บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

ความฝัน

พระบรมโพธิสัตว์ทำนายพระสุบิน

1. พระสุบินนิมิตข้อที่หนึ่งนั้น ทรงพยากรณ์ว่า พระองค์จะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณอย่างแน่นอน

2. พระสุบินนิมิตข้อที่สองนั้น ทรงพยากรณ์ว่า พระองค์จะได้ตรัสรู้อริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 ประการ แล้วประกาศให้ปรากฏแจ่มแจ้งในสันดานแห่งเทวดาและมนุษย์ ตลอดจนอินทร์ พรหมทั้งปวง

3. พระสุบินนิมิตข้อที่สามนั้น ทรงพยากรณ์ว่า คฤหัสถ์ผู้นุ่งขาวห่มขาวเป็นจำนวนมาก ได้ถึงตถาคตเป็นสรณะตลอดชีวิต

4. พระสุบินนิมิตข้อที่สี่นั้น ทรงพยากรณ์ว่า วรรณะทั้ง 4 เหล่าคือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกบวชในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งนิมิตอันยอดเยี่ยม

5. พระสุบินนิมิตข้อที่ห้านั้น ทรงพยากรณ์ว่า ตถาคตได้จตุปัจจัยลาภ มีจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัชบริวาร แต่มิได้ลุ่มหลง ไม่หมกมุ่น ไม่พัวพัน มีปรกติเห็นโทษ มีปัญญาเปลื้องตนออก

ครั้นรุ่งสว่างแล้ว พระบรมโพธิสัตว์ทรงทำการปฏิบัติในสรีรกิจแล้ว เมื่อกำลังรอภิกขาจารได้เสด็จมาประทับยังควงไม้แต่เช้าตรู่ ยังควงไม้ทั่วบริเวณนั้นให้สว่างไสวด้วยรัศมีของพระองค์

นางปุณณทาสีมาเห็นพระบรมโพธิสัตว์ นางก็เกิดความคิดว่า วันนี้เทวดาของพวกเราเห็นจะลงมาจากต้นไม้คอยรับพลีกรรมด้วยมือของตนเอง จึงได้รีบนำความนั้นแจ้งแก่นางสุชาดา

นางสุชาดาได้ยินเช่นนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก รีบจัดแจง ถาดทองใส่ข้าวมธุปายาสจนเต็ม แล้วปิดด้วยถาดทองห่อด้วยผ้าขาว ทูนถาดไว้เหนือศีรษะเดินทางไปยังควงไม้ไทรใหญ่นั้น ครั้นได้เห็นพระบรมโพธิสัตว์ ก็บังเกิดความโสมนัสเป็นกำลัง ย่อกายเข้าคารวะด้วยคิดว่าเป็นรุกขเทวดา นางลดถาดทองลงจากศีรษะเปิดถาดแล้วถือถาดน้ำที่อบด้วยของหอมอย่างดี ด้วยคณโฑทอง น้อมเข้าไปถวายพระบรมโพธิสัตว์

นางสุชาดาวางถาดทองที่รองข้าวปายาสลงที่พระหัตถ์ของพระโพธิสัตว์ พระบรมโพธิสัตว์มองดูนางสุชาดา นางกำหนดอาการนั้นไหว้แล้วกล่าวว่า ท่านเจ้าขา ขอท่านจงรับข้าวปายาส พร้อมกับถาดที่ดิฉันนำมาเพื่อท่านแล้วตามชอบใจเถิด แล้วกล่าวอีกว่า ความสำเร็จของดิฉันสำเร็จลงแล้วอย่างไร ขอจงสำเร็จแก่ท่านเหมือนฉะนั้นเถิด

ในเวลาต่อจากนั้นมา พระบรมโพธิสัตว์ก็หันพระปฤษฎางค์ทางต้นโพธิ์ ผินพระพักตร์มาทางด้านทิศบูรพา ตั้งพระทัยมั่นคงทรงอธิษฐานความเพียรว่า

กามํ ตโจ นหารู จ            อฏฺฐิ จ อวสิสฺสตุ

สพฺพํปิ หิทํ สรีเร               มํสโลหิตํ อุปสุสฺสตุ

จะเหลือแต่ หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที เนื้อและเลือดในร่างกายนี้ จะเหือดแห้งไปให้หมดเถิด ตราบใดเรายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จักไม่ทำบัลลังก์นี้เป็นอันขาด เสด็จประทับคู้อปราชิตบัลลังก์ ถึงแม้สายฟ้าตั้งร้อยครั้งรวมกันฟาดลงมา ก็ไม่อาจทำให้แยกออกได้

พระองค์ทรงบรรลุถึงซึ่งความตรัสรู้ในปัจฉิมยามแห่งราตรีนั้น จิตหลุดพ้นแล้วจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ทรงรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอย่างอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

เรื่องที่ 3

ความฝันของ ยอซ เบอร์นาร์ดชอว์

ใครๆ คงจะไม่ลืม ยอซ เบอร์นาร์ดชอว์ ปรัชญาเมธีผู้มีนามอุโฆษของประเทศอังกฤษ ทั้งเป็นนักประพันธ์ผู้เรืองนามแห่งโลกละคร

ความรุ่งโรจน์โชตนาการในปรัชญาและการประพันธ์ของท่านปรากฏขึ้นมา ท่านก็ได้ทราบล่วงหน้าเอาไว้ก่อนแล้ว จากความฝันอันประหลาดของท่านเอง เป็นการบ่งบอกถึงอนาคตของท่านเอาไว้ เสมือนมีสิ่งดลใจให้เป็นการประกาศเอาไว้ล่วงหน้าซึ่งมาในรูปของความฝัน

ท่านได้ฝันไปว่า “ท่านได้เดินมาในเวทีโรงละคร” ทั้งๆ ที่ในเวลานั้นท่านไม่ทราบอะไรในเรื่องละครเลย แม้แต่เพลงอะไรท่านก็ไม่ทราบเลยสักนิด

ความจริงก็ได้ปรากฏออกมา เพราะว่าในเวลาไม่ช้านัก ท่านเบอร์นาร์ดชอว์ก็มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในการประพันธ์บทละคร ในเวลานี้เมื่อใครเอ่ยถึงชื่อของท่าน ก็รู้จักกันอยู่ทั่วไป เพราะบทละครที่ท่านประพันธ์นั้น เป็นบทประพันธ์ที่ไม่ตาย.

เรื่องที่ 4

บุตรชายที่ตายมาเข้าฝัน

ท่านซิกมันฟรอยด์ ผู้มีชื่อเสียง และเป็นผู้ที่ใครๆ รู้จักกันดี ได้วิพากษ์วิจารณ์ความฝันรายหนึ่ง ซึ่งเรื่องราวที่ฝันนั้นมีดังนี้

ชายผู้หนึ่งได้พยาบาลบุตรชายซึ่งกำลังป่วยมาก เขาได้ดูแลบุตรชายของเขามาหลายวันแล้ว แต่ก็ช่วยไม่ได้ ในที่สุดบุตรชายของเขาได้ถึงแก่กรรมลงในคืนวันหนึ่ง

เมื่อบุตรชายได้ตายลงแล้ว เขาก็ได้เอาผ้ามาคลุมศพลูกชายไว้ แล้วได้ใช้เทียนจุดไว้รอบๆ ศพ แล้วหมอบหมายให้ชายแก่คนหนึ่งเฝ้าศพเอาไว้ ส่วนตัวของเขาเองนั้นรู้สึกอ่อนเพลียเพราะพยาบาลบุตรชายมาหลายวัน จึงได้เข้าไปนอนพักอยู่อีกห้องหนึ่ง

เขานอนหลับไปได้หลายชั่งโมง ก็เกิดความฝันขึ้นมาว่า บุตรชายของเขาที่ได้ตายไปแล้วนั้น ได้เดินเข้ามาหา แล้วพูดด้วยความไม่สบายใจว่า

“พ่อไม่เห็นดอกหรือว่าไฟกำลังไหม้ตัวลูกอยู่”

ในทันใดนั้นเอง เขาก็ตกใจตื่นขึ้นมา แล้วรีบเข้าไปยังห้องที่ไว้ศพของลูกโดยเร็ว เห็นชายแก่ที่สั่งให้เฝ้าศพกำลังนั่งหลับอยู่ แต่น่าอัศจรรย์อะไรเช่นนั้น เทียนหนึ่งดวงกำลังไหม้ผ้าที่คลุมศพอยู่ และในขณะนั้นได้ลามไปถึงแขนของศพแล้ว

ในเรื่องนี้ ซิกมันฟรอยด์ วิจารณ์ว่า ความฝันนี้เป็นด้วยอำนาจความห่วงใยของบิดา แล้วในขณะที่เทียนล้มลงไหม้ผ้าคลุมศพนั้น เป็นด้วยประสาท “จิตไร้สำนึก” กำลังทำงานอยู่ อาจได้ยินเสียงกระทบพื้นก็ได้ แต่ ‘จิตไร้สำนึก” ไม่มีความสามารถที่จะสั่งการอะไรได้ เหตุนี้เองจึงได้แสดงให้เกิดเป็นความฝัน “จิตสามัญสำนึก” รับทราบแล้วจึงได้กลายเป็นความฝันขึ้นมา

อย่างไรก็ดี อังรี วิดาร์ ปราชญ์ชาวฝรั่งเศส ผู้มีความสนใจในเรื่องของความฝันเป็นพิเศษ ไม่ยอมรับความคิดเห็นของ ซิกมันฟรอยด์ เขาแย้งว่า “วิญญาณของเด็กที่ตายมาบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้บิดาของตนทราบต่างหาก”

เรื่องที่ 5

ความฝันของสตรีผู้เสียลูกไป

สุภาพสตรีผู้หนึ่ง มีความโศกเศร้าเสียใจอย่างลึกซึ้ง ที่ต้องเสียบุตรสาวสุดที่รักคนสุดท้องของเธอไป ทั้งๆ ที่อายุยังไม่ได้กี่ขวบ เธอมีความรักความอาลัยในบุตรสาวคนนี้อย่างสุดแสน เธอต้องหลั่งน้ำตาให้ไปกับการสูญเสียในครั้งนี้มากมาย จนแทบว่าอยากจะตายตามลูกอันเป็นสุดที่รักนี้ไปให้ได้

แต่น่าแปลกประหลาดใจอะไรเช่นนั้น ความโศกเศร้าของเธอยังมิได้เสื่อมคลาย เพียง 3 วันเท่านั้นเอง เธอได้พบบุตรสาวของเธอในความฝัน

เธอได้เห็นลูกหญิงคนเล็กที่เธอใฝ่ฝันถึงอยู่ทุกเวลานาทีเข้ามาหา แล้วพูดกับเธอว่า

“แม่จ๋า หนูสงสารแม่อย่างเหลือเกิน แม่อย่าร้องห่มร้องไห้ไปนักเลย จงเลิกร้องไห้เสียทีเถิด แม่จ๋า หนูคิดถึงแม่อย่างที่สุด หนูจะกลับมาอยู่กับแม่อีกในเร็วๆ นี้แหละ หนูจะทิ้งแม่ไปจริงๆ ไม่ได้ดอก น้ำตาของแม่ทำให้หนูปวดร้าวในหัวใจยิ่งนัก หนูขอลาจากไปก่อน แล้วจะมาพบกับแม่อีก”

ความฝันที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เธอมิได้เชื่อถือว่าจะเป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย แล้งมันจะเป็นความจริงไปได้อย่างไรเล่า เธอเข้าใจไปว่า ความฝันของเธอในครั้งนี้ เกิดขึ้นมาจากความครุ่นคิดคำนึงถึงบุตรสาวที่ได้จากไปเท่านั้นเอง แต่ถึงอย่างไรเธอก็อยากให้ความฝันดังกล่าวเกิดขึ้นมาอีกบ่อยๆ

แต่แล้วเหตุการณ์อันมีได้คาดหมายเอาไว้ก็บังเกิดขึ้นอีกในคืนวันหนึ่ง หลังจากความฝันครั้งแรกได้ 3 วันเท่านั้น ความฝันที่บังเกิดขึ้นในครั้งนี้ก็คล้ายๆกับในครั้งแรก เธอได้เห็นบุตรสาวคนเล็กของเธอที่จากไปได้กลับมาใหม่พร้อมกับยืนยันหนักแน่นอีกว่า จะมาอยู่กับเธออีก

ความฝันในครั้งที่ 2 นี้ เธอชักจะบังเกิดความสงสัยขึ้นมาเสียแล้ว จะเห็นว่าเป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ ไม่ได้อย่างแน่นอน แต่ลูกสาวจะกลับมาอยู่กับเธอได้อย่างไรเล่า

อย่างไรก็ดี หลังจากความฝันในครั้งที่ 2 ผ่านไปแล้วไม่กี่วัน บุตรสาวผู้สุดสวาทขาดใจของเธอก็มาหาเธออีกในความฝัน คราวนี้พูดผิดไปกว่าเดิมบ้าง โดยกล่าวว่า

“แม่จ๋า หนูคิดถึงแม่เหลือเกิน ขอให้แม่เลิกเศร้าโคกเสียใจได้แล้ว เพราะหนูจะมาอยู่กับแม่อีกในไม่ช้านี้ หนูจะมาอยู่กับแม่ก่อนจะถึงวันคริสต์มาสนี่แหละ หนูจะพาน้องมาอยู่กับแม่ด้วยอีกคนหนึ่ง ขอให้แม่รักน้องของหนูให้มากๆ ด้วยนะ หนูขอลาไปก่อน”

ความฝันอันเป็นครั้งที่ 3 เป็นความฝันที่ชัดเจนแจ่มใส เธอได้พบกับลูกในความฝันก็ชุ่มชื่นหัวใจ แล้วยังจะให้น้องคนใหม่อีกคนหนึ่งด้วย แต่เรื่องนี้มันจะเป็นไปได้หรือ ถ้าเป็นไม่ได้ มันก็แสนที่จะน่าอัศจรรย์ใจ เธอเฝ้าแต่ครุ่นคิดอยู่ไม่รู้วาย และมีความเชื่อมั่นยิ่งขึ้น เพราะเป็นความฝันครั้งที่ 3 เธอได้บนบานศาลกล่าวต่อพระผู้เป็นเจ้า ขอให้เป็นจริงตามความฝันนั้นด้วนเถิด

“ลูกจ๋า แม่ดีใจอย่างเหลือเกิน ที่ลูกจะมาอยู่กับแม่อีก แม่จะรักน้องที่ลูกจะเอามาฝากแม่ให้มากเท่าๆกับลูกเอง และเท่ากับตัวของแม่ด้วย”

น่าอัศจรรย์ใจอะไรเช่นนั้น เธอตั้งครรภ์ แล้วในไม่ช้าเธอก็คลอดลูกออกมาเป็นหญิง 2 คน คนหนึ่งเหมือนเจนีลูกของเธอที่ได้ตายจากไป แม้ปานที่ตาซ้าย และหูข้างขวา ก็เหมือนกับเจนีไม่มีผิด แต่น่าแปลกสำหรับลูกแฝดที่คนน้องเพราะไม่มีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับเจนีเลย

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook