บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

นักคิด นักเขียน

จิตร ภูมิศักดิ์ 
กุหลาบ สายประดิษฐ์
อัศนี พลจันทร์
ปรีดี พนมยงค์
ป๋วย อึ้งภากรณ์

จิตร ภูมิศักดิ์

           จิตร    ภูมิศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่   25  กันยายน  พ.ศ.2473 เดิมชื่อ "สมจิตร"  เกิดที่ ตำบลประจันตคาม  อำเภอ ประจันตคาม  จังหวัดปราจีนบุรี   เป็นบุตรของนายศิริ   ภูมิศักดิ์ นายตรวจสรรพสามิต กับนางแสงเงิน  (ฉายาวงศ์)   ชื่อ "สมจิตร" เป็นชื่อที่ตั้งให้คล้องจองกับ "ภิรมย์"   พี่สาวคนเดียวของจิตร   แต่เนื่องจากในสมัยจอมพล ป.    พิบูลสงคราม ต้องการให้ชื่อสื่อลักษณะเพศ   "สมจิตร" จึงถูกเปลี่ยนเป็น "จิตร"

ในระหว่างปี พ.ศ.2479 - 2482 ด้วยเหตุที่บิดาทำงาน สรรพสามิตจำเป็นต้อง ย้ายที่ทำงานบ่อย   บิดาของจิตร ได้ย้าย ไปรับราชการที่จังหวัดกาญจนบุรี   จิตร   ภูมิศักดิ์ จึงได้เข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนประจำจังหวัด   ต่อมาในปี พ.ศ.2483 บิดาย้ายไปรับราชการ ที่จังหวัด สมุทรปราการ  ครอบครัวจิตรอยู่ที่นี่ได้ 7 เดือน บิดาก็ได้ รับคำสั่งย้ายอีก

          ระหว่างปี พ.ศ.2484 - 2489  บิดาได้ย้ายไปรับราชการ ที่จังหวัดพระตะบอง ซึ่งไทยได้คืน มาจากเขมร   จิตรได้ เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่พระตะบอง  ทำให้จิตร ได้มีโอกาสศึกษา  ภาษาฝรั่งเศส และเขมรจนเชี่ยวชาญ  โดยเฉพาะภาษาเขมร จิตร  แตกฉาน ทั้งภาษาพูด  ภาษา เขียนและศิลาจารึก     

          ต่อมานายศิริ บิดาของจิตรได้บันใจไปรักหญิงอื่น จนในที่สุดบิดาและมารดาได้ตัดสินใจแยกทางกัน    และเมื่อ ภายหลัง สงครามอินโดจีน ไทยต้องคืนพระตะบองให้เขมร   นางแสงเงินได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ทำการเช่าบ้านเปิด ร้านขายเสื้อผ้า  หาเงินส่งลูก 2 คนเรียนหนังสือที่กรุงเทพ    จิตรและพี่สาวได้ย้ายเข้ามาเรียนต่อ ที่กรุงเทพมหานคร โดยทั้งสองพี่น้องเข้าไป พักอาศัยอยู่ที่ย่านอุรุพงษ์  เพื่อที่จะเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 - 3   ที่โรงเรียน วัดเบญจมบพิตร เนื่องจากอยู่ใกล้บ้าน   แต่ว่าทางอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียน ไม่เต็มใจรับจิตรเข้าเรียนที่นั่น แม้ว่า   ทางรัฐบาลจะได้มีประกาศรับรองผู้อพยพ จากจังหวัดพระตะบอง   พิบูลสงคราม เมื่อประเทศไทย ได้คืนดินแดน เหล่านั้นให้เขมรนักเรียนทุกคนสามารถ เข้าเรียนต่อ ในโรงเรียนรัฐบาลใดๆ ก็ได้   โดยมีพี่สาวภิรมณ์   ภูมิศักดิ์   ลงชื่อเป็นผู้ปกครองเด็กชายจิตร ส่วนพี่สาวเข้าเรียน ต่อที่ โรงเรียนเตรียมอุดม   ในปีแรกนั้น แม่ของจิตรซึ่งอยู่ที่ลพบุรี จะลงมากรุงเทพฯหาจิตร ทุกเดือน   เพื่อมาซื้อผ้าไปขายและเอาเงินมาให้ลูกใช้   ซึ่งเงิน ของจิตร มักจะถูกนำไปใช้ ซื้อหนังสือ โดยยอมอดกับข้าว  ในระหว่างเรียนที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรนี้ จิตรมักจะ ถูกครูตราหน้าว่า เป็นเขมร ซ้ำแล้วซ้ำเล่า   แต่ก็มีแม่และพี่สาวคอยให้กำลังใจ และจิตรก็อดทนจนเรียนจบ

          วันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2493 จิตรสอบไล่ได้ เตรียมสอง (ม.ศ.5)  จากโรงเรียน เตรียมอุดมศึกษา ด้วยคะแนน 65%

    หลังจากนั้นจิตร สอบเข้าเรียนต่อที่ คณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปีการศึกษา พ.ศ.2493 ระหว่างศึกษาอยู่ที่ คณะอักษรศาสตร์  ช่วงหนึ่งจิตรได้ ไปคลุกคลีอยู่กับ ดร.วิลเลี่ยม   เจ.  เก็ดนี่ย์   ดุษฎีบัณฑิตทางอักษรศาสตร์  ฝ่ายภาษาโบราณ ตะวันออก  อดีตที่ปรึกษา ของหอสมุดแห่งชาติ   จิตร ซึ่งมีพื้นฐาน ในวิชา ภาษาไทย ดีอยู่แล้ว  จึงสามารถช่วยเหลือ ดร.วิลเลี่ยม  เจ.  เก็ดนี่ย์ ได้อย่างมากในการค้นคว้า และขณะเดียวกัน จิตรก็สามารถ ปรึกษาหารือ กับท่านศาสตราจารย์ ผู้นี้ได้  เช่น  การวิเคราะห์ คำบางคำ  เช่น คำว่า " กระลาโหม " เป็นต้น

         ขณะเรียนอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จิตรได้มีโอกาสเรียนวิชาภาษาไทยกับศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธนด้วย ซึ่งจิตรสอบได้คะแนนเต็ม 100 คะแนนแต่พระยาอนุมานราชธนหักคะแนนออกเสีย 3 คะแนนเพื่อไม่ให้เหลิง

 

          วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2496  จิตร   ภูมิศักดิ์ ได้รับตำแหน่งเป็นสาราณียกรของมหาวิทยาลัย มีหน้าที่จัดทำหนังสือ มหาวิทยาลัย  ฉบับ  23   ตุลาฯ   เพราะต้องการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่ซ้ำๆ ซากๆ เหมือนกันทุกปี     โดยแหวกกรอบเดิม เอาเนื้อหาในหนังสือที่ตัวเองทำไปรับใช้ประชาชน ด้านหนึ่งของหนังสือมหาวิทยาลัย ฉบับที่ 23  ตุลาฯ   จิตรได้ชี้ให้เห็น ถึงสภาพที่แท้จริงของประชาชน    ในอีกด้านหนึ่งจิตรก็ได้ชี้ให้เห็นค่านิยมอันไม่ถูกต้อง    ซึ่งผู้คนนับถือกันมานาน

หนังสือ "23 ตุลา" มีเนื้อหาที่เป็นข้อเขียนของจิตร  ภูมิศักดิ์ จำนวนอย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่ 
          เรื่องแรก คือ บทวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหาสังคมตามพุทธปรัชญาและวิจารณ์บุคคลที่หากินโดยใช้ศาสนา บังหน้า ในนาม "ผีตองเหลือง" เป็นการวิจารณ์การทำบุญแบบไม่จำเป็นและวิจารณ์พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของ พระบางประเภท  ตลอดจนวิจารณ์วิธีแก้ปัญหาแบบลัทธิปฏิรูปของพุทธศาสนา   
          เรื่องที่สองคือ "ขวัญเมือง" เป็นนิยายสั้นทางการเมือง สะท้อนภาพผู้หญิงที่มีคุณสมบัติสำคัญคือ ถือเอาภาระ หน้าที่ทางการเมืองและภาระหน้าที่ ทางประวัติศาสตร์ เป็นหน้าที่สูงสุดของชีวิต   
          เรื่องที่สามคือ กลอนชื่อ "เธอคือหญิงรับจ้างแท้ใช่แม่คน" เป็นการ วิจารณ์หญิงที่มีลูกขึ้นมา เพราะความนึก อยากสนุกทางเพศครั้งแล้วก็ชอบเอาลูกไปทิ้งโดยไม่รับผิดชอบ

          นอกจากนี้ ก็มีข้อเขียนของบุคคลอื่น ได้แก่ เรื่อง "แปรวิถี" ของศรีวิภา  ชูเอม เป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิดของนักปฏิวัติในฝรั่งเศส เช่น วอลแตร์  รุสโซ      ซึ่งจิตร   ภูมิศักดิ์ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้เข้มกว่า ต้นฉบับเดิม  
          มีบทแปลของวรรณี   นพวงศ์  เป็นการเปิดโปงการค้าฝิ่นและการกินโกง ในวงการรัฐบาลไทย  ซึ่งหนังสือพิมพ์ ภาษาต่างประเทศนำไปเขียน
          มีบทความของประวุฒิ ศรีมันตะ เรื่อง "ใครหมั่นใครอยู่ใครเกียจคร้านตายเสีย" เป็นการเขียนโต้กรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลที่ประณามประชาชนผู้ยากจนว่าเป็น "ผู้เกียจคล้าน"  ยกย่องพวกมั่งมี ศรีสุขว่าขยัน  ชื่อบทความมาจากโคลงสี่สุภาพ บทสุดท้ายของกรมประชาสัมพันธ์
          และมีข้อความชักชวนให้นิสิตน้อมรำลึกถึงกรรมกร  คนงานที่สร้างตึกจุฬาลงกรณ์ขึ้นมา ให้นึกถึงคุณของกรรมกร  คนงานและประชาชนผู้เสียภาษีบ้าง

          เมื่อหนังสือได้จัดพิมพ์เย็บเล่มเสร็จแล้ว  แต่ก่อนที่จะเข้าปก เจ้าหน้าที่ของโรงพิมพ์ "ไทยวัฒนาพาณิช" อันเป็นแหล่งรับพิมพ์หนังสือเล่มนี้  ได้แอบส่งหนังสือไปให้ทางตำรวจสันติบาลและทางมหาวิทยาลัย  จึงทำให้มีการสั่ง อายัดหนังสือเกิดขึ้น  

จากเนื้อหาที่ผิดแผกไปจากปีก่อนๆ  นี่เองทำให้เกิด เหตุการณ์สอบสวนจิตร  ขึ้นที่หอประชุมใหญ่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยและจิตรถูกกลุ่มนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์จับ "โยนบก "   ลงจากเวทีหอประชุม  ทำให้จิตรได้รับบาดเจ็บ ไปพักรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลเลิดสินเป็นเวลาหลายวัน
          
          ต่อมาทางการของมหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการ พิจารณาโทษของจิตร และทางคณะกรรมการได้มีมติให้ พักการเรียนเป็นเวลา 1 ปี  คือในปี พ.ศ.2497    ระหว่างที่ ถูกสั่งพักการเรียน  จิตร ได้งานสอนหนังสือ เป็นอาจารย์ สอนวิชาภาษาไทยที่โรงเรียนอินทรศึกษา  

แต่สอนได้ไม่นาน   เนื่องจากจิตรได้นำเอาแนวคิดใหม่ไปวิเคราะห์วรรณคดี ที่สอนพวกนักเรียน   ผลก็คือนักเรียนชอบ แต่เจ้าหน้าที่บริหารโรงเรียนไม่ไว้วางใจจึงจำต้องออกจากงาน    ต่อมาจึงได้งานใหม่    โดยไปทำหนังสือพิมพ์ที่ "หนังสือพิมพ์ไทยใหม"่ อยู่กับสุภา  ศิริมานนท์ ซึ่งเป็นบรรณาธิการ  และ ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เองเป็นเป็นประโยชน์ ต่อจิตรอย่างมากในการสร้างสรรค์ผลงานอันมีคุณค่า ต่อประชาชน และวงวิชาการของไทย   ผลงานในช่วงที่อยู่หนังสือ พิมพ์ไทยใหม่ ส่วนใหญ่จะเป็นงานวิจารณ์ เช่น   วิจารณ์วรรณศิลป์ วิจารณ์หนังสือ   วิจารณ์ภาพยนต์   โดยใช้นามปากกา "บุ๊คแมน" และ "มูฟวี่แมน" 

          ขณะพักการเรียนจิตรต้องย้ายที่อยู่อาศัยจากบ้าน ดร.เกดนีย์  ที่ซอยร่วมฤดี   ถนนสุขุมวิท เนื่องจากดร.เกดนีย์ ถูกส่งตัวกลับประเทศ   จิตรได้ย้ายไปอาศัยอยู่กับเพื่อนเก่าที่บริเวณสะพานเสาวนีย์   ตรงข้ามกรมทางหลวงแผ่นดิน   อันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ขององค์การ ส.ป.อ.ในเวลาต่อมา   ซึ่งเป็นย่านสลัมระยะหนึ่ง   และเมื่อพี่สาวของจิตร ซึ่งเรียนจบเภสัชฯ   ได้ทำงานที่จังหวัดปราจีนบุรี มีเงินอยู่บ้างจึงปลูกบ้านไม้สองชั้นขึ้นมาบริเวณสลัม   บ้านหลังดังกล่าว ต่อมาได้ถูกใช้ไปเป็นที่สนทนาทางการเมือง และการสร้างผลงานทางหนังสือเป็นจำนวนมาก

          พ.ศ.2498   จิตรกลับเข้าเรียนต่อในชั้นปีที่ 3 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในช่วงระยะนี้ จิตรได้เลิกอาชีพ หนังสือพิมพ์แบบทำประจำ   หันมาทำงานเป็นไกด์ พาชาวต่างประเทศท่องเที่ยว กับ "บางกอกทัวร์" มีที่ทำการอยู่ที่ มุมตรอกโรงแรมโอเรียลเต็ลและได้เดินทางไปกัมพูชาหลายครั้งเพื่อนำชาวต่างประเทศเข้าชมนครวัดนครธมซึ่งทำให้ จิตรมี ความเชี่ยวชาญ ทางโบราณคดีภาษาเขมรและการอ่านจารึกได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

          ในการกลับเข้ามาเรียนครั้งใหม่นี้ จิตร  ภูมิศักดิ์ ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนนิสิตที่มีแนวคิดก้าวหน้าจากคณะต่างๆ รวมทั้งจากคณะอักษรศาสตร์ด้วย ทำกิจกรรมที่เน้นหนักไปในการศึกษาต่อมานำไปสู่การปฏิบัติ    ในการศึกษาชั้นต้น ของกลุ่มกิจกรรมของจิตร ได้ศึกษา "วัตถุนิยมประวัติศาสตร์" ต่อมาได้มีการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม โดยมีอธิคม   กรองเกรดเพชรลงชื่อเป็นผู้แต่ง    เป็นเอกสารที่ปูพื้นทัศนะแบบวัตถุนิยมวิภาษและแบบวัตถุนิยมประวัติศาสตร์   มี การศึกษา "แนวทางมวลชน" ของเหมาเจ๋อตุง   โดยคำนึงถึงว่า ถ้าหากใช้แนวทางมวลชนไม่ดีแล้วก็อาจโดดเดี่ยว   อาจเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้   หรือแม้กระทั่งถูกตีจากพวกปฏิกิริยาได้  
          และได้มีการปรึกษางานของกลุ่ม   ทั้งงานในระดับคณะ   งานในระดับมหาวิทยาลัย และงานในระดับขบวนการ นิสิตนักศึกษา     ต่อมากลุ่มกิจกรรมของจิตร คนในกลุ่มได้มีตำแหน่งประธานแผนกปาฐกถาและโต้คารม   ได้ใช้แผนก จัดกิจกรรม รายการ "ศิลปินโซเวียต" โดยมีศิลปินจากรัสเซียมาแสดงเป็นครั้งแรก    จัดรายการ "บัวบานบนแผ่นดินแดง" โดยเชิญคณะศิลปินกลุ่มที่กลับจากเมืองจีนของ สุวัฒน์   วรดิลกมาแสดง   เชิญกมล   เกตุศิริ มาบรรยายเรื่อง "ดนตรีไทย"   เพื่อกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกชาตินิยม   หวงแหนวัฒนธรรมของชาติ   อันนำไปสู่การคัดค้านวัฒนธรรมอัน เน่าเฟะของจักรวรรดินิยม   และมีความพยายามผลักดันให้มีสภานิสิตและมีคณะผู้บริหารองค์กรนักศึกษามาจากการ เลือกตั้ง แต่ยังไม่เกิดผล

          แนวทางในการเคลื่อนไหวของกลุ่มกิจกรรมนิสิตของจิตร   ภูมิศักดิ์ ในระหว่างปี พ.ศ.2498 - 2500 นั้น คือ การกระตุ้นให้นักเรียน   นิสิตนักศึกษามีความรักชาติ   รักประชาธิปไตย ให้สนใจการเมือง  ให้เข้าใจว่า การเมือง เป็นปมเงื่อนในการแก้ปัญหาของประเทศ   การคัดค้านวัฒนธรรมอันต่ำทรามของจักรวรรดินิยมอเมริกา   พิทักษ์และ ส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ   คัดค้านความไม่เป็นประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัย   คัดค้านระบบอาวุโสลัทธิ นิยมคณะ  ลัทธินิยมมหาวิทยาลัย และลัทธิบ้ากีฬาฯ กระตุ้นให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆ มีความสามัคคีกัน ตระหนักถึงผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง   ตระหนักถึงภัยของจักรวรรดินิยม   และได้มีความพยายามให้มีองค์การ ร่วมกัน  ซึ่งได้แก่ "สหพันธ์นักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย"  

อ่านต่อ >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook