บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

ความฝัน

เรื่องที่ 11

ความฝันของผมเอง (อ.บุญมี เมธางกูร)

ความฝัน ที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ เกิดขึ้นมาในค่ำคืนหนึ่งเมื่อ 40 ปีเศษมาแล้ว แม้จะนานแสนนานอย่างไรผมก็ไม่เคยลืมเลย เพราะเป็นความฝันในครั้งแรกที่เกิดเป็นความจริงขึ้นมาอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ ในเวลานั้น ผมก็ได้มีแต่ความสงสัย แล้วก็ครุ่นคิดไปต่างๆ นานา แต่ก็หาเหตุผลอะไรไม่ได้แม้แต่สักเล็กน้อย เมื่อเห็นสมควรว่าจะซักถามใคร ก็ซักถามไปรวมแล้วก็หลายท่าน ก็ได้รับคำตอบยังไม่เป็นที่พอใจ เมื่อผมมาศึกษาพระอภิธรรมแล้วจึงได้บังเกิดความเข้าใจจนหายสงสัย

ในเวลานั้น ผมอยู่ในกรุงเก่า ใกล้วัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แทบทุกค่ำคืนผมจะข้ามคลองไปบ้านชายชราผู้หนึ่งมีชื่อที่ใครๆ ทั่วไปเรียกว่า “ลุงเสน” เพื่อหัดดนตรี คือ ซอด้วง และไวโอลิน” ดังนั้น ผมจึงเป็นผู้ที่ชอบพอ คุ้นเคย เคารพนับถือลุงเสนและผู้ที่อยู่ในครอบครัวนี้ทุกคนเป็นพิเศษ แล้วผมก็ได้สังเกตเห็นว่า ลุงเสนก็ชอบในอัธยาศัยใจคอของผมเป็นพิเศษด้วยเหมือนกัน

ผมหัดดนตรี โดยอาศัยลุงเสนเป็นครูผู้ฝึกอยู่ประมาณ 1 ปี จึงได้ย้ายไปอยู่อีกตำบลหนึ่ง เพื่อให้ใกล้กับที่ทำงาน คือโรงเรียนประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยพักอยู่กับน้องชายภายในบ้านเช่าหลังหนึ่ง

ในคืนวันนั้น หลังจากที่ผมได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ประมาณ 1 ปีเศษ ผมก็ฝันเห็นลุงเสนมาหา เป็นความฝันที่ชัดเจนแจ่มใสติดอยู่ในใจลืมไม่ได้ง่ายๆ ลุงเสนเดินเข้ามาในบ้านด้วยท่าทางที่แข็งแรงกระฉับกระเฉง ทั้งแต่งตัวก็เรียบร้อย มีสง่าราศี ผมจึงได้ร้องทักว่า

“ได้ข่าวว่าลุงไม่สบาย เวลานี้หายดีแล้วหรือ ผมตั้งใจว่าจะไปเยี่ยม ก็ยังไม่ได้ไป”

ลุงเสนตอบว่า “เวลานี้สบายดีแล้ว”

แม้ว่าจะฝันสั้นๆ เพียงเท่านี้เองก็จริง แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญ และประทับใจไม่น้อย เพราะดูลุงเสนค่อนข้างหนุ่มกระชุ่มกระชวยผิดไปจากข่าวที่ได้รับมาว่ากำลังป่วยเจ็บอยู่ ผมตื่นขึ้นมาจากความฝันในเวลาประมาณตี 1 ของวันใหม่ ผมก็รู้สึกว่าความฝันดังนี้ ทำให้ใจไม่ค่อยจะดี เพราะเคยได้ฟังผู้ใหญ่เล่าว่า ถ้าฝันว่าคนป่วยมาหาแล้ว คนป่วยนั้นจะไม่รอดไปจากความตาย ผมครุ่นคิดถึงเรื่องนี้แล้วก็นอนไม่หลับไปจนสว่าง ในเช้าวันนั้นก็เล่าให้น้องชายและผู้ใหญ่หลายคนได้ทราบ ต่างก็มีความเห็นว่า

“ฝันว่าคนป่วยมาหาเช่นนี้ คนป่วยคงจะได้เสียชีวิตไปแล้ว”

ในตอนสายๆ ของวันนั้นเอง ญาติคนหนึ่งของลุงเสนก็มาที่บ้านผมแล้วก็บอกว่า “ลุงเสนได้ตายเสียแล้ว”

ผมก็รีบถามว่า “ตายเมื่อเวลาเท่าใด”

เขาได้ตอบว่า “ตายเมื่อเวลาราวตี 1 เมื่อคืนนี้”

ความฝันหาได้ยังความน่าอัศจรรย์ใจให้เพียงเท่านั้นไม่ เพราะเมื่อผมไปที่บ้านลุงเสนในเวลานั้นประมาณ 10 โมงเช้า ก็ได้พบกับบุตรสาวของลุงเสนที่นั่นแล้วจึงได้ถามว่า

“บ้านของคุณอยู่ถึงกรุงเทพ ฯ ทราบได้อย่างไรว่าคุณพ่อเสีย”

บุตรสาวของลุงเสนตอบว่า “เมื่อคืนนี้ เวลาประมาณตี 1 เศษๆ คุณพ่อไปบอกว่า พ่อได้ตายแล้ว ดังนั้น จึงได้จับรถไฟ 7 โมงเช้าจากหัวลำโพงเดินทางมาบ้านทันที”

ใครๆ ในที่นั้นหลายคนต่างพากันหัวเราะชอบใจ ทั้งรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เหลือเกิน ด้วยไม่น่าจะเป็นไปได้เลย แล้วต่างก็ผลัดกันพูดว่า

“ลุงเสนนี่ไวดี ดีเสียยิ่งกว่าโทรเลขอีก เพราะว่าคนไปส่งโทรเลขบอกไปยังบ้านของลูกสาวอยู่ที่กรุงเทพฯ ยังไม่ทันกลับมาจากการส่งโทรเลขที่จังหวัดเลย วิญญาณของพ่อก็ไปบอกลูกสาวให้มาถึงบ้านเสียก่อนแล้ว"

ในเวลานั้นที่ทำการไปรษณีย์จะเปิดทำการเมื่อเวลา 3 โมงเช้า กว่าจะได้ส่งโทรเลขไป ลูกสาวก็จับรถไฟจากหัวลำโพงเวลา 7 โมงเช้า รถไฟเดินทางเพียง 2 ชั่วโมง จึงมาถึงบ้านลุงเสนที่อยุธยาในเวลา 3 โมงเช้าเศษนิดหน่อยเท่านั้นเอง ลูกสาวได้พูดว่า ถ้ามีรถยนต์ดีๆ แล้วมีถนน (ในเวลานั้นยังไม่มีถนน) ก็คงมาถึงเสียตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว

ลุงเสนตระเวนไปบอกบรรดาญาติมิตรว่าตนตายอย่างรวดเร็วได้อย่างไร หนทางก็ไม่ใช่ใกล้ ปัญหานี้มืดมนอยู่ในใจของผมมานานปี ถ้าไม่ได้เรียนพระอภิธรรมให้มีความเข้าใจ คงตอบคำถามนี้ไม่ได้เป็นแน่.

เรื่องที่ 12

สุภาพสตรีผู้ช่างฝัน

“เป็นความฝันที่เป็นจริง ของอดีตนางพยาบาลคนหนึ่งที่มาศึกษาพระอภิธรรม”

เรื่องของความฝันนั้นเป็นเรื่องที่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง แม้กระทั้งจิตแพทย์ยังไม่สามารถยืนยันชี้ขาดลงไปได้ทีเดียว จริงอยู่ ความฝันนี้ย่อมเกิดขึ้นกับตัวเฉพาะบุคคล หากมีจิตใจคิดฟุ้งซ่าน มีความวิตกกังวล ปรากฏการณ์ต่างๆ นั้นอาจจะไม่เป็นไปตามความที่ฝันก็ได้ ซึ่งผิดกับบุคคลที่มีสมาธิดี ความฝันนั้นอาจเป็นเครื่องบอกความโชคดี ลางร้าย ได้อย่างถูกต้อง แม้แต่ท่านผู้เฒ่าในสมัยโบราณก็ได้มีความเชื่อถือนี้อยู่มาก ถึงกับสร้างเป็นตำราสมุดข่อยไว้ ผู้รวบรวมเห็นว่าเรื่องราวความฝันต่อไปมีประโยชน์อยู่บ้าง ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นกับตัวท่านเองสักวันหนึ่ง จึงได้นำมาลงให้ท่านอ่าน

ดิฉันเคยบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความฝันที่เป็นจริงมาแล้วครั้งหนึ่ง คิดว่าท่านผู้อ่านบางท่านคงจะได้ผ่านสายตามาบ้างแล้ว ดิฉันจะเล่าเรื่องความฝันอันแปลกประหลาดซึ่งได้เกิดขึ้นกับตัวดิฉันเอง ดิฉันขอรับรองว่าความฝันเหล่านี้เป็นเรื่องจริง บันทึกโดยสัจจะตามความเป็นจริงทุกประการ ไม่ได้เสริมแต่งแต่ประการใดเลย

เรื่องที่ 1 เมื่อดิฉันถูกสุนัขกัด

คืนวันเสาร์ หลานดิฉันได้มาพบที่บ้านและชวนดิฉันไปหาคุณหลวงด้วยกันเพื่อจะให้ท่านนั่งทางใน โดยจะถามเรื่องราวบางอย่าง จากนั้นก็นัดแนะให้ดิฉันไปพบกันที่ท่าพระอาทิตย์ตอนเช้ามืดตี 4 ของวันอาทิตย์ หลังจากหลานกลับไปแล้ว ดิฉันก็เข้านอน

ดิฉันนอนหลับฝันไปว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินลงมาจากบ้านใหญ่มายืนอยู่หน้าห้องรับแขกที่บ้านของดิฉัน แล้วร้องเรียกชื่อดิฉัน…ว่าถูกล๊อตเตอรี่แต่กลับโบกไม้โบกมือว่าไม่ใช่ ดิฉันมองจากห้องนอนชั้นบนลงมา มองดูผู้หญิงคนนั้นหน้าตาเหมือนดิฉัน ใส่ชุดนอนของดิฉันด้วย เธอเดินขึ้นบันไดตรงมาหาดิฉัน ตรงบันไดห้องดิฉันเป็นห้องพระ จากนั้นเธอก็ฉุดมือดิฉันข้างขวา เอามีดฟันหลังมือทันที

ดิฉันตกใจสุดขีด พลางร้องด้วยความเจ็บปวด “โอ้ย” ให้สามีดิฉันช่วย จากนั้นดิฉันก็ตกใจตื่น สักครู่ดิฉันได้ยินไทยยามมาตีระฆังหน้าบ้านซึ่งเป็นเวลาตี 2 พอดี พลางนึกว่านี่เราฝันไป แต่น่ากลัวมาก มือนี้คล้ายยังเจ็บอยู่ ดิฉันนอนนึกว่า ที่จะนัดไปหาคุณหลวงนั้น ท่านคงจะมาห้ามไม่ให้เราไปก็ได้ จากนั้นดิฉันก็ยกมือไหว้พระขอให้ท่านช่วยคุ้มครองรักษา แล้วก็หลับต่อไปอีก (มาทราบตอนสายๆ คุณหลวงท่านเลิกให้คนมารบกวนแล้ว ท่านเหนื่อยมาก ลูกหลานอยากให้ท่านได้พักผ่อน)

ดิฉันตื่นอีกครั้งหนึ่งตอนตีสี่ครึ่ง รีบอาบน้ำแต่งตัวลงบันไดมา เห็นพี่เขยซึ่งเป็นพ่อของหลานอยู่บนบ้านอีกหลังหนึ่งในบริเวณเดียวกัน กำลังรดน้ำกล้วยไม้อยู่ จึงร้องถามไปว่า หลานไปจองบัตรแล้วหรือยัง พี่เขยก็บอกว่าไปจองแล้ว เท่านั้นแหละ สุนัขดำสนิทของพี่เขยวิ่งจู๊ดกระโจนเข้ามางับแขนขวาดิฉัน รอยเขี้ยวฝังอยู่ที่มือสามรู ดิฉันปวดจนน้ำตาไหล ปวดเสียวไปถึงหลังมือ ซึ่งเป็นที่เดียวกันที่ดิฉันฝันเห็นผู้หญิงคนนั้นใช้มีดฟันที่แขนขวาข้างเดียวกับสุนัขกัด

ดิฉันแปลกใจมากที่ฝันร้ายนี้ห่างกันเพียงสองสามชั่วโมงเท่านั้น ถ้าหากดิฉันออกไปขึ้นรถปากซอยตี 5 คนเดียว ถ้ามาถูกสุนัขกัดก็คงจะถูกใครจี้หรือทำร้ายเอาก็ได้ ใครจะไปรู้ พี่ๆ น้องๆ เตือนว่า หากฝันอย่างนี้อย่าได้ออกจากบ้านนา

เรื่องที่ 2 เมื่อโบนัสออก

เมื่อเดือนกรกฎาคม วันที่ 20 กว่า ดิฉันได้ฝันอีกตอนตี 5 ว่าได้มีเสียงคนผู้ชายมากระซิบบอกว่า “มีข่าวดีจะมาบอก โบนัสจะออกแล้ว”

จากนั้นดิฉันรู้สึกตัวก็ตื่นขึ้นเข้าห้องน้ำ ตอนเช้าพอไปถึงบริษัทก็ได้เล่าให้เพื่อนๆ พยาบาลฟังว่า “พี่ฝันไปว่า โบนัสจะออกแล้ว”

เพื่อนๆ ต่างตอบว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะปีที่แล้วก็เลื่อนไปสามเดือน ปีนี้อาจเลื่อนไปอีกก็ได้ แต่พอถึงวันที่ 29 ทางบริษัทเกิดจ่ายโบนัสพร้อมกับเงินเดือน เพื่อนๆ ที่ร่วมงานต่างพากันดีใจ และแปลกใจที่ดิฉันฝันนั้นกลับกลายเป็นจริงได้ ดิฉันเองได้ไปสอบถามแผนกการเงินถึงเรื่องนี้ ก็ได้ความว่า ฝรั่งที่เป็นผู้จัดการใหญ่นั้น มีธุระด่วนต้องบินไปนอก เลยเซ็นอนุมัติพร้อมไปเลย ปรกติแล้วดิฉันเองไม่รู้เรื่อง เพราะต้องออกไปทำงานนอกออฟฟิศทุกวัน และไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับหน้าที่นี้ ดิฉันเคยฝันเหตุการณ์ล่วงหน้าอยู่เสมอ จนเป็นที่ขบขันของเพื่อนร่วมงานเสมอว่า ดิฉันฝันแม่นจัง…

เรื่องที่ 3 เมื่อผู้ตรวจการจากต่างประเทศจะมากรุงเทพฯ

คืนวันหนึ่งได้ฝันไปว่า ในห้องทำงานนั้นมีโต๊ะ 1 ตัว ดิฉันและเพื่อนพยาบาลอีก 3 คน ต่างนั่งพร้อมหน้าอยู่ มีผู้แทนบริษัทจากอเมริกา (ซึ่งได้รับตำแหน่งนี้มาหลายเดือนแล้ว) ดิฉันเองยังไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ชื่อมิสเตอร์ ดีน รูปร่างนั้นเท่าๆ กับคนไทยเรา สันทัด แต่งชุดสากล ในฝันนั้นท่านนั่งอยู่แล้ว ชี้มือมาทางพวกเราว่า

“จะมาเมืองไทยหลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีโอกาส เพิ่งจะได้มาคราวนี้เอง” แล้วชี้มือทำนองดุมาทางพวกเรา 4 คน

ตอนสามโมงเช้า ดิฉันได้เล่าให้น้องๆ ฟังว่า น่ากลัวจะโดนดุเกี่ยวกับเรื่องงานก็ได้ แต่พอประมาณสองโมงกว่าหัวหน้าแผนกได้เดินมาบอกดิฉันที่ห้องทำงานบอกว่า จะมีผู้แทนมาจากนอกให้เตรียมทำรายงานเข้าไว้ เป็นที่แปลกใจกันมาก ดิฉันเองก็แปลกใจจริง ว่าทำไมดิฉันจึงฝันรู้เรื่องนี้ก่อนทั้งๆ ที่เขายังนั่งอยู่บนเครื่องบิน ด้วยสัจจะจริงไม่มีใครบอกมาก่อน พอผู้แทนมาถึง ก็ได้จับมือและแนะนำให้รู้จักกัน ดูรูปร่างแล้วเหมือนในฝันทุกอย่าง

เรื่องที่ 4 “เลขโชคจากความฝัน”

เมื่อวันที่ 6 เมษายนซึ่งเป็นวันจักรี ที่ทำงานหยุดหลังตื่นนอนแล้ว ดิฉันก็ไม่ได้ออกจากบ้านไปไหน นั่งดูโทรทัศน์จนกระทั้งเที่ยง ดิฉันทานอาหารแล้ว ก็เลยนอนเล่นแล้วก็หลับไป วันนี้ดิฉันอยู่บ้านคนเดียวสามีไปเข้าเวร หลังจากนั้นสักครู่ดิฉันฝันว่ามีมือใหญ่โตสองเท่าของผู้ชายมาลูบศีรษะของดิฉัน พร้อมกับมีเสียงผู้ชายกระซิบพูดว่า 8099 ในฝันดิฉันคว้ามือของท่าน เพื่อจะถามว่า 4 ตัวงวดนี้จะเลิกออก ดิฉันคงจะซื้อไม่ถูกตามเลขที่ท่านให้ แต่แล้วมือท่านก็หายไป ไม่ยอมให้ดิฉันถูกท่าน

หลังจากนั้นดิฉันก็ตื่นอาบน้ำอาบท่าเสร็จ ก็ไปเล่าให้พี่สะใภ้ฟัง บ้านพี่สะใภ้นั้นปลูกอยู่ในบริเวณรั้วเดียวกัน แต่ขึ้นคนละหลัง หลังจากคุยกันแล้ว ก็บอกว่าจะไปหาซื้อล็อตเตอรี่โดยเลือกเลข 809, 908, 980 กลับไปกลับมา รุ่งขึ้นเช้าวันศุกร์ที่ 7 ดิฉันก็ไปหาซื้อเลขเหล่านี้มาเก็บเอาไว้ พอวันเสาร์ที่ 8 ที่ทำงานหยุดอีก ตอนบ่ายวันนี้ดิฉันจะนอนแต่ข้างบ้านเป็นโรงเรียน เกิดมีการเผาเศษขยะ ควันกระดาษที่เผาเข้ามาทางหน้าต่าง เลยนอนไม่ได้

ดิฉันเลยไปขอพี่สะใภ้นอนที่ห้องหลาน ตอนนั้นบ่ายสองโมง หลังจากที่ดิฉันได้หลับไปได้สักครู่ ดิฉันก็ฝันเห็นมีผู้หญิงชราเดินหลังค่อม ท่านพูดเสียงดังๆ ว่า “นั่นใครมานอนที่นี่”

ดิฉันก็ตอบไปว่า “หนูเองค่ะ”

ท่านบอกว่า “ให้ไปทำบุญซะ”

ดิฉันบอกว่า “ก็ทำอยู่เหมือนกันค่ะ ใส่บาตรรวมกับญาติ”

ท่านว่าการใส่บาตรควรจะแยก อย่าใส่รวมกัน จากนั้นท่านบอกให้ไปทำบุญวัดโพธินิมิตร ให้ทำบุญอุทิศให้แก่ สมพงษ์ สมทรง หรือ สำเนียง ดิฉันจำชื่อผู้หญิงไม่ค่อยชัดเจน

พอดิฉันตื่นก็เล่าให้พี่สะใภ้ฟัง ดิฉันและพี่นัดกันว่า จะไปทำอาหารถวายพระที่วัดโพธินิมิตร ดิฉันเพิ่งเคยได้ยินชื่อ แต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน พี่เขาบอกว่าอยู่ฝั่งธน ต้องไปสอบถามดู แต่ต้องให้สะพานพุทธซ่อมเสร็จเสียก่อน เลยยังไม่ได้ไปกัน

พอวันที่ 10 เมษายน ล๊อตเตอรี่ออก ดิฉันตรวจเลขท้ายและรางวัลที่ 1 ไม่ถูก ก็เก็บใส่กระเป๋าไว้ มีอารมณ์หลายๆ วันถึงจะมาตรวจรางวัลสักที

พอวันที่ 11 ตอนเช้าดิฉันก็ไปใส่บาตรใกล้กับที่ทำงาน อุทิศแก่ท่านที่มาให้ฝัน ตอนบ่ายเกิดมีธุระที่ฝั่งธน เลยถามเพื่อนๆ ว่าวัดโพธินิมิตอยู่ไหน จากนั้นดิฉันก็รีบไปที่วัด ปรากฏว่าหน้าซุ้มทางเข้าวัดมีป้ายแขวนบอกทางวัดมีงานฉลองกันอยู่ ดิฉันเดินเรื่อยเข้าไปและยืนดูท่านเจ้าอาวาส ซึ่งมีคนเข้าไปกราบไหว้กันหลายคน

ดิฉันได้ยินท่านเจ้าอาวาสถามหนุ่มน้อยรูปน้อยซึ่งกำลังกราบท่านอยู่ “ไงคุณ ท่านสร้างหนังเรื่องอะไร”

หนุ่มน้อยผู้นั้นตอบว่า “เข็ดจริงๆ ดิ้นให้ตาย”

ดิฉันขำอยู่คนเดียว หนังชื่อแปลกดีแฮะ จากนั้นดิฉันก็ก้มลงกราบพร้อมกับเล่าเรื่องความฝันอันประหลาดให้ท่านฟัง เรียนถามท่านว่า มีไหมค่ะ ชื่อที่เอ่ยในความฝันตามที่บอกมานั้น ท่านมองแล้วบอกว่ามี 2 คน ซึ่งตายแล้วประมาณ 30 ปี เห็นจะได้ ดิฉันเลยขอถวายปัจจัยไป 100 บาท ท่านได้กรวดน้ำให้ดิฉัน

ต่อมาดิฉันได้กราบลาท่านและจะมาเยี่ยมท่านใหม่ พอกลับถึงบ้านก็อาบน้ำ ทานข้าวเสร็จ ก็เลยนึกยังไงไม่รู้ เอาล็อตเตอรี่ที่ซื้อไว้แต่แรกที่ฝันมานั่งตรวจ ดิฉันเกิดสะดุ้งที่ตรวจถูกรางวัลที่ 4 ทั้ง 7 ตัว คือ หมายเลข 4292980 ดิฉันดีใจจนบอกไม่ถูก และเพื่อความแน่ใจดิฉันเอาหนังสือพิมพ์มาตรวจดูอีกหลายๆ ฉบับ

พี่เขาบอกว่า “ดิฉันมีบุญ ถูกล๊อตเตอรี่บ่อยๆ”

รุ่งขึ้นตอนเช้าดิฉันรีบไปรับเงินสองหมื่นบาท จากนั้นชวนลูกน้องที่ทำงานไปทำบุญกับอีกที่วัดโพธินิมิตร ดิฉันได้ถวายปัจจัยให้ท่านเจ้าอาวาส 1,000 บาท ถวายให้วัด 1,000 บาท อุทิศแด่ท่านที่มาเข้าฝันอีก โดยถวายข้าวห่อไป 30 ห่อ พร้อมกับปัจจัย และถวายพระที่มาสวดให้อีก 100 บาท

ดิฉันเคยฟังพระท่านเทศน์ทางโทรทัศน์ว่า ”ทำบุญแล้วตัวเบา ทำบาปแล้วตัวหนัก” จริงของท่าน

เจ้าอาวาสบอกว่า “หนูมีบุญมาก มีวิทยุรับได้ไว แสนคนจะมีคนเดียว”

ดิฉันบอกว่าท่านมีบุญต่างหาก ดิฉันจึงฝันว่าท่านให้มาวัดนี้ ทราบว่ามีดาราภาพยนตร์ ทีวี มากราบไหว้ท่านอยู่เสมอ.

เรื่องที่ 13

ผีมาให้ลาภ

คืนวันหนึ่ง ดิฉันนอนหลับไป แล้วเกิดความฝัน จนดิฉันได้ลาภ แม้จะได้ลาภก้อนไม่ใหญ่โตอะไรนักก็จริง แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย น่าจะได้จดบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะได้ให้ท่านผู้อ่านพิจารณาหาข้อเท็จจริงต่อไป

คืนวันหนึ่ง ดิฉันยังจำได้ ดิฉันฝันไปว่าได้พบญาติผู้ใหญ่ที่เป็นหญิง อายุประมาณ 40 ปีเศษ ที่ได้ตายจากไปนานมาแล้ว ดิฉันยังจำหน้าเขาได้ว่าเป็นใคร แต่ออกจะดูน่ากลัวอยู่ไม่น้อย เพราะแก้มตอบมากไปหน่อย ตาก็ลึกโบ๋ไปสักนิด ผมเผ้ายุ่งเหยิงยาวรุงรัง แล้วก็ค่อนข้างผอมและดำคล้ำ คงจะอดๆ อยากๆ มาก เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวก็ขาดวิ่นแทบจะไม่มีชิ้นดี หาสิริมิได้ คงจะยากจนอย่างถึงขนาด คงจะหิวโหยอดโซอย่างเหลือเกินเป็นแน่

เมื่อเขาได้มาเผชิญหน้ากับดิฉันในความฝันนั้น ดิฉันได้ร้องทักเขาออกไป แต่เขามิได้โต้ตอบประการใด ตรงข้ามมาคว้ากระเป๋าถือของดิฉันแล้วก็วิ่งหนี ดิฉันก็เดินตามติดๆ ไปพร้อมกับร้องขอกระเป๋าคืน ว่าในกระเป๋านั้นมีของสำคัญหลายอย่าง เขาก็หันมาดูแล้วก็เดินหนีต่อไปอีกโดยไม่ยอมคืนกระเป๋าให้ ดิฉันก็อ้อนวอนเขามากมายเท่าใดเขาก็ไม่นำพา แต่น่าประหลาดว่าหนทางที่เขาเดินหนีไปนั้น เป็นตลาดเป็นตึกแถว ใครๆ เรียกชื่อว่า “ประตูผี” ใกล้กับเรือนจำที่คลองเปรม กรุงเทพ ฯ นั่นเอง

เขาเอากระเป๋าของดิฉันแขวนไว้เหนือประตูร้านขายของร้านหนึ่ง ดิฉันพยายามเอื้อมมือขึ้นไปหยิบอย่างไรก็ไม่ถึง เขาจึงบอกว่า ขอให้แผ่ส่วนกุศลไปให้กินบ้างซิ เพราะอดอยากเหลือเกิน ถ้าสัญญาว่าจะแผ่ส่วนกุศลไปให้เขาแล้ว เขาก็จะหยิบกระเป๋าให้ ดิฉันก็ให้สัญญาว่าจะรีบทำบุญแล้วแผ่ส่วนกุศลไปให้โดยเร็ว พอดิฉันพูดขาดคำ เขาก็หยิบกระเป๋าส่งให้ทันที แล้วดิฉันก็ตกใจตื่น

ดิฉันตื่นขึ้นมา ในเวลาตี 4 ของวันใหม่ แล้วนอนไม่หลับอีกต่อไปจนสว่าง ครุ่นคิดถึงแต่เรื่องของความฝันถึงญาติผู้ใหญ่ผู้นี้ ซึ่งก็ไม่คุ้นเคยถึงสนิทนัก เมื่อตอนเขามีชีวิตอยู่ เป็นคนช่างคิดช่างอ่านและทำมาหากินเก่ง แต่การทำบุญให้ทาน หรือมีความเมตตาอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้ยากจนขัดสนหรือผู้ป่วยเจ็บทุพพลภาพนั้นมีน้อย มีแต่ความวิตกกังวลห่วงใยในอนาคต ครุ่นคิดแต่ในเรื่องที่จะทำมาหาได้ไม่พอใช้จ่าย แล้วลูกเต้าจะพากันลำบาก จึงเป็นเหตุให้ทำบุญให้ท่าน และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เจือจานต่อผู้อื่นน้อยไป ดังนั้นจึงได้ไปเกิดเป็นเปรตผู้หิวโหยอดโซและหาสิริไม่ได้ ดิฉันพูดตามความเข้าใจเท่าที่ได้ศึกษาพระอภิธรรมมา

ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า เหตุใด ดิฉันจึงเชื่อว่า ความฝันครั้งนี้เป็นความจริง มิได้เป็นเพียงมโนภาพเท่านั้น ก็เพราะดิฉันมีเหตุผลซึ่งจะขอเล่าต่อไป

ในวันรุ่งขึ้นนั่นเอง ดิฉันบังเกิดความเมตตาสงสารญาติผู้นี้ขึ้นมาอย่างจับใจ ดังนั้นจึงมิได้รอให้ชักช้าเสียเวลาไปเปล่า เพราะถ้าช้าไปแล้วการจะใส่บาตรได้ก็จะต้องผ่านไปจนถึงอีกวันหนึ่ง ก็จะเสียเวลาไป คนกำลังหิวโหยอดโซ คงจะรอคอยอยู่ด้วยความกระวนกระวายใจ ดิฉันรีบเข้าครัวหุงหาอาหาร ดิฉันใช้เด็กไปตลาดซื้ออาหารหลายอย่างมาเพิ่มเติมจนเสร็จเรียบร้อยทันพระที่มาบิณฑบาต ดิฉันใส่บาตรด้วยข้าวและอาหารคาวหวาน โดยดวงจิตผ่องใสและมีความชุ่มชื่นในหัวใจเป็นพิเศษ

ดิฉันใส่บาตรพระไปเกือบสิบองค์ เสร็จแล้วก็มาใช้น้ำเป็นสื่อ ทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธินำทางให้ไปถึงญาติผู้นี้ โดยดิฉันออกชื่อญาติผู้นี้ดังๆ หลายครั้ง ดิฉันกรวดน้ำแผ่ส่วนกุศลไปให้เขาโดยใช้บทแผ่ตามที่ดิฉันได้จดจำมาจากโรงเรียนพระอภิธรรม ซึ่งแผ่ส่วนกุศลตอนเลิกเรียนทุกๆ ครั้งนั่นเอง แต่ออกชื่อเขามากๆ ดิฉันพูดหลายเที่ยวด้วยกลัวว่าเขาจะไม่ได้ยิน และกลัวว่าตั้งใจไม่แรงแล้ว เขาจะรับไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ดิฉันโล่งใจและชุ่มชื่นหัวใจที่ได้ทำสำเร็จลงแล้วด้วยดี แล้วหวังว่าเขาคงจะได้รับส่วนกุศลที่ดิฉันมอบให้อย่างเต็มที่ ดิฉันยังตั้งใจเอาไว้ด้วยว่า ต่อไปจะทำบุญแล้วแล้วแผ่ส่วนกุศลไปให้เขาอีกเรื่อยๆ ไปเมื่อมีโอกาส

และดิฉันไม่ควรลืมบอกท่านผู้อ่านด้วยว่า ดิฉันยังต้องการให้เขาได้รับส่วนกุศลเพิ่มขึ้นอีก ดิฉันจึงได้พูดกับเขาดังๆ ในใจ เมื่อตอนแผ่ส่วนกุศลแล้วว่า ขอให้เขาไปรับส่วนกุศลทุกวันเสาร์ วันอาทิตย์ ที่โรงเรียนมงคลทิพยอภิธรรมมูลนิธิ เวลาเลิกเรียนเขาแผ่ส่วนกุศลกันทุกครั้ง ความตั้งใจของคนจำนวนหลายร้อยคงจะเป็นสมาธิที่มีกำลังทำให้ผู้ตกทุกข์ได้ยากที่เป็นโอปปาติกะทั้งหลายได้รับส่วนกุศลกันมากมาย และเพียงพอตามอำนาจของกุศลของเขาที่ควรจะได้รับ

ท่านผู้อ่านอาจจะถามว่า อะไรเล่าที่มาเป็นแรงบันดาลใจให้ดิฉันเชื่ออย่างแน่นอนว่า ญาติของดิฉันผู้นี้มาขอส่วนบุญดิฉันจริงๆ

ดิฉันจะไม่เชื่อได้อย่างเล่า เพราะว่าในคืนวันที่ใส่บาตรนั่นเอง ดิฉันก็ฝันไปอีกว่าเขาได้มาหา เห็นหน้าตาท่าทาง ตลอดจนเครื่องแต่งตัวก็ทราบได้ว่า เขามีความสุขสบายเพียงใด หน้าตาแจ่มใส แม้ดวงตาจะลึกโบ๋ แต่ก็เต็มไปด้วยความอิ่มเอิบสดชื่น หวีผมเรียบร้อย เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวล้วนแต่สวยงามและใหม่ๆ ทั้งนั้น

ดิฉันเห็นแล้วก็รู้สึกดีใจ เขากล่าวขอบคุณดิฉันที่ได้ช่วยให้เขาได้รับสิ่งของทุกๆ อย่างตามที่เขาต้องการ แล้วเขาก็อวยพรให้ดิฉันมีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป แต่ก่อนที่จะจากกัน เขาก็ไม่ลืมที่จะบอกตัวเลขให้ดิฉันด้วย

ในวันรุ่งขึ้น ดิฉันก็ไปซื้อล็อตเตอรี่เอาไว้ เพราะดิฉันยังจำได้ ดิฉันแน่ใจว่าจะต้องถูกอย่างแน่นอน แล้วก็ถูกจริงๆ เสียด้วย แม้ว่าจะได้เงินจำนวนไม่มากมายอะไรนัก แต่ดิฉันก็ภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ของชาวพุทธเป็นอย่างดีแล้ว นอกจากนั้น ดิฉันยังภาคภูมิใจและเป็นสุขใจเป็นล้นพ้น เพราะในความฝันทั้ง 2 ครั้งนี้กับการถูกล็อตเตอรี่ได้เข้ามารองรับความจริงจากปรมัตถธรรมที่อาจารย์ได้พร่ำสอนอยู่ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ว่า...

การเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีจริงๆ ผู้เกิดเป็นโอปปาติกะปฏิสนธิ คือ เป็นเปรต อสุรกาย และเทวดานั้น ก็มีอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ที่อดประหลาดใจไม่ได้ก็คือ ผีก็รู้จักตอบแทนบุญคุณเป็นเหมือนกันหรือ

ดิฉันคิดว่าอาจมีบางท่านที่ได้อ่านเรื่องความฝันของดิฉันแล้ว คงจะมีความต้องการบทแผ่ส่วนกุศลที่อาจารย์โรงเรียนพระอภิธรรมได้เขียนขึ้นบ้าง จะได้แผ่ไปยังญาติมิตรของท่านแล้วได้ของต่างๆ มากมายหลายอย่าง ทำให้ผู้รับมิได้ขาดตกบกพร่องในสิ่งที่จำเป็น ทั้งยังทำให้ผู้แผ่ได้มหากุศลญาณสัมปยุต คือได้กุศลที่ประกอบด้วยปัญญาบารมี เป็นประโยชน์ใหญ่หลวงทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

ดิฉันต้องขอลาจากไปก่อน ขอให้ท่านผู้อ่านทุกๆ ท่านจงหลับสบายแล้วฝันดี และขอให้มีลาภด้วย.

คำปรารถนา และแผ่ส่วนกุศล

ขอให้กุศลผลบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาแล้ว มีการบริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ศึกษาเล่าเรียน และเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงได้เป็นพลวปัจจัย ให้บังเกิดผลแก่พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ครูอาจารย์ ญาติพี่น้อง สัตว์ทั้งหลาย ตลอดจนโอปปาติกะ ที่ปฏิสนธิอยู่ในภูมิต่างๆ ผู้ซึ่งมีกรรมชักนำให้เป็นไป มีกรรมนำให้เวียนเกิดเวียนตาย ได้ความทุกข์ และเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รับผลของกุศลที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้ว โดยมีน้ำใสสะอาดดื่ม มีอาหารบริโภคสมบูรณ์ มีที่อยู่อาศัยที่ถูกใจ มีเสื้อผ้าและเครื่องใช้สอยครบทุกอย่าง ขอให้มีดวงจิตแจ่มใส ปราศจากโรคภัย ทั้งมีสติปัญญาสามารถถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้โดยรวดเร็ว

ขอให้ผลของกุศลที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้ว จงได้เป็นพลวปัจจัยให้ข้าพเจ้ามีสุขภาพสมบูรณ์ มีจิตแจ่มใส มีสติปัญญาแตกฉานในพระไตรปิฎก และถึงซึ่งสันติสุข คือพระนิพพานโดยเร็วเถิด

สัพเพสัตตา อเวรา อัพยาปัชฌา อนีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ

(แผ่ส่วนกุศลตามนี้แล้ว ถ้าจะเจาะจงให้ถึงท่านผู้ใดก็ว่าซ้ำใหม่หลายๆ เที่ยวก็ได้)

เรื่องที่ 14

ผีภรรยามาทำให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนใจ

จากผู้ไม่ประสงค์ออกนาม

ข้าพเจ้า จะขอเล่าความฝันอันน่าอัศจรรย์ของข้าพเจ้า เป็นความฝันที่กระทบกระเทือนใจมานานปี จนบัดนี้ก็หาได้เสื่อมคลายลงไปไม่ ทั้งยังเป็นความฝันที่ทำให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนใจ หันกลับมาสู่ทิศทางที่ข้าพเจ้าเคยหันหลังให้ ซึ่งเกือบจะสายเกินไป แต่น่าประหลาดอะไรเช่นนั้น เหตุการณ์ครั้งนี้มาเปลี่ยนใจของข้าพเจ้าอย่างสิ้นเชิงได้จริงๆ บัดนี้ข้าพเจ้าเดินในหนทางถูกต้องแล้วโดยอาศัย ‘ผี” ผู้ซึ่งเป็นภรรยาของข้าพเจ้าเอง

ข้าพเจ้าได้เล่าให้ท่านประธานกรรมการของอภิธรรมมูลนิธิฟัง ท่านเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านสาธุชนทั้งหลาย ท่านจึงได้ให้เขียนเรื่องนี้ขึ้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ด้วยความหวังว่า ท่านผู้ใดที่ยังมีความเห็นผิดในเรื่อง “ผีสางเทวดา” แล้ว เรื่องนี้อาจจะช่วยได้บ้าง เพราะอาจทำให้ท่านที่ไม่เคยเชื่อถือเรื่อง “ผีสางเทวดา” อย่างหนักแน่นมั่นคงมาก่อน เกือบความคลางแคลงใจขึ้นมาบ้างก็ได้ เพียงเพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่า ผีสางเทวดาไม่มีลดลงไป เพียงเท่านั้นก็คงจะทำให้ข้าพเจ้าได้กุศลไม่น้อยเลย

ข้าพเจ้าตั้งบ้านเรือนอยู่ภายในจังหวัดธนบุรีนี่เอง มีงานทำเป็นหลักฐาน ต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้า แล้วกลับบ้านเอาตอนเย็น เป็นไปอยู่เช่นนี้วันแล้ววันเล่ามานานปี

ต่อมาภรรยาของข้าพเจ้าได้เสียชีวิตไป ทิ้งข้าพเจ้ากับบุตรธิดาหลายคนเอาไว้ให้เผชิญกับชาตะชีวิตต่อไป แต่อย่างไรก็ดี หลังจากได้ทำงานศพเรียบร้อยแล้วประมาณ 2 ปี ต่อมา จึงได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น

ในคืนวันหนึ่ง ยามดึกสงัด ข้าพเจ้าได้ฝันไป เป็นความฝันที่ชัดเจนแจ่มใสอย่างเหลือเกิน เป็นความฝันที่ทำให้ข้าพเจ้าตื่นเต้นระทึกใจ ข้าพเจ้าได้ฝันเห็นภรรยาของข้าพเจ้าคนที่ตายไปลอยมาได้ในอากาศ ทางปลายเท้าของเตียง ในตอนแรกนั้นห่างไกล แต่ก็ลอยใกล้เข้ามาทุกทีๆ

รูปร่างหน้าตาของเขาช่างน่าเกลียดน่ากลัวเสียเหลือเกิน เพราะดวงตาใหญ่แดงลึกโบ๋ กลอกไปกลอกมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าออกคล้ำดำมืดปนด่างขาว ปากก็แดงและยิ้มเสยะอย่างประสงค์ร้าย ผมยาวรุงรังปัดมาข้างหน้าและห้อยไปข้างหลังอยู่ยุ่งเหยิง พอจะจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นภรรยาของข้าพเจ้า

เขาลอยเข้ามาทีละน้อย ๆ อย่างช้าๆ ด้วยท่าทางแข็งขันเอาจริงเอาจังและประสงค์ร้าย เขากำลังยื่นมือทั้งสองที่ปลายนิ้วมือหงิกงอแต่มีเล็บที่แหลมคมมาทางข้าพเจ้า ในฝันนั้นรู้สึกว่าเขาจะฆ่าข้าพเจ้าจริงๆ ด้วยความพยาบาทมากร้าย รู้สึกว่ากรงเล็บอันแหลมคมของเขาค่อยๆ ยื่นใกล้เข้ามาทีละน้อยๆ พร้อมกับพูดอย่างดุดันว่า

“ตายจากกันไปตั้งนาน ไม่เห็นทำบุญแผ่ส่วนกุศลไปให้กินบ้างเลย”

ข้าพเจ้าตกใจอย่างสุดขีด พยายามจะลุกหนีไปอย่างสุดแรงเกิด แต่ก็ไม่มีความสามารถที่จะขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย ข้าพเจ้าได้แต่ร้องตะโกนออกมาด้วยเสียงอันดังว่า อย่าเข้ามาอำไพ ! อย่าเข้ามาอำไพ ! (ชื่อสมมติ) เสียงตะโกนดังลั่นออกมาจากปากของข้าพเจ้าด้วยความตกใจกลัวอย่างที่สุด ดังก้องไปทั่วบ้านในยามค่ำคืนที่ดึกสงัด ภรรยาคนใหม่และบุตรธิดาที่อยู่ในห้องใกล้เคียงพากันตื่นตกใจ ต่างลุกขึ้นมาไถ่ถามกันยกใหญ่ ข้าพเจ้าก็ได้แต่บอกไปว่า “ฝันร้าย” เท่านั้น

ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาด้วยความงงงันและรู้สึกหวาดเสียวเป็นอย่างยิ่ง หัวใจก็ยังเต้นระรัวราวกับกลองที่ถูกตีอย่างแรง ระลึกถึงเหตุการณ์ฝันร้ายที่ผ่านไปหยกๆ แล้วใจหายด้วยใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย ความฝันครั้งนี้ ดูๆ ก็เหมือนกับเป็นเรื่องจริงๆ ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา และประการสำคัญที่ข้าพเจ้าต้องยอมรับก็คือว่า ผีภรรยาของข้าพเจ้ากล่าวถูกต้องทุกอย่าง ข้าพเจ้าไม่เคยเชื่อเรื่องผีสางเทวดา ทั้งไม่เชื่อด้วยว่าตายแล้วจะไปเกิดชาติหน้าได้ เวรกรรมอะไรจะตามไปถึง

ในเรื่องพระพุทธศาสนาข้าพเจ้าไม่กระดิกหู เรียนอยู่ชั้นประถมจนถึงชั้นมัธยม 8 ข้าพเจ้าก็ท่องได้ ว่ากตัญญูคืออะไร ควรตอบแทนคุณของพ่อแม่ประการใด แต่ไม่มีใครให้เหตุผลอะไรมากกว่านี้ ข้าพเจ้าเรียนจบมัธยมบริบูรณ์จนสำเร็จมหาวิทยาลัย ก็ไม่เห็นมีอาจารย์คนไหน หรือมีหลักสูตรอยู่ในที่ใดที่จะสอนให้ข้าพเจ้าเข้าใจในเหตุผลอันลึกซึ้งของชีวิต ข้าพเจ้ามีความเข้าใจเอาง่ายๆ ว่า มันสมองนั่นเอง เป็นตัวแสดงออกซึ่งความรู้สึกนึกคิดและสั่งการงานให้เป็นไปต่างๆ เคยเรียนมาจากโรงเรียนตั้งแต่เล็กยังน้อย ครูชั้นไหนๆ ก็สอนเหมือนๆ กันทั้งนั้น และจะให้ข้าพเจ้าเข้าใจว่าอย่างไร

ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงได้มีความเข้าใจว่า เมื่อคนตายลงไปแล้วจะเกิดอีกไม่ได้แน่ ก็ฝังจมเป็นดินหรือเผาเป็นเถ้าถ่านไปเท่านั้นเองจะเอาอะไรไปเกิดได้อีกเล่า และวิญญาณคืออะไร ก็ไม่เห็นมีใครพิสูจน์ได้สักที ได้แต่พูดกันไปสนุกๆ ด้วยความเชื่ออย่างมั่นคงดังนี้เอง ข้าพเจ้าจึงไม่ค่อยได้ทำบุญ ปีหนึ่งจะได้ใส่บาตรสักครั้งสองครั้ง ตามที่ภรรยาจัดแจงให้เมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนาและขอรับสารภาพด้วยความจริงใจว่า ข้าพเจ้าไม่เคยแผ่ส่วนกุศลให้แก่ใครๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว ซ้ำแผ่ก็ไม่เป็นเสียด้วย เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหล ผีสางนางไม้ที่ไหนจะมาได้ส่วนกุศลได้

อย่างไรก็ตาม ความฝันครั้งนี้ออกจะประหลาดอยู่ ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่า “ความฝันคืออะไร” มาก่อนเลย ทั้งไม่เคยคิดด้วยว่าความฝันจะเป็นความจริงขึ้นมาได้ด้วยเหตุผลอะไร แต่เมื่อความฝันเกิดขึ้นมาดังนี้แล้ว จะเพิกเฉยละเลยเสียก็ไม่สมควร ภรรยาที่ตายไปแล้วตั้ง 2 ปี มาชี้หน้ากล่าวอ้างว่า “จากกันไปตั้งนาน ไม่เห็นทำบุญแผ่ส่วนกุศลไปให้กินบ้างเลย” ข้าพเจ้าจะเฉยเมยอยู่ไม่ได้เสียแล้ว

ในเช้าวันรุ่งขึ้น ภรรยาของข้าพเจ้ามีความประหลาดใจ เพราะได้รับคำบอกเล่าจากข้าพเจ้าว่า ให้เตรียมอาหารใส่บาตรพระเช้าวันนี้สัก 2-3 องค์ แล้วในที่สุดข้าพเจ้าก็ใส่บาตรพระ 2-3 องค์สมประสงค์ในเช้าวันนั้นเอง ข้าพเจ้าใส่ไปพลาง ใจก็นึกถึงความฝัน และนึกถึงผีภรรยาของข้าพเจ้าไปด้วย ข้าพเจ้าช่างแสนโง่จริงๆ ในเรื่องนี้ คิดว่าทำเท่านี้คงจะเป็นการเพียงพอแล้ว

ต่อมาอีกหลายวัน เหตุการณ์ในคืนวันฝันร้ายก็มาปรากฏแก่ข้าพเจ้าอีกในตอนดึกของคืนวันหนึ่ง เสมือนประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ผีภรรยาของข้าพเจ้าได้ลอยอย่างช้าๆ เข้ามาหาอีก หน้าตาดุร้ายยิ่งกว่าเก่า พร้อมทั้งชี้หน้าข้าพเจ้าว่า ไม่ทำบุญไปให้บ้างเลย

ข้าพเจ้าตื่นเต้นและตกใจกลัวอย่างสุดขีด ร้องตอบไปว่า ได้ทำบุญไปให้แล้ว ไม่ได้รับหรือ

ผีภรรยาของข้าพเจ้ากลับท้วงว่า “ทำบุญเฉยๆ จะได้รับอย่างไร”

ข้าพเจ้าจึงต้องร้องตะโกนสัญญาไปอย่างรีบร้อน “อย่าเข้ามา อย่าเข้ามา จะส่งส่วนกุศลไปให้ใหม่”

เมื่อตื่นขึ้นมา ข้าพเจ้าก็เฝ้าครุ่นคิดอยู่ไม่รู้วาย ข้าพเจ้าพร่ำพรรณนาว่าขออย่าได้มารบกวนอีกเลย ช่างน่ากลัวอย่างเหลือเกิน อย่างไรก็ดี ข้าพเจ้ามีความเสียใจว่า เพราะอยู่ในความฝัน จึงถามถึงทุกข์สุขตลอดจนความเป็นไปของเขาไม่ได้ หาไม่แล้วเราคงจะได้ความรู้เรื่องของผีบ้าง

ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาด้วยความอัศจรรย์ใจ จะว่าผีไม่มีเห็นจะไม่ได้เสียแล้ว เขามาทวงส่วนกุศลที่ข้าพเจ้ามิได้แผ่ไปจริงๆ เขารู้ได้อย่างไร แล้วทำไมจึงมาทวงถามได้ถูกต้อง ถ้าผีมิได้มีจริงๆ

ในวันต่อมา ข้าพเจ้าต้องรีบไปถามผู้หลักผู้ใหญ่ถึงบทกรวดน้ำ แล้วทำบุญกรวดน้ำไปให้ผีภรรยาของข้าพเจ้าเสมอๆ โดยออกชื่อเขาทุกครั้ง แล้วตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้ก็หลายปีแล้ว ข้าพเจ้ายังไม่เคยฝันถึงเขาอีกเลย

ความฝันดังที่ได้เล่ามานี่เอง ทำให้ข้าพเจ้าต้องคิดพิจารณาในปัญหาของชีวิตในแง่มุมต่างๆ เป็นอันมาก โดยตั้งคำถามว่า ความฝันคืออะไร และผีภรรยาข้าพเจ้ามาทวงส่วนกุศลจริงหรือไม่ ถึงอย่างไรความฝันทั้งสองครั้งนี้ ทำให้ข้าพเจ้านิ่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้เสียแล้ว ข้าพเจ้าเริ่มค้นคว้าตำรับตำราทั้งทางโลกและทางธรรมมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งหาโอกาสตระเวนไปในสถานที่ต่างๆ เพื่อเสาะหาคำอธิบาย

บัดนี้ ข้าพเจ้ามิได้มีความสงสัยอะไรอีกแล้ว ในเรื่องของผีสางเทวดา หรือการเวียนว่ายตายเกิด ตลอดจนเรื่องของเวรกรรม เพราะได้อ่านหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องของชีวิตจากอภิธรรมมูลนิธิทุกเล่ม แทบทุกเล่มข้าพเจ้าอ่านหลายเที่ยว ทั้งได้เคยไปฟังการบรรยายที่โรงเรียนมงคลทิพยอภิธรรมมูลนิธิ อยู่เสมอ แม้การปฏิบัติวิปัสสนา ข้าพเจ้าก็ได้ลองดูบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อหาความรู้ความเข้าใจ อาจารย์ผู้บรรยายพระอภิธรรมได้เปลี่ยนทางเดินของชีวิตให้แก่ข้าพเจ้าใหม่

ท่านเชื่อหรือไม่ว่า จะเป็นไปได้จริงหรือประการใด เดี๋ยวนี้นอกจากข้าพเจ้าจะแผ่ส่วนกุศลแล้ว ข้าพเจ้าเฝ้าอธิษฐานถึงผีภรรยาของข้าพเจ้าอยู่เสมอ ขอเชิญให้เขาได้มาอ่านหนังสือเรื่องของชีวิตจากอภิธรรมมูลนิธิทุกๆ เล่ม เมื่อได้เล่มใหม่มาข้าพเจ้าก็อดคิดถึงเขาไม่ได้ จะต้องบอกให้เขาทราบทุกๆ ครั้ง เพราะว่าเป็นประโยชน์เหลือหลาย นอกจากนั้นข้าพเจ้าเฝ้าอธิษฐานใหม่ ขอพบเขาอีกสักครั้งจะได้ถามถึงความเป็นไปต่างๆ ในเมืองผี ก็ยังไม่สำเร็จเลย

ข้าพเจ้าขอเล่าเรื่องนี้เอาไว้เพื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านสาธุชนทั้งหลายบ้างสมควร ถ้าผลกุศลใดๆ เกิดขึ้นเพราะความปรารถนาของข้าพเจ้าแล้ว ขอให้กุศลนั้นจงได้แก่อำไพผีภรรยาของข้าพเจ้า และผู้ร่วมความทุกข์ทั้งหลาย ตลอดจนโอปปาติกะทุกๆ ท่าน ขอให้อิ่มหนำสำราญแล้วมีความสุขความสบายโดยทั่วกัน.

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook