| ภาคที่ 3
ความสอดคล้อง บทที่
12 จักรวาลอันเคลื่อนไหว
จุดหมายสำคัญอันเป็นแกนกลางของศาสนาตะวันออกก็คือ
การหยั่งรู้การที่ปรากฏทั้งมวลในโลกพิภพนี้เป็นสิ่งปรากฏแสดงของสัจธรรมสูงสุดประการเดียว
สัจธรรมนี้ถือเป็นแก่นแท้ของจักรวาล
รองรับและเอาสรรพสิ่งและเหตุการณ์อันหลากหลาย
ซึ่งเราสังเกตเห็นได้นั้น
อยู่ในเอกภาพอันหนึ่งอันเดียวกันฮินดูเรียกสิ่งนั้นว่า
พรหมัน ชาวพุทธเรียกว่า ธรรมกาย
(กายแห่งสัตตะ) หรือ ตถตา
(ความเป็นเช่นนั้นเอง) และเต๋า
สำหรับผู้นับถือลัทธิเต๋า
แต่ละฝ่ายล้วนยืนยันว่าสัจธรรมดังกล่าวอยู่เหนือความคิดนึก
และท้าทายต่อคำอธิบายต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม
แก่นแท้อันเป็นปรมัตถ์นี้
มิอาจแยกออกจากสิ่งปรากฏแสดงอันหลากหลายของมัน
แกนกลางแห่งธรรมชาติของสัจธรรมนั้นก็คือการปรากฏแสดงออกมาในรูปลักษณ์นับหมื่นแสน
ซึ่งเกิดและสลายเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งอื่น
ๆ โดยไม่รู้ที่สิ้นสุด
ในแง่ปรากฏการณ์ของตัวมันเอง
สัจแห่งเอกภพจึงเป็นสิ่งซึ่งทรงสภาพเคลื่อนไหวโดยเนื้อหา
และการเข้าใจธรรมชาติแห่งการเคลื่อนไหวของเอกภพนับเป็นพื้นฐานของทุกสำนักนิกายของศาสนาตะวันออก
ดี.ที. สึซึกิ
ได้เขียนเกี่ยวกับนิกายคีกอน (Kegon
School)
แห่งพุทธศาสนาแบบมหายานไว้ว่า
ความคิดสำคัญอันเป็นแกนกลางของนิกายคีกอนก็คือการเข้าใจจักรวาลในเชิงเคลื่อนไหว
จักรวาลซึ่งมีลักษณะสำคัญคือเคลื่อนที่อยู่เสมอ
อยู่ในภาวะแห่งการณ์เคลื่อนไหวตลอดเวลา
นั้นก็คือชีวิต
การสอนเน้นอยู่ที่การเคลื่อนไหว
เลื่อนไหล และเปลี่ยนแปลง
มิใช่เป็นลักษณะสำคัญของคำสอนของศาสนาตะวันออกเท่านั้นหากยังเป็นแง่มุมสำคัญในโลกทัศน์ของผู้สนใจในความลึกซึ้งของชีวิตตลอดทุกยุคทุกสมัย
ในกรีกโบราณเฮราคลิตัสสอนว่า
ทุกสิ่งเลื่อนไหล
และเปรียบโลกกับไฟซึ่งดำรงอยู่ตลอดเวลาในเม็กซิโก
ดอน ฮวน
อาจารย์แห่งเผ่ายาคีกล่าวถึง
โลกซึ่งลอยตัว และยืนยันว่า
การจะเป็นผู้รู้นั้น
บุคคลต้องทำตนให้เบาและเลื่อนไหลได้
ในปรัชญาอินเดีย
คำสำคัญที่ชาวฮินดูและชาวพุทธใช้มักมีความหมายในเชิงเคลื่อนไหว
เช่นคำว่า พรหมัน
มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตว่า
พฤห ( brih ) เจริญ ดังนั้น
จึงแสดงความจริงซึ่งเคลื่อนไหวและมีชีวิตชีวา
ราธะกฤษนันท์ ( Radhakrishnan ) กล่าวว่า
คำว่าพรหมัน
นั้นหมายถึงความเจริญเติบโต
และมุ่งแสดงลักษณะแห่งชีวิต
การเคลื่อนไหวและความก้าวหน้า
คัมภีร์อุปนิษัท กล่าวถึง พรหมัน
ว่าเป็น
การเคลื่อนไหวอันไร้รูปลักษณ์และเป็นอมตะ
ซึ่งก็สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวถึงแม้ว่าจะพ้นไปจากรูปลักษณ์ต่าง
ๆ คัมภีร์ฤคเวท
ใช้คำซึ่งแสดงลักษณะอันเคลื่อนไหวของจักรวาลว่า
ฤตา ( Rita ) คำ ๆ นี้มาจากศัพท์ว่า ฤ (ri )
เคลื่อนไหว
ความหมายเดิมของคัมภีร์ฤคเวทคือ
วิถีแห่งสรรพสิ่ง หรือ
โองการของธรรมชาติ
โองการแห่งธรรมชาติในความหมายของผู้รจนาคัมภีร์พระเวทนั้นมิใช่กฏเกณฑ์อันหยุดนิ่งตายตัว
แต่เป็นหลักการอันเคลื่อนไหวซึ่งสืบสายมาในจักรวาล
ความคิดนี้เหมือนกับความคิดของจีนเรื่อง
เต๋า ทาง
วิถีทางซึ่งจักรวาลกระทำการ
นั่นคือ
โองการของธรรมชาติเช่นเดียวกับผู้รจนาคัมภีร์
นักปราชญ์จีนเห็นว่าโลกมีลักษณะเลื่อนไหลและเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นจึงให้ความหมายของกฎเกณฑ์แห่งเอกภพในเชิงเคลื่อนไหวทั้งสองแนวคิด
คือ ฤตา และ เต๋า
ได้ถูกลดระดับลงมาจากระดับของเอกภพในความหมายเดิมสู่ระดับของมนุษย์ในเวลาต่อมา
และถูกตีความในแง่ศีลธรรม
ฤตาเป็นกฎของจักรวาลซึ่งเทพและมนุษย์ทั้งมวลจะต้องปฏิบัติตาม
และเต๋าเป็นวิถีดำเนินแห่งชีวิตที่ถูกต้อง
12.1 องค์รวมที่มีชีวิต
แนวความคิดเรื่องฤตาในคัมภีร์พระเวทได้เกิดขึ้นก่อนความคิดเรื่อง
กรรม
ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในภายหลังเพื่อแสดงความสัมพันธ์เชิงเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งหลาย
กรรม หมายถึง การกระทำ
และมุ่งแสดงความสัมพันธ์อย่างเคลื่อนไหวหรืออย่าง
กระตือรือร้น
ของปรากฎการณ์ทั้งหลาย
ในคัมภีร์ภควัทคีตากล่าวไว้ว่า
การกระทำทุกชนิดเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของกาลเวลาโดยการสานต่อของแรงต่างๆ
ของธรรมชาติ
พระพุทธเจ้าได้นำความคิดเรื่องกรรมมาใช้และให้ความหมายใหม่
โดยขยายขอบเขตความคิดในเรื่องการสอดประสานสัมพันธ์อันเป็นพลวัตนั้นสู่สภาพการณ์ของมนุษย์
ดังนั้น กรรม
จึงกลายมาเป็นส่วนขยายของสายโซ่แห่งเหตุและผลอันไม่รู้สิ้นสุดของชีวิตมนุษย์
ซึ่งพระพุทธองค์ทรงหักทำลายลงได้ในการตรัสรู้ของพระองค์
ศาสนาฮินดูมีวิธีมากมายที่จะแสดงธรรมชาติอันเคลื่อนไหวของจักรวาลในภาษาของเทพปกรณัม
ดังที่พระกฤษณะกล่าวไว้ใน คีตา
ว่า หากข้าฯ
ไม่ตั้งตนอยู่ในการกระทำ
โลกพิภพนี้ก็จะสลายลง
และพระศิวะ
พระผู้เริงรำแห่งเอกภพดูจะเป็นบุคลาธิษฐาน
แทนจักรวาลอันเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์ที่สุด
ด้วยการเริงรำของพระองค์
พระศิวะได้ทำให้ปรากฏการณ์อันหลากหลายในโลกดำเนินไป
พระองค์รวมเอาทุกสิ่งไว้ในจังหวะแห่งการร่ายรำของพระองค์
นับเป็นรูปเคารพซึ่งแสดงถึงเอกภาพอันเป็นพลวัตของจักรวาลได้งดงามยิ่ง
ศาสนาฮินดูได้ให้ภาพทั่วๆไป
ของเอกภพว่ามีลักษณะเป็นองค์รวมที่มีชีวิต
( organic )
ขยายตัวและเคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะ
ภาพของจักรวาลที่ทุกสิ่งเป็นของไหลและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
สิ่งซึ่งหยุดนิ่งทั้งมวลล้วนเป็น
มายา
อันเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
ความคิดเรื่องความไม่เที่ยงของทุกรูปลักษณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า
สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง
และความทุกข์ทั้งหลายในโลกนี้เกิดจากการพยายามยึดอยู่ในรูปลักษณ์อันตายตัว
ไม่ว่าจะเป็น วัตถุ บุคคล
หรือความคิด
แทนที่จะยอมรับการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของโลก
โลกทัศน์
ในเชิงพลวัตจึงเป็นรากฐานของพระพุทธศาสนาดังที่ปรากฏในคำกล่าวของราธะกฤษนันท์ว่า
ปรัชญาแห่งการเคลื่อนไหวอันน่ามหัศจรรย์นี้ถูกสร้างขึ้นโดยพระพุทธเจ้าเมื่อ
2,500
ปีมาแลัว
ด้วยความรู้สึกต่อความไม่คงตัวของวัตถุ
การกลับกายเปลี่ยนแปลงบางอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของสิ่งต่าง
ๆ
พระพุทธองค์ทรงให้กำเนิดแก่ปรัชญาการเปลี่ยนแปลง
พระองค์ทรงย่อยสลายสสารวัตถุ
วิญญาณ อณูสิ่งต่าง ๆ ลงเป็นแรง
การเคลื่อนไหว ลำดับ
และกระบวนการ
ทั้งสร้างแนวคิดเรื่องสัจจะในเชิงพลวัต
แผนภูมิแห่งการเปลี่ยนแปลงตามแบบลัทธิเต๋า
แสดงการลื่นไหลและการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์อันเป็นเนื้อหาของโลกกายภาพ:ศตวรรษที่สิบเอ็ด,
คัดลอกจากคัมภีร์เต๋าจัง
12.2 ผู้มาและไป
ชาวพุทธเรียกโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่รู้หยุดนี้ว่า
สังสารวัฏ ซึ่งมีความหมายว่า
การเคลื่อนไหวหมุนวนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
และชาวพุทธยังยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดในวังวนนี้ซึ่งมีค่าควรแก่การยึดถือ
ดังนั้นผู้รู้แจ้งของชาวพุทธก็คือผู้ที่ไม่ต่อต้านการเลื่อนไหลของชีวิต
หากทว่าทำตนให้คล้อยตามการเปลี่ยนแปลงนั้นเมื่อมีผู้ถามท่านอวิ่นเหมิน
(Yun-,men) พระภิกษุนิกาย ธยาน ว่า
อะไรคือเต๋า ท่านตอบว่า
เดินต่อไป
ชาวพุทธยังเรียกพุทธองค์ว่า
ตถาคต ซึ่งมีความหมายว่า
ผู้มาและไปแล้วเช่นนั้น
ในปรัชญาจีน
สัจธรรมแห่งการเลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงไม่รู้หยุดนี้เรียกกันว่า
เต๋า
และถือเป็นกระบวนการของเอกภาพซึ่งเกี่ยวโยงกับทุกสิ่ง
เช่นเดียวกับชาวพุทธ
ผู้นับถือเต๋ากล่าวว่า
บุคคลไม่ควรต้านการเลื่อนไหลเปลี่ยนแปลง
แต่ควรปรับเปลี่ยนการกระทำของตนให้สอดคล้องกับมันซึ่งนี่ก็คือคุณสมบัติของนักปราชญ์-ผู้รู้แจ้ง
หากว่าพระพุทธเจ้าคือ
ผู้มาและไปแล้วเช่นนั้น
นักปราชญ์เต๋าคือ ผู้ซึ่ง
เลื่อนไหลในกระแสของเต๋า
ตามคำของฮวยหนั่นจื๊อ
ยิ่งเราศึกษาคัมภีร์ของฮินดู
พุทธ และเต๋ามากขึ้นเท่าใด
เราก็ยิ่งประจักษ์ชัดเจนขึ้นว่าในทุกศาสนานั้นถือว่าโลกมีลักษณะแห่งการเคลื่อนไหว
เลื่อนไหลเปลี่ยนแปลง
นักปราชญ์ตะวันออกเห็นว่าจักรวาลเป็นข่ายใยอันไม่อาจแยกจากกันได้
และความเชื่อมโยงภายในข่ายในนั้น
มีลักษณะ เคลื่อนไหว เติบโต
และเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับ
วิชาฟิสิกส์สมัยใหม่ก็เห็นว่าจักรวาลเป็นข่ายใยแห่งสัมพันธ์ซึ่งมีลักษณะเคลื่อนไหวโดยเนื้อหา
พลวัตแห่งสสารวัตถุเกิดขึ้นในทฤษฎีควอนตัมโดยเป็นผลเนื่องมาจากคุณสมบัติความเป็นคลื่นของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม
และยิ่งมีความสัมพันธ์มากยิ่งขึ้นในทฤษฎีสัมพัทธภาพ
ซึ่งการรวมเป็นหนึ่งเดียวของอวกาศและเวลาได้แสดงนัยที่ว่า
การดำรงอยู่ของสสารวัตถุไม่อาจแยกได้จากกิจกรรมของมัน
ดังนั้นคุณสมบัติของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมนั้น
เราจะต้องศึกษาเข้าใจในแง่การเคลื่อนไหว
ในปฏิกิริยา
และการเปลี่ยนแปลงของมัน
ตามทฤษฎีควอนตัม
อนุภาคเป็นคลื่นด้วย
นี่แสดงนัยที่ว่ามันประพฤติตนในลักษณะที่ประหลาดอย่างยิ่ง
เมื่อใดที่อนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมถูกจำกัดอยู่ภายในขอบขนาดเล็ก
ๆ
มันจะมีปฎิกิริยาต่อการจำกัดขอบเขตนี้โดยการเคลื่อนที่ไปรอบ
ๆ
ยิ่งขอบเขตจำกัดนั้นมีขนาดเล็กลงมากเท่าใด
อนุภาคจะยิ่ง สั่น
เร็วขึ้นเท่านั้น
พฤติกรรมของอนุภาคในลักษณะนี้เป็น
ผลแห่งควอนตัม (Quantum Effect)
ซึ่งเป็นคุณลักษณะของโลกแห่งโลกอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม
โดยยังไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบให้เห็นในโลกของวัตถุที่มองเห็นได้
แนวโน้มของอนุภาคที่จะต่อต้านต่อการจำกัดขอบเขตของมันด้วยการเคลื่อนที่
แสดงให้เห็น
สภาพอันไม่หยุดนิ่ง
อันเป็นพื้นฐานของสสารวัตถุ
ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม
ในอาณาจักรแห่งอนุภาคทั้งหลายเหล่านี้
อนุภาคของวัตถุส่วนใหญ่ถูกดึงดูดไว้กับโครงสร้างของโมเลกุล
อะตอมและนิวเคลียส
ดังนั้นจึงไม่หยุดนิ่ง
แต่มีแนวโน้มภายในที่จะเคลื่อนที่ไป
นั่นคือมันมีสภาพที่ไม่อาจหยุดนิ่งโดยเนื้อหา
ดังนั้นตามทฤษฎีควอนตัมสสารวัตถุจึงไม่เคยสงบนิ่ง
แต่อยู่ในสภาพที่เคลื่อนไหวอยู่เสมอ
วิชาฟิสิกส์สมัยใหม่จึงมองภาพของสสารวัตถุมิใช่สิ่งซึ่งเฉื่อยชาไร้การกระทำแต่เป็นสิ่งที่มีการร่ายรำและเคลื่อนไหวสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง
โดยที่จังหวะการเคลื่อนที่ของมันถูกกำหนดโดยโครงสร้างของโมเลกุล
อะตอมและนิวเคลียส
และนี่ก็เป็นวิธีที่นักปราชญ์ตะวันออกมองโลกแห่งวัตถุ
โดยต่างเน้นให้เห็นว่าต้องเข้าใจจักรวาลในเชิงพลวัต
เนื่องจากมันเคลื่อนที่ สั่นไหว
และร่ายรำตลอดเวลาเน้นให้เห็นว่าธรรมชาติอยู่ในดุลยภาพอันเคลื่อนไหว
มิใช่หยุดนิ่ง
ในคัมภีร์ของเต๋ากล่าวไว้ว่า
ความสงบนิ่งในความสงบนิ่งมิใช่ความสงบนิ่งที่แม้จริง
แต่เมื่อมีความสงบนิ่งในท่ามกลางการเคลื่อนไหวเท่านั้น
ท่วงทำนองแห่งจิตวิญญาณจึงปรากฏ
ทั้งในสวรรค์และบนโลกพิภพ
12.3
การหมุนวนของดาราจักร
ในวิชาฟิสิกส์
เราตระหนักถึงลักษณะอันเคลื่อนไหวของจักรวาลไม่เพียงแต่ในมิติของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก
เช่น
อะตอมหรือนิวเคลียสเท่านั้น
แต่รวมถึงในมิติของสิ่งที่มีขนาดใหญ่
เช่นอาณาจักรแห่งดวงดาวและดาราจักร
(galaxies)
เราสังเกตเห็นว่าจักรวาลกำลังเคลื่อนที่
ทั้งนี้โดยอาศัยกล้องโทรทัศน์ซึ่งมีขนาดกำลังขยายมาก
กลุ่มเมฆของก๊าซไฮโดรเจนหมุนเคลื่อนไปในท้องฟ้าได้รวมตัวและหดตัวลงเป็นดวงดาว
ซึ่งก่อให้เกิดความร้อนขึ้นถึงจุดหนึ่ง
ทำให้มันลุกไหม้ขึ้นเป็นดวงไฟในท้องฟ้า
เมื่อถึงสภาวะนั้น
มันก็ยังคงหมุนไป
ดาวบางดวงได้สลัดเอาชิ้นส่วนของมันหลุดออกมาในอวกาศ
หมุนคว้างออกไป
และชิ้นส่วนเหล่านั้นได้รวมตัวเข้าเป็นดาวเคราะห์โคจรรอบ
ๆ ดาวดวงนั้น ในที่สุด
นับจากเวลาผ่านไปนับด้วยล้าน ๆ
ปี
เมื่อก๊าซไฮโดรเจนซึ่งเป็นเชื้อเพลิงนั้นส่วนใหญ่ถูกใช้หมดไป
ดวงดาวก็ขยายตัวออก
และแล้วก็หดตัวเข้าอีกครั้งหนึ่งด้วยอำนาจแรงโน้มถ่วง
การยุบตัวนี้อาจทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงสุดประมาณ
หรืออาจทำให้ดวงดาวนั้นกลายเป็นหลุมดำ
(Black Hole) ไป สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
ไม่ว่าจะเป็นการก่อตัวขึ้นเป็นดวงดาวจากกลุ่มก๊าซซึ่งลอยอยู่ระหว่างหมู่ดาว
การหดตัว
การขยายตัวของมันในเวลาต่อมา
และการยุบตัวในท้ายที่สุด
เป็นสิ่งที่เรามารถสังเกตเห็นได้ในอาณาบริเวณต่าง
ๆ ในท้องฟ้า
ดวงดาวซึ่งกำลังหมุนวน หดตัว
ขยาย หรือระเบิดนั้น
รวมกันเข้าเป็นกระจุกของดาวหรือดาราจักรในรูปร่างต่าง
ๆ กัน เช่น เป็นรูปจานแบน
รูปทรงกลม รูปทรงก้นหอย เป็นต้น
ทุก ๆ ดาราจักรก็ไม่หยุดนิ่ง
ทว่ากำลังหมุนไปรอบ ๆ
ทางช้างเผือก (The Milky Way)
อันเป็นดาราจักรของเรานั้นมีรูปลักษณะเป็นจานมีดวงดาวและก๊าซรวมกันอยู่อย่างหนาแน่น
หมุนไปในอวกาศเช่นเดียวกับกงล้ออันมหึมา
ทำให้ดวงดาว รวมทั้งดวงอาทิตย์
และดาวเคราะห์บริเวณของมันเคลื่อนตัวไปรอบ
ๆ แกนกลางของดาราจักร
จักรวาลประกอบขึ้นด้วยดาราจักรจำนวนมหาศาลที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วอวกาศที่เราอาจมองเห็นได้
ทุก ๆ
อันกำลังหมุนเช่นเดียวกับอาณาจักรของเรา
เมื่อเราศึกษาจักรวาลโดยส่วนรวมทั้งหมดซึ่งกอปรด้วยดาราจักรนับล้านๆ
อัน
เราได้บรรลุถึงสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของอวกาศและเวลา
และในระดับของเอกภาพนี้เช่นกัน
ที่เราค้นพบว่าจักรวาลนี้มิได้หยุดนิ่ง
มันกำลังขยายตัว
สิ่งนี้นับเป็นการค้นพบที่สำคัญในวิชาดาราศาสตร์สมัยใหม่
การวิเคราะห์แสงซึ่งมาจากดาราจักรที่อยู่ห่างไกลออกไปนั้นอย่างละเอียดลออทำให้เราทราบว่า
กระจุกดาราจักรทั้งหมดกำลังขยายตัวออกอย่างสัมพันธ์กัน
ความเร็วในการเคลื่อนตัวออกของดาราจักรหนึ่ง
ๆ
เป็นปฏิภาคโดยตรงกับระยะทางของดาราจักรนั้น
ๆ ยิ่งห่างออกไปเท่าไร
12.4 อวกาศไม่แบนแต่โค้ง
เพื่อที่จะให้เข้าใจการขยายตัวของจักรวาลได้ดีขึ้น
เราจะต้องระลึกถึงโครงร่างในการศึกษาเกี่ยวกับจักรวาลในระดับกว้างของไอน์สไตน์ตามทฤษฎีนี้อวกาศไม่ใช่สิ่งที่
แบน แต่ โค้ง
และความโค้งของมันขึ้นอยู่กับการกระจายตัวของสสารวัตถุตามทฤษฎีไอน์สไตน์
นับเป็นจุดเริ่มต้นของวิทยาสมัยใหม่
เมื่อเราพูดถึงการขยายตัวของจักรวาลในโครงร่างของทฤษฎีทั่วไป
เราหมายถึงการขยายตัวในมิติที่สูงกว่า
เช่นเดียวกับภาพอวกาศที่โค้งตัวเราจะเข้าใจภาพการขยายตัวของจักรวาลโดยอาศัยข้อเปรียบเทียบ
2 มิติ
ลองนึกถึงลูกโป่งที่มีจุดเล็ก ๆ
อยู่ทั่วผิวหน้าของมัน
และจุดเล็ก ๆ
เหล่านั้นแทนดาราจักรซึ่งกระจายอยู่ทั่วอวกาศ
เมื่อลูกโป่งถูกเป่าให้พองขึ้นระยะห่างระหว่างจุดเล็ก
ๆ แต่ละจุดให้เพิ่มขึ้น
ไม่ว่าคุณจะอยู่ดาราจักรใดดาราจักรอื่น
ๆ ก็จะเคลื่อนออกจากคุณ
คำถามเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของจักรวาลจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนทั้งหมดนี้เริ่มต้นมาได้อย่างไร
จากความสัมพันธ์ระยะทางระหว่างดาราจักรและความเร็วของมัน
ตามทฤษฎีของฮับเบิล (Hubbles Law)
เราก็จะคำนวณจุดเริ่มต้นของการขยายตัวได้
กับอีกนัยหนึ่งคือคำนวณอายุของจักรวาลได้
สมมติว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอัตราการขยายตัว
ซึ่งแน่นอนไม่มีทางเป็นไปได้
เราจะคำนวณอายุของจักรวาลได้ประมาณ
10,000 ล้านปี
ในปัจจุบันนักจักรวาลวิทยาส่วนใหญ่เชื่อกันว่าจักรวาลเริ่มต้นเมื่อ
10,000 ล้านปีที่แล้ว
โดยมวลสารทั้งหมดของมันระเบิดออกมาจากลูกไฟดวงแรกซึ่งมีขนาดเล็ก
การขยายตัวของจักรวาลที่ยังคงเป็นอยู่ในปัจจุบันแสดงถึงแรงระเบิดที่ยังหลงเหลืออยู่ตามแบบจำลอง
หากเราต้องการจะรู้ว่าก่อนขณะนั้นเรามีอะไรเกิดขึ้นเราจะต้องเผชิญกับความยุ่งยากอย่างฉกาจฉกรรจ์ในทางความคิดและภาษาอีกครั้งหนึ่ง
เซอร์เบอร์นาร์ด โลเวลส์
ได้กล่าวไว้ว่า
เราได้มาถึงอุปสรรคอันมหึมาของความคิดเนื่องจากเราเริ่มต่อสู้กับความคิดเรื่องเวลาและอวกาศก่อนที่จะมีอยู่
ในความหมายอย่างที่เราประสบในประจำวันของเรา
ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนกับว่าได้ขับรถเข้าไปในหมอกอันหนาทึบที่สุดซึ่งโลกทั้งโลกที่เคยคุ้นได้มลายไป
เกี่ยวกับอนาคตของจักรวาลซึ่งกำลังขยายตัวอยู่
ต่างกันออกไปแล้วแต่แบบจำลองของจักรวาล
บางแบบก็ทำนายว่าการขยายตัวจะช้าลงและในที่สุดจะหดตัวเข้า
ความคิดที่ว่าจักรวาลจะขยายตัวและหดตัวสลับกันไปในช่วงระยะเวลาที่ยาวนานมากในแต่ละจังหวะ
ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่ในจักรวาลวิทยาสมัยใหม่เท่านั้น
หากยังปรากฏในเทพปกรณัมของอินเดียแต่โบราณ
แนวหนึ่งคือความคิดเรื่องลีลา
(Lila) การแสดงแห่งสรวงสวรรค์
ซึ่งพรหมันได้จำแลงร่างเป็นโลกลีลาเป็นการแสดงหรือการละเล่นซึ่งประกอบด้วยจังหวะจะโคนแห่งการที่หนึ่งได้กลายเป็นหลากหลาย
และสิ่งหลากหลายได้กลับเป็นหนึ่งในคัมภีร์ภควัทคีตา
พระกฤษณะได้ตรัสถึงจังหวะแห่งการรังสรรค์นี้ว่า
เมื่อสิ้นยามราตรี
สรรพสิ่งกลับมาสู่ธรรมชาติข้า
และเมื่อเริ่มวันใหม่ข้านำมันออกมาสู่ความสว่าง
ด้วยธรรมชาติแห่งข้า ข้า
เป็นเหตุแห่งการรังสรรค์ทั้งมวล
และมันก็หมุนไปในวงเวียนแห่งเวลา
แต่ข้าไม่ผูกยึดอยู่กับงานสร้างสรรค์อันใหญ่หลวงนี้
ข้า เป็น และ
ข้าเฝ้าดูการดำเนินแห่งการงานนั้น
ท่านเหล่านั้นให้ภาพของจักรวาลซึ่งขยายตัวและหดตัวสลับกันไป
และเรียกระยะเวลาระหว่างการเริ่มต้นและสิ้นสุดของการรังสรรค์ครั้งหนึ่ง
ๆ
อันเป็นเวลายาวนานเกินกว่าที่จะจินตนาการ
จากขอบเขตที่กว้างไพศาลแห่งจักรวาล
ซึ่งการขยายตัว
ขอให้เราย้อนกลับมาสู่โลกของสิ่งที่เล็กอย่างไม่อาจประมาณได้
อาณาจักรของอะตอม
นิวเคลียสและส่วนประกอบของมันการสืบค้นอย่างจริงจัง
ได้ส่งผลเปลี่ยนแปลงทัศนของเราในเรื่องสสารวัตถุหลายประการ
เรากำลังเกี่ยวข้องกับมิติซึ่งเล็กกว่าอะตอมหลายแสนเท่าซึ่งในอนุภาคขนาดที่เล็กเช่นนี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมาก
จำเป็นต้องใช้โครงร่างซึ่งเกี่ยวข้องกับทฤษฎีควอนตัมและทฤษฎีสัมพัทธภาพและด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพนี้เองที่ทำให้เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทัศนะที่เกี่ยวกับสสารวัตถุของเราอีกครั้ง
12.5 มวลสารเป็นพลังงาน
ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดก็คือสมการของไอน์สไตน์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี
E=mc2
แสดงความสัมพันธ์ของพลังงานและมวลสารซึ่งเป็น2แนวคิดที่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะสัมพันธ์กันได้
พลังงานคือความสามารถในการทำงานเช่นเมื่อเราต้มน้ำให้เดือดเราต้องอาศัยพลังงานความร้อนที่อาจเปลี่ยนแปลงมาจากพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานเคมี
และความสำคัญขั้นพื้นฐานของมันอยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ว่าพลังทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในกระบานการหนึ่ง
นั้นจะต้องไม่สูญหายมันอาจจะเปลี่ยนรูปด้วยกลวิธีที่ซับซ้อนและยังไม่เคยมีสิ่งที่อยู่นอกกฎนี้ปรากฏขึ้น
ในปัจจุบันทฤษฎีสัมพัทธภาพได้บอกเราว่ามวลสารไม่ใช่อื่นใดนอกจากพลังงาน
ตัวอย่างเช่นพลังงานที่มีในอนุภาค
(E) ย่อมเท่ากับมวลสารของอนุภาค (m)
คูณด้วยความเร็วของแสงยกกำลังสอง
(c2)
แต่ทว่ามันอาจจะถูกเปลี่ยนไปเป็นรูปอื่น
ๆ ของพลังงาน
ลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่ออนุภาคชนกัน
พลังงานจลน์นี้จะแบ่งเฉลี่ยไปให้แก่อนุภาคตัวอื่นซึ่งเกี่ยวข้องกับการชนกันนี้
พลังงานจลน์ของมันอาจถูกใช้ไปในการสร้างมวลของอนุภาคตัวใหม่
การค้นพบระหว่างมวลสารเป็นพลังงานรูปหนึ่งได้ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนความคิดของเราในเรื่องอนุภาคไปในทางที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น
และดังนั้นอนุภาคจึงไม่ถูกถือว่าประกอบด้วย
ก้อน พื้นฐานใด ๆ
อย่างไรก็ตามเนื่องจากพลังงานเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมและกระบวนการดังนั้นมันจึงแสดงนัยที่ว่าธรรมชาติของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม
เราระลึกเสมอว่าจะต้องนึกถึงในแง่สัมพัทธ์กล่าวคือในกรอบโครงร่างของอวกาศและเวลาได้หลอมรวมเป็นสภาพต่อเนื่อง4มิติ
แต่จะมองเป็นวัตถุในสภาพ 4
มิติแห่กาลอวกาศ
อนุภาคซึ่งเล็กกว่าอะตอมเป็นแบบแผนอันเคลื่อนไหวมีทั้งในด้านอวกาศและเวลา
ในด้านอวกาศทำให้มันปรากฏเป็นวัตถุมีมวลสารที่แน่นอนอันหนึ่ง
แบบแผนอันเป็นพลวัตหรือ
กลุ่มพลังงาน
เหล่านี้ก่อรูปขึ้นเป็นโครงสร้างของนิวเคลียส
อะตอม
และโมเลกุลที่คงตัวตามลำดับ
จนถึงสสารวัตถุที่ดูแข็งแรงถาวร
จึงทำให้เราเชื่อว่ามันประกอบด้วยสสารขนาดเล็กอย่างใดอย่างหนึ่ง
โดยทั่วไปความคิดเช่นนี้ดูใช้ได้
แต่ในระดับของอะตอมแล้วมันใช้ไม่ได้อะตอมประกอบขึ้นจากอนุภาคก็จริงทว่าอนุภาคเหล่านี้
มิได้ประกอบด้วยก้อนสสารอันใดอันหนึ่ง
เราไม่เคยเห็นส่วนประกอบใด ๆ
ของมัน
แบบแผนแห่งการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาอย่างต่อเนื่องเป็นระบำแห่งพลังงานเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันไป
ทฤษฎีควอนตัมได้แสดงให้เราเห็นว่า
อนุภาคมิได้เป็นเมล็ดแห่งสสารแยกโดดเดี่ยวโดยลำพัง
ทว่าเป็นแบบแผนแห่งความอาจเป็นไปได้
เป็นความเชื่อมโยงสัมพันธ์ภายในข่ายใยแห่งเอกภพที่ไม่อาจแบ่งแยก
อาจจะกล่าวได้ว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพได้ทำให้แบบแผนดังกล่าวเหล่านี้มีชีวิตขึ้น
โดยแสดงให้เห็นถึงลักษณะการเคลื่อนไหว
การดำรงอยู่ของสสารวัตถุและกิจกรรมของมันไม่อาจแยกออกจากกันได้
มันเป็นเพียงคนละแง่มุมของความจริง
นักปราชญ์ตะวันออกในสภาวะแห่งสำนึกพิเศษได้หยั่งรู้สอดประสานสัมพันธ์ของกาละและเทศะ
โดยเฉพาะในพระพุทธศาสนาซึ่งปรากฏคำสอนที่สำคัญประการหนึ่งไว้ว่า
สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยงคำว่าสังขารนั้นชั้นต้นหมายถึง
เหตุการณ์
หรือสิ่งที่เกิดขึ้นและยังอาจหมายถึงการกระทำ
ความประพฤติในชั้นที่สองหมายถึงสิ่งที่คงอยู่นี้แสดงให้เห็นว่าชาวพุทธมองวัตถุในเชิงเคลื่อนไหวเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงอันไม่จบสิ้น
ชาวพุทธมองเห็นวัตถุทุกชนิดเป็นกระบวนการร่วมในการเปลี่ยนแปลงของจักรวาลและปฏิเสธความคงอยู่ของสสารใด
ๆ |