| ภาคที่ 1
วิถีแห่งฟิสิกส์ บทที่
3 พ้นภาษา
ข้อขัดแย้งซึ่งสร้างความงงงวยให้กับวิธีคิดอย่างสามัญเกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงว่า
เราจำต้องใช้ภาษาเป็นสื่อในการแสดงประสบการณ์ภายในของเรา
ซึ่งเนื้อหาเป็นสิ่งที่อยู่นอกขอบเขตของภาษา
ดี.ที.สีซึกิ
ภาษาที่จะใช้ในสถานการณ์เช่นนี้เป็นปัญหาที่สำคัญมาก
เราปรารถนาที่จะพูดเกี่ยวกับอะตอมในทางใดทางหนึ่ง...แต่เราไม่อาจพูดถึงอะตอมในภาษาธรรมดาได้
เวอร์เนอร์ ไฮเซนเบิร์ก
ความคิดที่ว่าแบบจำลองและทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดเป็นเพียงการประมาณ
และภาษาที่ใช้อธิบายมันก็ไม่อาจจะชัดเจนได้เสมอนั้น
ได้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในหมู่นักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ต้นศตวรรษนี้เป็นต้นมา
เมื่อมีพัฒนาการใหม่ ๆ
ซึ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้น
การศึกษาเกี่ยวกับโลกของอะตอมได้ทำให้นักฟิสิกส์เข้าใจในความจริงที่ว่า
ภาษาสามัญของเราไม่เพียงแต่จะไม่ชัดเจน
แต่ยังไม่เพียงพอที่จะใช้อธิบายความจริงในเรื่องของอะตอมและอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม
ทฤษฏีควอนตัมและทฤษฏีสัมพันธภาพซึ่งเป็นพื้นฐานของวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่
ได้ให้ความกระจ่างแจ้งที่ว่า
ความจริงในเรื่องดังกล่าวไปพันขอบเขตของตรรกศาสตร์สมัยเก่าและเราไม่อาจอธิบายมันด้วยภาษาสามัญ
ดังที่ไฮเซนเบิร์กได้เขียนไว้ว่า
ปัญหาที่ยากที่สุด...เกี่ยวกับการใช้ภาษา
ปรากฏขึ้นในทฤษฏีควอนตัม
แรกที่สุด เรา
ไม่มีแนวทางอย่างง่าย ๆ
ที่จะเชื่อมโยงสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์กับแนวคิดในภาษา
สามัญ
และเพียงประการเดียวที่เราได้ตระหนักตั้งแต่จุดเริ่มต้นก็คือความจริงที่ว่า
แนว
คิดสามัญของเราไม่อาจใช้ได้กับโครงสร้างของอะตอม
(1)
เมื่อพิจารณาจากทัศนะทางปรัชญา
จุดนี้เป็นพัฒนาการที่น่าสนใจมากที่สุดในวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่
และเป็นรากฐานอันหนึ่งในความสัมพันธ์กับปรัชญาตะวันออก
ในสำนักปรัชญาตะวันตกต่าง ๆ
ตรรกศาสตร์และเหตุผลถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแนวคิดทางปรัชญา
และแม้กระทั่งในปรัชญาศาสนา
ตามที่เบอร์ทรันด์ รัสเซล
กล่าวไว้ ในทางตรงกันข้าม
ในศาสนาตะวันออก
เป็นที่เข้าใจกันดีว่า
สัจจะเป็นสิ่งพ้นวิสัยของภาษาสามัญ
และนักปราชญ์ชาวตะวันออกก็ไม่เกรงกลัวที่จะใช้ภาษาที่ไปพ้นตรรกะและแนวคิดสามัญ
ข้าพเจ้าคิดว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ว่าเหตุใด
สัจจะในทัศนะของตะวันออกจึงมีภูมิหลังที่คล้ายคลึงกันฟิสิกส์สมัยใหม่มากกว่าทางปรัชญาตะวันตก
3.1 โฟโตอิเล็กทริก
ปัญหาของการใช้ภาษาที่ศาสนิกของตะวันออกเผชิญอยู่
ในข้อความสองตอนที่อ้างถึงในตอนต้นบทนี้
ดี.ที.สีซึกิ กล่าวถึงพุทธศาสนา (2)
และเวอร์เนอร์ ไฮเซนเบิร์ก
กล่าวถึงวิชาฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอม
(3)
และข้อความทั้งสองแทบจะเหมือนกันเลยทีเดียว
ทั้งศาสนิกและนักฟิสิกส์ต่างต้องการถ่ายทอดความรู้ของตนออกมาก
เมื่อแสดงออกในคำพูดประโยคที่เขากล่าวจึงดูผิดธรรมดา
ผิดตรรกะ
ลักษณะที่ผกผันผิดธรรมดานี้เป็นลักษณะเฉพาะของศาสนาและความคิดในแนวนี้ทั้งหมด
ตั้งแต่เฮราคลิตัสจนถึงดอน ฮวน
และเมื่อเริ่มต้นศตวรรษนี้
ก็ได้กลายเป็นลักษณะเฉพาะของวิชาฟิสิกส์ด้วย
ในวิชาฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอม
สถานการณ์หลาย ๆ
อันซึ่งผิดไปจากความเข้าใจทั่วไปนั้นเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของแสง
หรือกล่าวโดยกว้างคือรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า
ซึ่งมีลักษณะที่ตรงกันข้ามอยู่ในตัวเอง
ในด้านหนึ่งเป็นที่แน่ชัดว่ารังสีแม่เหล็กไฟฟ้านี้ประกอบด้วยคลื่น
เนื่องจากมันแสดงคุณสมบัติการแทรกสอดของคลื่น
(interference of wave)
ได้เมื่อมีแหล่งกำเนิดแสงสองแหล่งความเข้มของแสงในที่ใดที่หนึ่งไม่จำเป็นต้องเท่ากับผลรวมของความเข้มของแสงต้นกำเนิด
แต่อาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ได้
ปรากฏการณ์นี้อาจอธิบายได้อย่างง่ายดายว่าเป็นการแทรกสอดของคลื่นซึ่งมาจากแหล่งกำเนิดสองแหล่ง
ในที่ซึ่งยอดคลื่นของแสงจากสองแหล่งมาทับกันสนิท
บริเวณนั้นจะมีความสว่างมากกว่าผลรวมของความเข้มของแสง
บริเวณใดที่ยอดคลื่นของแสงอันหนึ่งทับกับท้องคลื่นของแสงอีกอันหนึ่ง
ความเข้มของแสงบริเวณนั้นจะน้อยกว่าผลรวมของความเข้มของแสงทั้งสอง
ปริมาณที่แน่นอนของความเข้มซึ่งเกิดจากการแทรกสอดของคลื่นทั้งสองสามารถคำนวณหาได้อย่างง่ายดาย
ปรากฏการณ์การแทรกสอดของคลื่นนี้เราสามารถสังเกตได้จากการศึกษาเกี่ยวกับการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า
ซึ่งแสดงว่ารังสีแม่เหล็กไฟฟ้ามีลักษณะเป็นคลื่น
ในอีกด้านหนึ่งรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าก็ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า
โฟโตอิเล็กทริก เอฟเฟก (Photoelectric Effect)
นั่นคือ เมื่อแสงเหนือม่วง (Ultraviolet
Light)
ถูกฉายลงบนพื้นผิวของโลหะบางชนิด
มันทำให้อิเล็กตรอนหลุดออกมาจากผิวของโลหะได้
ดังนั้นแสงชนิดนี้จึงต้องประกอบด้วยอนุภาคที่เคลื่อนที่ปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นในการศึกษาการกระจายตัวของรังสีเอกซ์การทดลองนี้เราสามารถจะอธิบายได้อย่างถูกต้อง
ก็ต่อเมื่อเราอธิบายว่าเป็นการชนกันระหว่างอนุภาคของแสงกับอิเล็กตรอน
และในเมื่อรังสีเหล่านี้แสดงคุณลักษณะการแทรกสอดของคลื่นด้วย
ปัญหาซึ่งสร้างความฉงนให้แก่นักฟิสิกส์เป็นอันมากในระยะเริ่มแรกของทฤษฏีอะตอมนั่นคือ
รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าจะเป็นทั้งอนุภาค
(นั่นคือมีมวลอยู่ในปริมาตรที่เล็กมาก)
และเป็นทั้งคลื่น
ซึ่งแผ่กระจายไปทั่วอาณาบริเวณอันกว้างขวางในอวกาศในขณะเดียวกันได้อย่างไร
ไม่ว่าภาษาหรือจินตนาการก็ไม่อาจอธิบายความจริงในลักษณะนี้ได้อย่างถูกต้องชัดเจน
ศาสนาตะวันออกได้พัฒนาวิธีการต่าง
ๆ
หลายวิธีในการอธิบายลักษณะที่ผิดธรรมดาของสัจจะ
ในขณะที่ฮินดูใช้วิธีอธิบายในรูปของเทพปกรณัม
พุทธศาสนาและลัทธิเต๋านิยมเน้นประเด็นความผกผันผิดธรรมดาของสัจจะนั้นมากกว่าคัมภีร์เต๋าเตอจิงของเหลาจื้อเขียนด้วยภาษาที่ชวนให้ฉงนและดูเหมือนไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
เต็มไปด้วยข้อความที่ขัดแย้งกันอย่างน่าทึ่ง
และภาษาที่ใช้ซึ่งมีลักษณะเป็นบทกวี
อันกระทบความรู้สึกอย่างมีพลังนั้น
มุ่งหมายที่จะจับจิตใจของผู้อ่านและขว้างภาษานั้นออกจากร่องของความคิดเชิงเหตุผลซึ่งมันคุ้นเคย
3.2 โกอัน
พุทธศาสนาในจีนและญี่ปุ่น
ได้นำวิธีการของเต๋าในการถ่ายทอดประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมนั้นมาใช้
โดยเปิดเผยลักษณะผกผันผิดธรรมดาของมันอย่างง่าย
ๆ เมื่ออาจารย์เซน ไดโตะ (Daito)
ได้พบกับจักรพรรดิโกไดโกะ (Godaigo)
ซึ่งเป็นผู้ที่กำลังศึกษาเซน
อาจารย์เซนกล่าวว่า
เมื่อหลายพันกัปที่ล่วงไปแล้ว
เราแยกจากกัน
แต่เราไม่เคยถูกแยกจากกันแม้เพียงขณะ
เดียว
ขณะนี้เราเห็นหน้ากันทุกวัน
แต่เราไม่เคยพบกัน (4)
เซนมีความชำนาญเป็นพิเศษในการใช้คำที่ดูไร้สาระให้เกิดคุณค่าขึ้นมา
โดยระบบ โกอัน
พวกเขาได้พัฒนาวิธีการซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวในการถ่ายทอดคำสอนโดยไม่ใช้คำพูด
โกอันต่าง ๆ
ได้ถูกสร้างขึ้นเป็นปริศนาซึ่งดูไร้สาระ
เพื่อนำให้นักศึกษาเซนได้ตระหนักถึงลักษณะอันจำกัดของตรรกะและเหตุผลอย่างฉับพลันความที่ปริศนาเหล่านี้ไม่เป็นเหตุเป็นผล
ผกผันผิดธรรมดา
ทำให้ไม่อาจจะหาคำตอบได้ด้วยการคิดนึก
มันถูกสร้างขึ้นเพื่อหยุดกระบวนความคิด
และนั่นคือเตรียมให้นักศึกษาเซนพร้อมสำหรับการประจักษ์แจ้งประสบการณ์แห่งสัจจะ
ซึ่งไร้คำพูด ยาสุตานิ
อาจารย์เซนรุ่นปัจจุบัน
ได้แนะนำโกอันซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีมากที่สุดอันหนึ่งแก่นักศึกษาชาวตะวันตกด้วยถ้อยคำเหล่านี้
โกอันที่ดีที่สุดอันหนึ่งคือ
โกอันมู (Mu)
เนื่องจากความเรียบง่ายที่สุด
และนี่คือ ที่มาของมัน
พระภิกษุรูปหนึ่ง
ไปหาท่านเย่อซู่อาจารย์เซนผู้มีชื่อในประเทศจีน
เมื่อหลายร้อยปีล่วงมาแล้ว
และได้ถามท่านว่า
สุนัขมีธรรมชาติแห่งความเป็น
พุทธะหรือไม่
ท่านเย่อซู่ตอบว่า มู
ตามตัวอักษรมันแปลว่า ไม่
แต่ความ
สำคัญของคำตอบของท่านเย่อซู่มิใช่อยู่ที่ความหมายของคำ
มู
เป็นการแสดงออกของธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะซึ่งทรงชีวิตและเคลื่อนไหว
สิ่งที่คุณต้องกระทำคือการค้นหาแก่นแท้ของ
มู
มิใช่โดยผ่านการวิเคราะห์ในความคิดนึก
หากโดยการค้นลึกเข้าไปภายในตน
จากนั้นคุณต้องแสดงต่อผลอย่างชัดเจนว่าคุณเข้าใจ
มู
ดังหนึ่งมันเป็นสัจจะที่มีชีวิต
โดยไม่ใช้ความคิด ทฤษฎี
หรือการอธิบาย จงจำไว้ว่า
คุณไม่อาจจะเข้าใจ มู
ได้โดยผ่านความรู้สามัญ
คุณต้องจับฉวยมันโดยตรงด้วยชีวิตจิตใจทั้งหมดของคุณ
(5) สำหรับผู้เริ่มต้น
อาจารย์เซนมักจะมอบโกอัน มู ให้
หรือโกอันข้อหนึ่งข้อใดในสองประการนี้
อะไรคือหน้าตาดั้งเดิมของท่าน
ก่อนที่พ่อแม่จะให้กำเนิดท่านมา
ท่านทำเสียงจากการปรบมือสองข้างได้
แล้วเสียงของการปรบมือข้างเดียวเล่าเป็นอย่างไร
โกอันเหล่านี้ทุกอันมีคำตอบที่แปลกเฉพาะตัวมากน้อยต่างกัน
ซึ่งอาจารย์เซนที่สามารถจะทราบได้ทันที
ในทันทีที่ได้คำตอบ
โกอันก็สิ้นสุดสภาพผกผันผิดธรรมดาและกลายเป็นประโยคที่มีความหมายสมบูรณ์
ซึ่งเกิดขึ้นจากสภาวะจิตแห่งการรู้แจ้งที่โกอันนั้นนำให้ถึง
ในนิกายรินไซเซน (Rinzai Zen)
ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องเฉลยโกอันทีละข้อติดต่อกันหลายข้อ
ซึ่งแต่ละข้อจะมุ่งเฉพาะต่อหลักธรรมต่างกัน
การให้ขบโกอันนี้เป็นวิธีการถ่ายทอดคำสอนเพียงประการเดียวของนิกายนี้
ซึ่งไม่มีการเทศนาใด ๆ
แต่จะปล่อยให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้ประจักษ์ความจริงแท้จากโกอัน
3.3
กฎพื้นฐานของธรรมชาติ
ที่จุดนี้ทำให้เราได้เห็นความคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับสถานการณ์ซึ่งผิดไปจากความเข้าใจทั่วไป
ที่ได้เผชิญหน้ากับนักฟิสิกส์ในตอนเริ่มต้นศึกษาฟิสิกส์ของอะตอมเช่นเดียวกับเซน
ความจริงถูกซ่อนอยู่ในลักษณะที่ผกผันผิดธรรมดาซึ่งไม่อาจจะเฉลยออกมาได้ด้วยเหตุผลเชิงตรรกะ
แต่จะต้องเข้าใจโดยความตระหนักรู้อย่างใหม่
ความตระหนักรู้ในความจริงของอะตอม
แน่นอนทีเดียวว่า
ผู้เป็นอาจารย์ในที่นี้คือตัวธรรมชาติ
ซึ่งเช่นเดียวกับอาจารย์เซนที่จะไม่อธิบายอะไรแม้สักประโยคหนึ่ง
ธรรมชาติเพียงแต่ตั้งปริศนาให้ขบคิดเท่านั้น
การไขความหมายของโกอันแต่ละข้อเรียกร้องความพยายามในการทำสมาธิอย่างทุ่มเทของผู้ปฏิบัติธรรม
ในตำราเกี่ยวกับเซน
เราได้อ่านพบว่า
โกอันจับความนึกคิดจิตใจทั้งหมดของผู้ปฏิบัติธรรม
และก่อให้เกิดการติดตันในความคิดนึก
เป็นสภาวะของความตึงเครียดที่ต่อเนื่องยาวนาน
เนื่องจากความรู้สึกที่ว่าโลกทั้งโลกกลายเป็นตัวปัญหาและคำถามอันมหึมา
ผู้ก่อตั้งทฤษฎีควอนตัมก็ประสบกับสถานการณ์เช่นเดียวกันนี้
ไฮเซนเบิร์กได้อธิบายสภาพการณ์นั้นอย่างแจ่มชัดว่า
ข้าพเจ้าจำการถกเถียงของข้าพเจ้ากับบอหร์ได้ว่าใช้เวลาหลายชั่วโมง
จนเวลา ล่วงเลยไปถึงยามดึก
โดยสุดท้ายก็ไม่เกิดผลอันใด
และเมื่อจบการสนทนา
ข้าพเจ้าได้ออกไปเดินเล่นโดยลำพังในสวนสาธารณะใกล้
ๆ และเฝ้าย้ำถามตนเอง
ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
ธรรมชาติจะดูไร้สาระได้มากถึงขนาดเท่าที่ปรากฏต่อเราใน
การทดลองเกี่ยวกับอะตอม
กระนั้นหรือ (6)
เมื่อใดที่ธรรมชาติของสิ่งต่าง
ๆ ถูกวิเคราะห์ด้วยความคิดนึก
นั่นจะดูเหมือนหาสาระไม่ได้และดูผกผันผิดธรรมดา
นักปฏิบัติธรรมได้ตระหนักในเรื่องนี้เป็นอย่างดี
แต่มันเพิ่งกลายเป็นปัญหาในทางวิทยาศาสตร์ในระยะเวลาไม่นานมานี้นับเป็นเวลาหลายศตวรรษที่นักวิทยาศาสตร์เฝ้าค้นหา
กฎพื้นฐานของธรรมชาติ
ซึ่งกำหนดปรากฏการณ์รูปแบบต่าง
ๆ ที่เราพบ
ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นสภาพแวดล้อมระดับที่เห็นได้ด้วยตา
และดังนั้นจึงรวมอยู่ในขอบเขตประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสของนักวิทยาศาสตร์
ในเมื่อภาษาที่ใช้ซึ่งรวมเอาภาพพจน์และความคิดนึกที่ชาญฉลาดของนักวทิยาศาสตร์
คือสิ่งที่ย่อสรุปเอาจากประสบการณ์ของเขา
มันจึงมีประสิทธิภาพเพียงพอในการอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าว
3.4 สู่โลกของอะตอม
ปัญหาเกี่ยวกับธรรมชาติที่เป็นสาระสำคัญของสรรพสิ่งได้รับการเฉลย
ในวิชาฟิสิกส์ดั้งเดิมโดยแบบจำลองของจักรวาลในเชิงกลจักรของนิวตัน
ซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกับที่เดโมคริตัสได้เสนอไว้ในกรีกยุคโบราณ
กล่าวคือได้ลดทอนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เหลือเฉพาะคุณสมบัติการเคลื่อนที่
และปฏิกิริยาระหว่างอะตอมซึ่งเป็นมวลที่หนาแน่นและทำลายไม่ได้คุณสมบัติของอะตอมเหล่านี้เป็นสิ่งย่อสรุปจากความรับรู้ในเรื่องลูกบิลเลียด
ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ระดับที่เห็นได้ด้วยตา
และดังนั้นจึงเป็นการสรุปจากประสบการณ์ของประสาทสัมผัส
ไม่เคยมีใครตั้งคำถามเลยว่า
ความรู้ในเรื่องนี้จะนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในโลกของอะตอมหรือไม่
โดยข้อเท็จจริงก็คือว่า
มันไม่อาจจะศึกษาสำรวจได้อย่างจริงจังด้วยการทดลอง
อย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ 20
นักฟิสิกส์สามารถที่จะจัดการกับปัญหาเรื่องธรรมชาติแท้จริงของสสารวัตถุได้โดยการทดลอง
โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่
นักวิทยาศาสตร์สามารถที่จะเจาะลึกลงไปในธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
ผ่านเปลือกหุ้มทีละชั้น ๆ สู่
องค์ประกอบพื้นฐาน
ของสสารวัตถุ
ดังนั้นจึงพิสูจน์ได้ว่ามีอะตอม
แต่ต่อมาก็พบองค์ประกอบของมันได้แก่
นิวเคลียสและอิเล็กตรอน
และในที่สุดก็พบองค์ประกอบของนิวเคลียส
คือโปรตอนและนิวตรอนรวมทั้งอาจจะมีอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมชนิดอื่น
ๆ อีกด้วย
เครื่องมือที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนในการทดลองทางฟิสิกส์สมัยใหม่ได้เจาะลึกลงไปสู่โลกที่ไม่อาจมองเห็นได้แม้ด้วยกล้องจุลทรรศน์
สู่อาณาจักรของธรรมชาติซึ่งไกลพ้นจากสภาพแวดล้อมและทำให้เรารับรู้มันได้
อย่างไรก็ดี
เรารับรู้มันโดยผ่านลูกโซ่ของจุดจบของกระบวนการเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น
เสียงกระดิกของเครื่องไกเกอร์เคาน์เตอร์
(Geiger counter)*
หรือจุดดำบนแผ่นฟิล์มรับแสง
สิ่งที่เราเห็นหรือได้ยินมิใช่ตัวปรากฏการณ์เอง
แต่เป็นสิ่งที่สืบเนื่องจากมันโลกของอะตอมและอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมยังอยู่นอกเหนือประสาทสัมผัสของเรา
ดังนั้นเราจึงสามารถ สังเกต
คุณสมบัติของอะตอมและส่วนประกอบของมันได้โดยอัอม
โดยอาศัยเครื่องมือที่ทันสมัย
ดังนั้นเราจึง มีประสบการณ์
เกี่ยวอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมได้บางส่วน
อย่างไรก็ตาม
ประสบการณ์ที่ว่านี้
มิใช่ประสบการณ์สามัญเมื่อเทียบกับสิ่งแวดล้อมของเราในประจำวัน
ความรู้เกี่ยวกับวัตถุในระดับนี้มิใช่มาจากประสบการณ์โดยตรงของประสาทสัมผัส
จึงไม่เพียงพอแก่การอธิบายปรากฏการณ์ที่สังเกตได้
เมื่อเราเจาะลึกลงไปในธรรมชาติมากขึ้นเท่าใด
เราจำเป็นต้องละทิ้งภาพพจน์และความคิดซึ่งรวมเป็นความหมายของภาษาสามัญมากเท่านั้น
ในการเดินทางสู่โลกแห่งอนุภาคซึ่งมีขนาดเล็กอย่างไม่อาจประมาณได้นี้ก้าวสำคัญที่สุดจากทัศนะของปรัชญา
ก็คือก้าวแรก
ก้าวที่นำไปสู่โลกของอะตอมเมื่อเจาะลึกลงไปในอะตอมและสำรวจโครงสร้างของมัน
วิทยาศาสตร์ก็ได้ก้าวพ้นขอบเขตจำกัดของจินตนาการอันเนื่องมาจากประสาทสัมผัส
จากจุดนี้เป็นต้นไป
เราก็ไม่อาจวางใจได้อย่างสมบูรณ์ในตรรกะและสามัญสำนึกอีกต่อไป
วิชาฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอมได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์จำต้องเผชิญกับลักษณะซึ่งผกผันผิดธรรมดาของประสบการณ์นี้เช่นเดียวกับนักปฏิบัติธรรม
ดังนั้นจากจุดนี้เอง
แบบจำลองและภาพพจน์ของวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่ได้ปรากฏความคล้ายคลึงกับคำสอนของปรัชญาตะวันออก
|