยินดี ชอบใจ
พอใจ อิ่ม ใจ สุขใจกับของของตน
ให้รู้จักพอ รู้จักประมาณ
ความสันโดษไม่ได้ทำให้เกียจคร้านเพราะความยินดี
ความสุขใจ
ความพอใจที่จัดว่าเป็นสันโดษ
และต้องมีลักษณะ 3 อย่าง
คือ
ยินดีตามมี ยินดีตามได้
ยินดีตามควร ( ควรแก่ฐานะ
ควรแก่สมรรถภาพ ควรแก่ศีลธรรม)
นี่คือความสุขอีกระดับหนึ่งที่ถอยออกมาจากปัจจัยภายนอกที่เป็นวัตถุสิ่งของหรืออามิสต่างๆ
อันจะเป็นบันไดนำสู่ความสุขในระดับสูงคือ
นิรามิสสุข
นิรามิสสุขเป็นความสุขภายในที่แท้จริงที่เกิดจากการเจริญอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา
ที่ไม่ต้องอาศัยวัตถุภายนอกมาสนองความอยาก
เป็นความสุขขณะที่ใจไม่มีกิเลสเจือปน
มีความสงบไม่ดิ้นรนกระวนกระวาย
มีอิสรภาพ
และประกอบด้วยปัญญาเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง
นี่คือเส้นทางการสร้างความสุขในพระพุทธศาสนา
ซึ่งมีผู้เดินผ่านพ้นไปแล้วอย่างนับไม่ถ้วน
การเป็นพุทธศาสนิกชนจึงควรที่จะตั้งเป้าหมายให้สอดคล้องกับพระพุทธศาสนา
นั่นคือ
เป้าหมายแห่งความสุขทั้งในระดับต้นและระดับสูง
ดังที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาแก่พระนางปชาบดีโคตมีว่า
...
ดูกรโคตมี
ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า
ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อคลายกำหนัดไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด
เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้
ไม่เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้
เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส
ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส
เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย
ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก
เป็นไปเพื่อสันโดษไม่เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ
เป็นไปเพื่อความสงัด
ไม่เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร
ไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน
เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย
ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก
ดูกรโคตมี
ท่านพึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า
นี้เป็นธรรมเป็นวินัย
เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ...
จากพระธรรมเทศนาดังกล่าวย่อมชี้ชัดถึงวิธีการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชนที่ปรารถนาความสุขตามหลักการของพระบรมศาสดา
และสำหรับเราผู้เป็นพุทธศาสนิกชนรุ่นหลัง
จึงต้องมีความเพียรพยายามที่จะดำเนินตามทางแห่งความสุขเช่นนั้นให้ได้
ความรู้ที่เกิดจากการศึกษาพระธรรม
...ทำให้เรามีวิจารณญาณพอที่จะพิจารณาว่าสิ่งใดดีสิ่งใดชั่ว
สิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ
ความรู้ที่เกิดจากการฝึกหัดเจริญวิปัสสนากรรมฐาน...ทำให้เรามีโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนกรรมให้กลายเป็นคุณมากกว่าโทษ
ความรู้ทั้งสองประการนี้เป็นสิ่งที่เกื้อกูลและยังประโยชน์ให้แก่ชีวิตอย่างยิ่ง
เพราะทุกขณะของชีวิตย่อมจะต้องกระทบอารมณ์ทางทวารต่างๆ
อยู่เสมอๆ
ในยามที่สภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการเจริญสติปัฏฐาน
..เราก็จะไม่มีปัญหากับการกำหนดรู้อารมณ์ที่มากระทบด้วยสติปัญญาเท่าที่พึงมี
หากในยามที่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมกับการเจริญสติปัญญาตามฐานต่างๆ
...เราก็จะต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีสะกัดกั้นกิเลสด้วยทำนบของบุญกิริยาวัตถุให้แคล่วคล่อง
พยายามมองรอบตัวด้วยความสำรวม
ไม่เปรียบเทียบวิบากคือความโชคดีโชคร้ายกับผู้ใด
ไม่มองไกลออกไปนอกตนให้รับรู้ความเป็นตัวตนคนสัตว์มากขึ้น
และเพียรติดเบรคให้ความคิดด้วยการถามตนเองเสมอว่า
กำลังทำอะไรอยู่
...เป็นกุศลหรืออกุศล
และสิ่งที่จะโต้ตอบออกไปนั้น...เป็นกุศลหรืออกุศล
เพียงคำถามไม่กี่คำนี้
ก็จะปรับเปลี่ยนชีวิตของแต่ละท่านให้มีความสุขเกิดขึ้นได้ง่ายๆ
ในวันเวลาที่มี
ด้วยความปรารถนาดี
พี่ดอกแก้ว
พฤษภาคม 2549
<<<
อ่านย้อนหลัง<<<
 |