บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พระเจ้าสิบชาติ

พระเตมีย์  ผู้ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี
พระมหาชนก ผู้ทรงบำเพ็ญวิริยบารมี
สุวรรณสาม ผู้บำเพ็ญเมตตาบารมี
พระเนมิราช ผู้ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมี
มโหสถบัณฑิต ผู้ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี
พระภูริทัต ผู้ทรงบำเพ็ญศีลบารมี
พระจันทกุมาร ผู้ทรงบำเพ็ญขันติบารมี
พระมหานารทกัสสปะ ผู้ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี
วิธุรบัณฑิต ผู้บำเพ็ญสัจบารมี
พระเวสสันดร ผู้ทรงบำเพ็ญทานบารมี

สุวรรณสาม ผู้บำเพ็ญเมตตาบารมี

หน้า1   หน้า2

               กาลนั้น เทพธิดานามว่าพสุนธรี ซึ่งเคยเป็นมารดาพระโพธิสัตว์ในชาติก่อน พิจารณาดูพระโพธิสัตว์ ก็รู้เรื่องราวทั้งหมด ดำริว่า ถ้าเราไม่ไปในที่นั้น สุวรรณสามบุตรเราก็จักพินาศ แม้พระหทัยของพระราชาก็จักแตกสลาย บิดามารดาของสามะก็จะอดอาหาร และน้ำตาย แต่เมื่อเราไปจักสำเร็จประโยชน์แก่ทุกคน จึงไปสถิตในเบื้องบนอากาศโดยไม่ปรากฏกาย กล่าวกับพระเจ้าปิลยักษ์ว่า พระองค์ทรงทำผิดมาก กระทำกรรมชั่วแล้ว บิดามารดาและบุตร ผู้ไม่ประทุษร้าย ถูกพระองค์ประหารแล้ว ด้วยลูกศรลูกเดียว เชิญเสด็จเถิด ขอให้พระองค์ ทรงเลี้ยงดูบิดามารดา ผู้มีจักษุมืดบอดของสามบุตรโดยธรรมเถิด สุคติก็จะพึงมีแด่พระองค์ พระราชาสดับคำเทพธิดาแล้ว ทรงเชื่อถือ จึงทรงบูชาพระโพธิสัตว์ด้วยดอกไม้แล้ว ทรงถือเอาหม้อน้ำบ่ายพระพักตร์ เสด็จยังบรรณศาลาของพระฤาษี
               พระทุกูลฤาษีนั่งอยู่ภายในบรรณศาลา ได้ยินเสียงก็รู้ว่าไม่ใช่บุตรของตน เพราะบุตรของตนเป็นคนเท้าเบา ไม่เดินหนักอย่างนี้ จึงไต่ถามดูว่าเป็นใคร เมื่อทราบว่าเป็นพระราชาแห่งแคว้นกาสี จึงถวายการต้อนรับ ด้วยถ้อยคำอ่อนหวานนอบน้อม เชิญเสวยผลไม้ และขอให้ทรงดื่มน้ำเย็น พระราชาทรงไต่ถามว่า ท่านจักษุมืดมองไม่เห็นอะไร ใครหนอนำผลไม้มาสะสมไว้ในที่นี้ เหมือนคนตาดีทำไว้ พระฤาษีก็ทูลตอบว่า พ่อสามกุมารรูปงาม ผู้มีเกศายาวดำสลวยผู้บุตรนั่นเอง เป็นคนนำผลไม้มา ตอนนี้กำลังไปตักน้ำคงใกล้จะกลับแล้ว พระราชาจึงตรัสบอกความจริงว่า บัดนี้พระองค์ได้ฆ่าสามกุมารผู้งดงาม ผู้มีเกศาดำยาวเสียแล้ว บนหาดทรายใกล้แม่น้ำ
               ปาริกาฤาษีณีผู้เป็นมารดาพระโพธิสัตว์ ได้ลงจากบรรณศาลามาถามเรื่องราว ทุกูลฤาษีก็เล่าเรื่องให้ฟังพร้อมกับสอนว่า เราทั้งสองอย่าปรารถนาบาปต่อพระเจ้ากาสี ผู้ยิงลูกเราด้วยธนูเลย ปาริฤาษีณีแย้งว่า  " บุตรที่รักหาได้ยาก เป็นผู้เลี้ยงเราทั้งสอง ผู้ตามืดบอดในป่า จะไม่โกรธบุคคลผู้ฆ่าบุตรคนเดียวนั้นได้อย่างไร "  ทุกูลฤาษีก็กล่าวย้ำว่า   " บุตรที่รักหาได้ยาก เป็นผู้เลี้ยงเราทั้งสองผู้ตามืดบอดในป่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญ บุคคลผู้ไม่โกรธต่อบุคคลผู้ฆ่าบุตรคนเดียวนั้น "
               พระราชาทรงปลอบโยนฤาษีทั้งสอง มิให้เศร้าเสียใจว่า พระองค์เป็นผู้ฉลาดในธนูศิลป์ ยิงธนูได้แม่นยำนัก จักฆ่ามฤคและหาผลไม้ในป่า ปรนนิบัติเลี้ยงดูท่านทั้งสองเอง แต่ฤาษีทั้งสองไม่ยินยอมอ้างว่า พระองค์เป็นพระราชาของพวกตน ทำอย่างนั้นไม่สมควร พระราชามีความนับถือเลื่อมใส ในความอ่อนน้อมถ่อมตนของฤาษีทั้งสอง จึงขอให้ทั้งสองเป็นพ่อแม่ของพระองค์ พระองค์เองยอมเป็นบุตรแทนสามกุมาร แต่พระฤาษีทั้งสองไม่ยินยอม ขอให้พาพวกตนไปหาสามกุมาร แล้วพวกตนจะขอตายพร้อมกัน ณ ที่นั้น พระราชาไม่ทรงสามารถทัดทาน จึงได้พาไปในที่สุด เมื่อไปถึงพระฤาษีทั้งสอง ก็พากันร้องไห้คร่ำครวญเป็นอันมาก ปาริกาฤาษีณีได้กระทำสัจกิริยาว่า

               " ลูกสามะนี้เป็นผู้ประพฤติธรรมเป็นอาจิน เป็นผู้ประพฤติเพียงดังพรหม กล่าวแต่คำสัตย์คำจริง เป็นผู้เลี้ยงบิดามารดา มีความยำเกรงต่อผู้เจริญในสกุล เป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของเรา ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ของพิษในกายของลูกสามะจงหายไป บุญอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ลูกสามะกระทำแก่เรา และแก่บิดาของเธอ ด้วยอานุภาพแห่งบุญกุศลนั้น ขอพิษในกายของลูกสามะจงหายไป "
               ทุกูลฤาษีก็ได้กระทำสัจกิริยาเช่นเดียวกัน และนางพสุนธรีเทพธิดาจากภูเขาคันธมาทน์ ก็ได้ทำสัจวาจาด้วยความเอ็นดูสามกุมารว่า   " เราอยู่ภูเขาคันธมาทน์ ตลอดราตรีนาน ใครอื่นเป็นที่รักของเรา ยิ่งกว่าสามกุมารไม่มี ของหอมล้วนแล้วด้วยไม้หอมทั้งหมด ณ คันธมาทน์บรรพตมีอยู่ ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของสามกุมารจงหายไป "   เมื่อฤาษีทั้งสอง บ่นเพ้อรำพันอยู่นั่นเอง สามกุมารก็ลุกขึ้น ความเจ็บป่วยได้มลายหายไปจนหมดสิ้น ไม่ปรากฎมีแผลเป็นให้เห็นเลย มหาอัศจรรย์ได้เกิดขึ้นแล้วในขณะนั้น คือ พระโพธิสัตว์หายบาดเจ็บ ฤาษีบิดามารดากลับมองเห็นได้ดังเดิม พระอาทิตย์ขึ้น และท่านทั้งสี่นั้นปรากฎตัวอยู่ ณ บรรณศาลาพร้อมกันทีเดียว
               ต่อจากนั้นสุวรรณสามโพธิสัตว์ ได้กระทำปฏิสันถารพระราชา ด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน นอบน้อม เชิญเสวยผลไม้และเชิญให้ทรงดื่มน้ำเย็น อันนำมาจากมิคสัมมตานที เพื่อจะบรรเทาความสงสัยของพระราชา จึงทูลว่า
               " ข้าแต่มหาราช โลกย่อมสำคัญบุคคลผู้ยังมีชีวิตอยู่ เสวยเวทนาอย่างหนัก มีความดำริในใจเข้าไปใกล้แล้ว ยังเป็นอยู่แท้ๆ ว่าตายแล้ว ข้าแต่มหาราช โลกย่อมสำคัญบุคคลผู้ยังมีชีวิตอยู่ เสวยเวทนาอย่างหนัก ถึงความดับสนิทระงับแล้วนั้น ยังเป็นอยู่แท้ๆ (เช่น ข้าพระองค์) ว่าตายแล้ว
               บุคคลใดเลี้ยงดูบิดามารดาโดยธรรม เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมแก้ไขคุ้มครอง บุคคลนั้น นักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญบุคคลนั้น บุคคลนั้นจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงอยู่ในสวรรค์ "
               พระโพธิสัตว์ได้แสดงธรรมถวายพระราชาเป็นอันมาก ให้พระราชาทรงตั้งอยู่ ในทศพิธราชธรรม และเบญจศีล พระราชาทรงรับโอวาท แล้วขอขมาพระโพธิสัตว์ และเสด็จกลับกรุงพาราณสี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล มีทาน เป็นต้น และทรงรักษาเบญจศีล ครองราชสมบัติโดยธรรมสม่ำเสมอ เมื่อสวรรคตได้เสด็จอุบัติในสรวงสวรรค์ แม้พระโพธิสัตว์และมารดาบิดา ได้บรรลุอภิญญาและสมาบัติแล้ว ในที่สุดแห่งอายุ ได้เข้าถึงพรหมโลกสิ้นทุกคน

หน้า1   หน้า2
 
แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook