บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พระเจ้าสิบชาติ

พระเตมีย์  ผู้ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี
พระมหาชนก ผู้ทรงบำเพ็ญวิริยบารมี
สุวรรณสาม ผู้บำเพ็ญเมตตาบารมี
พระเนมิราช ผู้ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมี
มโหสถบัณฑิต ผู้ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี
พระภูริทัต ผู้ทรงบำเพ็ญศีลบารมี
พระจันทกุมาร ผู้ทรงบำเพ็ญขันติบารมี
พระมหานารทกัสสปะ ผู้ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี
วิธุรบัณฑิต ผู้บำเพ็ญสัจบารมี
พระเวสสันดร ผู้ทรงบำเพ็ญทานบารมี

พระมหานารทกัสสปะ ผู้ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี

 naratta.jpg (33262 bytes)

หน้า1     หน้า2

              พระเจ้าอังคติราชเป็นกษัตริย์ ครองเมืองมิถิลามหานครในวิเทหรัฐ มีพระราชธิดา พระนามว่ารุจาราชกุมารี มีอำมาตย์ผู้ใหญ่ใกล้ชิด 3 นาย คือ วิชัยอำมาตย์ สุนามอำมาตย์ และอลาตอำมาตย์ พระราชาทรงดำรงอยู่ในธรรมเป็นพระธรรมราชา ทรงบริจาคทาน และรักษาอุโบสถศีลเสมอมา วันหนึ่งพระองค์เสด็จไปทรงสนทนาธรรม ตามคำแนะนำ ของวิชัยอำมาตย์ และอลาตอำมาตย์ กับคุณาชีวก (อาชีวก ชื่อคุณะ หมายถึงนักบวช ผู้ไม่นุ่งห่มผ้า คือ ชีเปลือย) ผู้มีวาทะว่าขาดสูญ บุญบาปไม่มี โลกอื่นไม่มี สัตว์เสมอเหมือนกันหมด ความเพียรไม่มีผลอะไร ผลแห่งการให้ทานรักษาศีลก็ไม่มี สัตว์เกิดตามกันมาเหมือนเรือนน้อย ห้อยท้ายเรือใหญ่ บิดามารดา ครูอาจารย์ไม่มีบุญคุณอะไร สัตว์ได้ดีได้ชั่วเอง ไม่ต้องทำอะไร ทานนั้นคนโง่เป็นคนให้ ส่วนคนฉลาดมีแต่คอยรับ คนโง่สำคัญตัวว่าฉลาดเป็นผู้ไม่มีอำนาจ ย่อมให้ทานแก่ผู้ฉลาด ทั้งหลาย
               รูปกายอันเป็นที่รวมของ ดิน น้ำ ลม ไฟ สุข ทุกข์ และชีวิต 7 อย่างนี้เป็นของเที่ยง ไม่ขาดสูญ ไม่มีใครถูกฆ่าฟันเบียดเบียน เป็นเพียงคมอาวุธชำแรกเข้าไปในระหว่างรูปกาย คนที่ตัดศรีษะผู้อื่นด้วยดาบอันคม ไม่ชื่อว่าเขาฆ่าคนตาย ไม่บาป สุตว์ทุกจำพวก ย่อมเกิดตายว่ายเวียน อยู่ในวัฏสงสารนี่เองตลอด 84 มหากัป เมื่อเกิดตาย เกิดตาย จนครบตามกำหนดนี้ ก็ย่อมบริสุทธิ์เอง ไม่ต้องทำอะไร เพราะเมื่อยังเป็นไปไม่ครบตามกำหนดแล้ว แม้จะประพฤติสำรวมดี ในศีลทานก็บริสุธิ์ไม่ได้ เมื่อยังไม่ถึงเวลา แม้จะกระทำความดีงามมากมาย ก็ไม่บริสุทธิ์ หรือแม้กระทำบาปมากมาย เมื่อเป็นไปตามกำหนดก็บริสุทธิ์ได้ ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้เอง เมื่อครบ 84 กัป ไม่ล่วงเลยเขตกำหนดนี้แน่นอน เหมือนคลื่นมหาสมุทร ไม่ล่วงเลยฝั่งไปฉะนั้น
               พระเจ้าอังคติราช ทรงเห็นด้วยและทรงเชื่อถือ ตามวาทะของคุณาชีวกนั้น กลายเป็นพระราชามิจฉาทิฐิไป ทรงสั่งให้รื้อโรงทานเลิกบริจาคทาน ไม่รักษาศีลอีกต่อไป ทรงประพฤติปฏิบัติมัวเมาในกามคุณ ทรงสนุกสนานไปตามพระทัยที่ปรารถนา ไม่ทรงสนพระทัยในราชการบ้านเมือง พระราชธิดารุจาราชกุมารี ทรงทราบเรื่อง จึงเสด็จเข้าเฝ้าพระราชบิดา เพื่อที่จะทรงเปลื้องพระองค์ ให้พ้นไปจากความเห็นผิด แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จดังพระประสงค์ จึงทรงอธิฐานขอให้สมณพราหมณ์ เทวดา และมหาพรหม ผู้บริหารรักษาโลก มาช่วยเปลื้องมิจฉาทิฐิจากพระราชา ให้กลับกลายเป็นสัมมาทิฐิด้วย

               กาลครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติ เป็นท้าวมหาพรหมนามว่า นารทกัสสปโคตร ในวันนั้น พระโพธิสัตว์ทรงตรวจดูโลกด้วยทิพยจักษุ ทอดพระเนตรเห็นพระนางรุจาราชกุมารี และทรงทราบเรื่องทั้งหมด เกี่ยวกับพระราชา ทรงดำริว่า คนอื่นเว้นเราเสียย่อมไม่สามารถ จะปลดเปลื้องพระราชานั้น จากมิจฉาทิฐิได้ วันนี้เราควรจะสงเคราะห์พระธิดา และกระทำความสวัสดีแก่พระราชา จึงเสด็จจากพรหมโลก ไปยังมิถิลานครนั้นในทันที ด้วยเพศแห่งพระฤาษี มีพระรัศมีไพโรจน์โชติช่วง ประหนึ่งดวงจันทร์เพ็ญลอยเด่น อยู่บนเบื้องบนนภากาศ แล้วเสด็จสู่พื้นจันทกปราสาท ประทับยืนอยู่ ณ เบื้องพระพักต์พระราชา
               พระเจ้าอังคติราช ทอดพระเนตรเห็นพระฤาษี ผู้มีฤทธิ์ก็ทรงหวาดหวั่นพระทัย จึงเสด็จลงจากพระราชอาสน์ แล้วตรัสถามความเป็นมา เมื่อทรงทราบว่าเป็นพระพรหมนารทะ เสด็จมาเพื่อจะทรงอนุเคราะห์พระองค์ จึงทรงถามว่า  " ท่านนารทะ การที่ท่านสามารถยืน และเหาะไปมาได้ในอากาศ ช่างน่ามหัศจรรย์ เพราะเหตุอะไรหนอท่านจึงมีฤทธิ์มากเช่นนี้ "
               พระนารทฤาษี จึงทูลว่า  " คุณธรรม 4 ประการ คือ สัจจะ ธรรมะ ทมะ และจาคะ อาตมภาพได้ทำไว้ในชาติก่อน เพราะคุณธรรมที่ได้ประพฤติ ปฏิบัติมาดีแล้วนั่นแล อาตมภาพจึงไปไหนๆ ได้ตามความปรารถนาโดยรวดเร็วทันใจ "  (ธรรม 4 ประการ คือ ความจริง วาจา สุจริต 3 การฝึกตน และการสละไทยธรรม และการสละกิเลส) จากนั้นได้ทูลตอบปัญหา ของพระราชาต่อไปว่า  " ที่กล่าวกันว่าเทวดามี มารดา บิดามี(บุญคุณ) และปรโลก(โลกอื่น) มีนั้น เป็นความจริงแน่นอน แต่คนผู้หลงงมงายในกามย่อมไม่รู้จักปรโลก "
               พระเจ้าอังคติราช ตรัสว่า  " ท่านนารทะ ถ้าท่านเชื่อว่าปรโลกมีจริง ก็ต้องมีที่ตั้งอยู่แน่นอน สัตว์ที่ตายแล้ว ก็ต้องไปอยู่ที่นั่นแน่นอน ขอท่านจงให้เงินข้าพเจ้ายืมสัก 500 เมื่อข้าพเจ้าไปสู่ปรโลกแล้ว ข้าพเจ้าจะใช้คืนท่าน 1,000 ทีเดียว "
               พระนารทฤาษี จึงกล่าวว่า  " ถ้าอาตมภาพรู้ว่ามหาบพิตรให้ทานรักษาศีล อาตมภาพก็จะให้มหาบพิตรยืมสัก 500 แต่พระองค์เป็นคนหยาบช้า เมื่อทรงจุติจากโลกนี้แล้ว จะต้องไปอยู่ใน(ปรโลก) นรก ใครจะไปทวงทรัพย์ 1,000 ในปรโลกเล่า ผู้ใดในโลกนี้ เป็นคนไม่มีศีลธรรม ประพฤติชั่ว เกรียจคร้าน มีกรรมหยาบช้า บัณฑิตย่อมไม่ให้ผู้นั้นกู้หนี้ เพราะจะไม่ได้ทรัพย์คืนจากคนเช่นนั้น ส่วนบุคคลผู้ขยันหมั่นเพียร มีศีล ทาน คนทั้งหลายย่อมนำทรัพย์มามอบให้เอง ด้วยคิดว่าผู้นี้ทำการงานเสร็จแล้ว พึงนำมาใช้คืนให้แน่นอน "
               พระนารทฤาษี กราบทูลว่า  " ขอถวายพระพร ถ้าพระองค์ไม่ทรงละมิจฉาทิฐิ ยังคงทรงประพฤติ ปฏิบัติเช่นนี้ต่อไป ก็จักต้องเสด็จสู่นรกแน่นอน "   แล้วแสดงเรื่องราวของนรกภูมิ เป็นอันมาก เป็นต้นว่า

หน้า1     หน้า2
 
แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook