| ภาคที่ 2
มรรคาแห่งศาสนาตะวันออก บทที่ 9 นิกายเซน
เมื่อจิตใจของจีนได้สัมผัสกับความคิดอินเดียในรูปของพุทธศาสนาในราวศตวรรษที่หนึ่งหลังคริสตกาล
ได้มีพัฒนาการซึ่งคล้ายคลึงกันสองกระแสเกิดขึ้นในด้านหนึ่ง
การแปลพระสูตรของพระพุทธศาสนาได้กระตุ้นนักคิดของจีน
และนำไปสู่การตีความคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นชาวอินเดีย
จากพื้นฐานทางปรัชญาของชาวจีนเองจึงเป็นการและเปลี่ยนทางความคิดที่บังเกิดผลอย่างกว้างขวาง
และมาถึงจุดสุดยอดในทางพระพุทธศาสนานิกาย
ฮัวเอี้ยนในจีนและพุทธศาสนานิกายคีกอนในญี่ปุ่น
ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ในอีกด้านหนึ่ง
ความเป็นนักปฏิบัติในจิตใจของชาวจีน
ตอบสนองต่อการกระทบของพุธศาสนาจากอินเดียโดยมุ่งสนใจต่อด้านปฏิบัติ
และพัฒนาสู่กฎเกณฑ์การปฏิบัติทางจิตใจชนิดพิเศษซึ่งเรียกว่า
ฌาน ซึ่งแปลกันว่าสมาธิภาวนา
ปรัชญาฌานนี้ในที่สุดญี่ปุ่นก็รับเอาไปในปี
1200 หลังคริสตกาล
และได้เจริญงอกงามที่นั่นในชื่อว่า
เซน
และยังคงทรงชีวิตชีวาตราบจนทุกวันนี้
เซนจึงเป็นการผสมกลมกลืนของปรัชญาและลักษณะจำเพาะตัวของวัฒนธรรมที่แตกต่างกันสามแหล่ง
เป็นวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น
และสะท้อนลักษณะที่เป็นความลึกซึ้งทางสติปัญญาของอินเดีย
ความรักในความเป็นธรรมชาติและความเป็นไปเองของเต๋า
และการเน้นการปฏิบัติของลัทธิขงจื้อ
แม้ว่าเซนจะมีลักษณะที่พิเศษเฉพาะตัว
แต่แก่นแท้ของเซนก็คือพุทธศาสนาเนื่องจากความมุ่งหมายของเซนก็คือ
การตรัสรู้อย่างพระพุทธองค์ซึ่งเรียกกันในภาษาของเซนว่า
สาโตริ
ประสบการณ์แห่งการตรัสรู้เป็นแก่นแท้ของปรัชญาตะวันออกสาขาต่าง
ๆ
แต่เซนมีลักษณะจำเพาะตัวตรงที่มุ่งเน้นเป็นพิเศษเฉพาะประสบการณ์แห่งการตรัสรู้นี้โดยไม่สนใจในการตีความทั้งหลาย
สึซึกิ กล่าวว่า เซน
เป็นระเบียบปฏิบัติแห่งการตรัสรู้
ในทัศนะของเซน
การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
และคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะบรรลุถึงความตื่นอย่างสมบูรณ์
เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา
คำสอนอื่น ๆ นอกจากนั้น
ดังที่อธิบายกันในพระสูตรหลายเล่มถือว่าเป็นส่วนเสริมประกอบ
ประสบการณ์ของเซนจึงเป็นประสบการณ์แห่งสาโตริ
และในเมื่อประสบการณ์เช่นนี้โดยปรมัตถ์แล้วไปพ้นความคิดในทุกลักษณะ
ดังนั้นเซนจึงไม่สนใจในการย่อสรุปหรือการสร้างแนวคิดใด
ๆ
เซนไม่มีคำสอนหรือปรัชญาที่พิเศษพิสดารปราศจากหลักความเชื่อและกฎเกณฑ์ซึ่งปราศจากเหตุผล
และยังยืนยันด้วยว่า
อิสรภาพจากความเชื่อที่กำหนดตายตัวทั้งมวล
ซึ่งเป็นสิ่งแสดงว่าเซนเป็นเรื่องของจิตวิญญาณอย่างแท้จริง
เซนเชื่อมั่นว่าคำพูดไม่อาจแสดงสัจจะสูงสุดได้
สิ่งนี้แสดงออกอย่างชัดเจนในเซนมากกว่าในศาสนาอื่น
ๆ ของตะวันออก
เซนคงต้องได้รับอิทธิพลในเรื่องนี้จากลัทธิเต๋าซึ่งแสดงทัศนะในทำนองเดียวกัน
จางจื้อกล่าวว่า
หากมีคนถามถึงเต๋า
และอีกคนหนึ่งตอบ
ทั้งสองคนนั้นไม่รู้เรื่องเต๋าเลย
9.1 ไปล้างชาม
คำสอนของเซนได้รับการถ่ายทอดจากอาจารย์สู่ศิษย์ด้วยวิธีพิเศษเฉพาะในแบบที่เหมาะสมกับเซนมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษแล้ว
เซนได้รับคำอธิบายอย่างเหมาะสมที่สุดในวลีสี่บรรทัดนี้
การถ่ายทอดนอกคัมภีร์
ไม่อิงอาศัยคำพูดและตัวหนังสือ
ชี้ตรงไปที่จิตของมนุษย์
ค้นหาธรรมชาติของมนุษย์และการบรรลุพุทธภาวะ
เทคนิคแห่งการ ชี้ตรง
นี้เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของเซน
เป็นแบบฉบับของจิตใจแบบญี่ปุ่นซึ่งหนักไปในด้านญาณปัญญา
มากกว่าเฉลียวฉลาดในด้านความคิดและนิยมที่จะแสดงความจริงโดยไม่ต้องอธิบายให้มากความ
อาจารย์เซนเป็นผู้ที่ไม่พูดมากเกินจำเป็นและรังเกียจการคำนึงคำนวณและการสร้างทฤษฎีต่าง
ๆ
ดังนั้นพวกท่านจึงได้พัฒนาวิธีการแห่งการชี้ตรงไปอยู่สัจจะด้วยคำพูดหรือการกระทำซึ่งเป็นไปเองในทันที
แสดงถึงความผิดธรรมดาของการนึกคิดและเช่นเดียวกับโกอันที่ได้โดยกล่าวถึงแล้ว
คือมุ่งหมายที่จะหยุดกระบวนความคิด
และเตรียมนักศึกษาเซนให้พร้อมต่อการประจักษ์แจ้งประสบการณ์อันลึกซึ้งเทคนิคดังกล่าวดูได้จากตัวอย่างบทสนทนาสั้น
ๆ
ต่อไปนี้ระหว่างอาจารย์เซนและลูกศิษย์ในบทสนทนาบทนี้เป็นแหล่งกำเนิดของตำราของเซนต่อมามากมาย
จะเห็นได้ว่า
อาจารย์เซนพูดน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
และใช้คำพูดของตนหันเหความสนใจของลูกศิษย์จากความคิดนึกแบบเลื่อนลอย
สู่ความจริงที่อาจประจักษ์ได้
ภิกษุรูปหนึ่งซึ่งมาขอรับคำสอน
กล่าวแกท่านโพธิธรรมว่า
ใจของผมไม่สงบ
ได้โปรดช่วยทำให้ใจของผมสงบลงด้วย
ไหนลองเอาใจของเธอมาให้ฉันดูซิ
ท่านโพธิธรรมตอบ
แล้วฉันจะทำให้มันสงบ
แต่เมื่อผมหาใจของผม
ภิกษุรูปนั้นกล่าว
ผมก็หามันไม่พบ นั่นไง
ท่านโพธิธรรมสวนมาทันควัน
ฉันได้ทำให้ใจของเธอสงบแล้ว
ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวแก่ท่านโจชีว่า
ผมเพิ่งเข้าสู่พระพุทธศาสนา
โปรดให้คำแนะนำแก่ผมด้วย
ท่านโจชีถามขึ้นว่า
เธอกินข้าวต้มของเธอแล้วหรือยัง
ภิกษุรูปนั้นตอบว่า
ผมกินแล้วครับ
ท่านโจชีกล่าวว่า
ถ้างั้นไปล้างชาม
9.2 สาโตริ
ในบทสนทนาเหล่านี้ได้ให้แง่มุมหนึ่งซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเซน
การตรัสรู้ในเซนมิได้หมายถึงการแยกตัวออกจากโลก
แต่กลับหมายถึงการดำรงอยู่ในกิจการประจำวันอย่างมีชีวิตชีวา
ทัศนะดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงจิตใจของชาวจีน
ซึ่งให้ความสำคัญต่อชีวิตนักปฏิบัติและนักประดิษฐ์
ความคิดในเรื่องความยืนยงของครอบครัว
และไม่อาจรับลักษณะของชีวิตชาววัดของพุทธศาสนาในอินเดียได้
อาจารย์ชาวจีนเน้นอยู่เสมอว่า
ฌาณหรือเซน
คือประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเรา
เป็น จิตใจทุก ๆ วัน
ดังที่หม่าจื้อกล่าว
สิ่งที่ท่านเหล่านี้มุ่งเน้นคือ
การตื่นขึ้นท่ามกลางกิจการประจำวัน
และเป็นที่ชัดเจนว่าท่านเหล่านี้ถือเอาชีวิตประจำวันมิใช่เพียงหนทางของการตรัสรู้
แต่เป็นตัวการตรัสรู้เลยทีเดียว
ในเซน สาโตริหมายถึง
ประสบการณ์ฉับพลันในการหยั่งรู้ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะของสรรพสิ่ง
สิ่งแรกสุดในสิ่งต่าง ๆ
เหล่านี้ก็คือ วัตถุ กิจการ
และผู้คน
ซึ่งเราเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน
ดังนั้นในขณะที่เซนเน้นการปฏิบัติในชีวิต
เซนก็เป็นศาสนาที่มีนัยอันลึกซึ้งด้วยเช่นกัน
ดำรงชีวิตทั้งมวลอยู่ในปัจจุบัน
และทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่ภารกิจประจำวัน
บุคคลผู้บรรลุสาโตริย่อมประจักษ์ความลับและความน่าพิศวงของชีวิตในทุก
ๆ การกระทำ อัศจรรย์อะไรเช่นนี้
ลึกลับอะไรเช่นนี้ ฉันหาบฟืน
ฉันตักน้ำ
ความสมบูรณ์แบบของเซนก็คือ
การดำเนินชีวิตประจำวันอย่างเป็นไปตามธรรมชาติและเป็นไปเอง
เมื่อมีผู้ขอให้ท่านป้อจัง
อธิบายเซน ท่านกล่าวว่า
เมื่อหิวกิน เมื่อเหนื่อยนอน
ถึงแม้ว่ามันจะดูง่าย
ๆและชัดเจน
ที่มักปรากฏอยู่เสมอในซนแต่จริง
ๆ แล้วมันเป็นงานที่ยากเอาการ
การที่จะดำรงชีวิตได้อย่างเป็นธรรมชาติต้องผ่านการฝึกฝนที่เชี่ยวชาญ
และต้องมีความมุ่งมั่นในการแสวงหาคุณค่าทางจิตใจ
ดังประโยคที่มีชื่อเสียงของเซนว่า
ก่อนที่ท่านจะศึกษาเซน
ภูเขาเป็นภูเขา
และแม่น้ำก็คือแม่น้ำ
ในขณะที่ท่านศึกษาเซน
ภูเขาไม่เป็นภูเขา
และแม่น้ำมิใช่แม่น้ำ
แต่เมื่อตรัสรู้
ภูเขากลับเป็นภูเขา
และแม่น้ำก็เป็นแม่น้ำ
การเน้นความเป็นธรรมชาติ
และความเป็นไปเองในเซน
แสดงให้เห็นรากฐานซึ่งมาจากลัทธิเต๋า
แต่พื้นฐานของการมุ่งเน้นเช่นนี้เป็นพุทธศาสนาอย่างแท้จริงเป็นความเชื่อในความสมบูรณ์ของธรรมชาติเดิมของเรา
เป็นความตระหนักรู้ว่ากระบวนการแห่งการตรัสรู้ก็คือการกลับสู่สภาพที่เราเป็นมาตั้งแต่ต้น
เมื่ออาจารย์ป้อจัง
ถูกถามเกี่ยวกับการแสวงหาธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ
ทานตอบว่า
มันเหมือนกับการขี่หลังวัวเพื่อหาวัวนั่นแหละ
9.3 โดคือเต๋า
ในญี่ปุ่นปัจจุบัน
เซนได้แยกเป็นสองนิกายย่อย
ซึ่งแตกต่างกันโดยวิธีการสอน
นิกายรินไซ หรือนิกาย ฉับพลัน
สอนโดยใช้โกอัน
และให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่อาจารย์เซนจะสนทนากับนักศึกษา
ที่เรียกว่า ซานเซน
ในช่วงนี้อาจารย์เซนจะให้นักศึกษาอธิบายโกอันซึ่งตนกำลังขบอยู่
การไขปริศนาของโกอันต้องผ่านการทำสมาธิอย่างแน่วแน่เป็นเวลานาน
จนกระทั่งเกิดการรู้แจ้งแห่งสาโตริ
อาจารย์เซนที่มีประสบการณ์จะรู้ว่าเมื่อใดที่นักศึกษาเซนมาถึงขอบแห่งการรู้แจ้งอย่างฉับพลัน
และสามารถที่จะใช้คำพูดหรือการกระทำกระตุกให้สะดุ้งและนำเขาหรือเธอเข้าสู่ประสบการณ์ของสาโตริได้ด้วยวิธีการที่ไม่คาดฝัน
เช่น การตีด้วยไม้ หรือ
การตะโกนเสียงดัง นิกายโสโตะ
หรือนิกาย เชื่องช้า
เลี่ยงวิธีการที่จะทำให้สะดุ้งของนิกายรินไซและมุ่งให้นักศึกษาเซนค่อย
ๆ สุกงอมในทางจิตใจ
เปรียบเหมือนสายลมอ่อน ๆ
ในฤดูใบไม้ผลิซึ่งทนุถนอมดอกไม้และช่วยให้เบ่งบาน
นิกายนี้ส่งเสริมการ
นั่งเงียบๆ และการงานประจำวัน
โดยถือเป็นการทำสมาธิภาวนาทั้งสองแบบ
ทั้งนิกายโสโตะและรินไซให้ความสำคัญอย่างสูงสุดแก่การทำ
ซาเซนหรือการทำสมาธิภาวนา
ซึ่งผู้ปฏิบัติในวัดเซนต้องกระทำเป็นเวลาหลาย
ๆ ชั่วโมงในแต่ละวัน
สิ่งแรกที่นักศึกษาเซนจะต้องเรียนรู้ก็คือท่านั่งและการหายใจในนิกายรินไซ
ซาเซนเป็นการตระเตรียมจิตใจเพื่อการจับฉวยโกอัน
ในนิกายโซโตะถือว่าซาเซนเป็นนิกายที่สำคัญที่สุดที่ช่วยให้นักศึกษามีอินทรีย์แก่กล้าและพร้อมต่อสาโตริ
ยิ่งไปกว่านั้นซาเซนยังถูกถือว่าเป็นการกระทำเพื่อการหยั่งรู้ธรรมชาติแห่งการเป็นพุทธะของตน
ร่างกายและจิตใจได้ผนึกรวมเป็นเอกภาพที่บรรสานสอดคล้อง
ไม่จำเป็นต้องมีการปรับปรุงอีกต่อไป
ดังที่บทกวีของเซนกล่าวไว้ว่า
นั่งนิ่งเงียบ ไม่กระทำสิ่งใด
เมื่อฤดูใบไม้ผลิกรายมาต้นหญ้าก็งอกงาม
เมื่อเซนยืนยันว่า
การตรัสรู้ปรากฏได้ในกิจการประจำวัน
เซนจึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น
มิใช่แต่เพียงมีอิทธิพลในด้านจิตกรรม
การประดิษฐ์อักษร การจัดสวน
และงานหัตถกรรมหลายอย่างเท่านั้น
แต่ยังรวมไปถึงพิธีกรรมและกิจกรรมต่าง
ๆ เช่น การชงชา หรือการจัดดอกไม้
การยิงธนู
การต่อสู้ด้วยดาบและยูโด
สิ่งต่าง ๆ
เหล่านี้ถูกลือกันในญี่ปุ่นว่าเป็น
โด นั่นคือเต๋า
หรือหนทางสู่การตรัสรู้
บรรจุอยู่ด้วยลักษณะต่างๆของประสบการณ์ของเซนและนำไปใช้ฝึกฝนเพื่อนำจิตใจให้สัมผัสกับสัจธรรมสูงสุดได้
9.4 ยิงไปเอง
ข้าพเจ้าได้เคยกล่าวถึง
พิธีชงน้ำชา
ของชาวญี่ปุ่นซึ่งเรียกว่า
ชา-โน-ยี
ที่ทุกสิ่งกระทำไปอย่างเชื่องช้าและเป็นพิธีกรรม
การเคลื่อนไหวอย่างเป็นไปเองของมือซึ่งใช้ในการเขียนตัวอักษรหรือภาพเขียน
และจิตวิญญาณของ บึซิโด
วิถีแห่งนักรบ ศิลปะต่าง ๆ
เหล่านี้ทั้งหมดเป็นการแสดงออกของความเป็นไปเอง
ความเรียบง่าย
และจิตใจที่ตื่นเต็มที่
ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของชีวิตแบบเซน
แม้ว่าศิลปะเหล่านี้จะใช้เทคนิคที่สมบูรณ์แบบ
แต่การจะทำให้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริงนั้นจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อก้าวพ้นเทคนิคต่าง
ๆ เหล่านั้น และศิลปะกลายเป็น
ศิลปะแห่งความไม่มีศิลปะ
ผุดขึ้นจากใต้สำนึก
เป็นโชคดีของเราที่มีหนังสือของ
ยูเกน เฮอร์ริเกล ชื่อ
เซนในศิลปะการยิงธนู อธิบาย
ศิลปะแห่งความไม่มีศิลปะ นั้น
เฮอร์ริเกล
ได้ใช้เวลากว่าห้าปีอยู่กับอาจารย์ชาวญี่ปุ่นเพื่อเรียนรู้ศิลปะ
อันลึกลับ
และเขาได้ให้ทัศนะในหนังสือของเขาเกี่ยวกับเซนจากประสบการณ์ในการยิงธนู
เขาอธิบายถึงการที่ยิงธนูถูกถือปฏิบัติเหมือนพิธีกรรมทางศาสนา
ซึ่ง ร่ายรำ
ในท่วงทำนองแห่งการเป็นไปเอง
ไร้ความพยายามและความมุ่งหมาย
เขาใช้เวลาฝึกฝนหลายปี
จนกระทั่งมันได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของเขา
เพื่อเรียนรู้วิธีที่จะน้าวคันธนู
โดยปราศจากความตั้งใจ
ให้การยิง
ไปจากนักยิงธนูเหมือนกับผลไม้สุก
(หล่นจากต้น)
เมื่อเขาบรรลุความสมบูรณ์
คันธนู ลูกศร เป้าและคนยิง
หลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ในขณะนั้นเขามิได้เป็นผู้ยิง
แต่ มัน ทำของมันเอง
คำอธิบายของเฮอร์ริเกล
ในเรื่องการยิงธนู
เป็นทัศนะที่บริสุทธิ์อย่างยิ่งในเรื่องเซน
ทั้งนี้เพราะไม่ได้พูดเกี่ยวกับเซนไว้เลย
|