| ตัดตอนมาจาก มหาตมา คานธี โลกทั้งผองพี่น้องกัน แปลโดย กรุณา เรืองอุไร กุศลาสัย สามัคคีสาส์น : กรุงเทพ ฯ. 2527. หน้า 152-192 |
ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ตราบนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เราจะละเว้นจากหิงสหกรรมโดยสิ้นเชิง ดังนั้นปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า เราจะขีดเส้นตายหรือเส้นห้าม ณ ที่ใดเล่า แน่นอนเส้นห้ามนี้จะให้เหมือนกันในทุกกรณีย่อมไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าแม้หลักการจะเหมือนกัน แต่ผู้ใช้ย่อมนำหลักการนั้นไปใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละคนสิ่งใดที่เป็นอาหารสำหรับ คนหนึ่ง สิ่งนั้นอาจจะเป็นยาพิษสำหรับอีกคนหนึ่งก็ได้ ตัวอย่างเช่นการรับประทานเนื้อสัตว์เป็นบาปสำหรับข้าพเจ้า แต่สำหรับคนอื่นซึ่งมีชีวิตเติบโตมาด้วยการรับประทานเนื้อสัตว์ อีกทั้งเขามองไม่เห็นว่า การรับประทานเนื้อสัตว์เสียหายหรือมีโทษอย่างไร หากเราจะให้เขาผู้นั้นหยุดรับประทานเนื้อสัตว์ตามข้าพเจ้า ก็จะเป็นการไม่สมควรและเป็นบาปอย่างยิ่ง หากข้าพเจ้าเป็นชาวนาทำนาอยู่ในป่าเขาลำเนาไพรข้าพเจ้าจำต้องประพฤติปฏิบัติหิงสกรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้บ้างเป็นธรรมดา เช่น ข้าพเจ้าจำต้องฆ่าลิงนก หนู และตัวแมลงที่พากันมาทำลายพืชพันธุ์ธัญญาหารของข้าพเจ้า หากข้าพเจ้าไม่ลงมือกำจัดสัตว์เหล่านี้ด้วยตนเอง ข้าพเจ้าก็จำต้องใช้ผู้อื่นซึ่งการกระทำสองประการนี้มีความแตกต่างกันไม่มากนักการที่เราจะปล่อยให้สัตว์มากินและทำลายพืชพันธุ์ที่เราปลูกโดยคิดว่าเป็นการปฏิบัติตามหลักอหิงสาในขณะที่ พี่น้อง เพื่อนมนุษย์ของเราไม่มีอาหารจะรับประทานนั้นข้าพเจ้าถือว่าเป็นบาปกรรมชั่วกับดีเป็นคำพูดที่มีความสัมพันธ์กันความดีในเงื่อนไขหนึ่งอาจจะเป็นความไม่ดีในอีกเงื่อนไขหนึ่งก็ได้ เราจะต้องไม่ยอมจมน้ำตายในบ่อน้ำแห่งคัมภีร์ความเชื่อถือ เราจะต้องดำลงไปในทะเลอันกว้างใหญ่แห่งคัมภีร์เหล่านี้ แล้วพยายามเก็บไข่มุกขึ้นมา เราจะต้องพินิจพิจารณาแต่ละกรณีไปว่า อะไรคืออหิงสา และอะไรคือหิงสา การกระทำเช่นนี้มิใช่เป็นการกระทำของคนขลาด และเราจะต้องไม่ละอายที่จะกระทำดังกล่าว จินตกวีว่าไว้ว่า วิถีทางไปสู่พระผู้เป็นเจ้านั้น เป็นวิถีทางของผู้กล้าหาญ ไม่ใช่วิถีทางของคนขลาด การพูดหรือเขียนถ้อยคำที่ไม่รื่นหูนั้นมิใช่เป็นหิงสกรรมอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเมื่อผู้พูดหรือผู้เขียนเชื่อว่าที่เขาพูดหรือเขียนนั้นเป็นความจริง สาระสำคัญของหิงสกรรมอยู่ที่ว่า ต้องมีเจตนาร้ายอยู่เบื้องหลังการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นในด้าน กาย ใจ หรือวาจาก็ตาม นั่นก็คือต้องมีเจตนาร้ายต่อผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับเรา ความระมัดระวังหรือความเกรงอกเกรงใจที่ผิด ๆ มักจะไม่ยอมให้เราพูดสิ่งที่เราต้องการจะพูด และมักจะ ทำให้เราต้องกลายเป็นคน หน้าไหว้หลังหลอก ไป หากเราต้องการให้อหิงสาเจริญเติบโตในตัวบุคคลในสังคม และ ในประเทศชาติแล้วไซร้ เราจะต้องยอมให้มีการพูดความจริง ไม่ว่าความจริงนั้นจะระคายหูและไม่เป็นที่พอใจของใคร ในขณะนั้นสักเพียงไรก็ตาม ในโลกนี้ไม่เคยมีความสำเร็จใด ๆ เกิดขึ้นได้โดยไม่มีการกระทำ ข้าพเจ้าปฏิเสธไม่ยอมใช้คำภาษาอังกฤษ passive resistance สำหรับการต่อสู้แบบอหิงสาหรือที่มีชื่อว่า สัตยาเคราะห์ เพราะคำภาษาอังกฤษดังกล่าว ไม่สามารถให้ความหมายของ สัตยาเคราะห์ ได้โดยสมบูรณ์ และมักจะมีคนเข้าใจ passive resistance ว่าเป็นการต่อสู้ของผู้ที่ไม่มีกำลัง (สัตยาเคราะห์เขียนด้วยอักษรโรมันเป็น SATYAGRAHA ผู้แปล) อหิงสามีสมรรถภาพพร้อมที่จะโจมตีคู่ต่อสู้ได้ แต่อหิงสาไม่ทำเช่นนั้น เพราะอหิงสาเป็นการฝึกและบังคับใจไม่ยอมให้มีการทำร้ายหรือแก้แค้นผู้ใดอย่างไรก็ตามอหิงสามิใช่เป็นการยอมจำนนหรือสิโรราบหากจะมีการยอมจำนนหรือสิโรราบแล้วไซร้การใช้หิงสาหรือกำลังจะดีกว่าการให้อภัยเป็นคุณธรรมที่สูงกว่าการใช้กำลังและการแก้แค้นเพราะ ทั้งการใช้กำลังและการแก้แค้น เกิดจากความอ่อนแอและความกลัว คนที่ไม่กลัวย่อมไม่โกรธ ไม่เกลียด และไม่ปองร้ายผู้ใด อหิงสากับความขลาด สองสิ่งนี้ไม่มีวันจะอยู่ร่วมกันได้ คนที่มีอาวุธมาก ๆ คือคนที่ขลาดมาก ๆ นั่นเอง เพราะอาวุธคือเครื่องหมายของความกลัวและความขลาด อหิงสาที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากยังมีความขลาด และ ความกลัวหลงเหลืออยู่ อหิงสาตามความเข้าใจและความเชื่อของข้าพเจ้านั้นเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ไม่รู้จักออมชอมกับความขลาดและความกลัว คนกล้าที่นิยมใช้กำลังอาจจะเป็นนักอหิงสาได้สักวันหนึ่ง แต่คนขลาดจะไม่มีวันเป็นนักอหิงสาได้เลยด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวไว้ในข้อเขียนของข้าพเจ้า มากกว่าหนึ่งครั้งว่าหากเราไม่รู้จักใช้พลังแห่งการยอมรับความทุกข์ยากอันได้แก่การต่อสู้แบบอหิงสาในการป้องกันตนเองลูกเมี ตลอดจนศาสนสถานของเราแล้วไซร้และหากเราเป็นชายชาตรีอย่างน้อยที่สุดเราก็ควรจะใช้อหิงสาหรือ กำลังป้องกันสิ่งเหล่านี้ |
|