ชิโต
ชินโต
ผูกพันแนบแน่นกับวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น
นับตั้งแต่ประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน
อิทธิพลที่มาจากความเชื่อนี้
เราจะเห็นได้จากวิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมของชาวญี่ปุ่น
แต่ถึงกระนั้นหากจะมีคำถามที่ว่าชินโตเป็นศาสนาหรือไม่
เราอาจตอบได้ว่าชินโตเป็นเพียงลัทธิความเชื่อแบบพื้น
ๆ
และขาดองค์ประกอบของศาสนาเพราะไม่มีศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนา
ไม่มีคัมภีร์ แต่มีตำนานธรรม
และเทพนิยาย
ชินโตเกิดจากธรรมชาติและธรรมชาติก็คือโลกของชินโต
ชินโตจึงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทางเผ่าพันธุ์ของชาวญี่ปุ่นที่ซึมซาบเข้าไปในวิถีชีวิต
แม้นว่าชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะนับถือพุทธศาสนา
แต่ถ้าเปรียบเทียบศรัทธาที่พวกเขามีต่อความเชื่อแบบชินโตกับศาสนาคริสต์แล้ว
เราจะพบว่าชาวญี่ปุ่นไม่ได้มีศรัทธาต่อชินโตอย่างเข้มแข็งและจริงจังมากเท่ากับศาสนาเหล่านั้นเลย
ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากความเชื่อแบบชินโต
ขาดความเป็นระบบไม่เหมือนกับศาสนาอื่น
ๆ
และความเข้มแข็งในการเผยแพร่ศาสนาก็มีไม่มากนัก
แต่ความเป็นชินโตนี้สามารถสะท้อนให้เราเห็นค่านิยมหลักของชาวญี่ปุ่นที่เกิดและเติบโตในญี่ปุ่น
ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นชาวพุทธหรือชาวคริสต์ก็ตาม
คำว่า
"ชินโต" นี้ มาซาฮารุ อนาซากิ
(Masaharu Anasaki. 1963 : 19 - 23) ได้อธิบายว่า
มาจากอักษรจีนสองตัว คือ "เชน"
(Shen) ซึ่งแปลว่า "เทพทั้งหลาย"
ส่วน "เต๋า" (Tao) แปลว่า "ทาง"
รวมความแล้ว แปลว่า
"วิถีทางแห่งเทพทั้งหลาย"
เพราะชาวญี่ปุ่นบูชาเทพเจ้าเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน
เทพเหล่านี้เป็นเทพที่มีอยู่ในธรรมชาติ
และการที่จะเข้าถึงองค์เทพได้นั้น
จะต้องเข้าถึงธรรมชาติชินโตจึงสอนให้บุคคลเคารพในธรรมชาติ
เพื่อที่จะเข้าใจความเป็นชินโตให้มากขึ้น
เราจะต้องศึกษาเทพนิยายและตำนานธรรมของคนญี่ปุ่นซึ่งมีมานานก่อนศตวรรษที่
6
อันเป็นเรื่องราวที่แสดงถึงชาติกำเนิดของคนญี่ปุ่น
ซึ่งเชื่อกันว่าสืบสายเลือดมาจากเทพทั้งหลายทั้งปวง
เทพเหล่านี้ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า
"กามิ" (Kami)
แต่นักศาสนาบางท่านได้สันนิษฐานว่า
กามิ คือ มานา (mana)
กามิจะเป็นมานาหรือไม่
ยากที่จะระบุลงไปได้
เพราะแม้แต่นักศาสนาของญี่ปุ่นที่ชื่อ
โมโตโอริ โนรินางะ (Motoori Norinaga)
ยังไม่ยอมที่จะอธิบายกามิให้มากไปกว่าความหมายซึ่งเป็นที่เข้าใจกันทั่ว
ๆ ไป
อย่างไรก็ตามคนญี่ปุ่นส่วนมากเชื่อกันว่ากามิมีหลายองค์
มีทั้งเทพแห่งสวรรค์
เทพแห่งพื้นพิภพ
รวมไปถึงการนับถือวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ตามภูเขา
ต้นไม้ ลำธาร แม่น้ำ ทะเล สัตว์
และมนุษย์ เพราะฉะนั้นกามิก็คือ
วิญญาณที่มีพลังอำนาจสามารถดลบันดาลให้สิ่งต่าง
ๆ เกิดขึ้นหรือเป็นไปตามปรารถนา
ชีวิตของคนญี่ปุ่นจึงผูกพันกับการทำให้เกิดเทพนิยายที่เล่าขานสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้
ฮอพฟ์
(Hopfe. 1994 : 238 - 241)
ได้กล่าวถึงบันทึกทางประวัติศาสตร์เล่มหนึ่งที่ชื่อ
โคจิกิ (Kojiki)
หนังสือบันทึกเล่มนี้มีความสำคัญและน่าสนใจมาก
เพราะเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของชนชาติญี่ปุ่น
โดยรวบรวมอยู่ในรูปแบบของเทพนิยายหรือตำนานธรรม
(สันนิษฐานกันว่าน่าจะรวบรวมขึ้นมาเมื่อประมาณคริสศตวรรษที่
7 และที่ 8 นี้เอง)
บันทึกนี้ได้กล่าวถึงกามิที่สร้างเกาะญี่ปุ่น
คือ อิซานากิ (Izanagi) และอิซานามิ (Izanami)
ทั้งสองได้อยู่ร่วมกันจนให้กำเนิดเกาะ
8 เกาะ
ซึ่งเป็นแผ่นดินญี่ปุ่นในปัจจุบันและให้กำเนิดกามิอื่น
ๆ อีก
ต่อมากามิอิซานามิได้เสียชีวิตหลังจากให้กำเนิดเทพเจ้าแห่งไฟ
กามิอิซานากิตามหานางไปพบที่สวรรค์ชั้นล่าง
แต่ร่างกายของกามิอิซานามิเน่าเฟะ
มีหนอนชอนไช
ทำให้กามิอิซานากิตกใจกลัวมากจึงหนีกลับไป
และตั้งใจที่จะทำความสะอาดตนเองให้บริสุทธิ์
ดังนั้นกามิอิซานากิจึงไปที่แม่น้ำเพื่อชำระล้างตนเองและขับไล่สิ่งชั่วร้ายด้วยการล้างที่ตาซ้าย
ทำให้เกิดกามิองค์หนึ่งขึ้นมา
คือ สุริยะเทวี ซึ่งเป็นกามิ
ที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุด
คนญี่ปุ่นเรียกว่า อะมาเตระสุ
(Amaterasu) และเชื่อกันว่า
พระจักรพรรดิ์ผู้ปกครองญี่ปุ่นทุกพระองค์เป็นสายเลือดของกามิองค์นี้
นอกจากนี้ก็มีทสึกิโยมิ (Tsukiyomi)
ซึ่งเป็นเทพแห่งพระจันทร์ที่เกิดจากการล้างตาขวา
และเมื่อกามิอิซานากิล้างที่จมูกทำให้เกิดกามิซูซาโน๊ะ
(Susanoo)
ซึ่งเป็นกามิแห่งความกล้าหาญและเป็นกามิฝ่ายชั่วร้าย
หลังจากนั้นกามิอิซานากิได้มอบสร้อยพระศอให้แก่สุริยะเทวี
และมอบอำนาจให้กามิ
องค์นี้ปกครองสวรรค์
ส่วนเทพแห่งพระจันทร์ปกครองอาณาจักรแห่งความมืด
เทพแห่งความกล้าหาญปกครองอาณาจักรแห่งท้องทะเลมหาสมุทร
ต่อมาสุริยเทวีได้ให้กามินีนีกิ
- โน๊ะ - มิโกโต (Ninigi - no - mikoto)
ซึ่งเป็นหลานลงมาปกครองโลกมนุษย์
ท่านลงมาพร้อมกับต้นข้าว
ศักดิ์สิทธิ์
และนี้คือจุดเริ่มต้นกสิกรรมของญี่ปุ่น
หลังจากนั้นหลายของกามินินิกิ -
โน๊ะ - มิโกโต
ได้ลงมาปราบปรามประเทศญี่ปุ่น
และได้เป็นพระจักรพรรดิ์องค์แรกทรงพระนามว่า
จิมมู เทนโน (Jimmu Tenno)
เชื่อกันว่าพระองค์ได้รับของศักดิ์สิทธิ์
3 ประการจากเทพเจ้า คือ กระจก ดาบ
และเพชรนิลจินดา
การครอบครองเครื่องราชกกุธภัณฑ์นี้
จึงถือเป็นสัญลักษณ์ของราชอำนาจและเป็นอาวุธป้องกันตัวของพระจักรพรรดิ์
อย่างไรก็ตามต่อมาของสามสิ่งนี้ได้ถูกตีความหมายหลายอย่าง
บางคนบอกว่าเป็นสัญลักษณ์ของคุณธรรม
3 ประการ คือ ความซื่อตรง
ความเมตตา และสติปัญญา
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับพระจักรพรรดิ์
ถ้าสามสิ่งนี้บกพร่องไปพระจักรพรรดิ์จะเป็นผู้เสียสิทธิของ
ตนเองการปกครองของพระจักรพรรดิ์โดยมีความเชื่อแบบชินโต
เป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของชนชาติญี่ปุ่นได้สืบต่อกันมาช้านาน
จนกระทั่งลัทธิและศาสนาของต่างชาติได้เข้ามาครอบงำและแผ่อิทธิพลทางวัฒนธรรมโดยมาจากจีนและเกาหลี
ลัทธิและศาสนาเหล่านี้ได้แก่
ลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื๊อ
และพุทธศาสนาแบบมหายาน
ทำให้ญี่ปุ่นซึ่งขาดแคลนในด้านภาษาและวัฒนธรรมได้รับการปรับเปลี่ยนทางด้านนี้อย่างรวดเร็ว
ประกอบกับญี่ปุ่นกำลังมีระบบการปกครองแบบศักดินา
จึงง่ายที่จะรับแนวคิดของขงจื๊อ
ซึ่งผูกติดอยู่กับระบบเจ้าขุนมูลนาย
และความเป็นระบบของลัทธิเต๋า
และพุทธศาสนามหายานก็มีส่วนทำให้คนญี่ปุ่น
เกิดการตื่นตัวที่จะปรับปรุงความเชื่อแบบชินโต
ทั้งในด้านแนวคิดและพิธีกรรม
ให้เป็นระบบมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
และมีการสร้างสถานที่ทางศาสนาให้แก่
ทวยเทพที่ตนนับถือมากขึ้น
แม้แต่ในบ้านก็มีการสร้างศาลเจ้าสำหรับบรรพบุรุษและศาลเจ้าสำหรับเทวดาประจำบ้าน
โดยเฉพาะพุทธศาสนาแบบมหายานนั้นมีอิทธิพลต่อคนญี่ปุ่นมาก
ทำให้ชินโตซึ่งแต่เดิมขาดระบบทางความคิดได้มีแนวคิดทางศาสนาที่เป็นสากล
มีความลุ่มลึกทางปรัชญาและมีสุนทรียภาพทางความรู้สึกมากขึ้น
ซึ่งเราจะเห็นได้จากศิลปะ
และวรรณคดีของญี่ปุ่นที่เกิดจากการประสมประสานระหว่างพุทธศาสนา
และความเชื่อแบบชินโต
ครั้นปี
ค.ศ. 522 พระจักรพรรดิ์ของญี่ปุ่น
ซึ่งแต่เดิมมาเคยนิยมชมชอบพุทธศาสนาแบบมหายานได้เปลี่ยนท่าทีและความคิดกลับมาทำลายแทน
ทั้งนี้เพราะ
ได้รับการยุยงส่งเสริมจากกลุ่มที่ปรึกษาของพระองค์
ซึ่งระแวงว่าพุทธศาสนาแบบมหายานนี้จะทำลายความเป็นญี่ปุ่นให้หมดไป
ดังนั้นสถานที่สำคัญและรูปเคารพของศาสนาได้ถูกเผาและทำลายไปอย่างรวดเร็ว
แต่เป็นการยากที่จะทำให้หมดสิ้นไปอย่างง่าย
เพราะผู้นับถือมีเป็นจำนวนไม่น้อย
และยังคงยึดมั่นในศาสนาอย่างเหนียวแน่น
เมื่อมีการทำลายวัตถุทางศาสนาก็มีการสร้างขึ้นมาทดแทนใหม่
เพราะฉะนั้นในช่วงปลายคริสศตวรรษที่
6
พุทธศาสนามหายานจึงตั้งหลักปักฐานอย่างมั่นคงในญี่ปุ่นอย่างยากที่จะทำลายได้
และการที่พุทธศาสนามหายานได้เข้ามาเผยแพร่ในญี่ปุ่นได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์สำคัญดังนี้
คือ
1.
ทำให้เกิดความคิดในเรื่องชาตินิยม
ซึ่งมีผลทำให้คนญี่ปุ่นเริ่มตระหนักเห็นความสำคัญในหลักความเชื่อทางศาสนาที่เป็นของตนเอง
เพราะแต่เดิมมานั้นความเชื่อแบบชินโตเป็นเพียงความเชื่อพื้นบ้านที่เต็มไปด้วยความคิดแบบไสยศาสตร์และเรื่องราวที่เกี่ยวกับเทพนิยาย
จึงมีลักษณะคล้ายกับศาสนาในยุคต้น
ๆ ของสังคมกสิกรรม
2.
ทำให้เกิดขบวนการเรียวบุ ชินโต
(Ryobu Shinto) หรือชินโตสองด้าน (Two - Side Shinto)
ซึ่งเป็นขบวนการที่มีจุดมุ่งหมายในการรวบรวมแนวคิดแบบชินโตกับพุทธศาสนาไว้ด้วยกัน
พวกนี้เชื่อว่าเทพกามิเป็นผู้เปิดเผยหรือเป็นองค์อวตารของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์
และ อะมาเตระสุ
ผู้เป็นสุริยะเทวีเป็นองค์เดียวกับพระไวยโรจนะซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์สำคัญของ
พุทธศาสนามหายาน
ทำให้พุทธศาสนาเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในศาลเจ้าของชินโต
และด้วย
อิทธิพลเช่นนี้เองที่ทำให้ชินโตเริ่มมีความเป็นระบบ
มีกรอบความคิดทางปรัชญามากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
พุทธศาสนาและชินโตต่างเอื้อซึ่งกันและกันทำให้คนญี่ปุ่นในสมัยนั้นมีลักษณะที่เรียกได้ว่า
"เกิดแบบชินโตแต่ตายแบบพุทธ"
3.
ทำให้เกิดพุทธศาสนาแบบเซ็น (Zen)
ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของพุทธศาสนามหายาน
ที่มีกำเนิดมาจากพระโพธิธรรมหรือปรมาจารย์ตั๊กม๊อ
(ดังรายละเอียดที่กล่าวมาแล้วในตอนต้นที่ว่าด้วยเรื่องพุทธศาสนาในญี่ปุ่น)
และยังเกิดนิกายใหม่อีกนิกายหนึ่งที่เรียกว่า
นิจิเร็น (Nichiren)
ต่อมาในสมัยการปกครองของตระกูลโตกูกาวา
(Tokugawa) (ระหว่างปี ค.ศ. 1600 - 1867)
ความเชื่อแบบชินโตได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกกลายเป็นศาสนาแห่งชาติและเป็นสัญลักษณ์แห่ง
เอกภาพ ลัทธิศาสนาอื่น ๆ
ได้ถูกริดรอนเสรีภาพและถูกห้ามแพร่หลาย
ยกเว้นลัทธิขงจื๊อเพราะเป็นลัทธิที่เกื้อหนุนต่อการปกครองแบบทหารในสมัยนั้น
ฮอพฟ์ (Hopfe. 1994 : 226 - 228)
ได้กล่าวถึงสมัยนี้ว่าเป็นยุคที่เกิดพวกนักรบหรือซามูไร
(Samurai)
และมีสำนักสำหรับฝึกซามูไรหลายแห่งประกอบกับได้มีผู้นำคนสำคัญคนหนึ่งคือ
ยามากะ โซโก (Yamaga Soko - ค.ศ. 1622 - 1685)
ได้นำแนวคิดแบบชินโตกับขงจื๊อมาประสานกันซึ่งนำไปสู่การสร้างลัทธิบูชิโด
(Bushido)
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ญี่ปุ่นถูกบังคับให้ปิดประเทศ
จึงทำให้ญี่ปุ่นจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองในทุก
ๆ ด้าน
เพื่อให้ทันกับความเจริญของโลกในขณะนั้น
ศาสนาทุกศาสนาที่มีอยู่ในญี่ปุ่นสามารถเผยแพร่ได้ง่ายกว่าแต่ก่อน
แม้แต่รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นก็เปิดโอกาสให้ประชาชนนับถือศาสนาใดก็ได้
ชินโตซึ่งเป็นเพียงศาสนาเก่า ๆ
ที่ดูเหมือนว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะดิ้นรนต่อสู้กับความเจริญของโลกแต่กลับเข้มแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพราะมีชาวญี่ปุ่นอีกเป็นจำนวนนับล้านคนที่ให้การสนับสนุน
ประกอบกับการเข้าไปมีส่วนในทางการเมืองและมีส่วนที่ทำให้เกิดสหภาพแรงงาน
จึงทำให้ชินโตยังคงมีอำนาจในทางประเพณีและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมาจนทุกวันนี้
การศึกษาศาสนาชินโต
ต้องศึกษาเรื่องราวจากคัมภีร์ในศาสนาเสียก่อน
เพราะว่าเรื่องของพระเจ้า
เรื่องการนับถืออันสืบต่อกันมา
เรื่องของแผ่นดิน
เรื่องของคนชาติหนึ่งซึ่งอาศัยบนแผ่นดินผืนนี้
ตลอดจนจริยธรรมมีอยู่ในคัมภีร์ของศาสนาทั้งหมด
คัมภีร์ในศาสนาชินโต มีดังนี้
1. โคยิกิ (Ko - Ji -
Ki) คือ จดหมายเหตุเรื่องราวโบราณ
ผู้แต่งคัมภีร์เล่มนี้เป็นคนในราชสำนักรับราชโองการจากจักรพรรดิ์ให้เป็นผู้รวบรวมเหตุการณ์
เมื่อราว พ.ศ. 1253
เรื่องในคัมภีร์เริ่มตั้งแต่การกำเนิดของพระเจ้า
การเริ่มของเกาะญี่ปุ่นซึ่งพระเจ้าเป็นผู้สร้าง
และเริ่มประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิ์องค์แรก
คือ ยิมมู (พ.ศ. 1171)
นอกนั้นมีเรื่องพิธีกรรมที่จะกระทำเป็นพลีต่อพระเจ้า
2. นิฮองงิ (Nihongi)
หรือ นิฮอนโชกิ แปลว่า จดหมาย
ประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น
ผู้แต่งเป็นชาวราชสำนักอีกเหมือนกัน
แต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1263
ในระยะไม่ไกลกับการแต่งคัมภีร์เล่มก่อน
เขียนด้วยอักษรภาษาจีนล้วนกล่าวความเรื่องของพระเจ้าตามเทพนิยายดั้งเดิมมาเหมือนกันถึงสมัยจักรพรรดินีบีโด
(พ.ศ. 1350) เล่มนี้
เป็นประวัติศาสตร์ที่พอกำหนดได้ตามความเป็นจริง
มีอยู่ 30 เล่ม
3. เยนงิ - ชิกิ
(Yengi - Shiki)
เป็นบทสวดและพิธีกรรมในสมัยเยนงิ
(ระหว่าง พ.ศ. 1444 - 1566)
เป็นหนังสือประมาณ 50 ผูก 10
ผูกแรกอธิบายถึงเรื่องพิธีกรรมต่าง
ๆ แต่โบราณ นอกนั้นเป็นบทสวด (Nori - to)
พิธีกรรมเหล่านั้น มีอาทิ
บทสวดในพิธีเทศกาลหว่านข้าวเก็บเกี่ยว
พิธีอ้อนวอนพระเจ้า
ให้นำความสมบูรณ์เกิดแก่พืชผล
เป็นต้น
4. มันโย - ชู (Munyo
- Shiu) แปลว่า
ชุมชนแห่งใบไม้หมื่นใบคัมภีร์เล่มนี้ประกอบด้วยคำโคลง
4,496 บท
ซึ่งแสดงการเริ่มขึ้นแห่งแผ่นดินและสวรรค์ตลอดถึงเรื่องที่สุริยเทพองค์นั้นทรงสร้างเกาะญี่ปุ่น
ประทานแผ่นดินให้เป็นที่อาศัยของชาวญี่ปุ่น
เป็นต้น คัมภีร์นี้
เข้าใจกันว่าได้รวบรวมทำกันขึ้นระหว่างศตวรรษที่
5 - 8 ของคริสตศักราช
ชินโตเป็นความเชื่อพื้นฐานดั้งเดิมที่อิงอยู่กับลัทธิวิญญาณนิยม
ดังนั้นวิญญาณหรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า
"กามิ" (Kami)
จึงเป็นศูนย์กลางของความเชื่อและเป็นบ่อเกิดของสรรพสิ่ง
ทั้งหลาย
อย่างไรก็ตาม คำว่า "กามิ"
มีความหมายที่ค่อนข้างกว้างมาก
จึงเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายแต่โดยทั่ว
ๆ ไปที่ชาวญี่ปุ่นเข้าใจกันนั้น
หมายถึง
ทวยเทพในสวรรค์และในโลกมนุษย์
อีกทั้งยังหมายถึงวิญญาณตามศาลเจ้า
วิญญาณที่สถิตอยู่ในสัตว์ พืช
ก้อนดิน ก้อนหิน ภูเขาและทะเล
เป็นต้น
การที่กามิมีจำนวนมากเป็นเพราะสรรพสิ่งทั้งหลายเป็นสิ่งที่จำกัดตายตัว
จึงมีรูปร่างและกินเนื้อที่
ทำให้ปรากฏเห็นชัดเป็นจำนวนมากมาย
แต่กามิหรือวิญญาณเปรียบได้กับ
อสสาร
ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่จำกัดตายตัว
จึงสามารถเข้าไปอยู่ในรูปร่างต่าง
ๆ ของสรรพสิ่งได้
ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงเห็นเทพเจ้าหรือกามิในรูปร่างของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงและเชื่อในฤทธิ์อำนาจนั้น
ๆ
เราอาจสรุปได้ว่า
ทัศนะของชินโตนั้นเชื่อว่ากามิมีอยู่ในทุก
ๆ สิ่ง
เป็นพลังที่ให้ชีวิตแก่ทุกสิ่งและทำให้ชีวิตเหล่านั้นกลมกลืนอยู่ในโลกนี้ได้
ธรรมชาติและมนุษย์จึงเป็นลูกหลานของกามิ
โดยเฉพาะมนุษย์นั้นเป็นผลิตผลสำคัญของกามิ
มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตราบเท่าที่เขาสามารถรักษาบทบาท
และความสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ
ในโลกนี้
การมีชีวิตอยู่ตามธรรมชาติและกลมกลืนกับธรรมชาติจึงเป็นความดีงาม
ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า
ทัศนะเช่นนี้คล้ายกับแนวคิดของลัทธิเต๋าและศาสนาโซโรอัสเตอร์
ซึ่งให้ความสำคัญกับธรรมชาติมาก
จากความเชื่อดั้งเดิมของคนญี่ปุ่นโบราณซึ่งเชื่อกันว่าโลกเรานี้แบ่งออกเป็น
3 ระดับ คือ
1. ชั้นบน
มีสวรรค์ที่สว่างไสว
เป็นที่สถิตของเทพเจ้า
มนุษย์ไม่สามารถขึ้นมาได้
2. ชั้นล่าง
มีสวรรค์ชั้นต่ำซึ่งมืดมิด
เป็นที่อาศัยของวิญญาณชั่วร้าย
มนุษย์ไม่สามารถลงไปได้
3. ชั้นกลาง
เป็นสวรรค์ที่อยู่ระหว่างสวรรค์ชั้นบนและชั้นล่าง
เป็นที่อยู่ของพวกมนุษย์
ซึ่งสามารถได้รับอิทธิพลจากสวรรค์ชั้นบนหรือชั้นล่างได้
จากความเชื่อในเรื่องกามิ
ได้นำไปสู่คำสอนหลักของชินโต
ซึ่งมีดังนี้ คือ
1.
โลกเรานี้มีระเบียบและระเบียบในโลกเป็นผลมาจากเจตนารมย์ของกามิ
แม้แต่การกระทำของมนุษย์ก็เป็นผลมาจากเจตนารมย์ของกามิทุกครั้ง
ในเทพนิยายของญี่ปุ่นจึงมีเรื่องราว
ที่สะท้อนความหวังของชาวไร่
ชาวนา
และแสดงให้เห็นถึงพื้นฐานของความคิดที่ผูกพันต่อ
ธรรมชาติ
รักธรรมชาติและบูชาเคารพในธรรมชาติ
อันเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่ความรักชาติ
และการเกิดลัทธิชาตินิยม (nationalism)
2.
ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าพวกตนเป็นลูกหลานกามิ
จึงมีเลือดที่บริสุทธิ์และสะอาด
จากความคิดนี้ได้นำไปสู่ความเคร่งครัดในเรื่องความสะอาดของร่างกายและการรักษาความสะอาดในบ้านเรือน
มีเรื่องเล่าถึงชาวญี่ปุ่นว่าแม้นอากาศจะหนาวเย็นปานใด
ทุก ๆ
เช้าคนญี่ปุ่นจะต้องอาบน้ำชำระร่างกาย
ตัดเล็บ ตัดผม อย่างเรียบร้อย
และสะอาดอยู่เสมอ
ในเรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความอดทนและความเคร่งครัดในตัวเองของชาวญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี
เพราะจากวินัยขั้นพื้นฐานนี้สามารถนำไปสู่วินัยในสังคม
ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบการปกครองของประเทศ
นอกจากความสะอาดทางกายแล้ว
คนญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญแก่ความสะอาดทางจิตใจด้วย
กล่าวคือ เป็นผู้บูชาคุณธรรม
และเคร่งครัดในหลักคำสอนของบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัด
อีกทั้งจะต้องมีความสะอาดทางวาจาด้วยการบูชาสัจจะความจริงอย่างมั่นคง
ผู้ไม่มีความจริงจะต้องถูกลงโทษว่าเป็นคนขี้ขลาด
และผู้พูดคำหยาบ
ย่อมได้รับการติเตียน
เราอาจสรุปได้ว่าคำสอนในข้อ 2
นี้มีผลสะท้อนต่อสังคมญี่ปุ่นมาก
เพราะทำให้พวกเขาภูมิใจในตนเอง
และให้ความสำคัญแก่ระบบครอบครัวเป็นอย่างดี
ก่อให้เกิดความสามัคคี
ซึ่งมีผลขยายออกไปจนถึงระดับชาติ
คนญี่ปุ่นจึงเป็นชาติที่มีระเบียบวินัยและมีความสามัคคีจนเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก
3.
จากความเชื่อที่ว่า
พระจักรพรรดิ์ทุกพระองค์ของญี่ปุ่น
สืบเชื่อสายมาจากกามิอะมา -
เตระสุ สุริยะเทพีองค์สำคัญ
ทำให้คนญี่ปุ่นมีความจงรักภักดีต่อองค์พระจักรพรรดิ์ด้วยชีวิตและมีความกล้าหาญมากพอที่จะสละชีวิตเพื่อพระองค์และเพื่อประเทศชาติ
ดังนั้นจึงเกิดพิธีสำคัญของชาติ
คือ
พิธีถวายความเคารพสักการะพระจักรพรรดิ์ที่เป็นต้นบรรพบุรุษ
สถานที่ถวายความเคารพซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี
คือ วิหารไดจิงจู ตำบลอิเซ
อันเป็นสถานที่สำคัญที่ประดิษฐานพระคันฉ่อง
ซึ่งเชื่อกันว่าสุริยะเทพีได้ทรงประทานให้แก่บรรพบุรุษดั้งเดิมของญี่ปุ่น
ทุก ๆ
ปีจะมีพวกนับถือชินโตเดินทางไปสักการะคันฉ่องนี้ในวิหารอิเซ
(Ise)
เพราะเชื่อกันว่าอย่างน้อยในชีวิตครั้งหนึ่งจะต้องเดินทางไปสักการะให้ได้
เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตคล้ายกับพวกอิสลามไปนมัสการหินกาบะที่เมืองเมกกะ
4.
ด้วยความเคารพยกย่องที่ชาวญี่ปุ่นมีต่อสุริยเทพีนี้เอง
พวกเขาจึงนิยมเรียกตัวเองว่า
"ลูกพระอาทิตย์"
และคนญี่ปุ่นจะสอนลูกหลานอยู่เสมอว่าให้กล้าหาญไม่หวั่นไหว
และมีสติ
มั่นคงดังเช่นดวงอาทิตย์ในยามอุทัย
5.
จากความเชื่อในเรื่องกามิ
ได้นำไปสู่ความเคารพและศรัทธาในบรรพบุรุษ
และมีผลมาถึงการเคารพนบนอบต่อบิดา
มารดา ผู้ใหญ่
หรือผู้มีอาวุโสกว่า
ตลอดจนการที่หญิงต้องเคารพชาย
และคนหนุ่มสาวเคารพคนแก่
ความเชื่อแบบชินโตเช่นนี้
ฝังรากอยู่ในวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมาเป็นเวลานาน
นับตั้งแต่เริ่มประวัติศาสตร์ของชนชาติมาจนกระทั่งอิทธิพลทางวัฒนธรรมของจีน
และเกาหลีได้เริ่มเข้ามาเผยแพร่ก่อให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมขึ้นมา
โดยเฉพาะในด้านภาษา ศิลปะ ศาสนา
และจริยธรรมความเชื่อของลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื๊อ
แต่ครั้นเมื่อถึงปีคริสตศักราชที่
4
ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาแบบมหายานอีกระลอกหนึ่ง
ทำให้ญี่ปุ่นเกิดการปรับเปลี่ยนทางวัฒนธรรมจนกระทั่งในช่วงคริสตศตวรรษที่
14 เป็นต้นมา
โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 17
ได้เกิดการฟื้นฟูความเชื่อแบบชินโตไปทั่วประเทศญี่ปุ่นอันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเอกลักษณ์ของชาติ
แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับทัศนะทางการเมืองของลัทธิขงจื๊อ
ถึงแม้นว่าญี่ปุ่นจะต่อต้านพุทธศาสนา
คริสต - ศาสนา
และลัทธิความเชื่ออื่น ๆ
ของต่างชาติก็ตาม
ในช่วงเวลานี้ตรงกับสมัยของโตกูกาวา
(Tokugawa)
อันเป็นระยะเวลาที่ลัทธิบูชิโด
(Bushido) ได้เผยแพร่
และมีผู้ยอมรับจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่น
ลัทธิบูชิโด
คือ
ลัทธิที่ยอมรับและยกย่องวิถีแห่งคนกล้า
ซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกว่า
"ซามูไร" (Samurai) คำว่า "บูชิโด"
ฮอพฟ์ (Hopfe. 1994 : 227) ได้แปลว่า
"หนทางของอัศวินนักต่อสู้" (the way
of the fighting knight)
ซึ่งเราอาจแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า
"มรรควิธีที่จะนำไปสู่ความเป็นซามูไร"
และถ้าเราย้อนกลับไปศึกษาในเรื่องผู้กล้าของขงจื๊อ
ซึ่งเรียกว่า "ซุนจื่อ" นั้น
เราจะเห็นได้ว่ามีแนวคิดที่คล้ายกันมาก
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในช่วงศตวรรษที่
17
รัฐบาลญี่ปุ่นให้การยอมรับลัทธิขงจื๊อมากจนถึงขนาดตั้งโรงเรียนที่อยู่ในแนวคำสอนดั้งเดิมของขงจื๊อเพื่อให้การอบรมศึกษาสำหรับชนชั้นสูง
ผู้นำของสถาบันแห่งนี้ คือ
ท่านยามากะ โซโก (Yamaga Sogo. ค.ศ. 1622 - 1685)
ท่านได้นำเอาลัทธิขงจื๊อ
พุทธศาสนา
และความเชื่อแบบชินโตมาผสมผสานกันจนพัฒนาไปสู่ลัทธิบูชิโด
ซึ่งเป็นหลักประพฤติมาตรฐานของซามูไรญี่ปุ่นในสมัยนั้น
มีแนวทางปฏิบัติดังนี้ คือ
1.
ซามูไรทุกคนจะต้องเป็นผู้อยู่ในสังกัดของเจ้านายในระบบศักดินา
และจะต้องมีความซื่อสัตย์
จงรักภักดีต่อเจ้านายอย่างมั่นคง
เราอาจกล่าวได้ว่า
คุณธรรมข้อนี้เป็นผลมาจากอิทธิพลทางความคิดของลัทธิขงจื๊อที่เน้นในความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้มีพระคุณ
ซึ่งซามูไรที่ดีนั้นจะต้องรำลึกอยู่เสมอและหาทางตอบแทน
บุญคุณให้ได้
ไม่เพียงแต่เจ้านายเหนือหัวเท่านั้น
แต่รวมไปถึงบุคคลทั้งหลายที่มีบุญคุณ
เพราะการรู้จักตอบแทนหนี้บุญคุณถือว่าเป็นความดีสูงสุด
อย่างไรก็ตามการตอบแทนบุญคุณของเหล่าซามูไรนั้น
จะต้องคำนึงถึงพันธะหน้าที่เป็นสำคัญ
ถึงแม้นว่าจะไม่เต็มใจ
เพราะอาจเป็นเหตุที่ทำให้ตนต้องทอดทิ้งบิดา
มารดา บุตร
และภรรยาก็ตามแต่เพื่อรักษาหน้าที่ของตนซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้านายเหนือหัวแล้ว
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตอบแทนบุญคุณต่อเจ้านายก่อน
และครอบครัวของซามูไรทุกคนจะต้องยินดี
และสนับสนุนการกระทำของพวกเขาด้วยจึงจะได้รับยกย่องอย่างสูงจากสังคม
2.
ซามูไรจะต้องเป็นผู้มีความกล้าหาญไม่เกรงกลัวความตาย
และสามารถเผชิญกับความตายได้ทุกเมื่อ
คุณธรรมในข้อนี้น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากแนวความคิดในพุทธศาสนาที่เชื่อในกฎไตรลักษณ์ที่เห็นว่าชีวิตเป็นสิ่งไม่เที่ยง
และไม่มีตัวตนแท้จริงที่ถาวร
ชีวิตทุกชีวิตเกิดมาเพื่อใช้กรรม
เวลามีชีวิตอยู่จะต้องดำเนินชีวิตและปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องและครบถ้วน
โดยไม่หวั่นไหวกับความตาย
การตายที่มีเกียรติของซามูไรญี่ปุ่นคือ
การทำฮาระคิริ (Harakiri) หรือเซ็ปปุกุ
(Seppuku)
การตายแบบนี้ต้องใช้พลังจิตและความอดทนอย่างสูงที่จะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดซึ่งมาจากการใช้มีดสั้นแทงที่หน้าท้องใต้เอวขวาแล้วกรีดมาทางซ้ายจากนั้นดึงมีดขึ้นข้างบน
การคว้านท้องเช่นนี้เป็นการเปิดเยื่อบุช่องท้องแล้วตัดลำไส้ให้ขาด
การตายด้วยวิธีนี้นอกจากเป็นการตายอย่างมีเกียรติแล้ว
ยังเป็นการแสดงความกล้าหาญและพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการบังคับจิตใจของตนเอง
3.
ซามูไรจะต้องเป็นผู้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี
ยอมตายเพื่อรักษาเกียรติดีกว่าอยู่อย่างไร้เกียรติ
4.
ซามูไรจะต้องมีความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนต่อเจ้านาย
ซึ่งคำสอนในข้อนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลทางความคิดของลัทธิขงจื๊อในเรื่องของระเบียบวินัย
และความจงรักภักดี
5.
ซามูไรจะต้องเป็นผู้มีความเที่ยงธรรม
และช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก
คำสอนนี้น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื๊อที่สอนให้นักรบผู้กล้าทั้งหลายเป็นผู้มีเมตตาจิต
และรักความยุติธรรม
ไม่นิ่งดูดายเมื่อเห็นคนตกทุกข์ได้ยาก
ต้องรีบช่วยเหลือทันที
อย่างไรก็ตามคำสอนของลัทธิบูชิโดนี้
ไม่เพียงแต่เป็นหลักปฏิบัติของพวกซามูไรเท่านั้น
ต่อมาได้มีผู้นิยมปฏิบัติตามกันทั่วไป
จนกลายเป็นแนวทางคำสอนของความเชื่อแบบชินโต
ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามในปี ค.ศ. 1945
ประเทศพันธมิตรได้ยกเลิกชินโตของรัฐ
ลัทธิบูชิโดก็เสื่อมความนิยมไป
ซามูไรหรือผู้กล้าค่อย ๆ
หมดผู้สืบทอด
แต่จิตสำนึกแบบชินโตยังคงอยู่ในใจของคนญี่ปุ่นไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาใดก็ตาม
ดังนั้นความเป็นชินโตนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ลัทธิความเชื่อเท่านั้น
แต่เป็นจิตสำนึกภายในที่ทำให้คนญี่ปุ่นเกิดสำนึกร่วมกันในความเป็นญี่ปุ่น
อันแสดงถึงเอกลักษณ์ของชาติที่ยังคงเหลืออยู่ท่ามกลางความแปรเปลี่ยนของสังคม
นิกายชินโตที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
ปัจจุบันนี้ยังคงมีชาวญี่ปุ่นที่นับถือลัทธิชินโตอยู่อีกมาก
ทั้งที่แสดงตนอย่างเปิดเผยและที่ไม่แสดงตนออกมา
แต่ยอมรับความเป็นชินโตในลักษณะของจิตสำนึก
และอยู่ในรูปของวัฒนธรรมญี่ปุ่น
กลุ่มที่ 1
ชินโตแห่งราชสำนัก (Shinto of the Imperial House)
ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า
"โคชิตสุชินโต" (Koshitso Shinto)
ชินโตกลุ่มนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่การประกอบพิธีกรรมถวายดวงวิญญาณของบรรพชนของพระจักรพรรดิ์นับตั้งแต่สมัยโบราณเป็นต้นมา
โดยพระจักรพรรดิ์จะเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมในปัจจุบันประเพณีนี้ยังมีอยู่
แต่ไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม
กลุ่มที่ 2
ชินโตศาลเจ้า (Shrine Shinto)
ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "จินจา
ชินโต" (Jinja Shinto)
ชินโตกลุ่มนี้เป็นการผสมผสานระหว่างความเชื่อแบบชินโตในสมัยบรรพกาลกับความเชื่อแบบชินโตในปัจจุบัน
กล่าวคือ
ระบบความเชื่อและพิธีกรรมจะถูกนำมาปฏิบัติร่วมกันที่ศาลเจ้าเพื่อบูชาเทพเจ้า
ศาลเจ้าชินโตได้รับการยกย่องว่าเป็นที่สิงสถิตของกามิและเป็นที่สำหรับสวดมนต์ภาวนา
ชินโตแบบนี้จัดว่าเป็นทั้งศาสนาและพิธีกรรมของประชาชนโดยตรง
กลุ่มที่ 3
ชินโตนิกาย (Sect Shinto)
ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "เคียวฮะ
ชินโต" (Kyoha Shinto)
เป็นกลุ่มชินโตที่เกิดจากกลุ่มศาสนา
13 กลุ่ม
ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่
19 อันเป็นช่วงสุดท้ายของยุคเอโด
ที่มีระบบการปกครองแบบเจ้าขุนมูลนาย
จนกระทั่งถึงช่วงต้นของยุคเมจิ
รัฐบาลของยุคเมจิที่เกิดขึ้นใหม่ได้สร้างชินโตของรัฐขึ้นมา
และให้กลุ่มศาสนาเหล่านี้อยู่ภายใต้การปกครองของชินโตของรัฐโดยอนุญาตให้ทำพิธีกรรม
คุณลักษณะของชินโตกลุ่มนี้คือความสนใจในสวัสดิภาพของมนุษย์ในโลกปัจจุบัน
กลุ่มศาสนาเหล่านี้เกิดขึ้นในชุมชนกสิกรรมและสามารถให้คำตอบแก่ชาวบ้านเกี่ยวกับปัญหาในชีวิตประจำวันตามสภาพของท้องถิ่นนั้น
ๆ
กลุ่มที่ 4
ชินโตพื้นบ้าน (Folk Shinto)
ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "มินกัน
ชินโต" (Minkan Shinto)
แนวคิดชินโตในกลุ่มนี้มีความเป็นพื้นบ้านมาก
โดยนำเอาความคิดเดิม ๆ
ของพุทธศาสนา ลัทธิเต๋า
ลัทธิขงจื๊อ
และแนวคิดในเรื่องหยินหยาง
มาผสมผสานกับความเชื่อแบบชินโต
ทำให้ลักษณะแนวคิดเป็นแบบไสยศาสตร์ผสมกลมกลืนกับการปฏิบัติทั่วไปทางพิธีกรรมของชาวบ้าน
ชินโตแบบพื้นบ้านนี้จึงไม่เหมือนกับศาสนาอื่น
ๆ
ที่มีลักษณะการทำงานเป็นแบบองค์กร
ซึ่งมีความเป็นระบบมากกว่าและไสยศาสตร์ในพิธีกรรมของชินโตพื้นบ้าน
มีส่วนช่วยสังคมได้อย่างฉับพลันและอย่างเหมาะสม
ทำให้บุคคลในสังคมมีความมั่นคงทางจิตใจ
เพราะทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยจากอันตราย
อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาในด้านทรัพย์สิน
ความอุดมสมบูรณ์ของพืชผล
และช่วยรักษาในด้านโรคภัยไข้เจ็บ
ชาวญี่ปุ่นส่วนมากจึงยอมรับประเพณีและพิธีกรรม
ตลอดจน
ทัศนคติต่าง ๆ
ของชินโตกลุ่มนี้จนเป็นวิถีชีวิตประจำวันมากกว่าที่จะปฏิบัติในรูปของศาสนา
ศาลเจ้าและนักบวชของชินโต
ศาลเจ้าชินโตได้รับการยกย่องว่าเป็นที่สิงสถิตของกามิ
และเป็นที่สำหรับสวดมนต์
อ้อนวอน
จึงถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งส่วนมากนิยมสร้างในแถบชนบท
เช่น บนภูเขา น้ำตก
หรือบนเกาะห่างไกล
เพราะเชื่อกันว่าภูเขา น้ำตก
และเกาะนั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่กามิชอบสถิต
แต่เดิมมาในสมัยโบราณตอนที่ศาลเจ้ายังไม่ได้สร้างขึ้นมานั้น
ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่ากามิอยู่ห่างไกลจากมนุษย์มาก
และจะมาเยี่ยมมนุษย์ได้ในโอกาสพิเศษเท่านั้น
เช่น เวลาประกอบพิธีกรรม
และการประกอบพิธีกรรมนั้นจะจัดขึ้นในสถานที่ชั่วคราวซึ่งเป็นที่สี่เหลี่ยมเล็ก
ๆ
ตอนกลางมีต้นไม้ใหญ่ศักดิ์สิทธิ์
แล้วจึงอัญเชิญกามิให้มาที่ต้นไม้นั้น
แต่เมื่อระยะเวลาผ่านพ้นไป
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ชั่วคราวนี้
ได้ถูกกำหนดให้เป็นการถาวรและถือว่ามีกามิสถิตอยู่ที่นั้นตลอดมา
นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของศาลเจ้า
ศาลเจ้าของญี่ปุ่นนิยมสร้างให้มีรูปแบบเรียบง่ายเป็นธรรมชาติไม่มีการตกแต่ง
ส่วนใหญ่ใช้วัสดุประเภทไม้และกระดาษ
ทางเข้ามีประตูโทริอิ (tori - i)
เป็นประตูใหญ่ที่สร้างด้วยไม้หรืออาจจะทำด้วยหิน
ภายในศาลเจ้านิยมสร้างสัญลักษณ์ของกามิคือกระจก
แต่บางแห่งอาจจะสร้างรูปเสื้อผ้า
หรือดาบ
มีสถานที่สำหรับตั้งอาหารเพื่อเซ่นไหว้
เช่น ข้าว ผัก ปลา เป็ด ไก่
รวมทั้งเหล้าสาเกอย่างดี
แต่ทั้งนี้ต้องไม่เซ่นไหว้ด้วยเลือดเพราะถือเป็นของไม่บริสุทธิ์
ไม่มีการบูชาด้วยดอกไม้
แต่นิยมไหว้ด้วยใบซากากิ (Sakaki)
การทำพิธิเซ่นไหว้มีทั้งทำส่วนตัวและทำเป็นพิธีของชุมชน
ซึ่งต้องเซ่นไหว้อย่างสม่ำเสมอโดยนักบวชผู้ทำพิธีกรรมนั้นจะต้องอยู่ในอาการสำรวมและสงบเงียบ
นักบวชของชินโตมีทั้งชายและหญิง
นักบวชหญิงจะต้องประพฤติพรหมจรรย์
นักบวชชายบางนิกายอนุญาตให้มีครอบครัวได้
ส่วนผู้ทำหน้าที่บริการรับใช้ในวัดจะเป็นผู้ชาย
และมี
หัวหน้านักบวชทำหน้าที่ดูแลศาลเจ้ารวมทั้งเป็นประธานในพิธีกรรมต่าง
ๆ
นอกจากนี้มีหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับนักบวชหญิงที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าหญิงผู้ดูแลสุริยะเทวีที่อิเซ
(Ise)
โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ทำหน้าที่นี้จะเป็นหญิงสูงศักดิ์ที่มาจากตระกูลสูง
ซึ่งตรงข้ามกับพวกร่ายรำทั่ว ๆ
ไป
ซึ่งเป็นสามัญชนมีหน้าที่ร่ายรำและเล่นดนตรีถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลเจ้า
โดยกระทำในอาคารที่แยกต่างหาก
พวกนักบวชชายในปัจจุบันนี้จะใส่เสื้อคลุมที่มีแขนใหญ่สีขาว
ใส่หมวกทรงสูง
ซึ่งเราจะเห็นได้ในวันที่มีงานสำคัญทางศาสนา
ส่วนพวกทำหน้าที่ร่ายรำจะใส่เสื้อขาว
ผ้านุ่งสีแดง
สำหรับการทำความเคารพกามินั้น
ชาวญี่ปุ่นที่นับถือชินโตใช้วิธีตบมือ
ตบมือครั้งที่ 1
เพื่อเรียกให้เสด็จมาช่วยตบมือครั้งที่สองเพื่อเป็นการบอกลา
อนึ่ง
มีข้อน่าสังเกตสำหรับความเป็นชินโตอย่างหนึ่ง
คือ
ความเชื่อในเครื่องรางของขลัง
วิญญาณและไสยศาสตร์เป็นเหตุให้เกิดการสร้างรูปสัญลักษณ์ขึ้นมาเพื่อเป็นที่พึ่งที่ยึดถือตามบ้านของคนนับถือชินโตจะมีที่บูชาวิญญาณ
และปากทางเข้าหมู่บ้านนิยมสลักตุ๊กตาหินกามิเพื่อพิทักษ์รักษาหมู่บ้านปัจจุบันเราจะพบเห็นได้ตามชนบทของญี่ปุ่น
ชินโตเป็นศาสนาที่ให้ความสำคัญต่อพิธีกรรม
และงานของกลุ่มชน
พิธีกรรมที่สำคัญมีดังนี้คือ
1.
พิธีฉลองเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง
หรือ นิอินาเมะ ไซ (Niiname - sai)
ซึ่งตรงกับวันที่ 23 พฤศจิกายน
ในวันนี้แต่เดิมพระจักรพรรดิ์ของญี่ปุ่นทรงเป็นผู้ทำพิธีโดยเซ่นไหว้ด้วยผลไม้และผลผลิตที่ได้จากการเก็บเกี่ยวในครั้งแรก
แต่ปัจจุบันนี้นิยมกระทำตามท้องถิ่นต่าง
ๆ
ในระหว่างเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน
โดยเน้นหนักไปในลักษณะที่เป็นเทศกาลขอบคุณ
นอกจากนี้พิธีฉลองเก็บเกี่ยวพืชผลแล้ว
ยังมีพิธีกรรมอื่น ๆ อีก คือ
พิธีบูชาวิญญาณ
บรรพบุรุษและพิธีบูชากามิในธรรมชาติ
เวลาประกอบพิธีกรรมเหล่านี้เท่ากับว่าเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์อยู่
ใกล้ชิดกับกามิมากที่สุด
ดังนั้นมนุษย์จะต้องชำระมลทินทางกายและใจเพื่อให้เป็นกายที่บริสุทธิ์
มลทินเป็นบาปที่ยิ่งใหญ่
มลทินหรือความชั่วทั้งหลายนี้ไม่ใช่ผลผลิตจากการกระทำของมนุษย์
แต่มาจากอำนาจของวิญญาณชั่ว
ยิ่งไปกว่านั้นเชื่อกันว่า
บุคคลที่มีมลทินไม่ว่าตนเองจะสังเกตเห็นหรือไม่ก็ตาม
มลทินนั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อส่วนรวม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาจากความตาย
ถือกันว่าเป็นมลทินที่หนักมากสามารถแพร่ต่อไปยังคนและชุมชนได้
และถ้าคนหนึ่งคนใดออกไปจากชุมชน
มลทินจะติดคน ๆ นั้นไปยังชุมชน
อื่นด้วย
มลทินโลหิตจัดว่าเป็นมลทินที่หนักมากที่สุด
ดังนั้นเวลาประกอบพิธีกรรมจะต้องชำระล้างบาปก่อน
และนี้คือที่มาของพิธี
ชำระล้างบาป
2.
พิธีชำระล้างบาปเพื่อให้บริสุทธิ์
(Purification) มีทั้งหมด 3 ขั้นตอน คือ
ขั้นที่ 1
พิธีเตรียมตัวให้บริสุทธิ์ (Preliminary
purification)หรือ เกสไซ (Kessai)
เป็นการเตรียมตัวให้บริสุทธิ์ก่อนประกอบพิธี
เพื่อชำระล้างมลทินทางกายโดยไม่รับประทานอาหารและชำระล้างร่างกายให้สะอาด
การชำระล้างมลทินนี้เรียกว่า
พิธีมิโซกิ (Misogi)
เพื่อชำระตนเองให้สะอาดบริสุทธิ์ล้างมลทินออกไป
ต้องรักษาข้อห้ามที่กำหนดไว้ในชีวิตประจำวันก่อนที่จะประกอบพิธี
การปฏิบัตินี้เรียกว่า อิมิ (Imi)
ขั้นที่ 2
พิธีชำระล้างให้บริสุทธิ์ (Purification)
หรือ ฮารัย (Harai)
เป็นพิธีชำระล้างมลทินและบาปข้างใน
ประกอบพิธีโดยนักบวช
ซึ่งนักบวชนั้นประกอบพิธีนี้โดยแกว่งไม้กายสิทธิ์เหนือศีรษะหรือเหนือวัตถุสิ่งของที่ต้องการชำระ
ขั้นที่ 3
พิธีถวาย (Dedication)
เมื่อคนหนึ่งคนใดผ่านพิธีชำระข้างต้นมาแล้วทั้งกายและใจเขาพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในพิธีถวายสิ่งของและการอุทิศตน
เขาจะถวายกิ่งไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นสัญลักษณ์ของการเก็บเกี่ยวครั้งแรก
ต่อมาถวายข้าว เหล้า
และอาหารต่าง ๆ
พิธีของชินโตเป็นพิธีที่ต้อนรับกามิจึงมีการแสดงดนตรีและการเต้นรำด้วย
แล้วต่อมาจึงมีการอธิษฐาน
พิธีทั้งหมดประกอบด้วยการสรรเสริญ
การวิงวอนของการพิทักษ์รักษา
และขอพระพรสำหรับชีวิตปัจจุบัน
ปกติจะมีการอ่านคำอธิษฐานซึ่งมีสำนวนโวหารที่ประณีตงดงาม
จึงเชื่อกันว่าถ้อยคำแบบนี้มีพลังอำนาจพิเศษที่จะทำให้กามิแห่งถ้อยคำให้พรมนุษย์ตามที่ปรารถนา
พิธีของชินโตมีจุดประสงค์
เพื่อชำระตนให้บริสุทธิ์และเป็นการแสดงความเคารพนับถือต่อกามิ
เพราะว่าสำหรับกสิกรแล้ว
กสิกรรมเป็นการปฏิบัติภายใต้เจตนาของกามิ
และบนแผ่นดินที่ศักดิ์สิทธิ์ของกามิ
มลทินทางกายและใจของมนุษย์เป็นตัวกีดขวางเทพเจ้าที่จะลงมาสู่โลกมนุษย์
แต่ปัจจุบันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
คนส่วนใหญ่เมื่อเข้าร่วมพิธีไม่ค่อยรักษาข้อห้าม
ยกเว้นพระ
แต่คนญี่ปุ่นยังคงรักษาความคิดเกี่ยวกับมลทินอยู่ในหลายด้านของชีวิต
เช่น เวลาเข้าไปในศาลเจ้า
ทุกคนต้องล้างมือและปากที่หน้าประตูศาลเจ้าก่อนเข้าไป
หรือเวลาไปพิธีศพมา พอถึงบ้าน
ก่อนที่จะเข้าบ้าน
ต้องรดเกลือที่ร่างกายเสียก่อนเพื่อชำระมลทินความตาย
ปัจจุบันนี้พิธีบูชากามิ
พระจะเป็นผู้ประกอบพิธีเท่านั้น
แต่บางทีพระไม่มีส่วนร่วม
แต่จะจัดทำพิธีขึ้นมาโดยชาวบ้านเท่านั้นเรียก
"มัตซูริ" (Matsuri)
ซึ่งมัตซูรินี้มี 2
นัยที่หนึ่งเป็นการ
ปฏิบัติเฉพาะตนด้วยความรักและศรัทธาที่มีต่อกามิ
และเป็นการปฏิบัติที่กระทำจนเป็นกิจวัตรประจำวัน
ทั้งนี้ด้วยความเชื่อที่ว่าจะเกิดศิริมงคลแก่ตนเอง
นัยที่สองเป็นเทศกาลรื่นเริงที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณกามิพิธีนี้จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่
มีนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศมาชมกันมากมาย
มีขบวนแห่ที่ชายหนุ่มหลายคนร่วมเดินด้วยกัน
พิธีกรรมที่จัดขึ้นมาในเทศกาลนี้จะจัดให้มีชีวิตชีวามาก
เพราะเชื่อกันว่ากามิจะออกไปจากศาลเจ้าและมาหามนุษย์เพื่อให้กำลังใจ
มัตซูริส่วนมากนิยมจัดกันในฤดูร้อน
มีขบวนแห่และการเต้นรำที่หลายคนเข้าร่วม
เนื่องจากภูมิประเทศของญี่ปุ่นมีภูมิอากาศตามฤดูที่แตกต่างกันมาก
ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้สีต่าง ๆ
เช่น ซากุระ จะบานทั่วทั้งประเทศ
และสีเขียวของกิ่งไม้ต่าง ๆ
จะสีสดมากในฤดูร้อน
ภายใต้พระอาทิตย์ที่ส่องแสงอย่างรุนแรงและเมฆที่มีสีขาวและหนา
มัตซูริจะถูกจัดขึ้นมาอย่างตระการตา
ในฤดูใบไม้ร่วงภูเขาจะเปลี่ยนสี
และต้นข้าวจะออกรวงสวยงาม
ในฤดูหนาว
อากาศใสและมีหิมะปกคลุมประเทศ
ปัจจุบันในประเทศญี่ปุ่นยังมีประเพณีเหล่านี้อยู่
แต่คนส่วนมากไม่รู้ความหมายของมัตซูริเพียงแต่เข้าไปเล่นสนุกสนานเท่านั้น
หรือบางคนอาจไม่สนใจเลยก็มี
แต่สาเหตุที่ประเพณีเหล่านี้ยังมีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
เป็นเพราะมีคนพยายามรักษาไว้
เพราะเป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่สองพันปีก่อน
และเป็นพื้นฐานที่ลึกซึ้งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นจริง
ๆ เป็นส่วนที่ขาดไม่ได้
และยังมีอิทธิพลต่อจิตใจของชาวญี่ปุ่นอยู่
นอกจากพิธีกรรมตามที่กล่าวมาแล้วยังมีเทศกาลต่าง
ๆที่เกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรม
มีดังนี้ คือ
1.
วันปีใหม่ หรือ โขกัตสี (Shogatsu)
เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่ทำให้เกิดพิธีชำระล้างสิ่งสกปรก
แต่เดิมมาตรงกับเดือนกุมภาพันธ์โดยนับตามปฏิทินจันทรคติ
แต่ปัจจุบันฉลองกันตั้งแต่วันที่
1-6
มกราคมของทุกปีเป็นวันแห่งการชำระล้างสิ่งสกปรก
เช่น บ้านเรือน ร่างกาย และจิตใจ
ในวันนี้ทุกคนรื่นเริงแจ่มใส
มีการเซ่นไหว้บรรพบุรุษด้วยอาหารพิเศษ
และนิยมไปเคารพกราบไหว้ตาม
ศาลเจ้าเพื่อขอพรในวันนี้
พอสิ้นสุดเทศกาลก็จะมีการนำพกเครื่องตกแต่งในวันปีใหม่นี้มาเผาในกองเพลิง
2.
วันหลังจากปีใหม่ หรือ โกโชกัตสึ
(Koshogatsu)
มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าวันปีใหม่ตกประมาณวันที่
15 มกราคมของทุกปี
ในวันนี้จะมีการจุดไฟเพื่อต้อนรับกามิที่ทำให้มนุษย์มีข้าวกินในแต่ละปี
จึงมีการเฉลิมฉลองเพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ
3.
เทศกาลตุ๊กตา ( Doll Festical) หรือ ฮีนะ
มัตซูริ (Hina matsuri) ประมาณวันที่ 3
มีนาคม ของทุกปี
วันนี้เป็นวันรื่นเริงของเด็กหญิงเพราะจะมีการตบแต่งตุ๊กตาอย่างสวยงามด้วยชุดพิธีการในสมัยโบราณ
ครอบครัวที่มีลูกสาวจะมีการเลี้ยงฉลองเพื่อแสดงถึงความยินดีต่อการเติบโต
ในวันนี้จะมีการดื่มเหล้าสาเกเพื่อเป็นการอวยพรในความสำคัญของเทศกาลนี้มีจุดดีตรงที่ยกย่องเพศหญิง
แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญและการให้กำลังใจเพศหญิงซึ่งต่อไปจะต้องเป็นหลักในการดูแลลูก
4.
เทศกาลดอกไม้ (Flower Festival) หรือ มัตซูริ
( Hana matsuri) ประมาณวันที่ 8
เมษายนของทุกปี
เป็นวันที่มีการปีนเขาเพื่อไปกินและดื่มร่วมกัน
จะมีการเก็บดอกไม้แล้วนำกลับบ้าน
เชื่อกันว่าวันนี้กามิแห่งภูเขาจะมาปรากฏตัว
และเป็นวันแห่งการต้อนรับกามิแห่งธัญญาหาร
( ซึ่งคล้ายกับแม่โพสพของไทย)
ในวันนี้จะฉลองด้วยการดื่มชาหวาน
5. วันเด็กชาย
(Boys' Day) หรือ ทันโก โน๊ะ เซ๊กกุ (Tango no sekku)
ประมาณวันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปี
เป็นวันที่ครอบครัวแสดงความยินดีและให้ความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กชายในตระกูล
จุดประสงค์หลักของวันนี้เพื่อลดความรุนแรงและความอาฆาตแค้นในจิตวิญญาณของเด็กผู้ชาย
และเป็นการย้ำเตือนให้มีความกล้าหาญ
ความเข้มแข็ง
และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว
สภาพสังคมญี่ปุ่นได้เปลี่ยนไปทำให้เสถียรภาพของแนวคิดแบบชินโตไม่แน่นอนต้องต่อสู้กับวัฒนธรรมแบบสังคมอุตสาหกรรมที่มีแต่การเร่งร้อน
และการเอารัดเอาเปรียบ
แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนญี่ปุ่นหลายคนที่เป็นห่วงชาติบ้านเมือง
คนเหล่านี้มีส่วนช่วยในการอนุรักษ์วัฒนธรรมรวมไปถึงการผดุงรักษาแนวคิดและวิถีชีวิตแบบชินโต
ซึ่งเป็นรากฐานของวัฒนธรรมญี่ปุ่น
ทำให้เกิดองค์กรของชินโตขึ้นมามากมาย
เมื่อปี ค.ศ. 1970 (พ.ศ. 2513)
กระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นได้สำรวจองค์กรของนักศึกษาประมาณได้ว่ามีทั้งหมด
145 แห่ง ซึ่งเป็นทั้งชินโตนิกาย
ชินโตแบบศาลเจ้า
และชินโตนิกายรุ่นใหม่
หน่วยงานเหล่านี้ได้ช่วยกันส่งเสริมวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของความเป็นญี่ปุ่นรวมทั้งกระตุ้นความรักชาติ
และรื้อฟื้นชินโตให้เฟื่องฟู
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นชินโตแบบใด
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลผลิตที่มาจากความรักในธรรมชาติของชาวญี่ปุ่น
ซึ่งค่านิยมนี้มีมาตั้งแต่ยุคกสิกรรม
อากาศตามฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงก่อให้เกิดความสามารถในการสังเกต
และความรู้สึกที่ไวต่อธรรมชาติ
ทำให้เกิดพิธีกรรมและประเพณี
แต่ละฤดูชินโตจึงถูกเรียกว่าเป็นระเบียบประเพณีที่สืบต่อ
ๆ กันมา
เป็นผลผลิตจากความรู้สึกของชาวญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโบราณ
บรรณานุกรม
วนิดา ขำเขียว. (2543).
ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุงเทพฯ :
พรานนกการพิมพ์.
พระครูวินัยธรประจักษ์ จกกธมโม
(จำปาทอง). (2545). ศาสนาในโลกปัจจุบัน.
(พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ :
มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย. |