ในส่วนของเอกสารกลุ่มที่
5
เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ต้องหาบางคน
ที่ได้รับความคิดจากที่อื่น
เกี่ยวกับวิธีการปลุกระดมมวลชน
และวิธีการในการต่อสู้ด้วยอาวุธ
จากเอกสารและการปฎิบัติของฝ่ายพวกผู้ต้องหาบางคนที่ได้กระทำขึ้นมานั้น
เป็นเอกสารที่แสดงถึงความต้องการที่จะดึงมวลชนเข้ามาทำการต่อสู้กับรัฐบาล
นอกจากนี้ยังมีแผนภูมิเกี่ยวกับเรื่องการจัดกำลัง
ของกองทัพไทย
ระหว่างแผนภูมิยังมีรายชื่อหัวหน้าหน่วย
ผู้นำ เช่น รอง ผบ. ทบ.
เอกสารแผ่นนี้ยังชี้ให้เห็นว่า
ได้มีการจัดกำลังของเจ้าหน้าที่ว่า
ขึ้นต่อความรับผิดชอบต่อส่วนใด
.........เอกสารแผ่นหนึ่ง
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวิเคราะห์ปัญหาสังคม
ซึ่งทางเจ้าหน้าที่พิจารณาลายมือแล้ว
เห็นว่าไม่ใช่ของผู้ที่ยึดมาได้
โดยสาระสำคัญคือการวิเคราะห์ปัญหาสังคม
และพยายามชี้ให้เห็นว่าแค่ละด้านนั้น
ด้านไหนที่มีส่วนอ่อนแอ
ด้านไหนที่มีส่วนจะเข้าต่อสู้
ลักษณะนี้บวกกับเรื่องแผนผังในตัวบุคคล
ด้านกำลังกองทัพของประเทศไทย
เข้ามาประกอบกันแล้ว
เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่า
มิใช่เป็นการเรียกร้องรัฐธรรมนูญอย่างสันติวิธีเสียแล้ว
และพิจารณาจากหลักฐานเหล่านี้แล้ว
เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล
ลงความเห็นว่า
เรื่องนี้เป็นการเตรียมการเพื่อจะกระทำความผิด
ตามมาตรา 116
ซึ่งแม้จะเป็นการเตรียมการ
ก็เป็นความผิด
ในส่วนของการปฎิบัติงานในด้านอื่นๆนั้น
พบรายชื่อของบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ซึ่งรายชื่อต่างๆเหล่านี้
ทางตำรวจสงสัยว่า
อาจจะเป็นรายชื่อของนักการเมืองที่กำลังพัวพัน
เป็นต้นว่า ชื่อเทพ เลียง
อาจจะเป็น นายเทพ โชตินุชิต และ
นายเลียง ไชยกาล
แต่ยังไม่ทราบว่ามีนักการเมืองคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่.........
ต่อข้อซักถามของสื่อมวลชน
ในกรณีที่หนังสือที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นนั้น
เป็นหนังสือในห้องสมุดที่นักศึกษายืมมานั้น
ได้รับคำตอบว่า
.....หนังสือต่างๆเหล่านั้นหาซื้อได้ตามท้องตลาด
และไม่ผิดกฎหมาย
แต่ถ้ามีแต่หนังสือก็ไม่เป็นไร
บังเอิญเมื่อมีหนังสือแล้วปฎิบัติการต่างๆที่เป็นผลตามมาจากหนังสือนั้น
โดยนำหลักการเหล่านั้นมาใช้
ดังที่ได้เรียนให้ทราบแล้วว่า
เป็นเทคนิคในการปฎิวัติ
โดยใช้กำลังล้มล้างรัฐบาล
และใช้มวลชนเข้าร่วมการปฎิวัติ
ส่วนจะเป็นความผิดหรือไม่
อัยการจะพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
ภายหลังจากที่ตำรวจสันติบาลได้จับกุม
กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ
แลัวยัดเยียดข้อหาตามความประสงค์ของผู้มีอำนาจในแผ่นดิน
ว่าเป็นผู้ต้องหาที่ควบคุมตัวไว้เป็น
"กบฎ"
จนเกิดปฎิกิริยาจากนิสิตนักศึกษาและประชาชน
โดยต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมของผู้บริหารประเทศ
ส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่ตัว พ.อ.
ณรงค์ กิตติขจร และ จอมพลประภาส
จารุเสถียร
เพราะประชาชนส่วนใหญ่ต่างก็รู้ดีว่า
เอกสารที่ตำรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน
และระบุว่าผู้ต้องหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์นั้น
ล้วนเป็นหนังสือที่ใช้เป็นตำราเรียนในมหาวิทยาลัย
และหนังสือดังกล่าวเป็นของห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่นักศึกษาได้ขอยืมมา
หลังจากที่ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์โต้ตอบรัฐบาลแล้ว
การเคลื่อนไหวในการต่อต้านรัฐบาลก็เกิดขึ้น
แต่เนื่องจากระหว่างนั้นนักศึกษาหลายสถาบันอยู่ในระหว่างการสอบไล่
การเคลื่อนไหวจึงทำได้ช้า
อย่างไรก็ดีนักศึกษาวิทยาลัยวิชาการศึกษา
ประสานมิตร
ก็ได้เริ่มเปิดฉากเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการกระทำของรัฐบาล
โดยนักศึกษาจำนวนนับพันคนได้ชุมนุมกันโดยเปิดเผยภายในมหาวิทยาลัย
เริ่มจากชุมนุมกันที่ขอบสระตึก4
และใช้ไมรโครโพนพูดโจมตีรัฐบาล
และเรียกร้องให้ปล่อยตัวบุคคลทั้ง
12 คนโดยด่วน
การชุมนุมครั้งนี้เป็นการผละการเรียนทั้งมหาวิทยาลัย
ทำให้อาจารย์หาลูกศิษย์สอนไม่ได้
โดยเหล่านักศึกษาอ้างว่าที่มาชุมนุมกันวันนี้
นอกจากจะหนุนเพื่อนนักศึกษาที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญแล้ว
ยังต้องการให้นักศึกษาทราบเรื่องที่เกิดขึ้น
และขอให้ทุกคนช่วยกันติดตามข่าว
เพื่อจะได้มีส่วนร่วมกับเพื่อนนักศึกษา
และศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยโดยพร้อมเพียงกัน
จากขอบสระก็ย้ายไปพูดที่หอประชุมใหญ่
ท่ามกลางเพลงปลุกใจ
สยามมานุสสติ
กระหึ่มก้องตลอดเวลา
ซึ่งนอกจากจะพูดแลัวยังได้มีการเขียนแผ่นป้ายโปสเตอร์ติดตามสถานที่ต่างๆเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับทั้งหมด
"ถ้าไม่ปล่อยเราจะเดินไป" และยังมีข้อความกล่าวโจมตีรัฐบาลอีกจำนวนมาก
การพูดดำเนินต่อไปจนเที่ยงวันก็ยังไม่หยุด
สรุปความต้องการของการชุมนุมในครั้งนี้ว่า
ให้รัฐบาลปล่อยตัวกลุ่มผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญทั้งหมด
และให้รัฐบาลแสดงท่าทีในเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างแน่ชัดว่าจะเอาอย่างไร
ระหว่างที่นักศึกษาได้ชุมนุมกันอยู่นั้น
ได้มีตำรวจสันติบาลและตำรวจท้องที่ไปคอยบันทึกเทปไว้ตลอดเวลา
บางส่วนก็กระจายกำลังพร้อมด้วยอาวุธไปยืนรักษาการณ์หน้ามหาวิทยาลัย
เพื่อป้องกันไม่ให้นักศึกษาเดินขบวน
การไปปรากฎตัวของตำรวจสันติบาลได้ทำให้นักศึกษาหวาดกลัวแตกตื่น
และเริ่มแบ่งกันออกเป็นสองกลุ่ม
เพราะมีการปล่อยข่าวออกมาว่า
จะมีการจับกุมนักศึกษาวิทยาลัยวิชาการศึกษาอีก
14 คน ทำให้นักศึกษาลังเล
แต่ก็ยังยืนยันที่จะร่วมมือกับเพื่อนนิสิตนักศึกษาและศนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยต่อไป
หากว่าจะยังทำงานกันอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
ที่เชียงใหม่ ในเช้าวันที่
8 ตุลาคม
ได้มีการโปรยใบปลิวไปทั่วเมือง
รวมทั้งติดโปสเตอร์แผ่นใหญ่ตามถนนสายต่างๆ
โดยมีข้อความสนับสนุนเพื่อนนักศึกษาที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญ
และกล่าวโจมตีรัฐบาลด้วย พล.ต.อ.
มานิตย์ มาโนชยวงศ์ ผู้กำกับการตำรวจภูธรเชียงใหม่
จึงได้ระดมกำลังตำรวจไปตะเวนเก็บแผ่นโปสเตอร์อย่างทุลักทุเล
ตั้งแต่ถนนราชวิถี ถนนห้วยแก้ว
สามแยกทางเข้าสนามบิน ถนนท่าแพ
และตามที่ต่างๆ เกลื่อนไปหมด
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปรากฎว่ามีแผ่นโปสเตอร์
โจมตีการจับกุมครั้งนี้อย่างรุนแรง
โดยได้มีการชักชวนนักศึกษาไปเยี่ยมเพื่อนนักศึกษาและอาจารย์ที่ถูกจับกุม
โดยได้รวมกลุ่มกันไฮปาร์คอยู่ระยะหนึ่ง
ก่อนจะไปขึ้นรถของมหาวิทยาลัย 2
คัน ประมาณ 100 คนเศษ
เคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยมุ่งตรงไปยังโรงเรียนตำรวจบางเขน
เมื่อเวลา 13.25 น.
แต่รถคันหนึ่งเสียที่ถนนพระอาทิตย์
จึงมีนักศึกษาไปถึงที่หมายเพียงคันเดียว
และยังได้มีนักศึกษาบางส่วนได้นำรถส่วนตัวตามไปด้วย
เมื่อไปถึงก็ได้มีการต่อรองกับทางเจ้าหน้าที่ที่รออยู่ก่อนแล้ว
เพื่อขอเข้าเยี่ยมผู้ถูกจับกุม
ฝ่ายเจ้าหน้าที่
มีทั้งตำรวจท้องที่บางเขน
ตำรวจรถวิทยุนครบาล โดยมี พ.ต.อ.
กำปั่น สายทองคำ
ผู้กำกับการตำรวจนครบาลเขต4
เป็นผูเจรจากับนักศึกษา
โดยได้แจ้งให้ทราบว่า
ทางการได้อนุมัติ
เป็นการพิเศษให้เข้าเยี่ยมได้ชุดละ
5 คน
เพราะสถานที่คับแคบและยังมีผู้ต้องหาอื่นๆ
รวมอยู่ด้วย
จากนั้นได้จัดรถเพื่อรับไปยังที่คุมขังที่อยู่ห่างประตูโรงเรียนประมาณ
1 กิโลเมตร
หลังจากที่ได้ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ผู้แทนนักศึกษาที่เข้าเยี่ยมชุดแรกมี
นายพีรพล ตรียะเกษม
นายยกองค์กรนักศึกษาฯ
นายภูมิสัน โรจน์เลิศจรรยา
นายวิจิตร สีสังข์ นายณรงค์
จิระอุดมรัตน์ และนายสมาน
เลือดวงค์หัด โดยผู้เข้าเยี่ยมทั้งหมดได้ลงชื่อกับเจ้าหน้าที่ไว้เป็นหลักฐาน
ส่วนนักศึกษาที่ไม่ได้เข้าเยี่ยมก็ไปออกันอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนตำรวจ
จนเวลา 15.25 น. ผู้แทนทั้ง 5 คน
ก็ได้ออกมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า
การเยี่ยมเป็นไปอย่างล่าช้า
เพราะเจ้าหน้าที่ให้พบผู้ต้องหาได้ทีละคน
และเท่าที่เห็นสภาพของแต่ละคนแล้ว
แม้ผู้ต้องหาจะไม่ปริปากบ่น
แต่ก็เชื่อได้ว่า
ได้รับความลำบากมาก
โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน
ได้รับเพียงวันละสองมื้อเท่านั้น
คือมื้อเช้ากับมื้อเย็น
และอาหารที่จัดมาก็เป็นอาหารชนิดเลว
มีเพียงผักกาดต้มเปล่าๆ
ต้มฟักเปล่าๆ เท่านั้น
ผู้แทนคนหนึ่งเล่า
และด้วยเหตุนี้เอง
องค์กรนักศึกษาธรรมศาสตร์
จึงตกลงจ้างแม่ค้าข้าวแกงรายหนึ่ง
ซึ่งจำหน่ายอยู่ในโรงเรียนตำรวจ
ส่งปิ่นโตทั้ง 3
มื้อให้กับผู้ต้องหาทุกคนเป็นเวลา
7 วัน
|