| ภาคที่ 2
มรรคาแห่งศาสนาตะวันออก บทที่ 5 ศาสนาฮินดู
ในการที่จะทำความเข้าในปรัชญาใด
ๆ
ที่จะอธิบายต่อไปนี้จะต้องเข้าใจว่าแก่นแท้ของมันคือศาสนา
จุดประสงค์สำคัญของปรัชญาเหล่านี้ก็คือประสบการณ์โดยตรงต่อสัจจะ
ซึ่งโดยลักษณะธรรมชาติของประสบการณ์นี้เป็นไปในทางศาสนามันจึงไม่อาจแยกออกจากศาสนา
ลักษณะเช่นนี้ปรากฏชัดในศาสนาฮินดูมากยิ่งกว่าธรรมเนียมปฏิบัติอื่น
ๆ ของตะวันออก
ในฮินดูความเกี่ยวพันระหว่างปรัชญาและศาสนาเป็นไปอย่างแน่นแฟ้น
กล่าวกันว่าแนวคิดแทบทั้งหมดในอินเดียเป็นแนวคิดทางศาสนา
และในหลายศตวรรษที่ผ่านมา
ศาสนาฮินดูมิได้มีอิทธิพลเฉพาะต่อวิถีชีวิตในทางปัญญาของอินเดียเท่านั้น
แต่ยังเป็นสิ่งกำหนดสภาพสังคมและวัฒนาธรรมอินเดียด้วยอย่างสิ้นเชิง
ศาสนาฮินดูไม่อาจเรียกว่าปรัชญา
และไม่เชิงเป็นศาสนาในความหมายดังที่อธิบายกันอยู่หากเป็นระบบสังคม
ศาสนาที่ใหญ่และซับซ้อนประกอบด้วยนิกายและลัทธิย่อย
ๆ และระบบปรัชญาจำนวนนับไม่ถ้วน
มีพิธีกรรม ประเพณี
และระเบียบปฏิบัติมากมาย
รวมทั้งการบูชาเทพและเทวีซึ่งมีมากมายเหลือคณานับแง่มุมต่าง
ๆ มากมายของระบบนี้
ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่ฝังแน่นและมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต
ได้สะท้อนความซับซ้อนของสภาพภูมิศาสตร์
เชื้อชาติ ภาษา
และวัฒนธรรมของอนุทวีป อินเดีย
คำสอนของศาสนาฮินดูมีทั้งในระดับที่เป็นปรัชญาชั้นสูง
รวมทั้งแนวคิดในระดับต่าง ๆ
และลึกลงไปถึงการประกอบพิธีกรรมของประชาชนซึ่งบริสุทธิ์ไร้เดียงสาแบบเด็ก
ๆ แม้นว่าชาวฮินดูส่วนใหญ่
ซึ่งเป็นชาวบ้านสามัญ
ยังคงรักษาสืบทอดศาสนาของตนไว้อย่างมีชีวิตชีวาในการบูชาประจำวันของพวกเขา
ในอีกด้านหนึ่งศาสนาฮินดูก็ยังมีผู้เป็น
คุรุ อาจารย์ ผู้มีชื่อเสียง
จำนวนมากที่จะทำหน้าถ่ายทอดญาณทัสนะอันลึกซึ้งของฮินดูได้
ที่มาของคำสอนของศาสนาฮินดูนั้นคือคัมภีร์
พระเวท (Vedas)
ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่รวบรวมคำสอนนับแต่โบราณกาล
ประพันธ์โดยปราชญ์ชาวฮินดูผู้ไม่ปรากฏนามหลายท่าน
มักเรียกกันว่า ผู้พยากรณ์
พระเวท
คัมภีร์พระเวทประกอบด้วยคัมภีร์สี่เล่มด้วยกัน
เล่มที่เก่าแก่ที่สุดคือคัมภีร์
ฤคเวท (Rig Veda)
คัมภีร์พระเวทซึ่งถูกจารึกด้วยภาษาสันสกฤตโบราณ
อันถือเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ของอินเดียยังคงเป็นแหล่งความรู้ที่เป็นที่ยอมรับกันในทุกนิกายของฮินดู
ในอินเดีย
ระบบปรัชญาใดซึ่งไม่ยอมรับคัมภีร์พระเวทจะถูกถือว่าเป็นระบบปรัชญาที่ไม่ถูกต้อง
คัมภีร์พระเวทแต่ละคัมภีร์ประกอบด้วยหลายภาค
แต่ละภาคเขียนขึ้นในระยะเวลาต่าง
ๆ กัน คงจะอยู่ในระหว่าง 1,500 500
ปีก่อนคริสตกาล
ภาคที่เก่าที่สุดเป็นบทเพลงและบทสวดสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า
ภาคต่อมาว่าด้วยพิธีบวงสรวงบูชาซึ่งเชื่อมโยงกับบทเพลงในพระเวท
และภาคสุดท้ายซึ่งเรียกว่า
อุปนิษัท (Upanishads)
เต็มไปด้วยหลักปรัชญาและหลักปฏิบัติ
คัมภีร์อุปนิษัทจึงบรรจุแก่นคำสอนของศาสนาฮินดูเอาไว้
มันได้ชี้นำและเร่งเร้าจิตใจอันใหญ่หลวงของอินเดียตลอดเวลายี่สิบห้าศตวรรษที่ผ่านมา
ให้สอดคล้องไปกับคำสอนในรูปของบทประพันธ์ของอุปนิษัท:
จงรับเอามหาศัสตราวุธแห่งอุปนิษัทดังหนึ่งคันศร
หยิบลูกศรซึ่งเหลาให้แหลมคมด้วยสมาธิภาวนาขึ้นพาดสาย
เหนี่ยวน้าวด้วยความคิดที่มุ่งตรงต่อแก่นแท้ของสิ่งนั้น
ปล่อยมันสู่จุดหมายแห่งอมตะเถิด
สหาย (1)
5.1 มหาภารตะ
อย่างไรก็ตาม
ชาวอินเดียส่วนใหญ่มิได้รับเอาคำสอนของฮินดูโดยผ่านทางคัมภีร์อุปนิษัท
แต่โดยผ่านตำนานต่าง ๆ
ซึ่งผูกขึ้นเป็นโคลงเล่าเรื่องราวพื้นฐานของเทพปกรณัมอันงดงามจำนวนมาก
หนึ่งในจำนวนนั้นคือ มหาภารตะ
(Mahabharata) ซึ่งบรรจุอยู่ด้วยคัมภีร์
ภควัทคีตา (Bhagavad Gita)
บทกวีแห่งจิตวิญญาณอันงดงามและเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน
โดยทั่วไปจะเรียกว่า คีตา คีตา
เป็นบทสนทนาโต้ตอบระหว่างกฤษณเทพกับอรชุนกษัตริย์นักรบที่กำลังตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง
เนื่องจากจำต้องต่อสู้กับญาติสายโลหิตของตนในมหาสงครามระหว่างวงศ์ญาติ
อันเป็นโครงเรื่องสำคัญของมหาภารตะ
พระกฤษณะซึ่งปลอมเป็นสารถีของอรชุน
ได้นำอรชุนไปสู่สมรภูมิในระหว่างกองทัพทั้งสองฝ่าย
ณ ที่นั้น
พระกฤษณะได้เปิดเผยสัจจะแห่งฮินดูธรรมต่ออรชุน
เมื่อพระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสภาพภูมิหลังสงครามระหว่างสองครอบครัวก็ได้ลางเลือนไป
และที่กลับปรากฏชัดเจนก็คือความจริงที่ว่า
การสัประยุทธ์ของอรชุนนั้นเป็นการต่อสู้ของมนุษย์
เป็นการต่อสู้ของนักรบเพื่อค้นหาการรู้แจ้ง
พระกฤษณะได้ตรัสแนะนำอรชุนว่า:
จงสังหารซึ่งความกังขาอันมาจากอวิชชาในหัวใจของท่าน
ด้วยดาบแห่งปัญญา
จงรวมร่างกายและจิตใจให้เป็นหนึ่งในโยคะ
และจงลุกขึ้นเถิด
นักรบผู้ยิ่งใหญ่ จงลุกขึ้นเถิด
(2) พื้นฐานแห่งคำสอนของพระกฤษณะ
เช่นเดียวกับคำสอนอื่น ๆ
ในศาสนาฮินดู
คือแนวคิดที่ว่าสิ่งต่าง ๆ
และเหตุการณ์ทั้งหลายรอบตัวเรา
ซึ่งดูเสมือนว่าหลายสิ่งแตกต่างกันออกไปนั้น
แท้จริงเป็นการปรากฏในรูปลักษณ์ต่าง
ๆ กันของสัจจะสูงสุดประการเดียว
เรียกว่า พรหมัน (Brahman)
แนวคิดนี้ทำให้ศาสนาฮินดูมีลักษณะเป็นเอกเทวนิยม
แม้ว่าจะมีการบูชาเทพและเทวีที่แตกต่างกันมากมาย
สัจจะสูงสุดหรือพรหมันนั้นคือ
วิญญาณ
หรือแก่นแท้ภายในของสรรพสิ่งเป็นอนันต์
และไปพ้นความคิดทุกชนิด
ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยความชาญฉลาด
ทั้งไม่อาจกล่าวอธิบายได้ด้วยภาษา
พรหมันไม่มีต้นกำเนิดสูงสุด
ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นอะไร
หรือมิใช่อะไร (3)
วิญญาณสูงสุดนั้น
ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยความคิดนึกสามัญ
เป็นปรมัตถ์ ไม่มีเกิด
อยู่เหนือเหตุผล
คิดคำนึงเอาไม่ได้ (4)
กระนั้นประชาชนก็ปรารถนาที่จะกล่าวถึงสัจจะนี้
นักปราชญ์ฮินดูจึงได้สร้างภาพของพรหมันในลักษณะที่เป็นพระเจ้า
และกล่าวถึงโดยใช้ภาษาของเทพปกรณัมลักษณะต่างๆ
มากมาย แต่ละลักษณะของพระเจ้า
ถือเป็นเทพองค์หนึ่ง ๆ
ซึ่งชาวฮินดูนับถือบูชา
แต่ในคัมภีร์ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า
เทพเหล่านั้นเป็นแต่เพียงภาพสะท้อนของสัจจะสูงสุดเพียงประการเดียว
ซึ่งประชาชนกล่าวว่า
จงบูชาเทพองค์นี้
จงบูชาเทพองค์นั้น ต่าง ๆ
มากมายแท้จริงล้วนเป็นการรังสรรค์ของพระองค์
(พรหมัน)
และพระองค์ก็คือเทพทั้งมวล (5)
พรหมันในวิญญาณของมนุษย์เรียกว่า
อาตมัน (Atman) ความคิดที่ว่า
อาตมันและพรหมัน
ปัจเจกสัจจะและปรมัตถสัจจะนั้นเป็นหนึ่งเดียว
เป็นแก่นแท้ของอุปนิษัท
สิ่งนั้นซึ่งเป็นแก่นแท้ที่ละเอียดลึกซึ้ง
โลกพิภพทั้งมวลมีสิ่งนั้นเป็นวิญญาณ
สิ่งนั้น คือ สัจจะ สิ่งนั้นคือ
อาตมัน สิ่งนั้นคือตัวท่าน (6)
5.2 กรรม
โครงสร้างพื้นฐานของเทพปกรณัมของฮินดูก็คือ
การสร้างโลกโดยการพลีตนเองของพระเจ้า
การพลี ซึ่งมีความหมายเดิมว่า
กระทำให้ศักดิ์สิทธิ์
พระเจ้าได้กลายเป็นโลกและในที่สุดได้กลับเป็นพระเจ้าอีกครั้ง
กิจกรรมแห่งการสร้างสรรค์นี้เรียกว่า
ลีลา (lila) การแสดงของพระเจ้า
และโลกก็คือเวทีแห่งการแสดงอันศักดิ์สิทธิ์นี้
เรื่องราวแห่งลีลานี้มีลักษณะเป็นปาฏิหาริย์อยู่มากดังเช่นเรื่องเกี่ยวกับเทพของฮินดูทั่ว
ๆ ไป
พรหมันเป็นผู้แสดงปาฏิหาริย์ผู้ยิ่งใหญ่
โดยได้แปลงตนเองเป็นโลก
โดยอาศัย
พลังสร้างสรรค์อย่างปาฏิหาริย์
ซึ่งเป็นความหมายเดิมของคำว่า
มายา (maya) ในคัมภีร์ฤคเวท
คำว่ามายาซึ่งเป็นคำสำคัญที่สุดคำหนึ่งในปรัชญาอินเดีย
ได้กลายความหมายไปเมื่อเวลาล่วงเลยไปหลายศตวรรษจาก
พลัง หรือ อำนาจ
ของพระผู้สร้าง กลับกลายเป็น
สภาวะทางจิตของบุคคลซึ่งตกอยู่ใต้อำนาจของปาฏิหาริย์ของพรหมัน
ในขณะใดที่เราหลงยึดเอารูปลักษณะนับหมื่นนับแสนของลีลาของพระเจ้าว่าเป็นสัจจะ
โดยมิได้ยอมรับความเป็นเอกภาพของพรหมันซึ่งก่อกำเนิดแก่รูปลักษณ์เหล่านี้ทั้งหมด
เรากำลังตกอยู่ใต้มนต์สะกดของมายา
ดังนั้น
มายาจึงมิได้หมายความว่าโลกคือภาพลวง
ดังที่กล่าวกันทั่วไป
ภาพลวงเพียงแต่คงอยู่ทัศนะของเราเท่านั้น
หากเราคิดว่ารูปร่างและโครงสร้างสรรพสิ่งและเหตุการณ์รอบ
ๆ
ตัวเราเป็นสิ่งที่แท้จริงของธรรมชาติ
แทนที่จะตระหนักรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงความคิดในการวัดค่าและจำแนกแจกแจงของจิตใจของเราเท่านั้น
มายาก็คือภาพลวงแห่งการยึดเอาความคิดเหล่านั้นว่าเป็นความจริงหลงยึดเอาแผนที่ว่าเป็นตัวเขตแดน
ในทัศนะเกี่ยวกับธรรมชาติของฮินดู
รูปลักษณ์ทุกรูปเป็นสิ่งสัมพันธ์
เลื่อนไหล
และเป็นมายาที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
สิ่งเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นลวงมนุษย์
โดยปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ของพระผู้สร้าง
โลกแห่งมายาเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องกัน
เนื่องจากลีลาของพระเจ้า
เป็นการแสดงซึ่งเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ
แรงแห่งการเคลื่อนไหวของการแสดงนี้ก็คือ
กรรม
ซึ่งเป็นความคิดที่สำคัญอีกประการหนึ่งในแนวคิดของอินเดีย
กรรม หมายถึง การกระทำ
เป็นหลักการอันมีชีวิตชีวาของการแสดง
จักรวาลทั้งหมดเป็นจักรวาลแห่งการกระทำซึ่งทุก
ๆ
สิ่งเชื่อมโยงอย่างเคลื่อนไหวกับสิ่งอื่น
ในภาษาของ คีตา กรรม คือ
แรงกระทำแห่งการสร้างสรรค์
ซึ่งให้กำเนิดแก่สรรพชีพ (7)
เช่นเดียวกับคำว่ามายา
ความหมายของกรรมก็ถูกจำกัดลงมาจากความหมายระดับกว้างขวางที่สุด
ครอบคลุมทั้งเอกภพ
สู่ระดับที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ในแง่จิตวิทยา
ตราบใดที่โลกทัศน์ของเรายังคงมีพื้นฐานอยู่บนความแบ่งแยกสรรพสิ่งออกเป็นส่วน
ๆ
ตราบเท่าที่เราตกอยู่ใต้มนต์ของมายา
คิดว่าตัวเรานั้นแยกจากสิ่งแวดล้อม
และสามารถกระทำสิ่งใด ๆ
ได้อย่างอิสระ
ตราบนั้นเรากำลังถูกยึดเหนี่ยวโดยกรรม
การหลุดพ้นจากกรรม หมายถึง
การตระหนักรู้ในเอกภาพและความบรรสานสอดคล้องของธรรมชาติ
ซึ่งรวมทั้งมนุษย์
และกระทำการต่าง ๆ
ให้สอดคล้องกับความรุ้นั้น
ในประเด็นนี้
ในคีตาได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า
การกระทำทั้งมวล
เกิดขึ้นภายใต้กาลเวลาโดยการโยงใยของแรงกระทำของธรรมชาติ
แต่มนุษย์ได้หลงผิดด้วยความเห็นแก่ตัว
คิดว่าตัวเขาเองคือผู้กระทำ
แต่สำหรับผู้ที่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างแรงกระทำของธรรมชาติและการกระทำ
จะเข้าใจการกระทำต่อกันและกันของแรงกระทำของธรรมชาติ
และไม่ตกเป็นทาสของมัน (8)
5.3 ความหลุดพ้น
การจะเป็นอิสระจากมนต์ของมายา
การจะหลุดพ้นจากกรรม หมายถึง
การตระหนักรู้ว่าปรากฏการณ์ทั้งมวล
ซึ่งเรารับรู้ด้วยประสาทสัมผัสของเรานั้นเป็นส่วนหนึ่งของสัจจะเดียวกัน
นั่นหมายความว่า
ผู้นั้นจะต้องประจักษ์แจ้งเฉพาะตัวว่า
สรรพสิ่งรวมทั้งตัวตนของเรา คือ
พรหมัน
ประสบการณ์แห่งการประจักษ์แจ้งนี้เรียกว่า
โมกษะ (moksha) หรือ ความหลุดพ้น
และเป็นแก่นแท้ของศาสนาฮินดู
ศาสนาฮินดูถือว่ามีวิถีทางมากมายที่จะนำเข้าสู่ความหลุดพ้นได้
ศาสนาฮินดูมิได้มุ่งหวังให้ศาสนิกของตนทั้งหมดเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าด้วยมรรคาสายเดียว
ดังนั้นจึงมีแนวคิด พิธีกรรม
และการปฏิบัติหลายรูปหลายแนว
ซึ่งให้ผลแตกต่างกัน
ข้อเท็จจริงที่ว่าความคิดและการปฏิบัติหลาย
ๆ แนวขัดแย้งกันนั้น
มิได้กระทบกระเทือนชาวฮินดูแม้แต่น้อย
เนื่องจากพวกเขารู้ว่า
พรหมันนั้นอยู่เหนือความคิดและภาพพจน์ในทุก
ๆ กรณี จากทัศนคติดังกล่าวนี้
ทำให้ศาสนาฮินดูมีความยืดหยุ่น
และมีความใจกว้างเป็นอย่างยิ่ง
นิกายซึ่งเปรื่องปราดหลักแหลมที่สุด
ได้แก่ นิกายเวทานตะ (Vedanta)
ซึ่งมีคำสอนที่มีรากฐานอยู่บนคัมภีร์อุปนิษัท
นิกายนี้สอนเน้นว่าพรหมันมิใช่บุคคลและไม่มีเรื่องราวเกี่ยวกับเทพทั้งหลาย
อย่างไรก็ตาม
ถึงแม้ว่าจะเป็นนิกายที่มีปรัชญาสูง
ลึกซึ้ง และหลักแหลมเพียงใด
วิถีทางแห่งการหลุดพ้นตามแบบเวทานตะก็แตกต่างจากสำนักปรัชญาตะวันตกอย่างมากมายด้วยการทำสมาธิภาวนาทุกวันและการปฏิบัติธรรมแบบอื่น
ๆ เพื่อนำตนเข้ารวมกับพรหมัน
วิธีการเข้าสู่ความหลุดพ้นอีกวิธีหนึ่งซึ่งสำคัญและมีอิทธิพลมากก็คือ
โยคะ (Yoga) ซึ่งคำนี้มีความหมายว่า
ประสาน เชื่อมสัมพันธ์
และมุ่งหมายถึงการเชื่อมโยงปัจเจกวิญญาณเข้ากับพรหมัน
มีสำนักหรือ ทาง ของโยคะมากมาย
ซึ่งรวมเอาการบริหารกายพื้นฐานบางประการและระเบียบปฏิบัติทางจิต
เป็นแบบปฏิบัติสำหรับประชาชนแต่ละแบบแต่ละระดับจิตใจ
5.4 เทพหลายปาง
สำหรับชาวฮินดูทั่วไป
วิธีการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าที่นิยมกระทำกันมากที่สุด
คือ การบูชาเทพและเทพีประจำตัว
จินตนาการอันเฟื่องฟูของชาวอินเดียให้กำเนิดแก่เทพต่าง
ๆ นับเป็นพัน
ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันออกไป
เทพซึ่งได้รับการนับถือมากที่สุดสามองค์ของอินเดียในปัจจุบัน
คือ พระศิวะ พระวิษณุ
และพระแม่เจ้า
พระศิวะนับเป็นเทพที่เก่าแก่ที่สุดองค์หนึ่งของอินเดีย
และปรากฏกายในรูปต่าง ๆ
กันมากมาย พระองค์ทรงพระนามว่า
มเหศวร (Mahesvara) หมายถึง
พระเจ้าผู้เป็นใหญ่
เมื่อปรากฏในฐานะเป็นบุคคลแทนสภาพพรหมันที่สมบูรณ์และยังปรากฏในปางย่อย
ๆ ได้อีกมากมาย
ปางที่มีผู้นับถือกันมาก
เรียกว่า นาฏราช (Nataraja)
กษัตริย์ผู้เริงรำ
ในฐานะผู้เริงรำแห่งเอกภพ
พระศิวะเป็นเทพแห่งการสร้างสรรค์และการทำลาย
เป็นผู้ซึ่งให้จังหวะแก่การเคลื่อนไหวอันไม่รู้สิ้นสุดของจักรวาลโดยการเริงรำของพระองค์
พระวิษณุก็ทรงปรากฏกายในรูปต่าง
ๆ กัน
ปางหนึ่งก็คือกฤษณเทพในคัมภีร์
ภควัทคีตา โดยทั่ว ๆ ไป
พระวิษณุทรงทำหน้าที่เป็นผู้ปกปักรักษาจักรวาล
เทพองค์ที่สามคือ ศักติ (Shakti)
พระแม่เจ้า
เป็นเทพีซึ่งเป็นตัวแทนของพลังฝ่ายหญิงในจักรวาล
แสดงออกในปางต่าง ๆ กัน ศักติ
ปรากฏในฐานะมเหสีของพระศิวะด้วย
และทั้งสององค์มักปรากฏเป็นภาพที่กำลังสวมกอดซึ่งกันและกันบนหินสลักของวิหารสำคัญ
ๆ
เปล่งประกายแห่งความรู้สึกในทางกามารมณ์ชนิดที่พิเศษสุด
ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักเลยในศิลปะศาสนาของตะวันตก
ตรงกันข้ามกับศาสนาของตก
ความปลื้มปิติในกามารมณ์
มิได้เป็นสิ่งต้องห้ามในศาสนาฮินดู
เนื่องจากร่างกายถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์โดยไม่แยกจากส่วนจิตวิญญาณ
ดังนั้นชาวฮินดูจึงมิได้พยายามที่จะควบคุมความปรารถนาของกายด้วยเจตจำนงแน่วแน่
แต่มุ่งมาดที่จะเรียนรู้จักตนเองด้วยกายและจิตของตน
ศาสนาฮินดูในยุคกลางได้เคยมีนิกายย่อยที่เรียกว่านิกายตันตระ
(Tantrism)
ซึ่งสอนว่าสามารถค้นพบความรู้แจ้งโดยผ่านประสบการณ์แห่งความรักในเชิงกามารมณ์
ซึ่งแต่ละบุคคลก็คือทั้งสอง
คัมภีร์อุปนิษัทได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า
ชายผู้ซึ่งสวมกอดภรรยาสุดที่รักของเขา
ไม่รับรู้สิ่งใดว่าเป็นภายในหรือภายนอก
ชายผู้นี้
เมื่ออยู่ในวงแขนของวิญญาณอันชาญฉลาดนั้น
ย่อมไม่รับรู้สิ่งใด
ว่าเป็นภายในหรือภายนอก (9)
พระศิวะมักถูกแสดงในรูปลักษณะดังกล่าว
รวมทั้งศักติ และเทวีองค์อื่น ๆ
จำนวนมาก
การที่มีเทวีจำนวนมากมายนั้นได้แสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่า
ในศาสนาฮินดูถือด้านร่างกายและกามารมณ์อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์
ซึ่งมักเชื่อมโยงกับสตรีเสมอนั้น
เป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้าด้วย
เทวีในศาสนาฮินดูมิได้ถูกวาดภาพให้เป็นสตรีพรหมจารี
แต่ให้อยู่ในการสวมกอดซึ่งมีความงามอันน่าพิศวง
จิตใจแบบตะวันตกจะเกิดความสับสนได้อย่างง่ายดายกับเทพและเทวีจำนวนมากมายเหลือเชื่อ
ซึ่งปรากฏในเทพปกรณัมของฮินดูในรูปลักษณะและอวตารต่าง
ๆ กัน
นั่นคือจะไม่เข้าใจว่าชาวฮินดูรับเอาความหลากหลายของเทพเหล่านี้ได้อย่างไร
เราต้องตระหนักถึงทัศนคติพื้นฐานของศาสนาฮินดูที่ว่า
โดยสาระแล้ว
เทพทั้งมวลนั้นมีเอกลักษณ์เดียวกัน
ทั้งหมดเป็นการปรากฏแสดงของสัจจะหนึ่งเดียว
เป็นภาพสะท้อนลักษณะต่าง ๆ
ของพรหมันซึ่งเป็นอนันต์
ปรากฏในทุกหนแห่งและโดยปรมัตถ์แล้ว
ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยความรับรู้อย่างสามัญ
|