สำหรับผู้ต้องหาทั้งหมดที่ตำรวจสันติบาลจับกุมและสอบสวนแล้วนั้น
ได้นำตัวไปควบคุมไว้ที่ศูนย์ฝึกตำรวจนครบาลบางเขน
โดยขังรวมกับผู้ต้องหาอื่น
ในชั้นแรกทางตำรวจห้ามเยี่ยมห้ามประกัน
เพราะถือว่าเป็นผู้ต้องหาคดีสำคัญ
ด้าน พล.ต.ต. สง่า กิตติขจร
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ
ซึ่งปรากฎชื่อร่วมอยู่ในกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญด้วยนั้น
ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สือข่าวหนังสือพิมพ์
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม
โดยชี้แจงว่าก่อนหน้าที่กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญจะถูกจับกุม
10 วันนั้น
มีนิสิตนักศึกษาไปพบที่บ้านพัก
แล้วนำสำเนาเอกสารเรียกร้องรัฐธรรมนูญให้ดู
พิจารณาดูแล้วก็เห็นด้วยเพราะไม่มีถ้อยคำรุนแรงอะไร
ทั้งยังได้แนะนำไปว่าถ้ายื่นให้รัฐบาลปฎิบัติตาม
ควรกระทำแบบสันติวิธี
แล้วรอคอยคำตอบ
เมื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯได้ไม่กี่วัน
ก็มีกลุ่มนิสิตนักศึกษาได้เข้าพบอีก
แล้วให้เซ็นชื่อในสำเนาเรียกร้องรัฐธรรมนูญ
แต่ตัวเองไม่ยอมเซ็น
โดยกล่าวว่า
การแยกตัวออกจากรัฐบาลชุดของ
จอมพล ถนอม กิตติขจร
นั้นเพราะความคิดเห็นไม่ตรงกัน
และคิดอยู่เสมอว่าจะไม่ขอร้องอะไรจากคณะรัฐบาลอย่างเด็ดขาด
จึงไม่ยอมเซ็นชื่อให้ไป
พล.ต.ต.สง่า
ยืนยันว่าที่ไม่ยอมเซ็นก็ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาแล้วเท่านั้น
มิใช่เกรงใจรัฐบาลแต่อย่างใด
พล.ต.ต. สง่า กิตติขจร
ยังได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวอีกด้วยว่า
ประเทศไทยควรจะมีรัฐธรรมนูญได้แล้ว
ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ
ไม่มีเหตุผลใดๆที่จะยังมีรัฐธรรมนูญไม่ได้ประการหนึ่ง
และประการหนึ่ง
เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาต่างประเทศหลายอย่าง
ดังนั้นคนไทยทุกคนควรโอกาส
ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและพัฒนาชาติร่วมกัน
ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงความเห็นของกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยลำพัง
และยังเน้นอีกว่า
การที่จะให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญนั้น
ควรได้มาโดยสันติวิธี
ไม่ใช่ได้มาด้วยการเสียเลือดเนื้อ
ต่อคำถามที่ว่า
มีความเห็นอย่างไรกรณีที่นิสิตนักศึกษา
กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญถูกจับกุม
พล.ต.ต. สง่า ตอบว่า
ถ้านิสิตนักศึกษาถูกจับกุมเพราะเพียงเรื่องเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอรัฐธรรมนูญก็รู้สึกว่า
รัฐบาลได้กระทำการที่เสี่ยงมาก
และว่าในเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนี้
ไม่เพียงแต่นิสิตนักศึกษาเท่านั้นที่เรียกร้อง
เพราะเมื่อระหว่างอยู่ที่ลำพูน
ก็ได้มีพ่อค้า ประชาชน
และบุคคลจากหลายอาชีพไปพบ
และพูดคุยเรื่องรัฐธรรมนูญอยู่เสมอ
ต่างมีความเห็นว่า
ประเทศไทยควรจะมีรัฐธรรมนูญ
เป็นหลักฐานในการปกครองประเทศเสียที
และจากกรณีที่ พ.อ. ณรงค์
กิตติขจร รองเลขาธิการ กตป.
และผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11
รักษาพระองค์
ผู้เป็นหลานของท่านได้พูดกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ว่า
ถ้าอาจารย์สนับสนุนนิสิตนักศึกษาให้เดินขบวนเรียกร้องรัฐธรรมนูญ
ตนจะเอาทหารที่กำลังรบอยู่ที่ภูหินร่องกล้ามาเดินขบวนบ้างนั้น
พล.ต.ต. สง่า
บอกว่าเป็นการพูดไม่ถูกต้อง
ไม่สมควรกับเป็นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบบ้านเมือง
พ่อแม่ของทหารก็เป็นประชาชน
เมื่อประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญ
ทหารจะไปขัดขวางความต้องการของประชาชนได้อย่างไร
วันที่ 8 ตุลาคม 2516 พล.ต.ต. ชัย
สุวรรณศร
ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล
ได้ออกหมายจับ นายไขแสง สุกใส
ไปทั่วประเทศ
เพราะการครวจค้นที่สำนักงานทนายความ
ธรรมรังสี
ซึ่งนายไขแสงเป็นผู้อำนวยการอยู่นั้น
ตำรวจได้อ้างว่าพบเอกสารหลักฐานที่ส่อว่า
นายไขแสงมีส่วนเกี่ยวข้องและอยู่เบื้องหลังการเรียกร้องรัฐธรรมนูญครั้งนี้
โดยในตอนเช้าวันเดียวกันนั้นเอง
พล.ต.ต. ชัย
พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล
ได้นำแผ่นโปสเตอร์
ใบปลิวและหนังสือขอประชามติเรียกร้องรัฐธรรมนูญ
รวมทั้งหนังสือภาษาต่างประเทศที่ค้นได้จากที่พักของผู้ที่ถูกจับกุมบางคน
ไปรายงานให้จอมพลถนอม กิตติขจร
นายกรัฐมนตรี จอมพลประภาส
จารุเสถียร
รองนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
และรักษาการในตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจทราบ
พล.ต.ต. ชัย สุวรรณศร
ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล
ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ว่า
ขณะนี้ตำรวจจับผู้ต้องหาได้ 12 คน
และกำลังดำเนินการสอบสวนอยู่
นอกจากนั้นยังได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่สันติบาลไปสังเกตุการณ์ดูความเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาที่หมาวิทยาลัย
ต่างๆด้วย
และยังบอกด้วยอีกว่าเอกสารที่สันติบาลยึดได้และนำไปให้นายกรัฐมนตรีนั้น
แสดงให้เห็นว่าพวกนักศึกษาที่ถูกจับกุมครั้งนี้ไม่ใช่นักศึกษาแล้ว
แต่เป็นนักการเมือง
เพราะถูกนักการเมืองล้างสมองเอาตัวไปเป็นเครื่องและหลอกใช้
ด้าน พล.ต.ท. ประจวบ สุนทรางกูร
รองอธิบดีกรมตำรวจ
ได้ออกมาแถลงในวันเดียวกันนั้นว่า
การจับกุมนักศึกษา
นักหนังสือพิมพ์
ตลอดจนนักการเมืองทั้ง 12 คนนั้น
ไม่ใช่จับเฉพาะนักศึกษาอย่างเดียว
แต่มีกลุ่มนักการเมืองบางคนเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย
และไม่ได้จับกุมกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ
หากแต่จับฐานมั่วสุมทางการเมืองเกินกว่า
5 คน
และมีพฤติกรรมก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง
อันนำความไม่สงบมาสู่ประชาชนและชาติบ้านเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่า
จะมีการจับกุมใครเพิ่มอีกหรือไม่
รองอธิบดีกรมตำรวจ ตอบว่า
ขณะนี้ยังไม่มี
จะต้องรอผลการสอบสวนก่อนว่าพาดพิงถึงใครบ้างหรือไม่
แต่ก็ได้ออกหมายจับ
นายไขแสงไปแล้ว
และยังได้ขอให้นายไขแสง
มามอบตัวแสดงความบรสุทธิ์
ที่กระทรวงมหาดไทย จอมพลประพาส
จารุเสถียร
ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงในเรื่องนี้ว่า
ได้ทราบจากนักศึกษาเองว่า
มีบุคคลนัดหมายให้ไปพร้อมกันที่สนามหลวง
ตอนเช้าวันเสาร์
เพื่อเดินขบวนเรียกร้องรัฐธรรมนูญ
แต่นักศึกษาส่วนมากเห็นว่ายังไม่สมควร
จึงมีนักศึกษาไปร่วมด้วยน้อย
โดยในเช้าวันเสาร์เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยของนักศึกษา
แต่พอสายๆกลับมีการรวมกลุ่มกันที่อนุสาวรีย์ทหารอาสา
และมีแผ่นป้าย 12-13 ใบ
แต่เห็นว่าชุมนุมกันเฉยๆ
ไม่เป็นเรื่องเสียหายอะไร
แต่ต่อมา
ก็เริ่มแจกใบปลิวและถือแผ่นป้ายมีข้อความต่างๆ
ทำให้เกิดความโกลาหล
ประชาชนแตกตื่น
ทั้งที่บริเวณสนามหลวงและบริเวณใกล้เคียง
ทำให้การจราจรติดขัด
เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไประงับก็ไม่ยอมเลิก
กลับขึ้นไปแจกใบปลิวกันถึงบนสถานีตำรวจ
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุมตัว
โดยมีทั้งนักศึกษา นักการเมือง
ข้าราชการ
และนักพูดที่ชุมนุมชนซึ่งแสดงว่าไม่ใช่นักศึกษา
เมื่อได้จับกุมบุคคลเหล่านั้นไปสอบสวนและพาไปค้นที่บ้านพัก
ก็ได้เอกสารอีกหลายชิ้นที่บ่งชัดว่า
ไม่ใช่เรื่องการเรียกร้องรัฐธรรมนูญอย่างเดียว
แต่มีกำหนดนัดวางแผนที่จะ
ก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง
และในแผนนั้นยังได้ระบุสถานที่ไว้อีกหลายแห่งด้วยกัน
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ไปตรวจค้นสถานที่ดังกล่าวที่ระบุไว้
และได้เอกสารอีกจำนวนมาก
รวมทั้งเอกสารคอมมิวนิสต์ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศด้วย
นอกจากนั้ยังได้เอกสารบันทึกต่างๆไว้อีกจำนวนหนึ่ง
ทั้งเอกสารที่บ่งบอกถึงงานที่ทำมาแล้วและที่กำลังจะทำต่อไป
โดยเอกสารเหล่านั้นเป็นการยุยงให้ล้มล้างรัฐบาล
อันเป็นความผิดแน่ชัด
จึงได้ควบคุมตัวไว้สอบสวนต่อไป
และยังหลบหนีอยู่อีกหลายคน
แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้ถ่ายรูปไว้หมดแล้ว
และกำลังติดตามตัวอยู่
จอมพลประภาส
ยังได้กล่าวอีกต่อไปว่า
สำหรับผู้ที่มีชื่อพิมพ์อยู่ในใบปลิวทั้ง
100 คนนั้น
ยังไม่ถือว่าเป็นเรื่องเสียหายแต่อย่างใด
เพราะอาจจะมีการพิมพ์ชื่อใครก็ได้ลงไปโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง
เช่น พล.ต.ต. สง่า กิตติขจร
ก็ทราบว่าอยู่ที่ลำพูน นายถนัด
คอมันต์
เวลานี้ก็อยู่ที่ต่างประเทศ
ส่วนเรื่องการควบคุมตัวผู้ต้องหานั้นอาจจะควบคุมไว้นานเป็นพิเศษ
เพราะว่ามีเอกสารมากและสลับซับซ้อน
ส่วนการดำเนินคดีนั้นจะได้เสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
เพราะไม่ใช่เรื่องธรรมดา
จอมพลประภาส
กล่าวว่าตามความรู้สึกส่วนตัวนั้น
เห็นว่าเป็นแผนการของกลุ่มคนที่คิดจะล้มล้างรัฐบาล
แล้วชักชวนคนต่างสาขาอาชีพเข้าร่วมด้วย
โดยผู้ถูกชักชวนไม่รู้ตัว
คนหนุ่มสาวอาจจะหลงผิดไปได้อย่างรวดเร็ว
และว่าเรื่องนี้มีการติดต่อเกี่ยวโยงไปถึงคนไทยที่อยู่นอกประเทศด้วย
แต่มีส่วนน้อย
สำหรับนักศึกษาเมื่อมีการสอบสวนแล้ว
พบว่าไม่มีสวนพัวพันจะให้ประกันตัวออกไป
เพราะเห็นใจบางคนกำลังติดสอบอยู่
และจะให้ทางเจ้าหน้าที่สอบสวนโดยเร็วที่สุด
จอมพลประภาส
ยังได้ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องการเรียกร้องรัฐธรรมนูญต่อไปว่า
จะเรียกร้องก็เรียกร้องไปแต่อย่าให้ผิดกฎหมาย
และทุกครั้งที่เรียกร้องรัฐบาลก็พิจารณาทุกครั้ง
บางที่ก็เรียกร้องเกินสมควรไป
และเรื่องรัฐธรรมนูญนี้ก็ได้เคยชี้แจงมาแล้วหลายครั้งว่า
การร่างต้องกระทำโดยรอบคอบ
ต่อข้อถามเรื่องศูนย์นิสิตนักศึกษาจะมีปฎิกิริยาตอบโต้เกี่ยวกับการจับกุมครั้งนี้นั้น
จอมพลประภาส
กล่าวว่าถ้าทางศูนย์เข้าใจเรื่องราวถูกต้องคงไม่มีอะไร
เพราะเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการไปตามตัวบทกฎหมายทั้งสิ้น
จอมพลประภาส กล่าวอีกว่า
รู้สึกเห็นใจที่เขาเรียกร้องรัฐธรรมนูญ
ให้มีรัฐสถา
ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางเดียวกัน
เสร็จภายในสามปีแน่
และนี่ก็เข้ามาปีครึ่งแล้ว
ยังเหลือเวลาอีกปีกว่าๆ
บ่นกันไปบ่นกันมาก็จะถึงสามปีจนได้
จอมพลประภาสยังได้กล่าวเสริมในช่วงท้ายอีกว่า
เจ้าหน้าที่ตำรวจค้นได้เอกสารในสำนักงาน
ธรรมรังสี มากที่สุด
ซึ่งผิดกฎหมายชัดๆ
นอกจากนี้ยังพบเอกสารที่มีแผนจะแบ่งแยกทหารอาชีพกับทหารการเมืองออกจากกันเพื่อให้มีการขัดแย้งกันเอง
กรรมกรก็เช่นกัน
มีแผนจะให้กรรมกรแท้ๆ
รวมกับกรรมกรบริหาร
ซึ่งกรรมกรแท้ไม่สนใจการเมือง
แสดงว่าไม่ใช่เรื่องของนักศึกษาเสียแล้ว
เป็นการหลอกใช้นักศึกษาเสียมากกว่า
|