| ภูมิปัญญากีฬาไทย กีฬาไทยจัดเป็นศิลปวัฒนธรรมไทยแขนงหนึ่งที่มีเอกลักษณ์ มีความงดงามและทรงคุณค่า ซึ่งบรรพบุรุษได้ค้นคิด สืบสาน ถ่ายทอดและพัฒนามาจนถึงทุกวันนี้ การเล่นกีฬานอกนจากจะช่วยให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ สร้างความแข็งแรงและห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บแล้ว กีฬาหลายประเภทยังช่วยให้ผู้เล่นได้ฝึกฝนสมาธิ มีความคิดสร้างสรรค์ มีไหวพริบปฎิภาน รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สามารถหลบหลีกคู่ต่อสู้ได้ กีฬาบางชนิดใช้ผู้เล่นเป็นหมู่คณะ ทำให้ผู้เล่นรู้จักมีความรักความสามัคคี ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตลอดจนเป็นคนมีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ และรู้อภัย กีฬาไทยที่บรรพชนไทยค้นคิด และถ่ายทอดมาสู่ลูกหลาน บางชนิดกลายเป็นตำนานและความทรงจำ และบางชนิดยังคงมีการเล่นกันอยู่ แม้ว่าจะถูกปรับเปลี่ยนไปให้ทันยุคสมัยก็ตาม แต่ด้วยความสำนึกของความเป็นไทย เราควรร่วมกันสนับสนุนและร่วมส่งเสริม ภูมิปัญญากีฬาไทย ให้อนุชนรุ่นหลังได้รู้จักและร่วมกันอนุรักษ์ต่อไป |
|
ผู้เล่นทั้ง 2
ฝ่ายนั่งคนละด้านของกระดาน
คว่ำตัวสกา 2 ตัวไว้ที่มุมขวาสุด
เรียกว่าเกิดหรือเจ้าเมือง
ตัวสกาที่เหลือใส่ไว้ในหูช้าง
ผู้เล่นทั้ง 2
ฝ่ายผลัดกันทอดบาสก์ทั้ง 2 ลูก
แล้วนับแต้มลูกบาสก์ 2 ลูกรวมกัน
ใครได้แต้มสูงกว่ามีสิทธิ์เริ่มทอดเดินก่อน
เรียกว่า"ฉ่าง"
เริ่มเดินด้วยการทอดลูกบาศก์โดยใช้กระบอกทอดเทลงที่เติ่งหรือโก่งโค้งลูกบาสก์จะลงไปตั้งที่กระดานสกา
จากนั้นจึงเดินสกาตามแต้มหน้าลูกบาศก์ที่ทอดได้
ถ้าฝ่ายใดลงตัวสกายังไม่หมดทุกตัว
แล้วทำการ "เกิด"
จะถือว่ายังไม่ได้เกิด
และถูกปรับแพ้
เรียกว่า"แพ้ปอด"
ในกระดานนั้น อุปกรณ์สกา กระดาน ตัวสกา ลูกบาศก์ กระบอกทอด โก่งโค้ง |
|
การเล่นหมากรุกจะมีผู้เล่น
2 ฝ่าย
เวลาเล่นจะต้องหันหน้าเข้าหากัน
วางกระดานหมากรุกไว้ตรงกลาง
กระดานมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม
ตีตารางเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส
64 ช่อง แต่ละด้านมี 8 ช่อง
แต่ละช่องเรียกว่าตา
แต่ละฝ่ายตั้งตัวหมากในช่องแรกบนกระดานตรงด้านหน้าของตัวเอง
เรียงจากซ้ายไปขวา ตาละ 1 ตัว
เริ่มจาก เรือ ม้า โคน เม็ด ขุน โคน
ม้า เรือ จากนั้นเว้นขึ้นไป 1 แถว
เอาเบี้ยวางลงในแถวที่ 3
โดยเรียงตาละ 1 ตัว จนครบ 8 ตา
เมื่อตั้งหมากเรียบร้อยก็เริ่มเล่นได้
โดยมีการเสี่ยง
ผู้ชนะการเสี่ยงจะเป็นผู้เริ่มเดินก่อน
แล้วผลัดกันเดินสลับกันไป
หมากของแต่ละฝ่ายมี 16 ตัว
แบ่งเป็น 6 พวก
มีลักษณะและจำนวนดังนี้ เบี้ย รูปกลมแป้นเล็กๆ มี 8 ตัว เรือ รูปกลมแป้นเหมือนกัน แต่ใหญ่กว่าเบี้ย มี 2 ตัว ม้า รูปหัวม้า มี 2 ตัว โคน รูปกลมสูง มี 2 ตัว เม็ด รูปคล้ายโคน แต่เล็กกว่าและเตี้ยกว่า มี 1 ตัว ขุน รูปทรงสูง ขนาดใหญ่ที่สุด มี 1 ตัว |
|
กระดานหมากฮอสเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสเรียบ แบ่งแต่ละด้านออกเป็น 8 ช่องเท่าๆกัน จะได้ตารางย่อย 64 ช่อง กำหนดเป็นช่องสีเข้ม 32 ช่อง และช่องสีอ่อน 32 ช่องสลับกัน ผู้เล่น 2 ฝ่ายจะมีหมากฝ่ายละ 8 ตัว และมีสีต่างกัน เช่น ขาว และดำ เวลาตั้งกระดานให้วางตัวหมากอยู่บน 2 แถวแรกใกล้ตัวผู้เล่นแต่ละฝ่าย แถวละ 4 ตัว โดยวางฉพาะบนตาสีเดียวกัน ตัวหมากที่ใช้เดินบนกระดาน เมื่อเริ่มเล่นเรียกว่า"เบี้ย" จะเดินได้ครั้งละ 1 ตาโดยเฉียงไปข้างหน้าครั้งละ 1 ตา สลับกันเดินเพื่อบุกไปกินตัวหมากของฝ่ายตรงข้าม แล้วเดินไปจนสุดกระดานของฝ่ายตรงข้ามเพื่อเข้าฮอส ฮอลจะได้รับสิทธิ์พิเศษในการเดินกี่ตาก็ได้ในแนวเฉียง ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ฝ่ายใดที่สามารถกินหมากคู่ต่อสู้จนหมดกระดาน หรือไม่สามารถเดินหมากในกระดานได้เป็นฝ่ายชนะ |
|
ว่าวที่ใช้แข่งขันคือว่าวจุฬา ที่มีขนาดดอกตั้งแต่ 80 นิ้วขึ้นไป บางตัวยาวถึง 2 เมตร ส่วนว่าวปักเป้าจะมีขนาดเพียง 34.5 นิ้ว ถือว่าว่าวจุฬาได้เปรียบว่าวปักเป้าทั้งขนาดรูปร่างและอาวุธ จึงมีกติกาว่าต้องต่อให้ว่าวปักเป้า 2 ต่อ 1 เวลาแข่งขันว่าวจุฬาจะอยู่เหนือลม มีเส้นกั้นเขตระหว่าง 2 ฝ่าย และห้ามผู้เล่นของแต่ละฝ่ายล้ำแดนกัน ขณะแข่งขันมีการไขว่คว้าโฉบเฉี่ยวกัน ต่อเมื่อสายป่านตัดกันกับคู่ต่อสู้จนขาดและตกลงพื้นดิน กลับขึ้นท้องฟ้าอีกไม่ได้ หรือตกในเขตของคู่ต่อสู้ก็นับว่าแพ้ด้วยเช่นกัน |
| || อ่านต่อ >>> |