บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

ความฝัน

สุปินวิถี 1

บรรยาย ในวันเสาร์ที่ 11 ก.พ. 16

ร.ร.มงคลทิพย อภิธรรมมูลนิธิ วัดเชตุพน ฯ

สุปินวิถี คือ วิถีจิตที่เกิดขึ้นในขณะนอนหลับไม่สนิท เรียกความเป็นไปของจิตในเวลานั้นว่า สุปิน คือ “ฝัน” และวิถีจิตที่เกิดขึ้นเป็นความฝันนี้เป็นกามชวนะมโนทวาราวิถี หมายถึง รับกามารมณ์ทางมโนทวาร คือ ทางใจทางเดียวเท่านั้น และคำว่า กามชวนะ ก็หมายความถึงผู้ที่ชอบเสพกาม คือ ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ เช่น มนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน เปรต และเทวดา เป็นต้น

วิถี คือ การทำงานของจิตในขณะฝันนั้นไม่อาจเกิดทางปัญจทวาร คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กายได้เลย แต่การกระทบกระเทือนอาจผ่านจากทวารอื่นมาก่อนก็ได้ เช่น กระทบกายแล้วจึงกระเทือนเข้าไปถึงใจ เช่น คนถูกน้ำรดที่มือ แล้วก็เลยฝัน (ทางมโนทวาร) ไปว่าได้ลุยน้ำ เป็นต้น

นิมิต คือ การสร้างภาพขึ้น อันเป็นความฝันของบุคคลนั้น ย่อมมีชัดเจนมากบ้าง ชัดเจนน้อยบ้าง หรือบางครั้งมีความชัดเจนน้อยที่สุด จนไม่รู้เรื่องราว หรือจำไม่ได้เลยก็มี ด้วยเหตุนี้วาระสุปินวิถีจึงมีแบ่งออกเป็น 4 วาระ คือ

1. สุปินวิถี ที่เป็น ตทาลัมพนวาระ

2. สุปินวิถี ที่เป็น ชวนวาระ

3. สุปินวิถี ที่เป็น โวฏฐัพพนวาระ

4. สุปินวิถี ที่เป็น โมฆวาระ

สุปินวิถี ที่เป็น ตทาลัมพนวาระ และชวนวาระ คือ ความฝันที่ผู้ฝันสามารถรู้เรื่องราวได้ชัดมาก และชัดเจนน้อยตามลำดับ คือ เข้าถึงการเสพอารมณ์นั้นย่อมเป็นไปได้ทั้งกุศลชวนะ และอกุศลชวนะ ได้ทั้งบุญและบาป เรียกสุปินวิถีทั้ง 2 วาระนี้ว่า กุสลากุสลสุปินวิถี แต่กุศล อกุศล คือ บุญหรือบาปที่เกิดในขณะเวลาฝันได้ก็จริง แต่เจตนามีกำลังน้อย ไม่แรงกล้า

เหมือนเวลาที่เสพอารมณ์ในขณะที่ตื่นอยู่ ฉะนั้น กุสลากุสลสุปินวิถี จึงไม่สามารถนำปฏิสนธิ คือ นำเกิดในสุคติหรือทุคติได้ กำลังอำนาจของบุญหรือบาปส่งให้ปฏิสนธิ คือ เกิดในชาติหน้าไม่เพียงพอ คงให้ผลได้บ้างในปวัตติกาล เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วเสียก่อน เราก็ถือว่าไม่ล่วงกรรมบถ เพราะเจตนาที่เกิดขึ้นนั้น เกิดในขณะที่อารมณ์ไม่เป็นปรกติ หรือจิตที่รับอารมณ์ไม่เป็นปรกติ ดังนั้นจึงไม่ถึงความเป็นกรรมบถ

ส่วนสุปินวิถี ที่เป็น โวฏฐัพพนวาระ และโมฆวาระนั้น คือ ความฝันที่ไม่เข้าถึงการเสพอารมณ์ คือ จิตที่ทำการงานไม่ถึงชวนะ ไม่มีการเสพอารมณ์ในวิถีนี้ เพราะกำลังของการกระทบอ่อนเกินไปจึงไม่เกิดจนสุดวิถี ผู้มีอารมณ์ไม่อาจรู้นิมิตในฝันของตนได้ ตื่นขึ้นมาแล้วก็นึกถึงเรื่องของความฝันไม่ออก เพียงแต่รู้สึกว่านอนหลับไม่สนิทเท่านั้น จึงจัดไว้เป็น อพยากตสุปินวิถี ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป

เหตุให้เกิดสุปินวิถี คือ ตัวการที่ทำให้เกิดความฝันนั้นมี 4 ประการ ผมจะกลับมาอธิบายถึงเรื่องดังกล่าวนี้ภายหลัง

ผมขอแสดงคำว่า “สุปิน” กับ “วิถี” เสียก่อน

ท่านทั้งหลายคงจะได้พบในหนังสือต่างๆ ที่ใช้คำว่า สุปิน (สุปินะ) ก็คือที่เราพูดกันในภาษาไทยว่า สุบิน นั่นเอง ความจริง สุบิน นี้แปลว่าฝัน แต่ว่าวิถี แปลว่า หนทาง คือ การงาน ได้แก่การงานของจิตในขณะที่กำลังฝัน

สุปินวิถีนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร หรืออาศัยเหตุอะไร จึงทำให้ความฝันเกิดขึ้นได้ แล้วในขณะฝันจิตใจทำงานอะไรกันบ้าง ความฝันนี้เป็นบาปเป็นบุญได้หรือไม่ ด้วยเหตุผลประการใด และความฝันนั้นบางทีก็เป็นความจริง จะจริงขึ้นมาได้ด้วยเหตุผลกลใด เรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นเรื่องที่บรรดานักวิชาการในด้านต่างๆในโลกนี้มีความสนใจเป็นอันมาก แต่ไม่มีใครมีความสามารถจะอธิบายปรากฏการณ์แปลกประหลาดนี้ได้

แน่นอน ในโลกนี้ไม่มีใครเลยที่จะเรียนรู้เรื่องของความฝัน ว่าความฝันที่เกิดขึ้นนั้นมาจากสาเหตุอะไรบ้าง ในขณะที่กำลังฝันนั้น ทั้งร่างกายและจิตใจมันทำอะไรกันและเป็นความจริงได้เพราะอะไร เหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทำไมจึงได้เกิดขึ้น และเป็นไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

เมื่อเข้ามาศึกษาเรื่องความฝันจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะได้เข้าถึงความจริงที่เรียกว่า ปรมัตถสัจธรรม คือ ความจริงอันแท้ จะได้เข้าใจว่า ความฝันคืออะไร เหตุใดจึงได้เกิดความฝันขึ้น แล้วในขณะฝันจิตใจทำงานอะไรกัน และเมื่อฝันแล้วกลายเป็นความจริงได้ เพราะเหตุใด แล้วยังได้เข้าถึงประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย

ครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้ว ได้มีท่านผู้หนึ่งที่สำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษได้มาแสดงปาฐกถา ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ได้เล่าเรื่องต่างให้ฟังว่า ในมหาวิทยาลัย Oxford ประเทศอังกฤษ ซึ่งท่านนักศึกษาก็คงจะได้ยินชื่อนี้กันมานานแล้วเป็นสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงมาก มีนักศึกษาเกือบทั่วโลกนิยมไปศึกษากันที่นั่น เขามีหลักฐานการศึกษาดี

บรรดาท่านอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายท่านด้วยกัน ได้ช่วยกันค้นคว้าสิ่งเร้นลับมหัศจรรย์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของชีวิตหลายเรื่องด้วยกัน โดยบรรดาอาจารย์เหล่านั้นได้รวบรวมกันตั้งเป็นกลุ่ม เป็นสมาคม สมาคมนี้เป็นเป็นภาษาไทยว่า “สมาคมอำนาจเหนือจิต” สมาคมนี้ตั้งขึ้นภายในมหาวิทยาลัย

เขาเล่าต่อไปว่า บรรดาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย Oxford ได้ไปเชิญอาจารย์ที่อยู่ในมหาวิทยาลัย Cambridge เข้ามาร่วมมือด้วย เพื่อค้นคว้าเรื่องอำนาจเหนือจิต ซึ่งมีรวมหลายประเภทด้วยกัน

เมื่อสมาคมตั้งขึ้นมาแล้ว คณะกรรมการก็ได้วางหลักการเป็นข้อๆ สำหรับจะได้ค้นคว้าข้อเท็จจริง ผมจำได้ว่ามีถึงสิบกว่าข้อ แต่ผมก็จำมาไม่หมดเพราะล่วงเลยมาหลายปี จำมาได้เพียงบางข้อเท่านั้น เช่น

1. เรื่อง ผีสางเทวดา บรรดาอาจารย์เหล่านั้นบางคนมีประสบการณ์ในเรื่องผีสางเทวดามาแล้ว เพราะมีนักศึกษาหรือใครๆ ที่เขาเชื่อถือ ได้ประสบการณ์เรื่องผีสางเทวดา เมื่อเหตุเกิดขึ้น เขาก็พากันไปพิสูจน์หาหลักฐานในที่ต่างๆ

เช่น สมมติว่าบ้านนี้มีผีสางมาสิงอยู่แล้วมาแกล้งมาทำอะไรต่างๆแปลกๆ ทางคณะกรรมการของสมาคมก็ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปหาความจริง เช่นว่าไปโรยๆแป้งไว้ให้ทั่วห้อง แล้วห้ามไม่ให้ใครเข้าไป ถ้าใครเข้าไปในห้องก็คงจะมีรอยเท้า ทั้งนี้ก็เพื่อกันคนหลอก เพราะปรากฏว่าในห้องนี้ผีชอบขว้างแก้วลงมาจากชั้นที่ไว้แก้ว แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังถูกขว้างอยู่ต่อไป ทั้งๆที่ไม่มีใครเดินเข้าไปในห้องเลย ผมเชื่อว่าเวลานี้เขาก็คงจะกำลังค้นคว้าในเรื่องนี้อยู่ แต่คงจะยังไม่บรรลุผลสมความมุ่งหมายเป็นแน่

2. เรื่อง ลางบอกเหตุ บางทีเหตุการณ์ที่สำคัญๆ ทั้งหลายก่อนที่จะเกิดขึ้นมา มันมีลางบอกล่วงหน้า เขาเรียกว่า มีความรู้สึก ชาวอังกฤษบางท่านก็มีความรู้สึกเช่นนั้น แล้วประกาศออกมาเหมือนกับคนไทยว่า ก่อนจะมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้น เขามีความรู้เอาไว้ก่อนแล้ว เขาก็เลยตั้งหัวข้ออีกหัวข้อหนึ่งว่า จะต้องค้นคว้าเรื่องรางบอกเหตุ ซึ่งพวกสมาชิกของสมาคมต้องเล่าเรื่องที่ได้ประสบมา เขียนเก็บเป็นหลักฐานไว้แล้วคอยดูต่อไปว่าจะเป็นความจริงหรือไม่

3. เรื่อง เกี่ยวกับอำนาจจิต บางประการ เช่น โทรจิต

4. อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง ความฝัน เขาเล่าให้ฟังว่า ในเวลานั้นบรรดาผู้ที่เป็นสมาชิกทุกท่าน ใครมีความฝันอะไรจะต้องมาเล่า โดยเขียนรายละเอียดส่งมา แล้วเก็บความฝันนั้นเอาไว้เพื่อคอยดูว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ คอยจนกว่าจะมีผู้ใดมาอธิบายว่า ความฝันคืออะไรต่อไป

ท่านผู้แสดงได้ยกตัวอย่างขึ้นมา เช่น มีสมาชิกผู้หนึ่งเป็นสุภาพบุรุษ เขาฝันไปว่าเขาได้โดยสารเครื่องบินเดินทางจากกรุงลอนดอนไปยังฝรั่งเศส ครั้งไปถึงฝรั่งเศส เมื่อเครื่องบินจอดเทียบท่าอากาศยานเรียบร้อยแล้ว เขาก็เห็นเครื่องบินอีกลำหนึ่งซึ่งกำลังจะจอดลง แต่เรือบินลำนั้นเกิดพลิกคว่ำลง เขาก็วิ่งไปดูเครื่องบินที่เกิดอุบัติเหตุนั้น ก็ได้เห็นเพื่อนของเขาที่อยู่อังกฤษเดินทางมาโดยเรือบินลำนี้ ตายลงไปต่อหน้าต่อตาของเขา ตามที่เขาเห็นอย่างนี้ในความฝัน เขาเขียนเรื่องราวส่งให้กรรมการของสมาคมเอาไว้ แต่ยังไม่ได้เดินทางไปฝรั่งเศส คณะกรรมการก็เก็บเรื่องราวของเขาเอาไว้

หลังจากนั้นมาเป็นเวลาปีเศษ เขาก็เกิดเดินทางไปฝรั่งเศสจริงๆ เหมือนกับความฝัน และเมื่อถึงฝรั่งเศสแล้ว เขาก็เห็นเรือบินลำหนึ่งกำลังจะลง แต่แล้วก็พลิกคว่ำ เขาก็วิ่งลงไปดู เมื่อไปดูก็เห็นเพื่อนของเขาตายอยู่ในเรือบินลำนั้น ตรงกับความฝันเมื่อปีกลาย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วทางคณะกรรมการของสมาคมก็หาบทพิสูจน์กันว่า เพราะเหตุใดเล่า และคำที่ว่าเพราะเหตุใดนั้น ผมก็คิดว่ามาจนถึงเดี๋ยวนี้คงจะยังไม่ทราบ ผมจึงได้พูดว่า ถ้าไม่เข้ามาอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็จะพากันพูดว่า เพราะเหตุใด ? อยู่นั่นเอง แต่จะเข้าไปไม่ถึงสาเหตุที่แท้จริงได้อย่างแน่นอน

เมื่อได้พิจารณาถึงวิถีจิตแล้ว จะเห็นได้ว่าการงานของจิตที่เกิดขึ้นนั้น จะเกิดขึ้นทางปัญจทวารวิถี คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็จะเห็นมี อดีตภวังค์ ภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะเป็นลำดับไปจนถึงตทาลัมพนะ เมื่อเป็นอารมณ์ที่แรง แต่ถ้าเป็นอารมณ์ที่มากระทบไม่แรง ก็ไม่มีตทาลัมพนะ ถ้าเป็นมโนทวาร หมายถึงทางใจ ก็จะเกิดอารมณ์ตั้งแต่ภวังคจลนะเป็นต้นไปจนถึงตถาลัมพนะเหมือนกัน

ด้วยเหตุนี้ ถ้าท่านนักศึกษาจะสังเกตดูให้ดีๆ ก็จะเห็นภวังคจิตในวิถีทางปัญจทวาร และทางมโนทวารก็ตาม ล้วนแต่มีภวังค์คั่นอยู่ทั้งนั้น แปลว่า มีจิตเป็นภวังค์ ซึ่งจะไม่มีความสำนึกรู้สึกตัวคั่นอยู่ตลอด จิตของบุคคลเกิดขึ้นแล้ว สิ้นวิถีจะต้องเป็นภวังค์เสมอ (ดูวิถี) เช่น ขึ้นต้นก็เป็นภวังค์แล้ว ตั้งแต่อดีตภวังค์ ภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ ทั้ง 3 ตัวนี้ได้ชื่อว่าเป็นภวังค์ทั้งหมด เพียงแต่ชื่อต่างกัน ก็แปลว่ามันได้รับการกระทบกระเทือนไปตามลำดับแต่ยังไม่ได้ออกมาทำความรู้สึก หรือยังไม่ขึ้นวิถีทำการงานจริงๆ และสุดท้ายคือเมื่อสิ้นสุดวิถีแล้วก็มีภวังค์อีก

ดังนั้นก็จะเห็นว่าคนเรานี้มีภวังค์มากเหลือเกิน ตั้งแต่เกิดจนกว่าจะตายไปจนนับไม่ไหว ชั่วขณะที่ท่านทั้งหลายฟังผมนี้ภวังคจิตก็เกิดขึ้นไม่ทราบว่าเท่าใดแล้ว เพราะว่าเมื่อฟังแล้วคำหนึ่งหรือเสียงสิ้นสุดลงครั้งหนึ่งก็เป็นภวังค์ตั้งมากมาย จิตที่เป็นภวังค์นี้หมายความว่าจิตที่ไม่มีความสำนึกรู้สึกตัวเลยแม้แต่เล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นทางปัญจทวาร หรือทางมโนทวาร

ด้วยเหตุนี้เอง การที่เรานั่งฟังธรรมะก็ดี ดูภาพยนตร์ก็ดี คิดว่ากำลังสนุกสนาน กำลังร่าเริงใจ ก็ไม่ได้แสดงว่าเราตื่นอยู่ตลอดเวลา หากแต่มีการนอนหลับคั่นอยู่ระหว่างทาง เป็นการนอนหลับสั้นๆ ชนิดที่เรารู้สึกตัวไม่ได้เลย คือว่าเราไม่ได้ตื่นอยู่ตลอดเวลา ท่านนักศึกษาเคยสังเกตบ้างหรือเปล่า บางทีท่านนักศึกษาคุยกับญาติมิตร คุยไปคุยมาในขณะนั้นเรามีความง่วงปนลงไปด้วย แล้งฟังเขาไปไม่ตลอด เขาก็พูดว่าทราบหรือเปล่า เราก็บอกเขาไปว่าทราบ แต่ทราบแค่ไหน เราก็ตอบเขาไปไม่ได้ เพราะอะไรเล่า ก็เพราะเวลานั้นมีถีนมิทธะ คือ ความง่วงเข้าไปปน และมีภวังคจิตปนอยู่ด้วย จึงเลือนลางเต็มที

ดังนั้นก็จะเห็นได้ว่า ถ้าเป็นไปเช่นนั้น ก็ย่อมแสดงว่ามีภวังค์มากไปจนสังเกตเห็นได้ แต่ถ้าภวังค์เกิดอย่างที่ท่านนักศึกษากำลังฟังผมอยู่ขณะนี้ (ไม่ง่วง) ใครจะมาสังเกตเห็นได้ เพราะมันรวดเร็วอย่างเหลือเกิน เราคิดว่าเราตื่นอยู่ตลอด อย่างผมก็เหมือนกัน ผมก็พูดอยู่ตลอด ความจริงก็มีหลับปะปนอยู่เช่นเดียวกัน แต่มันหลับระยะสั้นๆ และสั้นนิดเดียว จึงไม่รู้สึกตัวว่าหลับ

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ทุกคนมีการนอนหลับอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนในตอนเช้าไปจนครบ 24 ชั่วโมง แต่ว่าจังหวะที่มากที่สุดก็คือ ตอนนอนหลับสนิทในเวลากลางคืน 7 - 8 ชั่งโมงนั้นเป็นภวังคจิตเกือบทั้งหมด นั่นเป็นการนอนหลับที่เห็นได้ชัดเจนแล้ว

ในเรื่องที่มีภวังค์มาคั่นในขณะที่กำลังตื่นอยู่นี้ ก็มีท่านนักศึกษาที่มาศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งฟังการบรรยายอยู่ แล้วเผลอไปหน่อย คือหลับไปนิดๆหน่อยๆ แต่ว่าหลับไปนิดๆหน่อยๆ นั่นเองยังเกิดความฝันขึ้นมาได้ ทั้งๆที่นั่งฟังการบรรยายพระอภิธรรมอยู่แท้ๆ ฟังไปด้วยการยังฝันไปได้ด้วย แสดงว่าจิตใจนั้นมีความรวดเร็วอย่างเหลือเกิน เพราะในเวลาเพียงนิดเดียวนั้น ยังฝันไปได้เป็นคุ้งเป็นแคว

ด้วยเหตุนี้เอง ท่านนักศึกษาก็จะเห็นว่าแต่ละคนๆมีภวังคจิตเข้ามาคั่นอยู่ ไม่มีจิตใดเลยทำงานของมันตลอด หมายความว่า เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ฯลฯ และมันทำงานของมันในเรื่องรู้อารมณ์ตลอดไปโดยมิได้มีการหลับเลย ผมขอเล่าเรื่องให้ท่านฟังอีกสักหนึ่งเรื่อง เพื่อเป็นการสนับสนุนเรื่องภวังคจิตสักเล็กน้อยก่อนที่จะได้พูดถึงเรื่องความฝัน เรื่องนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศ

ผมขอเล่าเรื่องให้ท่านฟังอีกสักหนึ่งเรื่อง เพื่อเป็นการสนับสนุนเรื่องภวังคจิตสักเล็กน้อยก่อนที่จะได้พูดถึงเรื่องความฝัน เรื่องนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศ

มีนักวิทยาศาสตร์ทางฝ่ายจิตกลุ่มหนึ่ง เขาเพียรพยายามจะทดสอบว่าในเวลานอนหลับนั้นมันมีงานอะไรกัน วิธีการของเขาก็ใช้เครื่องไฟฟ้าที่เขาค้นคว้าขึ้นมาได้ ต่อสายเอามาติดไว้เข้าที่ศีรษะและที่ต่างๆของร่างกาย แต่เพราะเขาเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของสมองว่ามันเป็นตัวการสำคัญ เขาก็เอาสายไฟจากเครื่องไฟฟ้าติดเข้ากับศีรษะของพวกอาสาสมัครที่เข้ามาแข่งขันเพื่อชิงรางวัลเป็นพิเศษ เพื่อจะหาผู้ชนะว่าใครเป็นผู้อดนอนได้มากกว่าเพื่อน แล้วผู้นั้นก็จะเป็นผู้ชนะและได้รับรางวัล

สำหรับรางวัลก็มากโขอยู่ ผู้สมัครจึงมีมาก พวกอาสาสมัครเหล่านี้จำทำอะไร จะกินอะไร จะดื่มเหล้าชนิดไหน จะสนุกสนานกันสักเพียงใดก็ตามใจ ขออย่างเดียวว่าอย่านอนหลับเท่านั้นเอง ทั้งนี้ ตลอดคืน ตลอดวัน ตลอดเวลาที่กำลังอยู่ในระหว่างการทดลองนี้ เขาปรารถนาจะทดสอบว่าใครจะอดนอนเก่งที่สุดในบรรดาผู้แข่งขันทั้งหมดนั้นและเครื่องไฟฟ้าจะบอกอะไรให้บ้าง

นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งชอบค้นคว้ากันจริงๆ ท่านนักศึกษา คราวก่อนก็ค้นคว้าหนหนึ่งแล้ว โดยเอาสุนัขมาฝูงหนึ่งขังไว้คอกที่ 1 อีกฝูงหนึ่งขังไว้คอกที่ 2 ฝูงหนึ่งเขาให้กินอาหารให้อยู่ตามปรกติ แต่ว่าทำเสียงและทำอะไรๆทุกอย่างเพื่อไม่ให้มันนอนหลับ ทั้งพยายามเอาเครื่องมือต่างๆช่วยเพื่อทำให้มันไม่นอนหลับด้วย ส่วนอีกฝูงหนึ่งที่เหลือนั้นตรงกันข้าม ให้นอนได้ตามชอบใจ แต่ให้อดอาหาร ให้ดื่มแต่น้ำเท่านั้น การแข่งขันสุนัขทั้ง 2 ฝูงนี้ใช้เวลาหลายวัน ผลปรากฏว่า สุนัขฝูงที่อดอาหารยังไม่ตาย แสดงว่าการอดอาหารนั้นทนได้หลายวัน แต่สุนัขฝูงที่อดนอนแพ้ไปอย่างง่ายดาย คือ ตายก่อนเกือบหมด แสดงว่าการอดนอนนี้เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ

การทดลองกับคนที่เข้าแข่งขันการอดนอนทน ซึ่งผมกำลังเล่าอยู่ก็เหมือนกัน เขาอยากจะทราบว่าคนจะอดนอนได้สักกี่วัน และไฟฟ้าที่ติดไว้ที่ศีรษะจากเครื่องไฟฟ้าจะบอกอะไรให้ทราบบ้าง เขาจึงได้หาคนมาแข่งขัน และให้เงินรางวัลด้วย ในที่สุดเขาก็ได้ข้อมูลออกมาจากเครื่องมือวิทยาศาสตร์ แสดงว่าผู้ชนะอดนอนได้นานที่สุดเป็นเวลาหลายวันหลายคืนนั้น มิได้อดนอนตลอดเวลา ผู้อดนอนได้นานที่สุดถึงจะเป็นผู้ชนะก็จริง แต่เครื่องมือมันบอกว่า มีหลับชนิดสั้นๆ ปะปนอยู่ จนหลอกใครนั้นหลอกได้ แต่จะหลอกเครื่องมือวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้

นักวิทยาศาสตร์อ่านจากเครื่องไฟฟ้าบอกว่า มันมีหลับสั้นๆ อยู่ตลอดเวลา ทุกๆ คนที่เข้าแข่งขันมีการหลับสั้นๆ กันทั้งนั้น เพราะเครื่องไฟฟ้ามันบอกให้ แต่ในจำนวนที่หลับระยะสั้นๆนี้ ผู้ใดทนได้นานกว่าเพื่อนก็เป็นผู้ชนะไป ดังนั้นก็แสดงให้เห็นว่าคนเรานี้ไม่ใช่ว่าจะนอนหลับได้แต่เวลายาวนานเท่านั้น แม้เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วทั้งๆกำลังตื่นอยู่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเวลานอนหลับในเวลาตื่นก็หาไม่ ก็มีเวลานอนหลับอยู่ในระหว่างตื่นเหมือนกัน แต่ว่าการนอนหลับนี้จังหวะมันสั้นมากเท่านั้นเอง

ด้วยเหตุนี้ ท่านนักศึกษาก็จะเห็นได้ว่า นักวิทยาศาสตร์แม้ว่าจะเป็นวิชาการทางโลกก็ยังย่างกรายเข้ามาใกล้ความจริงตามหลักปรมัตถธรรมบ้างเหมือนกัน ที่มาใกล้ก็คือสามารถรู้ความจริงเหมือนกับพระอภิธรรมในข้อที่ว่ามีการนอนหลับระหว่างตื่นอยู่เสมอ

ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำส่วนมาก ก็มีผู้ทดลองมีผลออกมาเหมือนกันว่า โดยมากมันก็มิได้นอนหลับจริงๆ หากแต่มันก็หลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา

เมื่อท่านนักศึกษาได้ทำความเข้าใจแล้วว่า จิตของบุคคลจะต้องมีภวังค์ คือ การนอนหลับจังหวะสั้นๆ ยาวๆ ตามแต่เหตุ ดังนี้แล้ว

ผมสมมติว่า ถ้าท่านนักศึกษานอนหลับอยู่ แล้วผมเอาไม้ไปเคาะเข้าที่แขน นั่นแสดงว่าร่างกายเกิดผัสสะ ได้แก่การกระทบไม้เข้าแล้ว ก็จะต้องตื่นขึ้นมา ถ้าไม่ตื่นผมก็จะเคาะให้แรงขึ้นอีก ดังนี้เรียกว่า มีผัสสะ คือ การกระทบทางกาย (การกระทบกายเป็นการถูกต้องโดยตรงและเห็นได้ชัดเจน)

ตามหลักของสภาวธรรมก็เหมือนกัน บุคคลใดก็ตาม จะเกิดอารมณ์เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้รส ได้สัมผัสถูกต้อง คิดนึก ต้องมีผัสสะ คือการกระทบ ถ้าไม่มีผัสสะแล้วจะเกิดมีการเห็น การได้ยิน นึกคิด ฯลฯ ได้หรือ ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเมื่อไม่มีรูปมากระทบ ตาก็เห็นไม่ได้ และถ้าไม่มีเสียงมากระทบหูก็จะได้ยินไม่ได้ และถ้าไม่มีเรื่องมากระทบใจจะคิดนึกได้อย่างไรเล่า ก็ย่อมนึกคิดไม่ได้อยู่เอง

ดังนั้นท่านนักศึกษาจะต้องทำความเข้าใจเอาไว้ ในเวลาที่มีอารมณ์เกิดขึ้นจะต้องมีผัสสะ คือ การกระทบเสมอไป ถ้าไม่มีการกระทบแล้วจะมีจิตเกิดขึ้นมาไม่ได้เลยเป็นอันขาด เช่นไม่มีเสียงมากระทบหูก็ไม่ได้ยิน ไม่มีกลิ่นมากระทบจมูกแล้ว จะมีความรู้สึกกลิ่นขึ้นมาไม่ได้ และไม่มีเรื่องอะไรมากระทบใจแล้วก็คิดนึกก็ไม่ได้เหมือนกัน

ถ้าเรานอนหลับสนิท เมื่อโดนเคาะแรงๆ ก็จะต้องตื่นขึ้น แต่ถ้าเป็นคนขี้เซานอนหลับสนิทแล้วโดนเคาะเบาๆ จะตื่นหรือ ก็ไม่ตื่นขึ้นมา ที่ไม่ตื่นก็เพราะว่ากระทบกระเทือนเข้าไปถึงจิตยังไม่ได้ ความเป็นภวังค์ก็ยังคงเป็นภวังค์ต่อไป จิตก็ไม่สามารถเกิดขึ้นรับอารมณ์ขึ้นมาได้ ด้วยเหตุดังนี้เอง อารมณ์ที่มากระทบจึงต้องมีกำลังเพียงพอจึงจะได้ ก็หากกำลังไม่เพียงพอ จิตก็จะไม่เกิดขึ้น หรือยกตัวอย่างเช่น ในตอนกลางวันมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างสามีภรรยา พอถึงตอนกลางคืนเรื่องทะเลาะเบาะแว้งก็ยังเก็บอยู่ในใจ คือ เรื่องราวที่ทะเลาะกันแม้จะผ่านไปก็ตาม มันยังเก็บอยู่ และเรื่องราวเหล่านั้นมันกระทบใจอีกได้

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเรื่องที่มีอยู่ในใจเหล่านั้นกระทบแรงมาก มันก็ทนอยู่ไม่ได้ ผัสสะกระทบแรงแล้วจะต้องตื่นอย่างแน่นอนจึงทำให้นอนไม่หลับ แต่ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ หยุมหยิมนิดๆ หน่อยๆ ตั้งแต่ตอนเช้าเลิกกันไปแล้ว พอถึงกลางคืนก็นอนหลับสบาย เพราะเรื่องมีกำลังน้อยก็จะกระทบได้เหมือนกัน กระทบกระเทือนได้เล็กน้อยเท่านั้น แต่เราง่วงนอนมาก การกระทบนั้นก็เอาชนะความง่วงไม่ได้ จึงไม่สามารถที่จะทำให้ตื่นลืมตาอยู่บนที่นอนเหมือนเด็กนอนขี้เซา เขย่านานๆ ยังไม่ตื่นได้ง่ายๆ เป็นต้น

ผมได้กล่าวมาแล้วว่า ถ้าเรานอนหลับเมื่อมีอารมณ์มากระทบทางทวารกาย เช่นมีใครเอาไม้มาเคาะ เพราะเหตุที่ร่างกายมีประสาทรับสัมผัส จิตก็จะเกิดขึ้นรับการกระทบ ณ ตำแหน่งที่รับการสัมผัสนั้น แต่ถ้าการกระทบนั้นไม่แรง หรือง่วงมากนอนขี้เซามาก เราก็จะตกอยู่ในฐานะหลับๆ ตื่นๆ

ถ้าเป็นฝีหรือเป็นหนองที่ร่างกาย รู้สึกปวด ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นที่ร่างกายนั่นคือ จิตใจได้กระทบกับความปวดเข้าแล้ว ถ้าเจ็บปวดมากก็จะตื่นขึ้นมาทันที ถ้าเจ็บปวดน้อยก็หลับๆ ตื่นๆ เป็นการแข่งขันกันระหว่างความเจ็บปวดกับความง่วงเหงาหาวนอน ถ้าเจ็บปวดมากจริงๆ เจ็บปวดก็จะได้ชัยชนะ โดยทำนองเดียวกันนี้เมื่อมีแก๊สในกระเพาะอาหารหรือในลำไส้มาก มากระทบประสาทอยู่เรื่อยๆ จึงนอนไม่ค่อยหลับ

ด้วยเหตุนี้ ก็จะเห็นได้ว่า ตัวการที่มากระทบกับจิตจะต้องมีกำลังเพียงพอ ถ้าตาของเราดี แต่ว่าคลื่นแสงไม่สะท้อนเข้ามากระทบ มันก็ไม่เห็น หรือหูของเรานี้ก็ดี แต่เสียงไม่เข้ามากระทบ มันก็จะไม่ได้ยิน โดนทำนองเดียวกันนี้ ถ้ามีเรื่องอยู่ภายในใจแล้ว ถ้ามันไม่กระทบกับใจเราก็คิดไม่ได้ และกระทบเล็กน้อย มันก็ขึ้นพ้นจากภวังค์ไม่ไหว

เช่น กำลังดูโทรทัศน์อยู่ แม้มีเสียงจากที่อื่นจะมากระทบหูก็ไม่ได้เอาใจใส่เลยจึงไม่ได้ยิน เพราะเรื่องในทีวีกำลังสนุกมาก หรือมีคนมาเรียกร้องเรา ทำไมเล่าจึงไม่ได้ยินก็เพราะว่าจิตกำลังจดจ่อกับการดู กำลังสนุกสนานรื่นเริงกับภาพยนตร์ในทีวีอยู่ ดังนั้นแม้เสียงจะดังมากระทบหูก็ไม่หันไป ที่ไม่หันไปก็เพราะว่ากำลังของเสียงที่มากระทบนั้นอ่อนสู้กับอารมณ์ที่เรากำลังสนุกอยู่ไม่ได้ ถ้าเป็นเสียงฟ้าผ่าในที่ๆไม่ห่างไกล แน่ละเราจะต้องหันไปเอาใจใส่อย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ ท่านนักศึกษาก็ได้หลักการจากสภาวธรรมอีกข้อหนึ่ง ถ้าอารมณ์มากระทบมีกำลังไม่เพียงพอก็ไม่สามารถก่อให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาได้ เช่นไม่ก่อให้เกิดเห็น ได้ยิน เป็นต้น และในเรื่องคิดนึกก็เหมือนกัน ถ้าอารมณ์นั้นมีกำลังไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถทำให้เกิดอารมณ์รู้สึกคิดนึกขึ้นมา บางครั้งบางคนนอนหลับไม่สนิท เพราะอารมณ์เก่าที่อยู่ในใจซึ่งเป็นบาปและบุญ เรียกว่าเป็นกรรมเก่านั่นเอง มากระทบจิตของเราเข้า และเมื่อมากระทบ และกระทบหลายครั้งเข้าเราจึงหลับๆ ตื่นๆ เนื่องจากมันกระทบไม่แรงจนเกินไป เราจึงไม่ตื่นขึ้นจนรู้สึกตัวได้ ดังนี้เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ดี ถ้าอารมณ์นั้นกระทบแรง หรือเหตุการณ์นั้นมีกำลังมาก แม้จะเป็นเรื่องที่ดีที่น่าตื่นเต้น เช่น คนถูกล๊อตเตอรี่รางวัลใหญ่ๆ ก็จะนอนไม่ค่อยหลับเพราะเงินมันกระทบเอาๆๆเลยตื่นอยู่ตลอดเวลาจนดึกจนดื่น ทั้งนี้ก็เพราะว่ากำลังของเงินที่ถูกล๊อตเตอรี่รางวัลใหญ่มันมากระทบ แต่ก็ถูกได้รับรางวัลนิดหน่อย ได้เงิน 100 - 200 บาท มันก็ไม่กระทบกระเทือนเท่าใด หรือกระทบก็ไม่แรง ก็เลยนอนหลับไป

ผมขอยกตัวอย่างขึ้นมาอีกสักตัวอย่างหนึ่ง เพื่อให้ท่านได้เห็นในเรื่องการกระทบชัดเจนจริงๆ

มีสุภาพสตรีผู้หนึ่ง มีสามีและมีบุตรชายคนหนึ่ง ซึ่งในขณะนี้บุตรชายอายุได้ 18 ปี กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ทุกๆคนในครอบครัวนี้ก็อยู่กันเป็นปรกติดีทุกอย่าง เพราะมีรายได้รายจ่ายพอสมควรแก่อัตภาพไม่ฝืดเคือง บุตรชายก็มีความประพฤติดี ทั้งรักใคร่กลมเกลียวกันดี แต่ในคราวเคราะห์ร้ายคราวหนึ่ง สามีและบุตรชายได้ขับรถยนต์ไปธุระที่ต่างจังหวัด เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้น เพราะรถยนต์ที่ซื้อมาใหม่ๆ ที่ขับไปนั้นได้ชนเข้ากับรถสิบล้ออย่างจัง ทั้งสามีและบุตรสุดที่รักร่างกายเหลวแหลกไม่มีชิ้นดี เสียชีวิตในทันทีทั้งสองคน

เรื่องนี้เป็นเหตุให้ภรรยาต้องเสียใจ ต้องเสียน้ำตาไปมากมาย ต้องร้องไห้อยู่หลายวัน เป็นลมสลบลงไปก็หลายครั้ง แม้เวลาจะล่วงเลยต่อมานานแล้ว เป็นปี ความทุกข์ระทมขมขื่น ความเศร้าหมองของจิตใจก็ได้เข้ามาครอบงำอยู่เป็นประจำ กินไม่ได้นอนไม่หลับ จนร่างกายซูบผอมลงเป็นอันมาก เฝ้าแต่ครุ่นคิดเสียใจ เฝ้าแต่มีอารมณ์อันเลวร้ายมารบกวนจนถึงต้องไปโรงพยาบาลโรคประสาท เพราะระงับดับความเร่าร้อนที่มารบกวนใจไม่ไหว อดคิดถึงเรื่องราวและภาพที่แสนจะน่าหวาดเสียวของสามีและบุตรสุดที่รักไม่ได้ เมื่อได้มาศึกษาพระธรรม เมื่อมีความรู้ความเข้าใจในปัญหาของชีวิตมากขึ้น จึงค่อยคลายความทุกข์ลงไป เพราะพบประตูซึ่งเป็นหนทางออกที่ดีที่สุด ไม่มีประตูไหนเลยจะเทียบเทียมได้

บัดนี้ปัญหาจึงเกิดขึ้นมาว่า ความครุ่นคิดแต่เรื่องเลวร้าย จึงเกิดขึ้นมาในจิตใจอยู่เสมอตลอดเวลา บังคับอย่างไรก็ไม่ไหว ถ้าจะตอบ ก็ต้องตอบว่าเพราะเรื่องราวเหล่านั้นเป็นเรื่องร้ายแรงของชีวิต จึงอดคิดไม่ได้ คำตอบนี้แม้จะไม่ผิด แต่ก็คงจะไม่ตรงเป้าหมายได้เหตุผลจริงๆ นัก ถ้าจะตอบว่าเนื่องด้วยเหตุการณ์ทั้งหลายในอดีตที่ได้มีความผูกพันรักใคร่กันมา กับเหตุการณ์ที่สามีและบุตรชายสุดที่รักต้องตายลงไปในอุบัติเหตุอย่างน่าหวาดเสียวในครั้งนี้ (อกุศลกรรม) ได้ฝังประทับเอาไว้ภายในจิตใจ มิได้สูญหายไปไหน และมันได้กระทบใจออกมาอยู่เสมอให้เกิดเป็นอารมณ์ขึ้น

และที่ยับยั้งมันไม่ได้ก็เพราะอารมณ์เหล่านั้นมีกำลังมากอย่างเหลือเกิน ทั้งตนเองก็มิได้ศึกษาหาหนทางที่จะสกัดกั้นอย่างไร หรือมิได้เตรียมตัวเตรียมใจต่อสู้ให้พร้อมเอาไว้ ดังนั้นจึงตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบต่อศัตรู มันจึงจู่โจมกระทบกระเทือนใจ จึงตกเป็นผู้พ่ายแพ้อย่างง่ายดาย พูดให้สั้นๆ ก็คือ อารมณ์ต่างๆ เหล่านั้นมีกำลังมากมากระทบใจอยู่เสมอ ผู้ที่มิได้ฝึกจิตมาให้ดีพอ จึงต้องพ่ายแพ้ต่ออารมณ์ที่มากระทบนั้น

ท่านนักศึกษาก็จะเห็นได้ว่า จิตจะเกิดขึ้นมาได้นั้นต้องมีการกระทบ ตามหลักการที่มีอยู่ ดังนี้ ในการฝันทุกครั้ง จึงหนีจากการกระทบของอารมณ์ไม่ได้เลย

ต่อจากนี้ไป ผมก็จะขอเข้ามาถึงเรื่องความฝันต่อไป

เมื่อเวลาบุคคลเกิดความฝันขึ้น ความฝันจะต้องเกิดขึ้นมาจากการกระทบระหว่างจิตกับอารมณ์แล้ว นอกจากการกระทบ ผมขอให้ท่านนักศึกษาได้เพิ่มหลักการอีกสักข้อหนึ่ง คือ บรรดาความฝันทั้งสิ้นจะเกิดขึ้นทางปัญจทวารไม่ได้ ถ้าอารมณ์เกิดขึ้นทางปัญจทวาร ไม่เรียกว่าความฝัน เช่น เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัสทางกาย และนึกคิดสร้างมโนภาพขึ้น ความฝันจะต้องเกิดขึ้นทางมโนทวารทางเดียวเท่านั้น และจะต้องเกิดในขณะนอนหลับไม่สนิทด้วย

สุปินวิถี คือ วิถีจิตที่เกิดขึ้นในขณะนอนหลับไม่สนิท ถ้านอนหลับสนิทจริงๆ แล้วก็จะไม่ทำให้เราตื่นขึ้นมาได้ ทั้งนี้อาจจะเกิดขึ้นเพราะอารมณ์ที่มากระทบไม่แรงพอ หรือนอนขี้เซา ถ้านอนหลับสนิทจริงๆ อารมณ์ก็จะไม่กระทบกระเทือนจนถึงขนาดให้เราตื่นมีอารมณ์ขึ้นมา การรู้อารมณ์ขึ้นในขณะที่นอนหลับไม่สนิท เรียกความเป็นไปของจิตในขณะนั้นว่า “ฝัน” ความนอนหลับไม่สนิทโดยมากมักจะเกิดขึ้นในตอนก่อนจะนอน หรือในตอนตื่นนอนยามดึก คือหลับๆ ตื่นๆ ก่อนจะหลับจริงๆ และเมื่อตอนตื่นนอนในขณะแรกๆ

บางคนฝันยาก ด้วยเหตุที่ว่า ถึงเวลาหลับก็หลับได้ง่ายดาย ไม่มามัวอ้อยอิ่งอยู่ บางคนนอนไม่ค่อยจะหลับอยู่ตั้งนาน ครั้นหลับลงแล้วก็หลับสนิท และเวลาตื่น ก็ตื่นขึ้นมาจริงๆ เลย

บุคคลชนิดนี้เกิดความฝันได้ยาก เพราะว่าเวลาหลับก็หลับสนิท มีอารมณ์อะไรมากระทบก็ไม่ค่อยจะรู้สึก เวลานอนก็หลับได้โดยง่าย เป็นคนที่ไม่ค่อยฟุ้งซ่าน ไม่ค่อยช่างคิด เป็นคนรื่นเริงสนุกสนาน อยู่ๆ บทจะหลับก็หลับไปเลย นั่งคุยกันบางทีนั่งหลับ คนที่คุยด้วยถามว่า “รู้หรือเปล่า” ยังกลับมาถามว่า “เรื่องอะไร” ฉะนั้นคนบางคนที่หลับสนิทได้ง่ายๆ แล้วก็ตื่นง่ายๆ จึงไม่ค่อยมีความฝันมากนัก แต่คนที่นอนหลับยาก ตื่นขึ้นมาตาก็ยังไม่สว่างได้เร็ว ก็มักจะฝันได้ง่าย

วิถีจิตที่เกิดขึ้นในความฝันนี้ เป็นกามชวนะมโนทวารวิถี ที่ว่าเป็นกามชวนะมโนทวารวิถี ก็หมายความว่าเป็นวิถีที่มีความยินดีติดใจในการเสพอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ของบรรดาผู้ที่เกิดอยู่ในทุคติภูมิและสุคติภูมิ มีเปรต อสุรกาย มนุษย์ และเทวดา เป็นต้น เช่น เห็นรูปแล้วติดใจในรูป ได้ยินเสียงแล้วก็ติดใจในเสียง คิดนึกอะไรสนุกแล้วติดใจในเรื่องที่สนุกนั้น ดังนี้เป็นต้น

อารมณ์เหล่านี้ เราเรียกว่า ”กามชวนะมโนทวารวิถี” เกิดขึ้นทางมโนทวาร สำหรับคนที่รับอารมณ์อย่างอื่น เช่น มหัคคตอารมณ์ มีการทำสมาธิได้มั่นคงจนได้รูปฌาน อรูปฌาน นั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องฝัน

ความฝันของบุคคลนั้นย่อมมีที่ชัดเจนมากบ้าง หรือชัดเจนน้อยบ้าง หรือบางครั้งมีความชัดเจนน้อยที่สุด จนได้สามารถจำความฝันได้เลยก็มี ด้วยเหตุนี้วาระของสุปินวิถี จึงมี 4 วาระ คือ

1. สุปินวิถี ที่เป็นตทาลัมพนวาระ วิถีนี้มีกำลังมาก เป็นวิถีที่มีความฝันในเรื่องที่ดีใจมาก หรือเสียใจมาก อารมณ์ที่มากระทบแรงเป็นพิเศษ เช่น ฝันได้เงินได้ทอง หรือฝันว่าได้รับความทุกข์ยากลำบาก หรือจะฝันเรื่องอะไรก็ตามที่มีความกระเทือนใจแรงมาก ถ้าฝันแล้วมีความกระเทือนใจแรง ตทาลัมพนะ (วงกลมดำ) ก็ย่อมเกิดขึ้นต่อท้ายวิถีเพื่อยึดหน่วงอารมณ์

2. สุปินวิถี ที่เป็นชวนวาระ สำหรับวิถีนี้ที่มีกำลังของอารมณ์แรงอยู่เหมือนกันแต่เป็นวิถีที่มีกำลังลดน้อยลงมาหน่อยหนึ่งจากข้อหนึ่ง ชวนะสิ้นสุดแล้วตทาลัมพนะไม่มี มีความยินดี ความเสียใจ หรือว่ามีเรื่องราวอะไรที่มีกำลังไม่มากนัก พอได้ความดี เมื่อชวนะสิ้นสุดแล้วก็หมดวิถี เป็นภวังค์ต่อไป

3. สุปินวิถี ที่เป็นโวฏฐัพพนวาระ คือ กระทบกับอารมณ์แล้ว แต่ว่ากระทบไม่แรงเช่น จิตของคนที่นอนขี้เซามากด้วย ทั้งอารมณ์ที่มากระทบก็ไม่แรงมากด้วยทั้งสองอย่าง หรือไปอดหลับอดนอนมาแล้วง่วงนอนมาก อารมณ์แรงมากระทบก็ไม่ค่อยรู้สึกสำนึกตัว วิถีจิตจึงเกิดเพียง ภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ แล้วก็มโนทวาราวัชชนะ แล้วก็เป็นภวังค์ เพียงเท่านี้เอง ไม่เลยลงไปถึงชวนะ ไม่ได้เสพอารมณ์ แปลว่า กระทบกระเทือนเหมือนกัน รู้สึกกระทบกระเทือนแต่ไม่ถึงชวนะ ตื่นขึ้นมาจะเล่าความฝันไม่ได้เลย ความฝันชนิดนี้จะเล่าเรื่องอะไรไม่ได้ เพราะไม่ได้เสพอารมณ์ยินดียินร้ายอะไรเลย

เมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว ผู้ที่ฝันก็จะพูดว่า “เอ๊ะ เมื่อคืนนี้นอนหลับไม่สนิท” ครั้งมีผู้ถามว่า “ฝันเรื่องอะไร” ก็จะตอบว่า “ไม่ได้ฝัน” ความฝันเกิดขึ้นแล้วเล่าเรื่องไม่ได้เพราะอะไร เพราะว่าจิตไม่ได้เลยมาถึงการเสพอารมณ์ ความยินดียินร้ายยังไม่ได้เกิดขึ้น

4. สุปินวิถี ที่เป็นโมฆวาระ โมฆวาระ แปลว่า เสียเปล่า วิถีนี้ก็เหมือนกัน ภวังคจลนะแล้วเป็นภวังค์เลย แปลว่ากระเทือนแล้วไหวเท่านั้น คนตื่นขึ้นมาก็บอกได้เหมือนกันว่า “รู้สึกคล้ายๆ กับว่านอนไม่ค่อยจะหลับสนิท” แต่จะเล่าเรื่องอะไรไม่ถูกทั้งนั้น

อย่างไรก็ดี ความฝันที่สามารถรู้เรื่องราวได้ชัดมาก และชัดเจนน้อย ตทาลัมพนะและชวนวาระนั้น เข้าถึงการเสพอารมณ์ ย่อมเป็นได้ทั้งกุศลและอกุศล เรียกสุปินวิถีทั้งสองนี้ว่า “กุสลากุสลสุปินวิถี” คือ จิตที่เข้าถึงความเป็นกุศล และอกุศล เป็นความฝันที่เกิดขึ้นเข้าถึงความเป็นบุญเป็นบาป แต่กุศลอกุศลที่เกิดในความฝันนี้เจตนามีกำลังน้อย ไม่แรงกล้าเหมือนเวลาที่เสพอารมณ์ในขณะที่กำลังตื่นอยู่ สำหรับวิถีที่เป็นโวฏฐัพพนวาระกับที่เป็นโมฆวาระนั้น เป็นอพยากตสุปินวิถี คือ ไม่เป็นบุญและไม่เป็นบาปทั้งสองอย่าง

1. สุปินวิถี ที่เป็นตทาลัมพนวาระ

2. สุปินวิถี ที่เป็นชวนวาระ

3. สุปินวิถี ที่เป็นโวฏฐัพพนวาระ

4. สุปินวิถี ที่เป็นโมฆวาระ

ภ          =   ภวังค์

น          =   ภวังคจลนะ

ท          =   ภวังคุปัจเฉทะ

ม          =   มโนทวารวัชชนะ

ช          =   ชวนะ

ต          =   ตฑาลัมพนะ

 

กุสลากุสลสุปินวิถี นั้นไม่ล่วงกรรมบถ เพราะเกิดขึ้นรับอารมณ์ไม่ใช่เป็นไปตามปรกติ ดังนั้น กำลังจึงไม่เพียงพอ แม้จะฝันว่าไปฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือทำบุญให้ทานมากอย่างไร ก็ไม่สามารถนำปฏิสนธิ คือนำเกิดในสุคติหรือทุคติภูมิได้ แต่จะส่งผลให้ในปวัตติกาล คือภายหลังจากที่เกิดขึ้นมาแล้วเท่านั้น เมื่อผู้ฝันเกิดอารมณ์ที่เป็นบาปและเป็นบุญ เช่น ทำบุญให้ทาน ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ได้ทำสมาธิ ได้ทำอะไรๆที่เป็นกุศล ผู้ฝันก็ได้ชื่อว่า “จิตเป็นกุศล” ถ้าฝันว่าได้ฆ่าสัตว์ ได้ลักทรัพย์ ได้ทำอะไรๆ ที่ผิดๆ ผู้ฝันก็ได้ชื่อว่า “จิตเป็นอกุศล” แต่กุศลและอกุศลนี้มีกำลังน้อย

อาจมีบางท่านซักถามว่า ความฝันที่เป็นบุญหรือบาปนั้น เหตุใดจึงมีกำลังน้อย ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้ลองพิจารณาตัวอย่างดังต่อไปนี้ดูสักหน่อย ลองเทียบกันดู เวลานี้ท่านนักศึกษานั่งท่าไหน สมมติว่า นั่งห้อยเท้าอยู่ดีๆ แล้วทันทีนั้นท่านก็นั่งไขว่ห้าง การที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ ท่านจะต้องมีบุพพเจตนาเสียก่อน แปลว่ามีความตั้งใจไว้ก่อนว่าจะนั่งท่านั้นท่านี้ แต่มันรวดเร็วมาก เกิดขึ้นโดยมิได้คิดฝันเลย เพราะความชำนาญ ถ้าไม่มีความตั้งใจว่าจะนั่งท่านั้น จิตก็ไม่ได้สั่งให้นั่งท่านั้น ก็จะนั่งไม่ได้ ทางธรรมะแสดงถึงความตั้งใจเอาไว้ก่อนนี้ว่าเป็นบุพพเจตนา แปลว่ามีความตั้งใจไว้ก่อนที่จะนั่ง ว่าจะนั่งท่าไหน เพราะเหตุว่ามันเมื่อย หรือเพราะเหตุอื่นใด ถ้ามิได้มีเจตนาเอาไว้ก่อนแล้วก็นั่งท่านั้นไม่ได้แน่

แม้ในอารมณ์อื่นๆ ก็เหมือนกัน ไม่ว่าท่านนักศึกษาจะไปบางลำภู หรือไม่ว่าท่านนักศึกษาจะทำธุรกิจการงานอะไรที่ไหน ก็จะต้องมีบุพพเจตนาเกิดขึ้นเสมอ แปลว่าคิดนิดหนึ่ง คือ ตั้งใจเอาไว้เสียก่อน แต่อย่างไรก็ดี ที่ว่าคิดก่อนนิดหนึ่งนั้น บางทีเราเองไม่รู้สึกตัว เราไม่รู้สึกตัวก็เพราะว่ามันเกิดขึ้นฉับพลันทันทีเร็วมากเหลือเกิน ทั้งมีความชำนาญที่ได้ทำมาตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ มาจนถึงปัจจุบันนี้ เกิดขึ้นโดยรวดเร็วจนเราไม่สามารถจะจับมันได้ทัน (ผู้เข้าวิปัสสนากรรมฐานได้อารมณ์ดีก็จะทราบได้โดยง่าย)

ตามหลักของสภาวธรรมแล้วจะต้องมีบุพพเจตนา แปลว่ามีจิตคิดนิดหนึ่งก่อนว่าจะทำอะไร แล้วจึงจะทำสิ่งนั้นลงไปได้

ด้วยเหตุนี้ บุคคลผู้ซึ่งจะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน จะกิน จะดื่ม จะไปไหน หรือว่าจะทำอะไร ย่อมจะมีบุพพเจตนานิดหนึ่งเข้าแฝงอยู่เสมอไป แต่บรรดาบุคคลผู้นอนหลับๆ ตื่นๆ แล้วฝัน หาได้มีบุพพเจตนาไม่ เพราะไม่มีความสำนึกรู้สึกตัว จิตเป็นภวังค์ พอมีอารมณ์มากระทบ ก็เกิดอารมณ์ขึ้น โดยไม่ได้มีความตั้งใจไว้ก่อนเลยแม้แต่เล็กน้อย ดังนั้นจิตที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้ กำลังจึงอ่อน จึงฝันเถลไถล หรือฝันไปไกลอย่างไรก็ได้ ควบคุมไม่ไหว

นอกจากนั้นเวลาที่แสดงออกซึ่งความฝัน เช่น ไปฆ่าสัตว์ ฯลฯ ไม่ได้มีความจงใจจริงๆ ในขณะนั้น อำนาจของอารมณ์ที่มากระทบบวกกับอารมณ์ที่มีอยู่ภายในสร้างความฝันให้เกิดขึ้นเป็นมโนภาพ ฆ่าสัตว์จริงๆ ก็ไม่ได้ฆ่า มีความจงใจที่จะฆ่า ก็ไม่ได้คิดว่าจะฆ่าอันเป็นบุพพเจตนา แต่อย่างไรก็ดี มโนภาพในการฆ่าสัตว์เกิดขึ้นแล้วก็เป็นอกุศลได้ แต่ก็ยังแตกต่างกับความคิดจริงๆ เช่น คิดจะไปยิงนก ตกปลาในขณะที่กำลังตื่น กำลังมีความสำนึกรู้สึกตัวบริบูรณ์ อำนาจของความคิดฆ่าสัตว์จริงๆ สามารถนำไปเกิดในชาติหน้าได้ด้วยมีกำลังเพียงพอทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ฆ่า เพราะบุพพเจตนาคือตั้งใจไว้ก่อนก็มี และเจตนาจะฆ่าจริงๆ ก็มี

ขอให้ท่านนักศึกษาลองพิจารณาดู อกุศลที่เกิดขึ้นในเวลาที่ฝันนั้น ไม่สามารถก่อให้เกิดกำลังอำนาจได้เพียงพอ เพราะมิได้คิดเอาไว้ก่อน และมิได้คิดจริงๆ ด้วย แต่เพราะเหตุแวดล้อมหลายประการบังคับให้เป็นไป จึงให้เป็นผลกรรมเบ็ดเตล็ด เช่น ควรจะมีลาภแล้วก็ได้ผลไม่เต็มที่ หรือคนกำลังเคราะห์ร้ายแล้วกุศลผลบุญเข้ามาก็ช่วยนิดๆ หน่อยๆ บาปและบุญเกิดจากความฝันนี้ไปช่วยให้ผลในปวัตติกาล คือ เกิดขึ้นมาแล้วเสียก่อน จึงจะได้ผลทีหลัง แต่ก็ว่าส่งผลคือนำปฏิสนธิไม่ได้นั้น หมายความว่าไม่สามารถนำเกิดได้นั่นเอง

สุปินวิถี ที่เป็นโวฏฐัพพนะวาระ โมฆวาระนั้น เป็นความฝันที่ไม่เข้าถึงการเสพอารมณ์และไม่อาจรู้นิมิตในฝันนั้นได้ ไม่ทราบว่าฝันเรื่องอะไร จึงจัดไว้เป็นอพยากตสุปินวิถี อพยากตะ แปลว่า ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook