ประวัติความเป็นมาของ
แอลกอฮอล์
นักมานุษยวิทยายังไม่พบหลักฐานที่แสดงให้เรารู้แน่ชัดว่ามนุษย์เริ่มรู้จักดื่มแอลกอฮอล็ตั้งแต่เมื่อใด
แต่นักวิทยาศาสตร์นั้นได้รู้ว่าธรรมชาติรู้จักสร้างเครื่องดื่มประเภทนี้มานานนับล้านปีแล้ว
เพราะเวลาเชื้อมัก
(yeast)
ที่อาศัยอยู่ในผลไม้เริ่มย่อยอาหารมันจะเปลี่ยนน้ำตาลที่มีในผลไม้ให้เป็นอาหารของมัน
แล้วปลดปล่อยของเสีย เช่น คาร์บอนไดออกไซด์และ
ethyl alcohol
หรือ
ethanol
ออกมาเมื่อ
ethanol
มีความเข้มข้นมากขึ้นๆ
ถึง 16%
ยีสต์ก็จะตาย
ethanol
ที่มีก็จะทำให้ของเหลวเป็นแอลกอฮอล์
มนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์อาจรู้จักดื่มแอลกอฮอล์โดยบังเอิญได้ดื่มน้ำผึ้งที่ถูกปล่อยทิ้งในอากาศนานๆ
และพบวิธีทำแอลกอฮอล์โดยใช้วิธีหมักผลไม้เป็นเวลานานๆ
ก็สามารถมีแอลกอฮอล์ไว้ดื่มกินได้ทันที
และเมื่อได้ประจักษ์ว่าแอลกอฮอล์เป็นเครื่องดื่มที่กระตุ้นเร้าจิตใจได้ดี
เทคโนโลยีการทำแอลกอฮอล์จึงได้ถูกถ่ายทอดสืบต่อๆ กันมา

ในวารสาร
Scientific American
ฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ.2543
B.L. Vallee
แห่ง
Harvard Medical School
ได้รายงานประวัติความเป็นมาของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มนุษย์เริ่มรู้จักในฐานะเครื่องดื่มที่สามารถรักษาสุขภาพ
แต่ในเวลาต่อมาก็ได้ตระหนักว่า
มันสามารถทำให้ผู้ดื่มเสียบุคลิก
และฐานะทางสังคมรวมทั้งอาจสูญเสียชีวิตด้วย
Vallee
ได้กล่าวว่าในอดีตเมื่อหลายพันปีก่อนนี้
แอลกอฮอล์เป็นเครื่องดื่มที่มีความสำคัญต่อมนุษย์มากจนอาจเปรียบวารีแห่งชีวิตก็ยังได้
ในความเข้าใจของคนทั่วไป
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้แก่ เบียร์และเหล้าองุ่น
ซึ่งการที่มนุษย์จะเริ่มรู้จักทำเบียร์ได้นั้น
มนุษย์ต้องรู้จักปลูกข้าวก่อน
เพราะปัจจัยในการทำเบียร์คือข้าว
และประวัติศาสตร์ก็ได้ จารึกว่าบนสองฟากฝั่งของแม่น้ำ
Nile
ในอียิปต์และ
Tygist
กับ
Euphrates
ในอิรักมีการทำนาข้าวสาลีและข้าวบาเลย์มากมาย
ซึ่งนักประวัติศาสตร์ก็ได้พบหลักฐานที่แสดงว่าชาวอียิปต์และชาวบาบิลอนได้รู้จักดื่มเบียร์ที่ทำจากข้าวสาลีและข้าวบาเลย์
เมื่อประมาณ
5,000
ปีมาแล้ว
ส่วนเหล้าองุ่นนั้นก็เป็นแอลกอฮอล์อีกประเภทหนึ่งที่เกิดจากการที่มนุษย์รู้จักทำเกษตรกรรม
และนักประวัติศาสตร์ก็ได้พบว่า
ชาว
Armenia
เป็นชนชาติแรกที่รู้จักปลูกองุ่น
เมื่อประมาณ
8,000
ปีก่อนนี้เช่นกัน
เมื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเกษตรกรรมได้ทำให้มนุษย์ในสมัยโบราณมีอาหารเกินความต้องการ
มนุษย์จึงต้องขวนขวายหาวิธีเก็บรักษาเมล็ดข้าวและพืชผักที่เหลือจากการบริโภค
และเมื่อปริมาณอาหารมีมากขึ้น
ผู้คนก็ได้อพยพมาอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มมากขึ้น
ปัญหาสังคมก็เริ่มเกิดเพราะระบบสาธารณสุขในสังคม
เมื่อ
2,000
ปีก่อนนี้ด้อยคุณภาพเช่น
ไม่มีน้ำบริสุทธิ์ที่จะบริโภคและเมื่อผู้คนในหมู่บ้านทิ้งขว้างขยะหรือของเสียอย่างไม่เลือกที่
น้ำในหมู่บ้านจึงมีสารปนเปื้อนเจืออยู่
การบริโภคน้ำที่ไม่สะอาดทำให้อหิวาต์ระบาด
ซึ่งมีผลทำให้ผู้คนล้มตายมากมาย
เราทุกวันนี้
คงไม่รู้ว่าในอดีตที่นมนานมากนั้น
การไม่มีน้ำบริสุทธิ์จะดื่มกิน
ทำให้การเดินทางรอนแรมไกลๆ
เป็นไปไม่ได้
และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้
Columbus
ประสบความสำเร็จ
ในการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
เพราะเขาได้บรรทุกเหล้าองุ่นปริมาณมากมายไปเป็นเสบียงในการเดินทาง
ดังนั้น
เมื่อไม่มีน้ำสะอาดจะดื่มกิน ผู้คนจึงต้องหันไปดื่ม
ethyl
แอลกอฮอล์แทน
เพราะการมีคุณสมบัติกรดเล็กน้อยของแอลกอฮอล์ได้ฆ่าเชื้อโรคในมันจนหมดสิ้น
การดื่มแอลกอฮอล์จึงปลอดภัยและเมื่อผู้ดื่มได้พบว่า
แอลกอฮอล์ทำให้ผู้ดื่มกระชุ่มกระชวย
แอลกอฮอล์จึงเปรียบเสมือนวารีทิพย์สำหรับคนทุกคนในสมัยโบราณ
และเป็นที่นิยมกันทั่วไป
ซึ่งนักประวัติศาสตร์ได้เห็นหลักฐานความนิยมนี้จากแผ่นดินเหนียวที่ถูกแกะสลักเป็นตัวอักษร
แสดงสูตรการทำเบียร์ของชาว
Babylon
ส่วนชาวตะวันออก
ไม่มีวัฒนธรรมการดื่มเช่นนี้
ตลอดระยะเวลา
2,000
ปีที่ผ่านมา คนตะวันออกรู้จักดื่มแต่ชา
ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เจือปน การไม่รู้จักดื่มมาแต่ในอดีต
ทำให้ร่างกายคนตะวันออกราว
50 %
ขาดเอ็นไซม์ที่จะใช้ในการย่อยแอลกอฮอล์
ดังนั้น คนเหล่านี้เวลาดื่มแอลกอฮอล์เข้าร่างกาย
เขาจะไม่รู้สึกรื่นรมย์แต่อย่างใด
เพราะเหตุว่าเครื่องดื่มที่ชาวตะวันตกนิยมดื่มมีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์น้อย
และมีกรด
acetic
มาก
อีกทั้งกลิ่นของเครื่องดื่มก็ชวนอาเจียน
ดังนั้น
นักดื่มยุคโบราณจึงได้พยายามพัฒนาเครื่องดื่มเหล่านี้ในด้านรสและใช้ดื่มเฉพาะในยามกระหายมากกว่าที่จะดื่มให้เมา
และเมื่อได้พบว่าทุกครั้งที่ดื่มแอลกอฮอล์
เขาก็ไม่ตาย
(ซึ่งถ้าดื่มน้ำแล้วจะตาย)
และในแอลกอฮอล์มีวิตามินและเกลือแร่ด้วย
แอลกอฮอล์จึงสามารถใช้แทนอาหารได้บ้างในเวลาเกิดทุพภิกขภัยในท้องที่ที่ตนอาศัยอยู่
นอกจากเหตุผลเหล่านี้แล้ว
คนโบราณยังดื่มแอลกอฮอล์เอทำให้จิตใจกระชุ่มกระชวย
ทำให้อาการเหนื่อยล้าลดลง หรือเวลาไม่มียารักษาโรค
เขาก็จะดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดความรู้สึกเจ็บปวด
ซึ่งชาว
Sumerian
ผู้เคยมีชีวิตอยู่เมื่อ
4,100
ปีก่อนนี้ในแถบเอเซียกลางก็ได้เคยบันทึกว่ามีการใช้แอลกอฮอล์เป็นยารักษาโรคทั่วไป
และแม้กระทั่งบิดาของวิทยาการแพทย์ชื่อ
Hippocrates
ก็ได้เคยใช้เหล้าองุ่นเป็นยารักษาโรคเรื้อรังต่างๆ และโรงเรียนแพทย์ที่นคร
Alexandria
ก็มีการใช้แอลกอฮอล์เป็นยาเช่นกัน
และแม้แต่ในคัมภีร์ไบเบิลก็ได้กล่าวบรรยายอภินิหารของพระเยซูว่า
ได้ทรงแปลงน้ำธรรมดาเป็นเหล้าองุ่นให้ประชาชนดื่มกิน
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเหล้าองุ่นดีกว่าน้ำ
(ที่ไม่สะอาดในยุคนั้น)
ถึงแม้ความเชื่อในสรรพคุณของเหล้าองุ่นว่ามีคุณค่าทางยาสามารถทำให้ผู้ป่วยไม่เจ็บปวด
ทำให้จิตใจสงบดับความกระวนกระวายใจ
ทำให้ผิวของผู้ดื่มดี
รักษาโรคศีรษะล้าน
ฆ่าไรและเหาทำให้คนมีความจำดีจะมีมากสักเพียงใดก็ตาม
แต่ก็มีคนหลายคนในยุคนั้นที่ตระหนักถึงในการดื่มมาก
ถ้าคนดื่มเป็นโรคพิษแอลกอฮอล์เรื้อรัง
แต่เมื่อไม่มีเครื่องดื่มอื่นใดที่ปลอดภัยจะดื่ม
ผู้คนในยุคกลางจึงยังคงนิยมดื่มเบียร์และเหล้าองุ่นต่อไป
ไม่ว่าศาสนาและการเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงมากมายสักปานใดก็ตาม
ทัศนคติของคนยุโรปต่อเบียร์และเหล้าองุ่นก็ไม่เปลี่ยนแปลง
แต่แล้วความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็ได้ทำให้สัมพันธภาพระหว่างมนุษย์กับแอลกอฮอล์เปลี่ยนแปลง
เพราะได้มีการพบวิธีทำให้แอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มมีความเข้มข้นสูงขึ้น เพราะตลอดเวลา
9,000
ปี
หลังจากที่มนุษย์รู้จักทำเบียร์แลเหล้าองุ่นแล้ว
มนุษย์ก็ได้พบว่าเครื่องดื่มทั้งสองชนิดนี้ต่างก็มีปริมาณแอลกอฮอล์ในตัวน้อย
คือไม่เกิน
16%
เพราะเมื่อ
yeast
ตาย
แอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มก็หยุดเพิ่ม
ดังนั้น
เมื่อชาวอาหรับรู้จักประดิษฐ์วิธีกลั่นในราวปี พ.ศ.1240
เทคโนโลยีนี้สามารถทำให้เครื่องดื่มมีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์สูงกว่า
16%
ได้
ประเพณีและวัฒนธรรมการบริโภคแอลกอฮอล์ของพลโลกก็เริ่มเปลี่ยน
เทคนิคนี้อาศัยหลักความจริงที่ว่า แอลกอฮอล์ตามปกติมีจุดเดือดที่อุณหภูมิ
78
องศาเซลเซียส
ในขณะที่น้ำจะเดือดที่อุณหภูมิ
100
องศาเซลเซียส ดังนั้น
การต้มน้ำผสมกับแอลกอฮอล์จะทำให้ไอน้ำมีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์สูงและการกลั่นไอน้ำเป็นหยดน้ำในเวลาต่อมา
จะทำให้เราได้ของเหลวที่มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์สูงยิ่งกว่าเมื่อตอนเริ่มต้นของเหลวผสม
เทคโนโลยีการทำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ความเข้มข้นสูงนี้ได้แพร่สู่อิตาลีในราวปี พ.ศ.1600
และโลกก็ได้เริ่มมีปัญหาการมีคนติดแอลกอฮอล์ตั้งแต่นั้นมา
ในหนังสือชื่อ
Liber de arte distillandi
ที่
Hieronymus Brunschwig
แต่ง
ได้อธิบายเทคนิคการกลั่นแอลกอฮอล์อย่างละเอียด ทำให้หนังสือเล่มนี้ขายดิบขายดี
เพราะผู้คนได้พากันใช้เทคนิคนี้
Brunschwig
เสนอแนะในการต้มกลั่นแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคเอง
เมื่อยุโรปถูกกาฬโรคคุกคามในราวพุทธศตวรรษที่
19
ทำให้ผู้คนล้มตายถึง
60%
ถึงแม้ว่าแอลกอฮอล์จะช่วยรักษาใครไม่ได้
แต่มันก็ได้ทำให้คนป่วยรู้สึกมีพละกำลัง
ซึ่งเมื่อแพทย์ในสมัยนั้นได้เห็นผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดน้อยลง
และมีอารมณ์แจ่มใสขึ้นแพทย์ก็รู้สึกศรัทธาในแอลกอฮอล์
การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังจากที่ถูกกาฬโรคคุกคามในครั้งนั้น
ได้ทำให้คนยุโรปมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น
และเมื่อผู้คนผ่านความยากลำบากอย่างเอาชีวิตแทบไม่รอดมาได้
ลัทธิการแสวงหาความสุขและการอวดร่ำรวยโดยการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาบริโภคอย่างมากมายก็เริ่มแพร่หลาย
และถึงแม้จะมีผู้คนเมามายเพราะดื่มแอลกอฮอล์มากสักปานใด
ชาติต่างๆ ก็ยังไม่มีกฎหมายห้ามดื่ม
จนถึงสมัยพุทธศตวรรษที่
22
เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์อันได้แก่
กาแฟ ชา
ช็อกโกแลต
เริ่มแพร่หลายผู้คนจึงไม่ดื่มแอลกอฮอล์มากเหมือนในอดีตและเมื่อได้รับรู้ในเวลาต่อมาว่าในน้ำที่ไม่บริสุทธิ์นั้นมีเชื้อโรค
การต้มน้ำ
การกลั่นน้ำ จะทำให้เรามีน้ำบริสุทธิ์ที่สามารถจะดื่มได้อย่างปลอดภัย
ผู้คนในยุโรปจึงมีตัวเลือกไม่ดื่มแอลกอฮอล์แต่เพียงอย่างเดียว และแล้วในปี พ.ศ.
2356
นั่นเอง
T. Trotter
แห่ง
Edinburgh College of Medicine
ในอังกฤษ
ได้รายงานว่า แอลกอฮอล์ความเข้มข้นสูงสามารถฆ่าคนได้ เพราะมันจะทำให้ตับแข็ง
ผู้คนจึงได้พยายามเลิกดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่นั้นมาแล้วหันไปดื่มเครื่องดื่มชนิดอื่นแทน
ทุกวันนี้งานการค้นคว้าหาวิธีรักษาโรคแอลกอฮอล์เรื้อรังได้เป็นงานวิจัยที่มีความสำคัญมากงานหนึ่ง
เฉพาะในอเมริกามีคนเสียชีวิตด้วยพิษแอลกอฮอล์ปีละ
100,000
คน
ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นอุบัติเหตุการตายที่มากเป็นอันดับสามรองจากบุหรี่และการบริโภคอาหารที่ไม่สะอาด
สถิติยังชี้บอกว่าทุกปีเด็กทารก
12,000
คน ที่เกิดจากมารดาที่ดื่มแอลกอฮอล์จัด
จะมีปัญหาสุขภาพและปัญหาด้านสติปัญญา
ก็ในเมื่อแพทย์ยังไม่มีวัคซีนและยาที่รักษาโรคพิษแอลกอฮอล์เรื้อรัง
การไม่บริโภคมันเลยตั้งแต่ต้นคือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด
และสำหรับคนที่ติดแอลกอฮอล์งอมแงมขณะนี้
กำลังใจ
ความรู้สึกด้านสรีรวิทยาของคนคนนั้น
และธรรมชาติของแอลกอฮอล์ที่ติด
เป็นปัจจัยสำคัญที่แพทย์ต้องใช้ในการรักษา
|