| หน้าบ้านจอมยุทธ >> ห้องสมุด >>ประวัติศาสตร์ไทย-บุคคลสำคัญ >> นักคิด นักเขียน >>อัศนี พลจันทร์ |
|
อัศนี พลจันทร
อัศนี พลจันทร
เกิดเมื่อวันที่ 15
กันยายน 2461 ที่บ้านท่าเสา
ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง
จังหวัดราชบุรี
บิดาคือพระมนูญกิจวิมลอรรถ (
เจียร พลจันทร )
มารดาคือนางสอิ้ง พลจันทร
ซึ่งหากสืบเชื้อสาย
บิดาขึ้นไปจนถึงสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี
จะพบว่าต้นตระกูลคือ พระยาพย
เดิมชื่อนายจันทร์ เคยรับกับ
พม่าจนได้ชัยชนะ
และได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รั้งเมืองกาญจนบุรี
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ซึ่งเป็นต้นตระกูลพลจันทร , พลกุล
, วงศาไพโรจน
ในปี พ.ศ.2464
ได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนประจำจังหวัดราชบุรี
การเดินทาง
ไปเรียนในโรงเรียนประจำจังหวัด
มีรถม้าส่วนตัวและพี่เลี้ยงคอยรับส่งด้วย ความสนใจในศิลปวรรณคดีเริ่มต้นจริงจังในช่วงที่ศึกษาอยู่ที่ธรรมศาสตร์ ปี พ.ศ.2480 ขณะอายุเพียง 19 ปี ได้เขียนบทความโต้ทัศนของ ส.ธรรมยศ เกี่ยวแก่เรื่อง " นิราศลำน้ำน้อย " ( ของพระยาตรัง ) ในชื่อ " นางสาว อัศนี " นามปากกา " นายผี " ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ.2484 ในนิตยสารรายสัปดาห์ เอกชน ( ก่อตั้งโดยจำกัด พลางกูร และสด กูรมะโรหิต โดยมีจำนง สิงหเสนีเป็นบรรณาธิการ ) มีงานเขียนบทความใช้นาม "นายผี" ในคอลัมน์กวี
นิตยสารรายสัปดาห์เอกชน
ฉบับแรกออกจำหน่ายเมื่อวันที่
11 มกราคม 2484 เพียงช่วง 2-3
เดือน นาม " นายผี "
ก็เป็นที่พูดถึงกันอย่างแพร่หลาย
แม้ว่าจะเป็นเนื้อหา
ทางความคิดซึ่งยังคงสะท้อนสังคมในแง่มุมกว้างๆ
กับบทกวี
ด่าว่าเสียดสีผู้หญิงที่แต่งตัวไม่เหมาะสม
และการโต้ตอบกับกวีฉันทิชย์
กระแสสินธุ์และหลวงบุญยมานพพาณิชย์
(นายสาง)
เกี่ยวกับทัศนในวงการกวีเมืองไทย
วิบากกรรมในเส้นทางข้าราชการของอัศนี
พลจันทรเริ่มต้นขึ้นเมื่อเกิดคดีหนึ่งที่คนในกรมอัยการ
ไม่มีใครกล้าฟ้อง
เพราะจำเลยเป็นน้องชายของผู้เรืองอำนาจ
ในทางการเมือง
ที่สุดภาระถูกส่งทอดมาถึงอัศนี
คดีนี้ฝ่ายโจทย์ชนะเหนือความคาดหมาย
เป็นผลให้อัศนีโดนคำสั่งย้ายไปอยู่จังหวัดแม่ฮ่องสอน
อันถือเป็นไซบีเรียของเมืองไทย
การต้องรับภาระอัยการ
ทำให้อัศนีแทบไม่มีบทกวีในนามนายผีออกมาอีก
ส่วนหนึ่งก็ด้วยเขาใช้เวลา
ไปถึงครึ่งปี ในการแปล ภควัทคีตา
จากภาษาสันสกฤต (
ต่อมาลงพิมพ์ในอักษรสาส์น นับแต่ฉบับเดือนตุลาคม
2493 )
ขณะที่ในเดือนกุมภาพันธุ์
พ.ศ.2487 นายผีได้เริ่มบทกวี ใน นิกรวันอาทิจ
(สะกดตามแบบภาษาวิบัติในสมัยนั้น)
ด้วยบทความที่ชื่อ " ทำไมนายผีจึงหายตัวได้ "
โดยแจ้งให้ผู้อ่านทราบว่าเหตุที่นายผี
หยุดเขียนไประยะหนึ่ง
ก็เพราะเกิดมีนักกลอน " ขนัดถนน
"
คนที่เป็นกวีที่แท้จริงจึงจำต้องหลบไปเสีย
และออกบทกวีใน นิกรวันอาทิจ
มุ่งวิพากษ์วิจารณ์นโยบายสร้างชาติของท่านผู้นำในน้ำเสียงหยามหยัน
จึงเป็นที่เพ่งเล็งของเจ้าพนักงานการพิมพ์
และโดนคำสั่งห้ามตีพิมพ์อีกในเดือนสิงหาคมของปีนั้นเอง
ในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม
2489 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลปรีดี
พนมยงค์
กำลังประสบภาวะวิกฤต
ทางการเมืองเนื่องจากกรณ๊สวรรคต
คอลัมน์ " วรรณมาลา "
ต้องประสบปัญหาอย่างหนัก
จากเจ้าพนักงานตรวจข่าว
มากยิ่งขึ้น
จนกระทั่งพลเรือตรีถวัลย์
ธรรมรงค์ จัดตั้งรัฐบาลใหม่
ภาวะดังกล่าวเริ่มผ่อนคลายลง
นายผีกลับ มาเขียน
บทกวีวิพากษ์วิจารณ์สังคมและนโยบายของรัฐด้วยท่วงทำนองที่ค่อนข้างรุนแรงและก้าวร้าว
แสดงให้เห็นถึง
ความเป็นนักอนาธิปไตยที่ไม่พอใจสังคมเก่า
แต่ยังขาดเป้าหมายทางการเมืองที่แจ่มชัด ระหว่างปี พ.ศ.2492-2495 ถือเป็นช่วงรุ่งโรจน์ของนายผี เขาใช้เวลาส่วนหนึ่งเข้าไปช่วยทำนิตยสาร อักษรสาส์นรายเดือน ที่สุภา ศิริมานนท์ อดีต บก.นิกรวันอาทิจ เปิดขึ้น เพื่อเป็นเวทีแสดงทัศนะในด้านศิลปวรรณคดีและการเมือง ทั้งนี้ นายผีก็ยังคงเขียนให้กับสยามนิกรและสยามสมัย ควบคู่กันไปด้วย บทกวีและเรื่องสั้นของนายผี ช่วงนี้ได้ขยายขอบเขตเนื้อหาจากการวิพากษ์วิจารณ์ การเมืองและรัฐบาลในแนวคิดเกี่ยวกับ ความแตกต่างระหว่างชนชั้น การกดขี่ขูดรีด และความอยุติธรรมในสังคม อับอีกส่วนหนึ่งคือการวิพากษ์วิจารณ์สตรีเพื่อกระตุ้นให้เกิดตระหนักถึงบทบาทและคุณค่าที่แท้จริงของตัวเอง เสนอแนวความคิด เกี่ยวแก่ความรักในรูปแบบใหม่ คือความรักระหว่างชนชั้น และความรัก ในมวลชน นอกจากนี้ ยังมีบทกวีแสดงแนวคิด ปลุกเร้าประชาชนผู้ยากไร้ และชนชั้นกรรมชีพ ให้ตระหนักถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของตน มีหลายบทที่โดดเด่น อาทิ " สันติภาพก่อนเพื่อ " " ความร้อน " " กำลังอยู่ที่ไหน " " ทารุณกรรมกลางที่ราบสูง " โดยเฉพาะบทกวีที่ชื่อ " อีศาน " ซึ่งลงพิมพ์ในสยามสมัย เดือนเมษายน พ.ศ.2495 นับเป็นบทที่สือเลื่อง ในหมู่คนรุ่นหลัง กระทั่งกลายเป็นตัวแทนของนายผีไปแล้ว ยิ่งเฉพาะท่อนท้ายสุด ...
ในฟ้าบ่อมีน้ำ
ในดินซ้ำมีแต่ทราย ลุถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2495 รัฐบาลจอมพล ป. ได้จับกุมนักเขียน,นักหนังสือพิมพ์และนักการเมือง จำนวนมากในเหตุการณ์ที่เรียกว่า "กบฎสันติภาพ" นายผีเองได้ถูกตำรวจไปคอยดักจับที่บ้าน จึงต้องร่อนเร่หลบซ่อน อยู่นอกบ้าน กระทั่งเย็นวันหนึ่งเขาแอบเข้าไปเก็บเสื้อผ้าเอาลูกเล็กสองคนมากอด สั่งภรรยา ให้ซื้อผ้าห่มกันหนาว ให้ลูก แล้วก็หายตัวไปนับแต่บัดนั้น ทั้งยังยื่นหนังสือลาป่วยติดต่อกันสามเดือนไปยังหน่วยงานสังกัด แต่ไม่ทันครบระยะก็ยื่นหนังสือลาออกในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2495
ในห้วงเวลาที่นายผีหลบซ่อนนี้
นายผีก็ยังวนเวียนอยู่ในกรุงเทพมหานคร
ทั้งยังสร้างผลงานวรรณกรรม
ขึ้นมาสองเรื่อง คือ บทกวียาว
" ความเปลี่ยนแปลง "
และเรื่องยาวคำฉันท์ "
เราชนะแล้วแม่จ๋า "
และขณะเดียวกัน
นายผีก็ได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอันเพิ่งก่อตั้งขึ้น
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2485
จึงนับเป็น
สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยยุคแรกๆ ในปี พ.ศ.2504 ชื่ออัศนี พลจันทรปรากฏอีกครั้งในฐานะ " สหายไฟ " โดยได้รับเลือกเป็น หนึ่งในยี่สิบคน ของ คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ.2505 ผู้บริหารพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ระดับสูงในนาม รวมวงศ์ พันธุ์ถูกจับกุมตัวและถูกคำสั่งประหารชีวิต โดยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้ศูนย์การนำต้องโยกย้ายออกจากกรุงเทพมหานคร สหายไฟและสหายลม(ภรรยา) ถูกส่งไปกรุงฮานอย ก่อนเดินทางเข้าสู่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนานของ ประเทศจีนในเวลาต่อมา
ชื่อเสียงของนายผีหอมกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง
หลังเหตุการณ์ 14
ตุลาคม 2516
เมื่อนักศึกษาหัวก้าวหน้ากลุ่มต่างๆนำผลงาน
ทั้งบทกวี เรื่องสั้น
เรื่องแปลและ บทวิจารณ์วรรณกรรม
มารวมเล่ม ออกจำหน่าย
ทำให้ผลงานของนายผีเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย
และขยายขอบเขตรับรู้ออกไปกว้างขวาง
ปี พ.ศ.2518
ประเทศลาวได้เปลี่ยนแปลงการปกครองโดยขบวนการคอมมิวนิสต์สายโซเวียต
อันใช้กำลังหลัก
จากพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม
พรรคคอมมิวนิสต์
แห่งประเทศไทยต้องตัดสินใจ
ว่าจะใช้ทฤษฏี " โดมิโน "
สายโซเวียต
ที่ยึดแนวคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย
การใช้กองกำลังต่างชาติเข้าสนับสนุน
หรือจะยึดตามอย่าง สายจีน
ที่เน้นใช้วิธีเปลี่ยนแปลงความคิดประชาชาติ
ปลุกเร้าอุดมการณ์รอจนกว่า
จะเกิดความสุขงอมทางความคิด
ในประชาชาตินั้นๆเอง ปี พ.ศ.2526 หลังวันครบรอบวันเกิดนายผีไม่นาน ได้เกิดศึกภูเมี่ยงขึ้นในเขตน่านเหนือ ด้วยความเสียหายอย่างหนัก ทำให้นายผีต้องเดินทาง ข้ามลำน้ำโขงไปเจรจาขอซื้อข้าวกับกรรมการกลางเขตหงสาของลาว ขณะนั้นเกิดการแตกพ่ายของฐานที่มั่นเขต 4 ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จังหวัดน่าน ในยุทธการล้อมปราบ ของรัฐบาล นับตั้งแต่การแตกหนี เข้าสู่ฝั่งลาวในครั้งนั้น นายผีและพลพรรคสหายที่หนีเข้าสู่ลาว ถูกปลดอาวุธและจำกัดบริเวณ ขณะที่ป้าลม (วิมล พลจันทร - ภรรยา) ติดตามขบวนใหญ่ซึ่งเคลื่ออนลงเขตน่านใต้ เป็นจุดเริ่มต้นของความพลัดพรากตลอดกาล! และป้าลม จึงได้คืนกลับสู่ นาครในเวลาต่อมา นับแต่ปี พ.ศ.2526
ซึ่งพลัดพรากจากกัน
นายผีอยู่ฐานที่มั่นฝั่งลาว
มีบรรดาเยาวกวี
ปัญญาชนหนุ่มสาว
ต่างแวะเวียนมาปรับทุกข์
ในความขัดแย้ง
สถานการณ์ปฏิวัติ
นายผีผู้เฒ่าจะตรวจงานเขียน
พร้อมคำวิจารณ์และให้กำลังใจ
ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่
ภายในพรรคคอมมิวนิสต์เริ่มส่อเค้าความขัดแย้งทางความคิด
ระอุด้วยบรรยากาศอันเกิดแต่การแย่งชิงการชี้นำ
ความคิดทางการเมือง
บรรยากาศ เช่นนั้นเอง
ที่สร้างความเบื่อหน่ายให้แก่เหล่าปัญญาชนปฏิวัติ
กระทั่งแปรมาเป็นการ
ตั้งคำถาม
และตรวจสอบเป้าหมาย
จนตัดสินใจคืนสู่นาครในที่สุด กระทั่งเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2530 นายผีได้เสียชีวิตลงที่แขวงอุดมไชย ประเทศลาว อีกหลายปี ต่อมาป้าลมได้ข่าวเป็นที่แน่ชัดว่านายผีได้เสียชีวิตแล้วจริง ป้าลมปรารถนานำกระดูกนายผีกลับมา ประกอบพิธี ศาสนาแต่ก็เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ด้วยฐานะตำแหน่งนายผีในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนั้น มีความสำคัญ อีกทั้ง กระบวนทัศนะถูกจัดนับอยู่ฝ่ายโต้แย้ง ผนวกกับการเมือง ของภูมิภาคอินโดจีน อันซับซ้อน ถึงแม้ว่านายผี จะละร่างไปแล้ว ทว่าเพียงกระดูกที่เหลืออยู่ ก็เปรียบเสมือนพลังอันยังบรรจุเต็ม ด้วยศักยภาพมากพอที่จะส่งผล กระทบหรือเกิดปัจจัย เคลื่อนไหวบางอย่าง สิบปีต่อมาหลังจากการเสียชีวิตของนายผี คือในปี พ.ศ.2540 ป้าลมร่วมกับกลุ่มมิตรสหายซึ่งศรัทธาในตัวนายผี เช่น กลุ่มเครือข่ายเดือนตุลาฯ , กลุ่มศิลปินเพลงเพื่อชีวิต , กลุ่มนักเขียน ได้ติดต่อนำกระดูกนายผีกลับบ้าน ด้วยการติดต่อผ่านสถานทูตและประสานกับสมาคมมิตรภาพไทย-ลาว ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 ป้าลม พร้อมด้วย สุรชัย จันทิมาธรและแสวง รัตนมงคลมาศ ข้ามฝั่งลำน้ำโขง เข้าสู่เวียงจันทน์ จึงได้พบกับภาพถ่าย สุดท้ายของนายผี เป็นภาพชายชราในลักษณะ อ่อนโรยด้วยอายุ และเชื้อไข้ ผมสีดอกอ้อเพิ่มมากกว่าที่เคยเห็น ทว่านัยน์ตานั้น ยังเปล่งประกายบริสุทธิ์เยี่ยงเดียวกับคืนวันเก่าก่อน
หลังพิธีสวดบังสกุล ,
ได้นำกระดูกซึ่งอาบน้ำยาไว้
เกือบสมบูรณ์ทุกชิ้นส่วน
ออกจากกระเป๋ามาจัดวางบนผ้าขาว
ทำพิธีรดน้ำศพ
ต่อเมื่อบรรจุกระดูกลงในโลงไม้
ป้าลมดึงผ้าแพรสีแดงเลือดนกฝืนใหญ่ออกมา
ประดับด้วยดาว
เหลืองดวงใหญ่ห่มคลุมร่าง "
ลุงไฟ "
อีกชั่วโมงถัดมา
โลงสีขาวถูกยกขึ้นรถคัดเดิม
ขบวนต้อนรับ นายผีคืนถิ่น
แผ่นดินแม่ละจากฝั่งโขง
มุ่งหน้าสู่นครราชสีมา
โดยมีรถนำขบวน
จากกองปราบปรามพิเศษ คอยอำนวน
ความสะดวก
นับเป็นประจักษ์พยานยืนยัน
ถึงห้วงเวลาอัน สงบสันติ
แม้ครั้งหนึ่งเขาจะยืนอยู่คนละฝ่ายกับรัฐบาลไทย
ถึงขั้นจับอาวุธขึ้นต่อสู้
แต่เมื่อกลับถึบงวันเวลาที่เขากลับมา
เขาได้รับทั้งเกียรติและการคารวะ หลังพิธีเผาในวันที่ 11 มกราคม 2541 อัศนี พลจันทร ได้นอนอย่างสงบภายในอนุสรณ์สถานซึ่งสลัก คำว่า " เดือนเพ็ญ " ไว้บนพื้นหินอ่อน กลางไร่อ้อย ของคู่ชีวิต ณ จังหวัดกำแพงเพชร สงบลงในความเชื่อมั่นที่ว่า เพ็ญนั้นคงยังเด่นดวง ตราบใดที่สังคมยังเหลื่อมล้ำ และมีคนลุกขึ้นต่อกรกับความไม่เป็นธรรม... |