| ภาคที่ 3
ความสอดคล้อง บทที่
11 เหนือโลกแห่งความขัดแย้ง
เมื่อนักปราชญ์ตะวันออกกล่าวว่าท่านนั่งรู้สรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งมวลเป็นการแสดงออกของเอกสภาวะอันเป็นพื้นฐาน
นั่นมิได้หมายความว่าท่านเห็นทุกสิ่งเสมอเหมือนกันไปหมด
ปัจเจกภาพของแต่ละสิ่งยังคงดำรงอยู่
ทว่าในขณะเดียวกันท่านเหล่านั้นก็ตระหนักรู้ว่าข้อแตกต่างและข้อขัดแย้งทั้งหมดเป็นสิ่งสัมพัทธ์
ดำรงอยู่ในความเป็นเอกภาพ
และเนื่องจากความเป็นเอกภาพของสิ่งที่ขัดแย้งกัน
และโดยเฉพาะความเป็นเอกภาพของสิ่งที่ตรงกันข้ามนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้โดยยากในสภาวะความรับรู้อย่างสามัญของเรา
จึงทำให้ปรัชญาตะวันออกยังคงดูลึกลับน่าพิศวง
อย่างไรก็ดี
สิ่งนี้คือญาณทัศนะซึ่งเป็นรากฐานของโลกทัศตะวันออก
สิ่งที่ตรงกันข้ามเป็นความคิดเชิงย่อสรุป
เป็นฝักฝ่ายของอาณาจักรเชิงความคิดและดังนั้นจึงเปลี่ยนเป็นสิ่งสัมพัทธ์
โดยการที่เรามุ่งสนใจต่อความคิดอันใดอันหนึ่ง
เราได้สร้างความคิดที่ตรงกันข้ามขึ้นมาด้วย
ดังที่เหล่าจื๊อกล่าวไว้ว่า
เมื่อทุกคนในโลกนี้เห็นสิ่งสวยงามว่าสวยงาม
เมื่อนั้นความน่าเกลียดก็ปรากฏ
(1)
ศาสนิกก้าวพ้นอาณาจักรแห่งความชาญฉลาดดังกล่าว
โดยการตระหนักถึงความเป็นสิ่งสัมพัทธ์และความสัมพัทธ์เชิงขั้วของสิ่งที่ตรงกันข้าม
เขาตระหนักว่าสิ่งที่ดีและชั่ว
สุขและทุกข์ ชีวิตและความตาย
มิใช่สิ่งสัมบูรณ์ที่แยกเป็นคนละฝ่าย
แต่เป็นเพียงสองด้านของความจริงอันเดียวกัน
เป็นส่วนสุดโต่งสองด้านของสิ่งเดียวกัน
ความตระหนักรู้ว่าสิ่งตรงกันข้ามทั้งหมดเป็นเพียงขั้วคนละขั้วของสิ่งเดียวกัน
และทุกสิ่งเป็นเอกภาพนี้
ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ตามคำสอนในทางจิตวิญญาณของตะวันออก
จงดำรงอยู่ในสัจจะตลอดไป
จงอยู่เหนือความขัดแย้งของโลก
พระกฤษณะกล่าวแนะนำอรชุนในภควทคีตา
และคำแนะนำเดียวกันมีในหมู่พุทธศาสนิกชน
ดี. ที. สึซึกิ เขียนไว้ว่า
ความคิดพื้นฐานในพุทธศาสนาคือการไปพ้นโลกแห่งสิ่งที่ตรงกันข้าม
โลกซึ่งสร้างขึ้นด้วยการแบ่งแยกอันชาญฉลาดและแปดเปื้อนทางอารมณ์
และเพื่อหยั่งรู้โลกแห่งจิตวิญญาณ
ซึ่งปราศจากการแบ่งแยก
อันบุคคลได้บรรลุทัศนะที่สมบูรณ์(2)
11.1 สภาพขั้วตรงกันข้าม
คำสอนในพระพุทธศาสนาทั้งหมด
และโดยแท้จริงคำสอนของศาสนาตะวันออกทั้งหมด
มุ่งสู่การบรรลุทัศนะอันสัมบูรณ์ในโลกแห่ง
อจินไตย หรือ ไร้ความคิด
ซึ่งเอกภาพแห่งสิ่งที่ตรงกันข้ามทั้งหลายกลายเป็นประสบการณ์จริง
บทกวีเซ็นเขียนไว้ว่า
เมื่อค่ำไก่ขัน บอกเวลารุ่งอรุณ
เมื่อเที่ยงคืน
พระอาทิตย์ส่องสว่างเจิดจ้า
ความคิดที่ว่าสิ่งที่ตรงกันข้ามทั้งมวลเป็นเพียงขั้วตรงข้ามของสิ่งเดียวกัน
สว่างและมืด แพ้และชนะ ดีและชั่ว
เป็นเพียงด้านที่ต่างกันของปรากฏการณ์อันเดียวกัน
เป็นหลักการพื้นฐานอันหนึ่งของวิถีชีวิตแบบตะวันออก
ในเมื่อสิ่งที่ตรงกันข้ามเป็นสิ่งที่ต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกัน
ความขัดแย้งระหว่างมันไม่เคยส่งผลเป็นชัยชนะอย่างสิ้นเชิงของด้านใดด้านหนึ่ง
แต่จะปรากฏเสมอว่าเป็นการปรากฏแสดงของการขับเคี่ยวระหว่างด้านทั้งสอง
ในตะวันออก
ผู้ทรงคุณอันบริสุทธิ์จึงมิใช่ผู้ที่พยายามทำความดี
และเพียรละความชั่ว
ซึ่งเป็นไปไม่ได้
แต่เป็นผู้ที่สามารถรักษาดุลยภาพอันเคลื่อนไหวระหว่างดีและชั่ว
ความคิดในเรื่องดุลยภาพอันเคลื่อนไหวนี้เป็นสิ่งจำเป็นแก่วิถีทางในการหยั่งรู้เอกภาพของสิ่งที่ตรงกันข้าม
ในศาสนาตะวันออก
ดุลยภาพนี้มิใช้สภาวะสถิต
แต่เป็นการขับเคี่ยวระหว่างสภาพสุดโต่งสองด้านเสมอ
ประเด็นนี้ได้รับการเน้นย้ำมากที่สุดโดยนักปราชญ์ชาวจีนโดยการสร้างสัญลักษณ์
หยิน และ หยัง
ซึ่งแสดงขั้วตรงกันข้ามของสรรพสิ่ง
และเรียกเอกภาพภายใต้ หยิน
และหยัง นั้นว่า เต๋า
อันเป็นสิ่งที่ก่อเกิดการขับเคี่ยวระหว่างหยินและหยัง
สิ่งที่ทำให้เดี๋ยวมืด
เดี๋ยวสว่าง คือเต๋า
เอกภาพอันเป็นพลวัตของขั้วที่ตรงกันข้ามนี้
อาจแสดงด้วยภาพการเคลื่อนที่ของวงกลมและเงาของมัน
สมมติว่าเรามีลูกบอลซึ่งหมุนเป็นกลม
และถ้าหากการหมุนนี้ถูกฉายให้เกิดเงาบนจอภาพ
เราจะเห็นมันเป็นการเคลื่อนกลับไป-มา
ระหว่างจุดปลายสองจุด
(เพื่อเปรียบเทียบกับความคิดของจีน
ข้าพเจ้าเขียนคำว่าเต๋า ในวงกลม
และหยินกับหยังที่จะดูปลายทั้งสอง)
ลูกบอลหมุนเป็นวงกลมด้วยความเร็วคงที่
แต่งเงาของมันจะเคลื่อนที่ช้าลงเมื่อเข้าใกล้ปลาย
วกกลับ
และเคลื่อนที่ด้วยความเร่งสู่ปลายอีกข้างหนึ่ง
ซึ่งเมื่อเข้าไปใกล้ก็จะเคลื่อนที่ช้าลงอีกครั้ง
และดำเนินต่อไปในลักษณะเดียวกัน
วนเวียนไม่รู้จบ
เงาของการเคลื่อนที่ในลักษณะวงกลมดังกล่าวจะปรากฏเป็นการเคลื่อนที่กลับไป-มาระหว่างจุดปลายที่ตรงกันข้ามสองจุด
แต่การเคลื่อนไหวในลักษณะวงกลมแสดงความเป็นเอกภาพและปราศจากสภาพขั้วตรงข้าม
ซึ่งภาพการรวมเป็นเอกภาพของสิ่งที่ตรงกันข้ามในเชิงเคลื่อนไหวนี้
เป็นสิ่งที่นักคิดจีนคำนึงถึงเป็นอย่างมาก
ดังที่จะเห็นได้จากคำกล่าวของจางจื๊อที่ว่า
การที่ นั่น และ นี่
พ้นสภาพการเป็นสิ่งตรงข้ามคือแก่นแท้ของเต๋า
ด้วยแก่นแกนนี้เท่านั้นที่เป็นศูนย์กลางแห่งวังวนของการเปลี่ยนแปลงอันไม่รู้สิ้นสุด
11.2 หญิงกับชาย
สภาพขั้วตรงกันข้ามอันสำคัญประการหนึ่งในชีวิต
คือ ธรรมชาติแห่งความเป็นชาย
ปุริสภาวะ และความเป็นหญิง
อิตถีภาวะ
เช่นเดียวกับสภาพขั้วตรงข้ามของดีและชั่ว
หรือชีวิตและความตาย
ที่ทำให้เรารู้สึกอึดอัดกับสภาพความเป็นชายหญิงในตัวเราเอง
ดังนั้นเราจึงเน้นในด้านใดด้านหนึ่งเด่นขึ้นมา
สังคมตะวันตกเน้นปุริสภาวะมากกว่าอิตถีภาวะ
โดยไม่ได้ตระหนักรู้ว่าบุคลิกภาพของชายและหญิงแต่ละคนเป็นผลงานการผสมผสานระหว่างทั้งสอง
ดังนั้นจึงยึดเอาว่าชายต้องมีลักษณะเข้มแข็ง
และหญิงต้องมีลักษณะอ่อนหวานนุ่มนวล
กำหนดให้ชายมีบทบาทหน้าที่มากมาย
ทัศนคติดังกล่าวส่งให้เกิดการเชิดชูหยังหรือปุริสภาพวะของมนุษย์มากเกินไป
เน้นความกระตือรือร้น
การคิดอย่างเป็นเหตุผลการแข่งขัน
ความก้าวร้าว และอื่น ๆ
ด้านหยินหรืออิตถีภาวะ
ซึ่งรวมเอาลักษณะแห่งความรับรู้
ที่อาจอธิบายด้วยคำต่าง ๆ เช่น
ญาณ ศาสนา ลึกลับ จิตใจ
ได้ถูกลดบทบาทในสังคมผู้ชายเป็นใหญ่นี้
ในศาสนาตะวันออก
ได้มีการพัฒนาอิตถีภาวะสู่สภาพที่สมดุลกับปุริสภาวะเป็นธรรมชาติของมนุษย์
บุคคลผู้รู้แจ้งในทัศนะของเหลาจื๊อ
คือผู้ที่รู้จักความแข็งแรงอย่างชายและยังรักษาความนุ่มนวลอย่างหญิงไว้ได้
ในศาสนาตะวันออกหลายๆศาสนา
เป้าหมายหลักของการทำสมาธิภาวนาก็คือ
การสร้างดุลยภาพอันเป็นพลวัตระหว่างความรับรู้สองด้าน
ชายและหญิง
และมักจะแสดงออกในรูปของงานศิลปะ
รูปสลักของศิวะเทพในโบสถ์ของฮินดูที่
เอลีเฟนตา (Elephanta)
แสดงภาพพระพักตร์สามด้านของเทพ
พระพักตร์ด้านขวาแสดงภาคบุรุษแทนความเข้มแข็งและอำนาจ
ด้านซ้ายแสดงถึงสตรีแสดงความนุ่มนวลความสง่างาม
ความมีเสน่ห์
ตรงกึ่งกลางอันเป็นภาพพระเศียรอันงดงามของพระศิวะมเหศวร
พระผู้เป็นใหญ่
ซึ่งฉายแววแห่งความสงบและอุเบกขา
แทนเอกภาพอันสูงส่งอันรวมทั้งสองภาคเข้าไว้
ในโบสถ์เดียวกัน
ยังมีรูปสลักของพระศิวะลักษณะครึ่งหญิงครึ่งชาย
ส่วนพระกายอยู่ในท่าที่ชดช้อยอ่อนไหว
พระพักตร์อิ่มเอมอย่างสงบและปล่อยวาง
รูปลักษณะนี้แสดงเอกภาพของอิตถีภาวะและปริสะภาวะอีกภาพหนึ่ง
ในพุทธศาสนิกกายตันตระ
ขั้วแห่งความเป็นชาย-หญิง
มักถูกแสดงออกโดยอาศัยสัญลักษณ์ทางเพศ
ปัญญาญาณถือได้ว่าเป็นธรรมชาติฝ่ายรับของมนุษย์และเพศหญิงความรัก
ความกรุณา
เป็นผ่ายกระทำและเพศชาย
เอกภาพของทั้งสองฝ่ายในกระบวนการของการตรัสรู้แสดงด้วยสัญลักษณ์การสวมกอดกันและกันของเทพและเทพี
ศาสนาตะวันออกยืนยันว่าเอกภาพดังกล่าวจะปรากฏก็แต่ในสำนึกระดับสูง
ซึ่งไปพ้นอาณาจักรความคิดและถ้อยคำภาษา
และสิ่งที่ตรงกันข้ามทั้งมวลปรากฏเป็นเอกภาพอันเคลื่อนไหว
11.3 โลกสี่มิติ
ข้าพเจ้าได้เคยกล่าวมาแล้วว่า
ฟิสิกส์สมัยใหม่ได้เสนอสิ่งที่คล้ายคลึงกันนี้
การศึกษาสำรวจอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมได้เปิดเผยความจริงซึ่งได้แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไปพ้นภาษาและเหตุผล
และการรวมเป็นเอกภาพของความคิดที่
เคยเชื่อว่าเป็นสิ่งตรงกันข้ามและไม่อาจผสมผสานกันได้
นั้นได้กลายเป็นคุณลักษณะอันน่าตื่นใจของความจริงอันใหม่นี้
แนวความคิดซึ่งดูแล้วว่าไม่น่าจะเข้ากันได้ดังกล่าวนี้
มิใช่แนวที่ศาสนาตะวันออกสนใจเกี่ยวข้องด้วยทว่าการรวมเป็นเอกภาพของมันในความจริงระดับที่สูงขึ้นไป
เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับศาสนาตะวันออก
ดังนั้นนักฟิสิกส์สมัยใหม่อาจที่จะบรรลุถึงญาณทัศนะอันปรากฏในคำสอนสำคัญของตะวันออกไกล
โดยการค้นหาประสบการณ์ในสาขาของตน
เป็นนักฟิสิกส์รุ่นใหม่กลุ่มเล็กๆซึ่งกำลังทวีจำนวนขึ้น
ได้พบว่าวิธีการดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและกระตุ้นให้เกิดความสนใจในศาสนาตะวันออกมากขึ้นตัวอย่างของการรวมตัวกันของแนวความคิดที่ตรงกันข้ามในวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่อาจจะพบได้ในการศึกษาในระดับอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม
ซึ่งอนุภาคเป็นทั้งสิ่งที่ทั้งทำลายได้และทำลายไม่ได้และสสารวัตถุเป็นสิ่งที่มีสภาพต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง
และแรงกับสสารวัตถุเป็นเพียงสองด้านของปรากฏการณ์เดียวกัน
ตัวอย่างทั้งหมดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ากรอบแนวคิดที่ตรงกันข้าม
อันเกิดจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเรานั้น
เป็นสิ่งที่คับแคบเกินไปสำหรับโลกของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม
ทฤษฎีสัมพัทธภาพเป็นทฤษฎีที่สำคัญยิ่งในการอธิบายโลภพิภพนี้
และในโครงรางสัมพัทธ์ นั้น
แนวคิดดั้งเดิมได้ถูกก้าวว่างไปสู่มิติที่สูงกว่า
คือ กาล-อวกาศสี่มิติ
อวกาศและเวลาในตัวของมันเองเป็นความคิดสองประการซึ่งดูเหมือนว่าแตกต่างกัน
แต่ปรากฏเป็นเอกภาพในฟิสิกส์แห่งสัมพัทธภาพ
เอกภาพพื้นฐานประการนี้เป็นรากฐานแห่งเอกภาพของความคิดที่ตรงกันข้ามทั้งมวลซึ่งกล่าวถึงข้างต้น
และเช่นเดียวกับเอกภาพของสิ่งที่ตรงกันข้ามในศาสนาตะวันออก
เอกภาพนี้เกิดขึ้นใน
ระดับที่สูงกว่า
นั่นคือในมิติที่สูงกว่า
ทั้งยังเป็นเอกภาพซึ่งมีลักษณะเคลื่อนไหว
เนื่องจากความจริงในเรื่องกาล-อวกาศอันสัมพันธ์นี้มีลักษณะเป็นความจริงอันมีสภาพเคลื่อนไหวอยู่ในเนื้อหาของมันเอง
โดยที่วัตถุต่างๆ
เป็นตัวกระบวนการด้วย
และรูปลักษณ์ทั้งมวลเป็นแบบแผนแห่งการเคลื่อนไหว
เพื่อที่จะให้เห็นชัดเจนในเอกภาพของสิ่งที่ดูเหมือนว่าแยกจากกันในมิติที่สูงกว่านั้น
เราไม่จำเป็นต้องไปถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพ
เพียงแต่ขึ้นไปจากหนึ่งมิติสู่สองมิติ
หรือจากสองไปสามมิติ
ตัวอย่างของการเคลื่อนที่ของลูกบอลเป็นวงกลม(ที่กล่าวถึงแล้ว)
และเงาของมันซึ่งเคลื่อนที่กลับไปกลับมาระหว่างขั้วสองขั้วที่ดูเหมือนเป็นสิ่งตรงกันข้ามในสภาวะหนึ่งมิติ
(ตามเส้นตรง)
กลับรวมเป็นเอกภาพของการเคลื่อนไหวเป็นวงกลมในสภาวะสองมิติ
(ในระนาบหนึ่ง)
ภาพข้างล่างนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งเปลี่ยนจากสภาพสองมิติไปสู่สามมิติ
มันแสดงให้เห็นภาพวงของขนมโดนัทถูกตัดโดยแผ่นราบอันหนึ่งในสภาพของสองมิติในพื้นราบนั้น
พื้นผิวของโดนัทที่ถูกตัดปรากฏเสมือนแผ่นสองแผ่นซึ่งแยกจากกันโดยสิ้นเชิง
แต่ในสภาพสามมิติมันเป็นส่วนของวงโดนัทอันเดียวกัน
เอกภาพของสิ่งต่างๆดูเหมือนแยกออกจากกัน
และรวมเข้ากันไม่ได้ในทำนองเดียวกันนี้ปรากฏในทฤษฎีสัมพัทธภาพ
เมื่อเราไปจากสภาพสามมิติไปสู่สภาพสี่มิติ
โลกของฟิสิกส์แห่งสัมพัทธภาพซึ่งมีสภาพสี่มิตินั้นคือโลกที่แรงและสสารเป็นหนึ่งเดียวกัน
โลกที่สสารวัตถุอาจจะปรากฏเป็นอนุภาคซึ่งไม่มีสภาพต่อเนื่อง
หรือเป็นสนามที่มีสภาพต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามในกรณีนี้เราไม่อาจจะนึกเห็นภาพมันได้ชัดเจนนัก
นักฟิสิกส์สามารถ
หยั่งรู้ในประสบการณ์
ถึงโลกแห่งกาล- อวกาศ สี่มิติ
โดยผ่านสูตรคณิตศาสตร์ในทฤษฎีของเขา
แต่มโนภาพของเขาก็ถูกจำกัดอยู่ในโลกแห่งการรับรู้อันมีสภาพสามมิติเช่นเดียวกับคนอื่นๆ
ภาษาและแบบแผนความคิดของเราทั้งหมดเกี่ยวข้องกับโลกสามมิติ
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่งที่เราจะเข้าใจความจริงของสภาพสี่มิติในฟิสิกส์แห่งสัมพัทธภาพได้
11.4 คลื่นกับอนุภาค
ในทางตรงกันข้าม
ศาสนิกของตะวันออกดูจะสามารถหยั่งรู้ความจริงในมิติที่สูงขึ้นไปได้โดยตรงและชัดเจน
ในสมาธิภาวนาอันลึกซึ้ง
ท่านเหล่านั้นได้สามารถก้าวพ้นโลกสามมิติในชีวิตประจำวัน
และหยั่งรู้ความจริงซึ่งต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ที่สิ่งตรงกันข้ามทั้งหลายหลอมรวมเป็นเอกภาพเดียวกัน
และเมื่อนักปราชญ์ตะวันออกพยายามที่จะแสดงประสบการณ์นี้ออกมาเป็นคำพูด
ท่านก็ต้องประสบปัญหาเดียวกันกับนักฟิสิกส์พยายามอธิบายความจริงของสภาพหลายมิติของฟิสิกส์แห่งสัมพัทธภาพ
ลามะ โควินทะ
กล่าวไว้ว่าประสบการณ์ในการหยั่งรู้มิติที่สูงขึ้นเป็นสิ่งที่จะบรรลุถึงได้โดยการรวมเอาประสบการณ์ของความรับรู้ซึ่งต่างศูนย์กลางและต่างระดับเข้าด้วยกัน
ดังนั้นประสบการณ์ของสมาธิภาวนาดังกล่าวจึงไม่อาจจะอธิบายได้บนระนาบของความรับรู้สามมิติ
และภายในระบบตรรกะ
ซึ่งตัวมันเองได้ลดความอาจเป็นไปได้ในการแสดงออก
โดยที่ตรรกะมีข้อจำกัดอยู่บนกระบวนการของความคิด(5)โลกสี่มิติของทฤษฎีสัมพัทธภาพมิใช่เป็นเพียงตัวอย่างประการณ์เดียวในวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่ซึ่งความคิดที่ว่าดูเหมือนจะเป็นสิ่งตรงกันข้ามและไม่อาจจะรวมเข้ากันได้
กลับเป็นเพียงแง่มุมที่ต่างกันในความจริงอันเดียวกัน
กรณีที่รู้จักกันมากในแง่ของเอกภาพของความคิดซึ่งขัดแย้งกัน
ได้แก่ความคิดเรื่องอนุภาคและคลื่นในฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอม
ในระดับอะตอมสสารวัตถุมีสองด้าน
มันปรากฏเป็นทั้งอนุภาคและคลื่น
มันจะแสดงด้านใดก็ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์
ในบางสภาพการณ์ด้านอนุภาคเป็นด้านที่เด่น
แต่ในอีกสภาพการณ์หนึ่งอนุภาคมีพฤติกรรมไปในทางที่เป็นคลื่นมากกว่า
และธรรมชาติของทวิภาวะนี้ปรากฏในแสงและรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าอื่นๆ
ทั้งหมดยกตัวอย่างเช่น
แสงจะถูกปล่อยออกมาและดูดซึมเข้าไปในรูปของ
ควอนตา หรือโฟตอน
แต่เมื่ออนุภาคของแสงเหล่านี้เคลื่อนที่ผ่านที่ว่างมันจะปรากฏเป็นสนามแม่เหล็กหรือสนามไฟฟ้าที่สั่นสะเทือน
ซึ่งแสดงพฤติกรรมทั้งหมดของคลื่น
โดยปรกติอิเล็กตรอนถือว่าเป็นอนุภาค
และเมื่อลำของอิเล็กตรอนถูกฉายผ่านช่องเล็กๆ
มันจะเกิดการหักเหเช่นเดียวกับลำแสง
พูดอีกอย่างหนึ่งคือ
อิเล็กตรอนก็ประพฤติตัวเป็นคลื่นเช่นเดียวกัน
ลักษณะทวิภาวะของรังสีวัตถุและสสารต่างๆ
เป็นสิ่งที่น่าพิศวงอย่างแท้จริงและได้ก่อให้เกิดโกอันควอนตัม
หลายๆอันซึ่งนำไปสู่การสร้างทฤษฎีควอนตัมโดยพื้นฐาน
ภาพของคลื่นซึ่งมีลักษณะแผ่กระจายไปในที่ว่าง
แตกต่างจากภาพของอนุภาคซึ่งแสดงตำแหน่งที่ชัดเจน
เป็นเวลานานกว่าที่นักฟิสิกส์จะยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า
สสารวัตถุแสดงตัวมันเองในวิถีทางต่างๆซึ่งดูเหมือนมีสองลักษณะรวมอยู่ในตัวมัน
คืออนุภาคเป็นทั้งคลื่น
และคลื่นก็เป็นอนุภาคด้วย
เมื่อพิจารณาภาพข้างบน
คนทั่วไปอาจจะคิดว่า
ข้อขัดแย้งดังกล่าวอาจจะได้รับการแก้ไขโดยกล่าวว่า
รูป ข.
แสดงอยู่ในอนุภาคซึ่งกำลังเคลื่อนที่อยู่ในลักษณะของคลื่น
อย่างไรก็ตาม
ข้อโต้แย้งอันนี้ตั้งอยู่บนความเข้าไจผิดพลาดต่อธรรมชาติของคลื่น
อนุภาคซึ่งเคลื่อนที่ในลักษณะเป็นคลื่นไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ
ยกตัวอย่างเช่นคลื่นน้ำ
อนุภาคของน้ำมิได้เคลื่อนไปตามลูกคลื่น
แต่เคลื่อนที่เป็นวงกลมในลักษณะที่คลื่นผ่านไป
ในทำนองเดียวกัน
อนุภาคของอากาศในคลื่นเสียงก็เพียงแต่สั่นสะเทือนกลับไปมาโดยที่มิได้ไปตามคลื่น
สิ่งที่ถูกส่งต่อไปตามคลื่นก็คือการรบกวน
ซึ่งก่อให้เกิดปรากฏการณ์ของคลื่นขึ้น
มิใช่อนุภาคของสสารวัตถุแต่ประการใด
ดังนั้นในทฤษฎีควอนตัมเรา
ไม่ได้กล่าวถึงการโคจรของอนุภาค
เมื่อเรากล่าวว่าอนุภาคเป็นคลื่นด้วย
สิ่งที่เราหมายถึงคือแบบแผนของคลื่นทั้งหมดนั่นเป็นการแสดงออกของอนุภาค
ดังนั้นภาพของคลื่นซึ่งกำลังเคลื่อนที่จึงแตกต่าง
อย่างสิ้นเชิงจากภาพของอนุภาคซึ่งกำลังเคลื่อนที่
มันแตกต่างกันดังคำเปรียบเทียบของ
วิคเตอร์ ไวส์คอปฟ์ ที่ว่า
เหมือนความคิดเรื่องระลอกคลื่นบนผิวน้ำในสระ
ที่แตกต่างจากฝูงปลาซึ่งกำลังแหวกว่ายในทิศทางเดียวกันกับคลื่นนั้น
11.5 ความอาจเป็นไปได้
ปรากฏการณ์ของคลื่นที่พบเห็นในปริมณฑลที่แตกต่างกันมากในวิชาฟิสิกส์
และอาจจะอธิบายมันได้ด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์
ในทฤษฎีควอนตัมสูตรทางคณิตศาสตร์ในทางเดียวกันนี้ยังใช้ในการอธิบายคลื่นซึ่งเกี่ยวพันกับอนุภาคอย่างไรก็ตาม
ในกรณีนี้คลื่นเป็นสิ่งที่มีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้นโดยสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับลักษณะทางสถิติของทฤษฎีควอนตัมกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่ามันเหมือนกับสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ใช้อธิบายคลื่นอื่น
ๆ ด้วย
คลื่นซึ่งเกี่ยวเนื่องด้วยอนุภาคนี้มิใช่คลื่น
3 มิติจริง ๆ
เช่นคลื่นน้ำหรือคลื่นเสียงแต่เป็นคลื่นของ
ความอาจเป็นไปได้
ซึ่งเป็นปริมาณย่อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่สัมผัสกับค่าความอาจจะเป็นไปได้ของการพบอนุภาคในที่ต่าง
ๆ และด้วยคุณสมบัติต่าง ๆ เช่นกัน
การนำเสนอความคิดของความอาจเป็นไปได้
ได้คลี่คลายสภาพผกผันผิดธรรมดา
อนุภาคอาจเป็นคลื่นได้
โดยได้นำมันเข้าสู่ปริมณฑลอันใหม่
นั้นคือความคิดเรื่องการดำรงอยู่และการไม่ดำรงอยู่ซึ่งก็เป็นคู่ไม่ตรงกันข้ามอีกคู่หนึ่งที่ความจริงในเรื่องของอะตอมดำรงอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง
และไม่อาจกล่าวได้ว่ามันไม่มีอยู่
โดยที่มันอยู่ในรูปของค่าความเป็นไปได้
และอนุภาคมีแนวโน้มที่จะปรากฏได้ในหลาย
ๆ แห่ง
ดังนั้นมันจึงแสดงความจริงทางฟิสิกส์ที่ประหลาดระหว่างการดำรงอยู่และไม่ดำรงอยู่
เราจึงไม่อาจอธิบายสภาพของอนุภาคในแบบของความคิดซึ่งตรงกันข้ามอย่างตายตัวอนุภาคมิได้ปรากฏ
ณ ที่ใดที่หนึ่ง
ทั้งมีได้ไม่ปรากฏ
มันมิได้เปลี่ยนตำแหน่งของมัน
ทั้งมิได้อยู่นิ่ง
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็คือแบบแผนของการอาจเป็นไปได้
และนั้นคือแนวโน้มของอนุภาคที่จะดำรงอยู่
ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง โรเบิร์ต
ออปเคนไฮเมอร์ (Robert oppenheimer) กล่าวว่า
หากเราถามว่าตำแหน่งของอิเล็กตรอนคงเดิมอยู่เสมอหรือ
เราต้องตอบว่า ไม่
หากเราถามว่าตำแหน่งของอิเล็กตรอนเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเวลาผ่านไปหรือ
เราต้องตอบว่า ไม่
ถ้าเราถามว่าอิเล็กตรอนอยู่นิ่งหรือ
เราต้องตอบว่า ไม่
ถ้าเราถามว่ามันกำลังเคลื่อนที่หรือ
เราต้องตอบว่า ไม่
ความจริงในวิชาฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอมก็เป็นเช่นเดียวกับความจริงในศาสนาตะวันออกที่ไปพ้นกรอบแคบ
ๆ ของความคิดที่ตรงกันข้าม
คำกล่าวของ ออปเคนไฮเมอร์
จึงเปรียบเสมือนเสียงสะท้อนของคัมภีร์อุปนิษัท
มันเคลื่อนที่ มันไม่เคลื่อนที่
มันอยู่ไกลและมันไม่อยู่ใกล้
มันปรากฏในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
และมันปรากฏนอกสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น
11.6
ความคิดที่เป็นคู่ตรงกันข้าม
ความคิดในเรื่องแรงและสสารของวัตถุ
อนุภาคและคลื่น
การเคลื่อนไหวและการหยุดนิ่ง
การดำรงอยู่และการไม่ดำรงอยู่
เหล่านี้เป็นความคิดตรงกันข้ามหรือขัดแย้งกัน
ซึ่งวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่ข้ามพ้นไปได้
ในบรรดาความคิดตรงกันข้ามเหล่านี้
คู่สุดท้ายดูจะเป็นความคิดพื้นฐานที่สุด
และในวิชาฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอมเราต้องไปให้พ้นแม้กระทั่งความคิดเรื่องการดำรงอยู่และการไม่ดำรงอยู่
นี่คือลักษณะของทฤษฎีควอนตัมซึ่งยากที่สุดที่จะยอมรับได้
และเป็นหัวใจของการวิภาควิจัยต่อ
ๆ มาเกี่ยวกับการตีความของมัน
ในขณะเดียวกันการก้าวพ้นความคิดเรื่องการดำรงอยู่และไม่ดำรงอยู่
ก็เป็นแง่มุมหนึ่งซึ่งชวนฉงนมากที่สุดในศาสนาตะวันออก
เช่นเดียวกับนักฟิสิกส์ที่ศึกษาเรื่องอะตอม
นักปราชญ์ชาวตะวันออกสนใจค้นหาสัจจะซึ่งอยู่เหนือการดำรงอยู่และการไม่ดำรงอยู่
และท่านเหล่านั้นได้เน้นย้ำอยู่เสมอถึงข้อเท็จที่สำคัญประการนี้
ดังที่ท่านอัศวโฆษะกล่าวว่า
ความเป็นเช่นนั้นเอง
มิใช่ภาวะแห่งการดำรงอยู่
และมิใช่ภาวะแห่งการไม่ดำรงอยู่ในเวลาเดียวกัน
ทั้งมิใช่ภาวะแห่งการดำรงอยู่หรือไม่ดำรงอยู่ในเวลาต่างกัน
เมื่อต้องเผชิญกับความจริงซึ่งอยู่เหนือความคิดที่เป็นคู่ตรงกันข้าม
นักฟิสิกส์และศาสนิกจึงนำต้องมีวิธีคิดที่พิเศษออกไป
โดยที่มิให้จิตใจถูกจำกัดอยู่แต่ในกรอบตายตัวของตรรกะแบบดั้งเดิม
แต่เคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนทัศนะอยู่เสมอ
ยกตัวอย่างเช่น
ในฟิสิกส์ที่ว่าด้วยอะตอม
เราคุ้นเคยกับการใช้ทั้งความคิดเรื่องอนุภาคและคลื่นในการอธิบายสสารวัตถุ
เราได้เรียนรู้การใช้ทั้งสองความคิด
สลับกันไปมา
เพื่อที่จะสามารถอธิบายให้ครอบคลุมความจริงเกี่ยวกับอะตอมทั้งหมดได้
และวิธีการเช่นนี้
ก็เป็นสิ่งที่นักปราชญ์ชาวตะวันออกที่ใช้ในการพยายามอธิบายประสบการณ์แห่งสัจจะซึ่งอยู่เหนือความเป็นสิ่งตรงกันข้าม
ดังที่ท่านลามะ โควินทะกล่าวว่า
วิธีคิดของตะวันออกสั้นเป็นการวนรอบวัตถุที่ตั้งแห่งความคิดและการเพ่งพินิจพิจารณา..มีลักษณะหลายแง่มุม
นั่นคือว่า
เป็นความรู้สึกหลายมิติซึ่งเกิดจากการซ้อนกันของ
ความรู้สึกแต่ละอัน
จากแง่มุมต่าง ๆ กัน
ความคิดซึ่งดูเหมือนตรงกันข้ามซึ่งเราอาจนำมาใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ของสิ่งเดียวกันดังที่กล่าวมาแล้วนั้น
ได้แสดงให้เห็นว่าความคิดแต่ละแง่มุมไม่สมบูรณ์พอในตัวมันเอง
นีลล์ บอห์ร
ได้เสนอว่าความคิดที่เป็นคู่ตรงกันข้ามนั้นเป็นสิ่งซึ่งเสริมกันและกัน
เราถือว่าลักษณะความเป็นคลื่นและลักษณะความเป็นอนุภาคเป็นสองแนวทางซึ่งเสริมกันและกันในการอธิบายความจริงในประการเดียวกัน
แต่ละลักษณะนั้นถูกต้องเพียงบางส่วนและมีขอบเขตในการอธิบายอย่างจำกัดแต่ละลักษณะล้วนเป็นสิ่งจำเป็น
สำหรับการอธิบายที่สมบูรณ์เกี่ยวกับความจริงของอะตอม
ความคิดในเรื่องการส่งเสริมซึ่งกันและกันนี้ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในวิธีคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของนักฟิสิกส์และบอห์รได้เสนอว่าแนวคิดดังกล่าวน่าจะใช้ได้นอกขอบเขตของฟิสิกส์
โดยแท้จริงแล้ว
ความคิดเรื่องการเป็นองค์ประกอบซึ่งเสริมกันของสิ่งต่าง
ๆ นี้
ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความคิดที่มีประโยชน์มากตั้งแต่เมื่อ
2500 ปีที่ผ่านมา
ความคิดนี้เป็นกระแสหลักในแนวคิดของจีนโบราณซึ่งมีรากฐานอยู่บนญาณทัศน์ที่ว่าความคิดที่เป็นคู่ตรงกันข้ามปรากฏในลักษณะขั้วซึ่งสัมพันธ์เสริมซึ่งกันและกัน
แต่ชาวจีนได้สร้างลักษณะขึ้นแทนความคิดดังกล่าวในรูปหยินและหยัง
โดยถือว่าการขับเคี่ยวระหว่างหยินและหยางเป็นแก่นแท้ของปรากฏการณ์ธรรมชาติทั้งหลาย
และสภาวะการรู้ทั้งมวลของมนุษย์
นีลล์
บอห์รได้ตระหนักรู้ถึงความคล้ายคลึงระหว่างความคิดเรื่ององค์ประกอบที่เสริมซึ่งกันและกันของเขากับความคิดของจีน
เมื่อเขาเดินทางมาประเทศจีนในปี
พ.ศ. 2480
ในขณะนั้นทฤษฎีควอนตัมของเขาได้รับการเสริมแต่งเรียบร้อยแล้วเขารู้สึกประทับใจอย่างลึกซึ้งต่อความคิดของจีนโบราณในเรื่องขั้วตรงข้าม
หลังจากนั้นทำให้เขาสนใจในวัฒนธรรมของตะวันออกเรื่อยมา
10 ปีต่อมา
บอห์รได้รับรางวัลพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เพื่อเป็นการยกย่องความสำเร็จของเขาในด้านวิทยาศาสตร์และคุณูปการอันใหญ่หลวงของเขาต่อชีวิตทางวัฒนธรรมของชาวเดนมาร์ก
เมื่อเขาต้องเลือกคำขวัญตราประจำตัวของเขา
เขาเลือกสัญลักษณ์ ไท้-จี่ ของจีน
ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ในลักษณะประกอบเสริมซึ่งกันและกันของขั้วตรงกันข้าม
หยินและหยังและมีคำว่า Contraria Sunt Comtlementa
(สิ่งตรงกันข้ามเป็นองค์ประกอบซึ่งเสริมกันและกัน)
นีลล์ บอห์ร
ยกย่องความบรรสานสอดคล้องอย่างลึกซึ้งระหว่างปัญญาของตะวันออกโบราณและวิทยาศาสตร์ตะวันตกสมัยใหม่
|