บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

ภาษาชวา-มลายูในภาษาไทย

ประเทศมาเลเซียซึ่งใช้ภาษาชวา-มลายู  มีอาณาเขตติดต่อกับภาคใต้ของประเทศไทย  มีความสัมพันธ์กันทางด้านประวัติสาสตร์มาเป็นเวลาช้านาน  และติดต่อกันฉันมิตรมากกว่าศัตรู  ประวัติการติดต่อมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย  กล่าวคือ  ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเคยขยายอาณาเขตออกไปสุดแหลมมลายู  และจังหวัดในเขตชายแดนภาคใต้ของไทยก็มีคนเชื้อสายมลายูอยู่จำนวนมาก  ซึ่งถือเป็นเหตุอันสำคัญที่ทำให้ไทยรับภาษาของมลายูเข้ามาใช้  ส่วนหนึ่งใช้เฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้  แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นคำที่ใช้โดยทั่วไปในภาษาไทยไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคใด  การที่ไทยติดต่อกับมลายูนอกจากจะทำให้มีภาษามลายูเข้ามาปะปนในภาษาไทยแล้ว  ยังปรากฏว่ามีภาษาของชนชาติอื่นอีกหลายภาที่เข้ามาปะปนในภาษาไทยโดยผ่านทางมลายู  ได้แก่  ภาษาชวา  ภาษาอาหรับ  ภาษาเปอร์เซีย  โดยเฉพาะภาษาชวาซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกับภาษามลายู  คำภาษาชวาส่วนใหญ่จะเข้ามาปะปนในภาษาไทยเนื่องจากไทยรับเอาวรรณคดีเรื่องอิเหนา  และใช้คำภาษาชวาจำนวนมากในวรรณคดีเรื่องนี้  (รื่นฤทัย  สัจจพันธ์  2524 : 175-177)

ลักษณะของภาษาชวา-มลายู

                ภาษาชวา-มลายู  เป็นภาษาที่จัดอยู่ในตระกูลมาลาโยโพเนเซียน  หรือ  ออสโตรเนเซียน    มีลักษณะเป็นภาษาคำติดต่อ  แต่การติดต่อคำมีลักษณะที่ไม่ซับซ้อนมากนัก  การสร้างคำใหม่จะเอาพยางค์มาต่อเติมให้ความหมายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  การเติมหน่วยคำมี  2  ลักษณะคือ  การเติมหน้า  และเติมหลังแต่ไม่มีการเติมกลางเหมือนในภาษาเขมรคำในภาษามลายูส่วนมากเป็นคำสองพยางค์  ส่วนคำพยางค์เดียวหรือคำหลายพยางค์ก็มีบ้างแต่มักเป็นคำที่รับมาจากภาษาอื่น  ซึ่งภาษามลายูก็มีภาษาอื่นมาปะปนเช่นเดียวกันเพราะมลายูมีการติดต่อเกี่ยวกับการค้าขายและการเมืองกับชาติอื่นๆ  จึงรับเอาภาษาและวัฒนธรรมของชาติอื่นเข้ามา  ภาษาที่เข้ามาปะปนอยู่ในภาษามลายูได้แก่  ภาษาบาลีและสันสกฤต  ภาษาทมิฬ  ภาษาอากรับ  ภาษาเปอร์เซีย  ภาษาจีน  ภาษาไทย  ภาโปรตุเกส  ภาษาฮอลันดา  ภาษาอังกฤษ  และภาษาญี่ปุ่น  เป็นต้น (วิจิตรา  แสงพลสิทธิ์  2524 : 41) 

ตัวอย่างการสร้าง คำในภาษามลายู (สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์, 2516 : 31)

1.       ตัวอย่างการสร้างคำแบบเติมหน่วยคำ

เติมหน้า

Gall      =             ขุด

Pen+gali = gengall      =      เครื่งขุด

       เติมหลัง

tertawa       =      หัวเราะ

tertawa  +kan    =     หัวเราะเยาะ

เติมหน้าและเติมหลัง

 Mula            =             เริ่มต้น

 Pe+ mula+an          =             การเริ่มต้น            

                ตัวอย่างคำที่มีการเติมหน่วยคำที่ยืมมาใช้ในภาษาไทย

Duri   แปลว่า   หนาม     เติม  an  ตามวิธีต่อเติมคำ  เป็น  durian   แปลว่า   สิ่งที่มีหนาม  คือ  ทุเรียน  เป็นต้น

2.       ตัวอย่างการสร้างคำแบบคำประสม

ในตอนหลังมีการสร้างคำแบบคำประสมของไทยโดยใช้คำที่มีความหมายเด่นไว้ต้น และใช้คำที่มีความหมายรองตาม เช่น

Kapala  santa    =      หัวกะทิ

Anak  kunchi     =       ลูกกุญแจ       เป็นต้น

ลักษณะการยืมคำภาษาชวา – มลายูมาใช้ในภาษาไทย

                คำภาษาชวา – มลายูก็เช่นเดียวกับคำภาษาอื่นๆ เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงในทางเสียง ความหมาย ตัวสะกด เพราะคนไทยถือเอาความสะดวกแก่ลิ้น คือการออกเสียงและความไพเราะหูเป็นประมาณ จึงทำให้ไม่สามารถสืบสาวไปถึงคำเดิมได้ เพียงแต่ใช้วิธีการสันนิษฐานอาจถูกต้องตามความเป็นจริง อาจใกล้เคียง หรืออาจผิดไปเลยก็ได้ คำบางคำอาจกร่อนเสียง เสียงเพี้ยนไปจนไม่อาจหาความหมายได้ก็มี (ประสิทธิ์ ธ.บุญปถัมภ์, 2526 : 59) อย่างไรก็ตามจากการรวบรวมคำที่สันนิษฐานว่าไทยรับมาจากภาษาชวา – มลายูนั้น พบว่ามีทั้งที่ยังคงเสียงและความหมายของคำตามภาษาเดิม และมีที่เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของการหยิบยืมภาษา และการเปลี่ยนแปลงนั้นในคำเดียวอาจจะเปลี่ยนแปลงหลายประการ ดังนี้

1.       ออกเสียงเหมือนหรือใกล้เคียงกับภาษาเดิมและคงความหมายตามภาษาเดิม เช่น

กง           มาจากคำว่า           kong       (ไม้รูปโค้งที่เป็นโครงเรือ)

กะปะ     มาจากคำว่า           kapak     (ชื่องูพิษ)

2.       เสียงพยัญชนะบางเสียงเปลี่ยนไปแต่ใกล้เคียงกับเสียงเดิม

าเต๊ะ    มาจากคำว่า           batek      กลายมาจากเสียง  /b/  เป็นเสียง  /p/

กัญา     มาจากคำว่า           ganja      กลายมาจากเสียง  /j/  เป็นเสียง  /ch/

3.  เสียงสระเปลี่ยนแปลงไป คำที่เสียงสระเปลี่ยนแปลงไปนี้ โดยทั่วไปจะเปลี่ยนแปลงไปแต่เพียงเล็กน้อย เช่น เปลี่ยนจากสระเสียงสั้นเป็นสระเสียงยาว หรือเปลี่ยนเป็นเสียงที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ส่วนคำที่เสียงสระเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนมีไม่มากนักและมักจะเปลี่ยนทั้งเสียงพยัญชนะและสระ เช่น

กระแชง              มาจากคำว่า           kajang (กายัง = เครื่องบังแดดแบบหนึ่ง)

กะละแม              มาจากคำว่า           kelamai  (เกอะลาไม)

 4.  คำที่ไทยนำมาออกเสียงประสมสระอะที่พยางค์หน้า บางคำแทรกเสียง “ร” ควบกล้ำซึ่งอาจจะเป็นเพราะอิทธิพลของคำไทยที่มีคำลักษณะนี้อยู่มาก เช่น

kakatua       กระตั๋ว   (นกกระตั๋ว)

ketok           กระทอก   (กระแทกขึ้นลง)

5.  เปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มหน่วยเสียงตัวสะกด ส่วนมากจะเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวสะกดให้ตรงตามมาตราตัวสะกดของไทย เช่น

กระพัน       มาจากคำว่า           kabal      (ทนทานต่อศัสตราวุธ)

กำปั่น         มาจากคำว่า           kapal      (เรือกำปั่น)

6.  การกลายเสียงวรรณยุกต์ ระดับเสียงในภาษาชวา – มลายู อยู่ในระดับกลางและต่ำ ไม่อยู่ในระดับสูง เช่น บุหรง ชวา – มาลายู ซึ่งชวา – มลายูออกเสียงระดับกลางว่า บุ – รง เหตุที่เสียงวรรณยุกต์กลายจากเสียงระดับกลางและต่ำเป็นเสียงสูงนั้นก็คงเป็นเพราะว่าเราได้รับคำเหล่านี้ผ่านเข้ามาทางเสียงชาวปักษ์ใต้ นัยว่าเพราะนางข้าหลวงผู้ที่นำเรื่องอิเหนามาเล่าถวายเจ้าหญิงสองพระองค์ของไทย เป็นชาวปักษ์ใต้ (พระยาอนุมานราชธน, 2510 : 77) สำเนียงภาษาถิ่นใต้นั้นโดยทั่วไปแล้วจะออกเสียงอยู่ในระดับเสียงสูง คำภาษาชวา – มลายู ที่มีในวรรณคดีเรื่องอิเหนาจะมีคำที่กลายเสียงในลักษณะนี้จำนวนมาก และส่วนใหญ่พยางค์ท้ายจะกลายเสียงเป็นเสียงจัตวา เช่น

bulan                      บุหลัน    (ดวงเดือน)

pandan                 ปาหนัน (ดอกลำเจียก)

7.   มีการเปลี่ยนแปลงเสียงในลักษณะการกลมกลืนเสียง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเสียงในลักษณะนี้มีหลายคำ มักเป็นการกลมกลืนเสียงไปข้างหน้าและกลมกลืนเสียงร่วมกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

7.1  กลมกลืนเสียงไปข้างหน้า  เช่น

บันนังสะตา  (ชื่ออำเภอ)   มาจากคำว่า  bendang  setar

7.2      กลมกลืนเสียงร่วมกัน (บางคำเสียงพยัญชนะต้นกลายไปด้วย) เช่น

พรก        มาจากคำว่า           porok     (กะลามะพร้าว)

8.  การตัดพยางค์ มักเป็นการตัดพยางค์หน้าและพยางค์กลาง

8.1  ตัดพยางค์หน้า เช่น กัด           มาจากคำว่า           pukat     (อวน)

8.2    ตัดพยางค์กลาง เช่น กำยาน    มาจากคำว่า           kemenyan    (เครื่องหอมชนิดหนึ่ง)

8.3    ตัดพยางค์ท้าย เช่น มะเร็ง     มาจากคำว่า           merengsa     (แผลเน่าเปลื่อยไม่ยอมหาย)

9.  การเพิ่มเสียงและเพิ่มพยางค์ มีบางคำที่ไทยรับมาใช้แล้วเพิ่มเสียงเข้าไป ซึ่งทำให้พยางค์เพิ่มขึ้นด้วย แต่มีไม่มากนัก เช่น

กระจับปิ้ง         มาจากคำว่า        chaping      เพิ่มพยางค์หน้า (จะปิ้ง ก็ใช้)

10.  ไทยนำมาใช้ความหมายกลายไปจากเดิม คือ ความหมายแคบเข้า ความหมายกว้างออก หรือ ความหมายย้ายที่ ดังตัวอย่าง

0.1  ความหมายแคบเข้า เช่นกูบ  (kop)  ยอดกลมมน หลังคา กูบบนหลังช้าง ไทยใช้ความหมายแคบลง คือ ใช้เฉพาะกูบบนหลังช้าง

10.2    ความหมายกว้างออก เช่นกระโถน  (ketuy)  ความหมายเดิม คือ กระโถนบ้วนน้ำหมาก ไทยใช้ความหมายกว้างขึ้น หมายถึงกระโถนทั่วไป

10.3    ความหมายย้ายที่หรือความหมายเปลี่ยนแปลงไป เช่น

สลัด  (selat) ความหมายเดิม คือ ช่องแคบในทะเล ความหมายที่ไทยใช้ หมายถึงโจรที่ปล้นทางทะเล เรียกว่า “โจรสลัด”

คำภาษาชวา – มลายูในวรรณคดี

       ภาษาชวา – มลายู มีปรากฏอยู่มากที่สุดในวรรณคดีเรื่องอิเหนาทุกฉบับ เนื่องจากไทยได้รับเค้าเรื่องมาจากชวา โดยผ่านการเล่าเรื่องของหญิงสาวชาวมลายา คำที่ใช้ในเรื่องอิเหนามีทั้งคำที่เป็นชื่อเฉพาะและคำที่เป็นคำสามัญทั่วๆไป ส่วนใหญ่เป็นคำที่ใช้ในวรรณคดีเรื่องนี้เท่านั้น ไม่มีใช้โดยทั่วไป

        นอกจากคำภาษาชวา – มลายูที่มีใช้ในวรรณคดีเรื่องอิเหนาฉบับต่างๆแล้ว ยังมีคำที่มาจากภาษาชวา – มลายูอีกจำนวนหนึ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวันและมีในวรรณคดีไทยและวรรณกรรมเรื่องอื่นแต่ไม่มากนัก ซึ่งได้แก่เรื่อง วงศ์เทวราช พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นิราศลอนดอน ของหม่อมราโชทัย พรรณพฤกษากับสัตวาภิธาน เป็นต้น

หน้าถัดไป >>>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook