บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

นักคิด นักเขียน

จิตร ภูมิศักดิ์ 
กุหลาบ สายประดิษฐ์
อัศนี พลจันทร์
ปรีดี พนมยงค์
ป๋วย อึ้งภากรณ์

จิตร ภูมิศักดิ์

2

         ต่อมาในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500     จิตร ภูมิศักดิ์จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ปริญญาบัตรอักษรศาสตร์บัณฑิต       จากนั้นก็เข้าทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่วิทยาลัยครูเพชรบุรี วิทยาลงกรณ์  และขณะเดียวกัน ก็เป็นอาจารย์พิเศษวิชาภาษาอังกฤษที่คณะสถาปัตยกรรม          มหาวิทยาลัยศิลปกร   พร้อมทั้งเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท   ณ   สถาบันค้นคว้าเรื่องเด็กของยูเนสโก ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร   อาจารย์จิตร  ภูมิศักดิ์ สอนที่มหาวิทยาลัยศิลปากรสัปดาห์ละ   6 ชั่วโมง โดยได้ค่าสอนชั่วโมงละ 30 บาท จากแนวคิด ของจิตร ทำให้หนังสือรับน้องใหม่ของศิลปากร ปี 2500 ออกมาแหวกแนว เช่นเดียวกับหนังสือรับน้องใหม่ของจุฬาฯ    ปี 2496 เป็นหนังสือที่ปฏิวัติแนวคิดเรื่องศิลปะอย่างขุดรากถอนโคน   ชี้นำให้เห็นว่า "ศิลปต้องเกื้อเพื่อชีวิต"       มิใช่ "ศิลปเพื่อศิลป" อย่างเลื่อนลอย   งานเขียนเรื่อง "ศิลปเพื่อชีวิต" บางตอนของจิตร ซึ่งใช้นามปากกาว่า "  ทีปกร  " ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ หนังสือรับน้องฉบับนี้ จากนั้น สำนักพิมพ์ เทเวศน์จึงได้นำไปรวมพิมพ์เป็นเล่ม   "ศิลปะเพื่อชีวิตศิลปะ เพื่อประชาชน"   และในปีเดียวกันนี้    จิตรได้เขียนบทความชื่อ "บทบาททางวรรณคดีของพระมหามนตรี"        ผู้เขียน    ระเด่นลันได   มีเนื้อหาล้อเลียน วัฒนธรรมศักดินา   โดยเฉพาะวรรณกรรมของชนชั้นสูงในเรื่อง "อิเหนา"  "เพลงยาวบัตรสนเท่ห์"   สะท้อนการฉ้อราษฎร์ บังหลวง   เป็นต้น

  นามปากกา "ทีปกร" จิตร  ภูมิศักดิ์ เป็นคนคิดขึ้นเอง  ซึ่งจิตรให้คำแปลว่า "ผู้ถือดวงประทีป"  คำที่มีความหมาย อันรุ่งโรจน์โชติช่วงนี้   จิตรได้แรงบันดาลใจมาจากบทกวีภาษาฝรั่งเศสของ วิคเตอร์ ฮูโก ชื่อ "ความสว่างและความมืด" (Les  Rayons  et  les  Ombres, I , 1893)

"กวี  ภายใต้วันคืนอันอัปลักษณ์เช่นนี้
ย่อมจักแผ้วทางไว้เพื่อวันคืนอันดีกว่า
เขาคือบุรุษแห่งยุคสมัยของความใฝ่ฝัน
ตีนทั้งสองเหยียบยืนอยู่  ณ  ที่นี้
ตีนทั้งสองเพ่งมองไปเบื้องหน้าโน้น
เขานั่นเทียว  โดยไม่คำนึงถึงคำประณามและเยิรยอ
เปรียบเสมือนผู้ทำนายวิถีแห่งอนาคต
จักต้องกระทำสิ่งที่จะมาถึงให้แจ่มจ้า
เสมือนหนึ่งโคมไฟในมืออันอาจรองรับสรรพสิ่งของเขา
ซึ่งกวัดไกวจ้าอยู่เหนือศีรษะ ของมวลชนทุกกาลสมัย"

          ความคิดเรื่อง "ศิลปเพื่อชีวิต" ซึ่งถือว่าเป็นความคิดใหม่ในสมัยนั้น       ปรากฏว่า "เสฐียรโกเศศ" หรือ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธนก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ตรงกับที่ "ทีปกร" เสนอ และในหนังสือรับน้องฉบับ ดังกล่าว "เสฐียรโกเศศ" ได้แปลบทความเรื่อง "ศิลปคืออะไร?" ของตอลสตอยให้   พร้อมกับอาจารย์กุหลาบ  สายประดิษฐ์ ก็ได้มอบบทความเรื่อง "ความเป็นมาของประวัติศาสตร์" ซึ่งเขียนถึง "ผู้สร้างประวัติศาสตร์ไม่ใช่กษัตริย์ แต่เป็นประชาชนผู้ทุกข์ยาก"   หนังสือรับน้องศิลปากร พิมพ์ไว้ 1,000 เล่ม  หลังจากมีการแจกหนังสือดังกล่าว ได้ถูกบรรดานักศึกษาคณะจิตรกรรม ต่อต้านและนำไปทำลายเป็นจำนวนมาก  และเกิดการชกต่อยระหว่างผู้มีแนวคิด สองแนวทาง  ได้มีการประชุมชักฟอกโดยกรรมการนักศึกษา ว่า "ทีปกร" คือใคร และได้มีนักศึกษาชายคณะจิตรกรรม ชื่อว่ากำจร  สุนพงษ์ศรี  ออกมารับสมอ้างว่า ตนคือ "ทีปกร" เพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามไป

          ตอนเช้าตรู่ของวันที่   21  ตุลาคม   พ.ศ.2501 จิตรถูกจับกุมพร้อมกับ บุคคลอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก   ที่ต่อสู้เพื่อ ประชาชนในข้อหา "มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์" และ  "สมคบกันกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐทั้งภายใน และภายนอกราชอาณาจักร" อันเป็นผลมาจากการยึดอำนาจและการใช้นโยบายปราบปรามของจอมพลสฤษดิ์    ธนะรัชต์ จิตรถูกจับกุมคุมขังไว้ที่ กองกำกับการสันติบาล (บริเวณโรงพยาบาลตำรวจในปัจจุบัน) ในวันที่ถูกจับกุม ได้มีลูกศิษดิ์ของจิตรหลายคนไปเยี่ยม   เมื่อนักศึกษาถามถึงว่า "อาจารย์จิตรอยู่หรือป่าวคะ" ก็มีเสียงตอบจากผู้ที่ถูก คุมขังร่วมกับจิตร ตอบกลับออกมาว่า "ถ้าเขาไม่อยู่ที่นี่แล้วเขาจะอยู่ที่ไหนละจ๊ะหนู"   จิตรถูกคุมขังตามสถานที่ต่างๆ ประมาณสามแห่ง คือ กองปราบปทุมวัน   เรือนจำลาดยาวใหญ่   และเรือนจำลาดยาวเล็ก

  จอมพลสฤษดิ์   ธนรัชต์ ใช้วิธีเหวี่ยงแห กวดเอาคนที่ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์มาขังไว้หมด ในลักษณะที่ ว่าจับมาสิบคนเป็นคอมมิวนิสต์หนึ่งคนก็ถือว่าใช้ได้   ภายในคุกลาดยาวเมื่อต้นปี พ.ศ.2501 จึงมีคนหลายกลุ่มมารวม กันในคุกการเมือง
          กลุ่มแรก เป็นสมาชิกองค์กรจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) เช่น  เปลื้อง  วรรณศรี, อุดม  สีสุวรรณ , หนก  บุญโยดม และคนอื่นๆ
          กลุ่มที่สอง เป็นนักการเมืองแนวสังคมนิยม  เช่น  เทพ   โชตินุชิต , พรชัย  แสงชัจจ์ , เจริญ  สืบแสง และคนอื่นๆ
          กลุ่มที่สาม เป็นพวกนักเขียน-นักหนังสือพิมพ์   เช่น  อุทธรณ์    พลกุล , อิศรา  อมันตกุล , สนิท  เอกชัย , เชลง    กัทลีระดะพันธ์  และคนอื่นๆ
          กลุ่มที่สี่ เป็นนักศึกษาปัญญาชน  ที่มาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่น  จิตร   ภูมิศักดิ์ , ประวุฒิ   ศรีมันตะ, สุธี   คุปตารักษ์  จากมหาวิทยาลัยเกษตร เช่น  นิพนธ์  ชัยชาญ , บุญลาภ  เมธางกูร และนักศึกษาหนุ่มอีกหลายคน
          กลุ่มที่ห้า เป็นชาวนาจากบ้านนอก และชาวเขาจากดอยในภาคเหนือ เป็นพวกที่ไม่รู้เรื่องอะไร  ซึ่งถูกกล่าวหาว่า เป็นชาวนาที่อยู่ในสายจัดตั้งของ พคท.

          กลุ่มนักศึกษารวมกันในนาม "กลุ่มหนุ่ม" หรือ "กลุ่มเยาวชน"  โดยมีจิตร เป็นแกนหลักคนหนึ่งของกลุ่ม  ในคุกลาดยาว  องค์กรพรรคคอมมิวนิสต์ได้แยกออกเป็นสองปีก  ปีกขวาประกอบด้วยกรรมการกลางพรรคฯกับสมาชิก พรรคฯภาคใต้  ส่วนปีกซ้ายมีสมาชิกพรรคฯภาคอีสานร่วมมือกับกลุ่มหนุ่ม
          ปีซ้ายโจมตีฝ่ายตรงข้ามว่า เป็นพวกฝันกลางวัน หรือนักประนีประนอม "พวกฉวยโอกาสเอียงขวา" หรือ "พวก ลัทธิยอมจำนน"  ด้านปีกขวาก็โจมตีปีกซ้ายว่า เป็น "พวกโฉยโอกาสเอียงซ้าย" หรือ "พวกลัทธิสุ่มเสี่ยง"

          ในปี พ.ศ.2503  ชาวลาดยาวทั้งซ้ายและไม่ซ้ายได้รวมกัน ก่อตั้งรูปก่อร่างคณะกรรมการสามัคคีเพื่อช่วยเหลือ เพื่อนๆที่อยู่ร่วมกัน   มีการแบ่งงานออกเป็นแผนกการผลิต  แผนกการศึกษา  แผนกดนตรีและกีฬา  แผนกสวัสดิภาพผู้ ต้องขัง   โดยมีประธานคือเทพ  โชตินุชิต

            ต่อมาเมื่อวันที่    30  ธันวาคม   พ.ศ.2507   จิตร   ภูมิศักดิ์ได้รับการปล่อยตัว    เนื่องจากศาลกลาโหมยกฟ้อง    รวมเวลาที่จิตรถูกคุมขังโดยไม่มีความผิด   6 ปีเศษ   ระหว่างที่จิตรอยูในคุก   จิตรได้ทุ่มเวลาในการเขียน หนังสือ ผลงานเด่นๆ   ของจิตรที่เกิดขึ้นในคุก   อาทิเช่น   ผลงานแปลนวนิยายเรื่อง "แม่"   ของแมกซิมกอร์กี้ , โคทาน   นวนิยาย จากอินเดียของเปรมจันท์ (แปลไม่จบ)    และผลงานทางวิชาการที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ คือ  "ความเป็นมาของคำสยาม   ไทย  ลาวและขอม และลักษณะทางสังคม ของชื่อชนชาติ"  

          เดือน>ตุลาคม  พ.ศ.2508   จิตร    ภูมิศักดิ์ ได้เดินทางสู่ชนบทภาคอีสาน   เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับ พรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย ( พคท.) ในนาม "  สหายปรีชา "   และในเดือนพฤศิจกายน พ.ศ.2508 สายปรีชา ได้เดินทางไปที่ บ้านดงสวรรค์   ชายป่าดงพันนาโดยมีไสว นักรบแห่งบ้านเปือยไปรอรับ   มุ่งสู่ที่มั่นกลางดงพระเจ้า ในฐานะ "คนผ่านทาง" ซึ่งจะได้รับการส่งตัวไปปฏิบัติงานในจีนตามคำขอของสหายไฟ (อัศนี  พลจันทร) ต่อ พคท.   แต่จิตรขอ เรียนรู้การปฏิวัติในชนบทไทยเสียก่อนระยะหนึ่ง   

          สหายปรีชาใช้ชีวิตอยู่ที่ดงพระเจ้าได้ไม่นาน   กองทหารป่าก็ถูกกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ากวาดล้าง   นับเป็นครั้ง แรกที่มีการแตกเสียงปืนในดงพระเจ้า

 วันเสียงปืนแตก

          วันที่  7  สิงหาคม  พ.ศ.2508  มีการปะทะกันระหว่างตำรวจกับทหารป่าเป็นครั้งแรก ที่บ้านนาบัว  อำเภอนาแก  จังหวัดนครพนม  พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันเริ่มต้นของสงครามประชาชน ในที่ประชุมกรมการเมืองขยายวงที่ดงพระเจ้าเมื่อเดือนกันยายน  พ.ศ.2508 ก็มีมติรับรองและอนุมัติให้ตอบโต้ฝ่าย รัฐบาลด้วยกำลังอาวุธได้   กองกำลังทหารป่าที่ยังไม่มีชื่อหน่วยมาก่อนก็ได้มีชื่อขึ้นมาบ้างแล้วว่า " พลพรรคประชาชน ไทยต่อต้านอเมริกา"  เรียกย่อๆว่า "พล.ปตอ."  ธง  แจ่มศรี(ลุงธรรม) ได้มอบหมายให้จิตร  ภูมิศักดิ์แต่งเพลง มาร์ชประจำพลพรรค ด้วย 

          สหายปรีชาและพวกได้ถอยทัพจากเหล่าขี้เหล็ก   ตัดผ่านป่าไปทางบ้านส่งดาว หยุดพักพลที่บ้านบ่อแกน้อย ซึ่งมี นายพลจำปา หรือ พ่อจำปา เป็นแกนนำ   และขบวนถอยทับได้ข้ามภูผาเหล็กไปยังภูผาดง   ผ่านภูผาลมไปที่ภูผาหัก ซึ่ง ใกล้ๆกันนั้นมีหมู่บ้านผาหัก (หรือบ้านผาสุก)   และด้านข้างของหมู่บ้านเป็นภูเขาที่ชื่อว่า "ภูผาตั้ง"   ซึ่งภูผาแห่งนี้กลาย เป็นที่ตั้งแห่งใหม่ของทับใหญ่    สหายปรีชาได้ปฏิบัติงานมวลชนที่นี่ โดยมีสหายสวรรค์เป็น "ทหารพิทักษ์"   คอยติดตาม และเป็นเพื่อนร่วมงาน    ที่ภูผาลมสหายปรีชาได้แต่งเพลง "ภูพานปฏิวัติ" ขึ้นกลายเป็นเพลงต่อต้านอันโดดเด่นของ ขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย  

          วันที่ 4   พฤษภาคม  2509   สหายปรีชาและพลพรรคอีก 5 คนข้ามทางสายวาริชภูมิ-ตาดภูวง   มาทำงาน มวลชนที่บ้านหนองแปน   และบ้านคำบ่อ   ในวันรุ่งขึ้นได้ถูกล้อมปราบจากฝ่ายรัฐบาล   สายปรีชา  สหายสวรรค์และ สหายวาริช ได้หลบหนีไปทางเทือกเขาภูอ่างศอ   แต่ได้หลงทางไปถึงบ้านหนองกุงในเวลาเย็น   ด้วยความหิว  

สหายปรีชาได้เข้าไปขอข้าวในหมู่บ้านหนองกุ่ง ที่บ้านของ นางคำดี   อำพล แต่นางคำดีได้แอบให้คนไปแจ้งแก่ กำนันคำพล  อำพน (กำนันแหลม)   เมื่อจิตรได้รับห่อข้าวก็ เดินทางออกมา ที่ชายป่าท้ายหมู่บ้านเพื่อนำห่อข้าวมาให้ กับสองสหาย  แต่ถูก กำนันแหลมและกลุ่มทหาร อส.ตามมาทัน ที่นาจารย์รวย และสหายปรีชาได้ ถูกล้อมยิงเสียชีวิต

วันที่ 5   พฤษภาคม   พ.ศ.2509  จิตร    ภูมิศักดิ์ ถูกล้อมยิงเสียชีวิตลงที่ชายป่าบ้านหนองกุง   ตำบลคำบ่อ  อำเภอวาริชภูมิ  จังหวัดสกลนคร

     แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมานานหลายสิบปี  นับแต่การจากไป ของจิตร   ภูมิศักดิ์แต่  ณ  วันนี้ชื่อของจิตร  ภูมิศักดิ์ ก็ยังคงอยู่   ผลงานและประวัติของเขายังมีผู้กล่าวขานถึงทุกวันนี้ มีคนเกิดจาก เขามากมาย
เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ.2544 คณะผู้จัดทำได้มีโอกาสไป ร่วมงานสืบสานภูมิปัญญา ปกป้องพันธุ์กรรมพื้นเมืองที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ในเวลาค่ำก็ได้ชมการแสงดนตรีของ พี่น้องนักศึกษาชาวเขาจากศูนย์การศึกษาทางเลือกม่อนสอยดาว ขับกล่อมเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา  และการกล่าวขานถึงจิตร  ภูมิศักดิ์อย่างน่าประทับใจมาก

<< ย้อนกลับ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook