บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

ความฝัน

ขณะนอนหลับ จิตใจทำอะไร ?

ภวังคจิต คือการนอนหลับนั้น ผู้นอนหลับไม่มีความรู้สึกตัวในเรื่องอะไรแม้แต่เล็กน้อย เพราะในขณะนอนหลับจิตเป็นทวารวิมุติพ้นจากการออกมารับอารมณ์ทางประตูต่างๆ คือ ไม่ออกมารับอารมณ์ทางประตูตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย และใจ แต่อย่างใด

การนอนหลับเป็นเรื่องของจิตใจ ฉะนั้น วิทยาการในทางโลกจึงก้าวเข้าไปได้แสนยากยิ่ง ด้วยเหตุนี้ จนถึงบัดนี้ เราก็ยังไม่ทราบกันเลยว่า การนอนหลับนั้นจิตใจมันทำอะไรกันบ้าง เมื่อกำลังนอนหลับอยู่นั้นจิตใจหลับไปจริงๆ ตามความเข้าใจของคนทั้งหลายหรือเปล่า ?

ผมได้กล่าวมาแล้วว่า ขณะนอนหลับจิตกำลังเป็นภวังค์อยู่นั้น จิตก็มีอารมณ์และเกิดดับสืบต่อกันไปอยู่เรื่อยๆ มิได้หยุดหย่อนเลย ส่วนเหตุผลอะไรจึงทำให้จิตเกิดขึ้นแล้วทำไมมันจึงได้เกิดสืบต่อกันได้นั้นเป็นเรื่องใหญ่ แต่การศึกษาพระอภิธรรมให้เข้าใจ ก็จะได้เหตุผลข้อเท็จจริงพร้อมบริบูรณ์ (สำหรับผู้ต้องการศึกษาเบื้องต้น โปรดศึกษาจากวารสาร “ชีวิต” กับ “แสงสว่างของชีวิต”) ผมจะขออธิบายเพียงเล็กน้อยพอเป็นแนวทางเท่านั้น

ตามหลักสภาวธรรมกำหนดเอาไว้ว่า ธรรมชาติของสิ่งใดในโลกนี้ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้นมันจะเกิดขึ้นเองเป็นเองโดยตัวของมันเองนั้นไม่มีเลย ไม่มีพระพรหม หรือพระผู้เป็นเจ้าดลบันดาลสิ่งใดขึ้นมาได้ ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนมีอำนาจเสกสรรปั้นแต่งให้เกิดอะไรได้โดยผิดธรรมชาติ (การแสดงอำนาจจิตบางสิ่งบางอย่างมิได้ผิดไปจากธรรมชาติ) สรรพสิ่งทั้งหลายไม่ว่ารูปว่านาม เกิดขึ้นเป็นขึ้นมาโดยอาศัยเหตุปัจจัยทั้งสิ้น

ในเหตุบางอย่าง มันแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่อย่างลึกซึ้งเกินไปจนก่อให้เกิดนักโมเมศาสตร์ขึ้นมาจนถึงแสดงว่าจิตใจนั้นเป็นอมตะ ไม่มีเกิด ไม่มีดับ ไม่มีวันตาย จิตใจนั้นเป็นสิ่งกายสิทธิ์หรือเป็นกายทิพย์ที่สามารถล่องลอยไปไหนก็ได้ หรือเมื่อหลับลงไปก็จะมีเจตภูตออกจากร่างกายท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ ตามชอบใจ และบางคนก็กล่าวว่า เมื่อคนหรือสัตว์ตายลงจิตก็จะล่องลอยออกจากร่าง เรียกว่า “สัมภเวสี” ท่องเที่ยวไปหาที่เกิดใหม่ ตามบุญตามบาปที่ได้ทำเอาไว้

ตามสภาวธรรม จิตใจมิได้เป็นอมตะ ไม่มีวันตาย หากแต่เกิดดับอยู่เสมอมิได้หยุดหย่อนโดยรวดเร็ว

ทั้งยังให้เหตุผลอีกเป็นอันมากว่า ทำไมมันจึงเกิด ทำไมมันจึงดับ ดังนั้น จิตใจมิได้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะล่องลอยไปไหนได้ตามชอบใจ เมื่อคนตายลงจิตก็มิได้ล่องลอยออกจากร่างไปหาที่เกิดใหม่ตามที่บางท่านเข้าใจ (โปรดอ่านเรื่องชีวิตภายหลังความตาย หรือตายแล้วเกิดได้อย่างไร)

จิตจะเกิดขึ้นมาได้นั้นจะต้องมีเหตุมีปัจจัยมาช่วยปรุงแต่งให้มันเกิดขึ้นมา ครั้นเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว หมดเหตุหมดปัจจัย หมดกำลังส่ง มันก็จะสลายตัวไป

เช่นการได้ยินก็จะต้องมีเหตุมาประชุม จิตได้ยินจึงจะเกิดขึ้นมาได้ เช่นจะต้องมีสัททารมณ์อันได้แก่คลื่นเสียง (อายตนะภายนอก) ต้องมีโสตะปสาท ได้แก่ประสาทหู (อายตนะภายใน) ต้องมีอากาสะ ช่องว่างในหู และมีเจตสิกเข้ารับ รวม 4 ประการที่เป็นเหตุตื้นๆ นอกจากนี้ยังมีเหตุที่ลึกซึ้งอีกเป็นอันมากในเรื่องการได้ยินเพียงอย่างเดียวนี้ตลอดไป จนถึงการงานของชีวิตที่ทำต่อเนื่องกันจนการได้ยินบังเกิดขึ้น

จิตได้ยินจะต้องมีเหตุมาประชุมดังกล่าวแล้ว จิตที่คิดนึกจะเกิดขึ้นมาได้ก็จะต้องมีเหตุเหมือนกัน คือมี ทวาร, อารมณ์ และจิตเจตสิกประชุมกัน คือ มีหทยวัตถุอันเป็นที่อาศัยเกิดของจิต มีอารมณ์ซึ่งได้แก่อารมณ์เก่า หรือกรรมเก่าที่เก็บอยู่ภายในจิตเข้ามากระทบกับจิต หาไม่แล้วจะเกิดอารมณ์ไม่ได้เลย

เช่นเราเห็นรู้ว่าเป็นสีแดง เราก็จะต้องมีสีแดงที่เรารู้อยู่แล้วเข้าใจแล้ว ที่เก็บอยู่ในจิตเข้ามาร่วมการงานด้วย หรือเรารู้สึกโกรธ เราก็จะต้องเอาของเก่า หรือกรรมเก่า ซึ่งได้แก่ความโกรธที่เก็บอยู่ในจิตนั้นเข้ามาร่วมประชุมด้วย หาไม่แล้วความรู้เรื่องสีแดงและความโกรธจะเกิดขึ้นมาไม่ได้เลย ดังนี้เป็นต้น

คนที่นอนหลับนั้นจิตใจมิได้หลับไปด้วยตามร่างกาย ดังที่เราเห็นร่างกายอยู่นิ่งๆ จิตใจจะเกิดรับอารมณ์และสลายตัวไปอยู่เรื่อยๆ และอารมณ์ที่มากระทบก่อให้จิตเกิดในขณะนอนหลับนั้นก็เป็นอารมณ์ที่ได้มาตั้งแต่ปฏิสนธิ เป็นอารมณ์เก่าในอดีต ทั้งในขณะที่จิตเกิดขึ้นนี้ก็มีเจตสิกประกอบอยู่ด้วยตามสมควร เพื่อสนับสนุนการงานของจิตที่กำลังเกิดอยู่นั้น ขณะนี้มีการงานที่ทำแต่ละอย่าง แต่ละหน้าที่มากมาย แต่เราไม่รู้สึกสำนึกตัวเลยแม้แต่น้อย

หลายสิ่งหลายอย่างในร่างกายของเราเคยศึกษากันว่า อยู่ในอำนาจของจิตใจ เช่น กล้ามเนื้อ มีหรือเท้า เราจะสั่งให้ทำงานก็ได้ สั่งให้ไม่ทำงานก็ได้ แต่อวัยวะอื่น เช่น หัวใจก็ดี กระเพาะอาหารก็ดี เราจะสั่งให้มันทำงานไม่ได้ เพราะอยู่นอกอำนาจของจิตใจ

แต่อย่างไรก็ดี เราก็จะต้องมีจิตเกิดขึ้นควบคุมการทำงานของร่างกายให้ดำเนินไปได้อย่างแน่นอน หาไม่แล้วร่างกายก็จะไม่ต่างอะไรกับซากศพ ทั้งนี้ไม่ว่าจะในเวลาหลับหรือเวลาตื่น เหตุการณ์เหล่านี้เราไม่อาจสำนึกรู้ได้ (การงานของร่างกายบางอย่าง เช่น เหงื่อออกตามปรกติ หรือน้ำอาหารที่ดูดซึมเข้าไปภายในลำไส้ซึ่งเป็นไปโดยอัตโนมัติ)

บัดนี้ ประเด็นสำคัญก็ยังมีอยู่ต่อไปว่า เมื่อเกิดนอนไม่หลับขึ้นมา มีตัวการสำคัญอะไรบ้างเล่า ที่มาคอยกระตุ้นเตือนวิตกเจตสิกให้ยกขึ้นสู่อารมณ์ต่างๆ ให้ทำงานอยู่เสมอจนนอนหลับไม่ลง เราจะมีหนทางอะไรบ้างที่จะทำลายมันเสีย เมื่อต้องการจะนอนหลับเมื่อใด ก็จะนอนหลับได้สมดังความปรารถนา

อะไรเป็นเหตุทำให้นอนไม่หลับ ?

ผมได้กล่าวถึงเรื่องการนอนหลับคืออะไร ได้แสดงให้ท่านได้ทราบถึงจิตที่ขึ้นวิถีรับอารมณ์ต่างๆ ในขณะกำลังตื่น และจิตที่เป็นภวังค์ คือการนอนหลับ กับได้ชี้ให้ท่านเห็นว่าเพราะอำนาจของถีนมิทธเจตสิกที่เป็นตัวการมาทำให้จิตง่วงงุนอยากจะหลับเพราะอำนาจของสมาธิอ่อนกำลังลง ก็จะเป็นเหตุให้การนอนหลับเกิดขึ้นได้ (ไม่ต้องอาศัยความง่วงเลย)

อย่างไรก็ดี เรื่องของการนอนหลับตามที่ผมกล่าวมาแล้ว กล่าวตามหลักวิชาอาจจะก่อความยุ่งยากใจให้กับบางท่านเข้าก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะต้องเข้าใจเรื่อง จิต เจตสิก ให้พอสมควรเสียก่อน ซึ่งถ้าท่านได้ติดตาม “ความมหัศจรรย์ของจิต” กับ “ความมหัศจรรย์ของชีวิต” ไปตามลำดับแล้ว เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาเรื่องนี้อีก ก็จะเข้าใจละเอียดยิ่งขึ้น

ในคราวก่อนๆ ผมได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับว่า เกิดจากวิตกเจตสิกซึ่งเป็น เจตสิกตัวหนึ่งที่ทำให้จิตยกขึ้นสู่อารมณ์ต่างๆ บ่อยๆ จนทำให้การนอนหลับตั้งต้นขึ้นไม่ได้ บัดนี้ก็จะแสดงให้ท่านทราบว่า มีอะไรบ้างที่ทำให้จิตต้องยกขึ้นสู่อารมณ์ ทำให้ต้องตื่นอยู่เสมอ มีเหตุอะไร หรือมีกลไกอย่างไร ที่ทำให้วิตกเจตสิกยกขึ้นสู่อารมณ์อยู่ตลอดเวลา จนเป็นเหตุให้นอนไม่หลับ

เมื่อเราล้มตัวลงนอนบนที่นอน หลังจากได้ตรากตรำกับงานมาตลอดวัน ก็เพื่อปรารถนาที่จะให้หลับ แต่จิตใจในขณะนั้นกลับวุ่นวายคิดโน่นคิดนี่ บางทีก็คิดสิ่งที่ไม่เป็นเรื่องเป็นราวเสียเป็นคุ้งเป็นแคว 108 อย่าง จะบังคับให้หยุดคิดสักเท่าใด ก็หาเป็นผลสำเร็จไม่ ขณะนี้เรามักจะพูดกันว่า จิตใจฟุ้งซ่านไม่มีความสงบเลย จึงเป็นเหตุให้นอนไม่หลับ

ความจริงการกล่าวเช่นนี้ ก็ไม่ผิดอะไรนัก แต่ถ้าว่าตามสภาวธรรมแล้ว ก็เป็นการไม่ถูกต้องนัก เพราะตัววิตกเจตสิกต่างหาก เป็นตัวการทำให้จิตตั้งอยู่ในอารมณ์อย่างโน้นบ้างอย่างนี้บ้าง ทำให้อารมณ์ตั้งมั่นอยู่เป็นขณะๆ ไป ตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ มิได้ยุติ แต่อย่างไรก็ดี ความฟุ้งซ่านซึ่งได้แก่อุทธัจจกุกกุจจเจตสิกก็มีส่วนช่วยด้วยอย่างสำคัญ ที่ทำให้จิตซัดส่ายไปมา แม้จะมิได้เป็นประธานในการที่จะทำให้ไม่หลับ แต่ก็เป็นบริวารตัวร้ายที่สนับสนุนทำให้จิตวุ่นวายยุ่งเหยิง ทำให้จิตขาดสมาธิ ทำให้วิตกเจตสิกเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งอยู่ในอารมณ์อันเดียวนานๆ ไม่ได้

และผลจากการร่วมมือของหัวหน้า คือวิตกเจตสิกและลูกน้อง คืออุทธัจจกุกกุจจเจตสิกนี่เอง แม้เราจะง่วงแสนง่วงอย่างไร แม้มีความปรารถนาจะนอนให้หลับสักเพียงไหนและแม้ว่าได้พยายามจะนอนให้หลับด้วยวิธีการต่างๆ สักเพียงใด จิตใจก็หาสงบระงับหลับลงตามความต้องการได้ไม่

วิธีจะแก้โรคนอนไม่หลับ จำเป็นที่จะต้องหาสมุฏฐานของโรคให้พบเสียก่อนโดยการไล่เลียงไปสู่ต้นตอของโรคนี้ จากการที่ผมได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ตอนต้นก็จะเห็นได้แล้วว่า การที่นอนไม่หลับนั้น ก็เพราะมีอารมณ์เกิดขึ้นเสมอๆ และการที่มีอารมณ์เกิดขึ้นเสมอๆ ก็เพราะมีวิตกเจตสิก ซึ่งเป็นการยกจิตให้ขึ้นสู่ยังอารมณ์นั้นๆ มิได้หยุดหย่อน และการที่วิตกเจตสิกหมั่นยกจิตขึ้นสู่อารมณ์มิได้หยุดหย่อน ก็เพราะมีเหตุมากระทบกับจิต ซึ่งได้แก่อารมณ์ที่มีกำลังแรงมากระทบ และอารมณ์ที่มีกำลังแรงเหล่านั้นมากระทบ ถ้ากล่าวโดยย่อก็มี 2 ประการ คือ

ก. การนอนไม่หลับเพราะอารมณ์ที่เกิดจากทางใจ

ข. การนอนไม่หลับเพราะอารมณ์ที่เกิดจากทางกาย

ก. การนอนไม่หลับเพราะอารมณ์ที่เกิดจากทางใจ

ผมได้เคยกล่าวมาแล้วว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้นทางตา ทางหู หรือทางใจ ทำให้เห็น ได้ยิน หรือคิดนั้น อยู่ๆ มันก็เกิดขึ้นมาเองก็หาไม่ได้ หากแต่ต้องอาศัยผัสสเจตสิก คือการกระทบและเกิดเจตสิกอื่นๆ อีกเป็นมันมาก (เจตสิกที่มิได้เกี่ยวข้องโดยตรงในเรื่องนี้ จะงดเสียไม่กล่าว) หาไม่แล้วอารมณ์จะเกิดขึ้นมาไม่ได้เลยเป็นอันขาด เช่น แสงจะต้องกระทบกับประสาทตาจึงจะเห็น เสียงจะต้องกระทบประสาทหูจึงจะได้ยิน และเรื่องราวจะต้องกระทบใจจึงจะคิดนึกได้ ผมจะขอยกอารมณ์ที่แรงๆ ที่เข้ากระทบกับจิตมาเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นได้ง่าย ดังต่อไปนี้:

เมื่อท่านได้รับความทุกข์ หรือได้อารมณ์อันไม่พึงปรารถนา เช่น ครุ่นคิดแต่เรื่องที่ไม่ดี ทรัพย์สมบัติต้องสูญเสียไปเป็นอันมาก ต้องถูกออกจากงาน ค้าขายล้มละลาย หรือมีใครมานินทาว่าร้าย ผิดพ้องหมองใจกัน การผูกพยาบาทอาฆาตจองเวร บุตร ภรรยา สามี หรือผู้อื่นทำอะไรให้ไม่ถูกใจ สิ่งที่ปรารถนาไว้ยังไม่เกิดผล เช่นความร่ำรวย อำนาจ และยศถาบรรดาศักดิ์ หรือการกริ่งเกรงว่าสิ่งเหล่านี้จะหลุดลอย หรือคู่รักที่รักกันมากต้องมาจากกันไป

อารมณ์เหล่านี้มีกำลังแรงมาก จะเกิดขึ้นมากระทบจิตอยู่เสมอ ชั่วโมงละนับไม่ถ้วนครั้ง จึงทำให้เกิดความเสียใจ ทุกข์ร้อนกังวล ห่วงใยมิได้หยุดหย่อน ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นกลางคืนหรือกลางวัน ไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย เย็น ถ้ามีช่องหรือจังหวะแล้ว อารมณ์เหล่านี้ก็จะเกิดเรื่อยๆ ไปจะหยุดก็เป็นบางครั้งบางคราวในเมื่อมีเหตุอื่นมาแทรกแซง เช่น กำลังคุยเพลินอยู่ หรือกำลังคิดเรื่องอื่นที่สำคัญ หรือกาลเวลาได้เนิ่นนานออกไปมาก จนอารมณ์เหล่านั้นคลายความรุนแรงลงไป

เมื่อท่านได้รับความสุขกายสุขใจ เช่นได้ทรัพย์สมบัติมาเป็นอันมากจากมรดกหรือถูกล็อตเตอรี่ ได้เพิ่มขั้นเงินเดือนอีกหลายขั้น ค้าขายดีมีกำไรมาก หรือได้รับคำสรรเสริญชมชยจากผู้หลักผู้ใหญ่ ได้ลาภ ยศ และอำนาจ หรือคู่รักที่รักกันมากจากกันไปนานกลับมาพบกันอีก อารมณ์เหล่านี้ก็เป็นเหตุก่อให้เกิดความสะเทือนใจมาก ก็กระทบกับจิตอยู่เสมอ แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่ดีที่ชอบใจ ก็ทำให้นอนหลับได้ยากเหมือนกัน คล้ายคลึงกับที่ได้กล่าวมาแล้ว

ในเรื่องการกระทบระหว่างอารมณ์กับจิตว่าจำเป็นจะต้องกระทบหรือไม่นั้นเป็นเรื่องง่ายต่อการพิสูจน์ เช่นคนที่ไม่เคยถูกไฟไหม้บ้านเลย เรื่องความเสียใจที่ไฟไหม้บ้านมิได้มีอยู่ในจิตใจ คือจิตใจมิได้เก็บความเสียใจว่าไฟไหม้บ้านเอาไว้ จึงไม่มีความเสียใจในเรื่องไฟไหม้บ้านเข้ากระทบกับใจ ก็จะมีความเสียใจในเรื่องนี้ไม่ได้เลย ถึงจะพยายามเสียใจว่าไฟไหม้บ้านสักเท่าใดก็ไม่สำเร็จ (นอกจากจะสร้างมโนภาพขึ้นมาเอาเอง) ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีความเสียใจเรื่องไฟไหม้บ้านมากระทบกับใจ

แต่คนที่เคยไฟไหม้บ้านมาแล้ว แม้เวลาล่วงเลยไปนานก็ยังอดคิดเสียใจไม่ได้ โดยทำนองเดียวกันนี้ ถ้าไม่เคยถูกล็อตเตอรี่เลยแม้แต่ครั้งเดียว เราจะดีใจเรื่องถูกล็อตเตอรี่ได้อย่างไร เพราะความดีใจเรื่องถูกล็อตเตอรี่มิได้มีอยู่ในจิตใจ จิตใจจึงไม่มีความดีใจเรื่องถูกรางวัลล็อตเตอรี่มากระทบ จึงเกิดความดีใจไม่ได้

นอกจากที่ได้กล่าวมานี้ ก็ยังมีอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากทางใจอีกหลายอย่างที่มาเป็นอุปสรรคเครื่องกีดขวางทำให้นอนหลับยาก โดยมากมักเป็นแก่ผู้ปฏิสนธิด้วยจิตอุเบกขา (อารมณ์อุเบกขาติดมาแต่เกิด) บุคคลเหล่านี้เป็นนักคิดนักฝันในวิชาการหรือการประดิษฐ์ต่างๆ บางคนก็ชอบครุ่นคิด ชอบตรอง ชอบวิตกกังวลไปแต่ในด้านร้าย เป็นห่วงใยในความเป็นอยู่ของตนและครอบครัว กลัวจะยากจนอดอยาก กลัวจะเสียหาย กลัวจะไม่ได้ลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข กลัวกิจการจะล่มจม ได้รับอะไรกระทบกระเทือนใจแม้เพียงเล็กน้อย หรือต้องแก้ปัญหาชีวิตสักนิดหน่อยก็ชอบเอามาคิดมานึก มาเสียใจดีใจเสียมากมายใหญ่โต

แม้ในบางคราวเรื่องราวยังไม่ทันได้เกิดขึ้น ก็อุตส่าห์สร้างภาพเหตุการณ์ในทางร้ายๆ ขึ้นในใจ ให้เกิดความวิตกหวั่นไหว หวาดกลัว ผมได้เคยเห็นบุคคลเช่นว่านี้มาหลายคน ซึ่งควรจะน่าเศร้าใจแทน เช่น คนหนึ่งชอบพูดเสมอว่า ตัวเองจะป่วยไข้ในปีนี้จะรอดหรือไม่รอดก็เท่ากัน เพราะหมอได้บอกเอาไว้ว่า สุขภาพไม่ดีเสียเลย อีกคนหนึ่งพูดอยู่เสมอๆ พร้อมด้วยความไม่สบายใจ เพราะหมอดูทายเอาไว้ว่า เคราะห์ร้ายมาก ถ้าตาไม่บอด หูก็จะหนวก หูไม่หนวก จมูกก็จะโหว่ เวลานี้ก็หลายปีมาแล้วจนชรามากก็ยังพูดอยู่ ส่วนตาก็ยังไม่เห็นบอด หูก็ยังไม่หนวก จมูกก็ยังไม่โหว่สักที แต่ความทุกข์ความกังวลเกิดขึ้นเสียนับครั้งไม่ถ้วน

บางคนยังไม่มีท่าทีเลยว่าจะถูกออกจากงาน แต่ก็คิดอยู่เรื่อยๆ ว่า ถ้าถูกออกจากงานแล้วจะเดือดร้อนมาก เพราะมีบุตรตั้งครึ่งโหล บุตรก็จะไม่ได้เรียนกลายเป็นคนโง่ไปหมด บางคนเฝ้าวิตกกังวลด้วยเกรงไปว่าบุตรที่อยู่ในครรภ์นั้น เมื่อคลอดออกมาจะพิกลพิการไป บางคนชอบเอาเรื่องเก่าๆ ที่น่าเสียใจมาครุ่นคิดใหม่ให้เดือดร้อน ให้น้อยเนื้อต่ำใจและทำเช่นนี้อยู่เสมอจนชำนาญ เหมือนเป็นเกมที่น่าสนุกสนานอะไรสักอย่างหนึ่ง

บางคนเพียงเดินสวนทางกันกับญาติหรือเพื่อนฝูง แล้วเขามิได้ทักทายปราศรัยด้วยเช่นเคย ซึ่งเขาอาจคิดอะไรอยู่ก็ได้ ก็เฝ้าเอามาครุ่นคิดแล้วนอนไม่หลับ หาเหตุผลโดยขุดค้นลงไปว่า เขาคงโกรธเคืองเรื่องอะไร ตัวเองได้ทำอะไรผิดลงไป หรือใครไปยุแหย่อะไรเข้า บางคนลูกไปโรงเรียนกลับมาช้ากว่ากำหนดไปหน่อย ก็คิดเสียเป็นคุ้งเป็นแควว่า ลูกจะถูกรถทับตาย

บุคคลดังได้กล่าวมานี้ นับว่าได้ตกไปเป็นทาสของจิตใจอย่างน่าสงสาร เพราะเป็นการสร้างความทุกข์ร้อนให้เกิดขึ้นเสียเปล่าๆ เป็นการสร้างนรกให้ตัวเองตกลงไปจึงได้รับอกุศลจิต คือ บาปที่เกิดขึ้นทางใจโดยไม่จำเป็นเลย

ความน่าพิศวงที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากความทุกข์ความเร่าร้อน หรือไม่ว่าจะเกิดความสุข ความยินดี ตื่นเต้นก็ตาม เรื่องราวเหล่านั้นก็ได้เกิดขึ้นมาแล้วและได้ดับลงไปแล้ว ตั้งแต่วินาทีที่แล้ว ชั่วโมงที่แล้ว หรือตั้งแต่วันวาน และบางทีตั้งแต่ปีกลาย ขณะนี้อารมณ์ที่ได้ดับลงไปแล้วดังกล่าวนี้ ทำไมมันจึงเกิดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีก จะหยุดลงโดยเด็ดขาดได้ยากเหลือเกิน อารมณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วเหล่านั้นก็คือ “กรรม” ซึ่งได้แก่การกระทำ อันเกิดขึ้นมาจากทางตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ หรือทางกาย วาจา ใจ

เมื่อกรรมหรือการกระทำเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับลงเป็นอดีตไปในทันที แต่เหตุไฉนเล่า กรรมเหล่านั้นซึ่งก็ไม่มีตัวตน มองก็ไม่เห็น สัมผัสก็ไม่ได้ ไม่มีรูปร่างหรือสี ทั้งจะชั่งตวงหรือวัดก็ไม่สำเร็จ แต่กรรมซึ่งเป็นอดีตและเก็บเอาไว้ในจิตเหล่านี้เอง กลับมีกำลังอำนาจ เกิดมีความสามารถที่จะกระทบกับจิต ก่อให้เกิดอารมณ์ขึ้นมาใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้ว่ากี่ครั้งกี่หน เรื่องนี้เป็นการแสดงอำนาจของสิ่งที่ไม่มีตัวตน คือกรรมในอดีตอย่างหนึ่งที่อาจให้ผลแก่ผู้กระทำได้อย่างที่มองเห็นกันง่ายๆ

ฉะนั้นผู้ที่ไม่มีความเชื่อเรื่องของกรรม ทั้งไม่ยอมที่จะศึกษาเสียด้วย จึงเป็นบุคคลที่น่าสงสารอย่างยิ่ง

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook