ชีวิตเพื่อสันติสุขและสันติภาพ
พระทศพล
เขมาภิรโต
อ่านหน้า>>> 1-2-3-4-5-6-7-8
ความเชื่อและทฤษฎีเกี่ยวกับกำเนิดของจักรวาล โลก และชีวิต
มนุษย์มีความสนใจในเรื่องของจักรวาลมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีปรัชญาและคำสอนในศาสนาต่าง
ๆ ที่ได้กล่าวถึงเรื่องของจักรวาล โลก และมนุษย์ไว้มากมาย
ปโตเลมี (Cluadius
Ptolemy) นักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์
และนักภูมิศาสตร์ ชาวเมืองอเลกซานเดรีย ซึ่งมีชีวิตอยู่ในราวศตรรษที่ 2
แห่งคริสตกาล ได้เสนอทฤษฎีว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล มีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์
และดวงดาวต่าง ๆ โคจรรอบโลก
ทำให้ชาวตะวันตกในสมัยโบราณและสมัยกลางมีความเชื่อถือในทฤษฎีนี้สืบต่อกันมาเป็นเวลานับด้วยพันปี
ในคัมภีร์ไบเบิลตอนต้นคือส่วนที่เป็นพันธสัญญาเดิม (The
Old Testament)
ได้กล่าวถึงบทปฐมกาล
หรือกำเนิดของสรรพสิ่งไว้ว่า พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเนรมิตสร้างโลกขึ้นมาก่อนในวันแรก
หลังจากนั้นได้ทรงสร้างสรรพสิ่งตาง ๆ ขึ้นในอีกหกวันต่อมาตามลำดับ
ในคัมภีร์ฉบับนี้ได้กล่าวถึงโครงสร้างของจักรวาล ว่ามีโลกเป็นศูนย์กลาง ดวงอาทิตย์
ดวงจันทร์ และดวงดาวล้วนเป็นบริวารของโลก และต่างก็โคจรรอบโลกทั้งสิ้น
ความเชื่อตามหลักศาสนาในเรื่องของจักรวาลจึงสอดคล้องกับทฤษฎีของปโตเลมีที่ได้กล่าวมาแล้ว
ความเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างจักรวาล โลกและสรรพสิ่งต่าง ๆ
ได้สืบทอดกันเรื่อยมาจากอดีตจนถึงปลายศตวรรษที่ 16 แห่งคริสตกาล
ได้มีนักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์คือ โคเปอร์นิคัส (Nicholas
Copernicus
1473-1543)
ได้เสนอทฤษฎีใหม่ขึ้นมาว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล โดยมีโลก
และดาวพระเคราะห์อื่น ๆ โคจรรอบดวงอาทิตย์
หลังจากนั้น
กาลิเลโอ (
Galilei Galileo
1564- 1642)
นักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์ชาวฟลอเรนซ์
ได้ใช้กล้องส่องดูท้องฟ้าและค้นพบดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดี
และได้ประกาศสนับสนุนว่า ทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสถูกต้อง
พร้อมกับได้เสนอข้อมูลที่ค้นพบเป็นการสนับสนุนความคิดในทฤษฎีนี้
จึงได้เกิดแนวความคิดขึ้นใหม่ว่า จักรวาล โลก มนุษย์ มิได้เกิดขึ้น
จากการเนรมิตของพระผู้เป็นเจ้า แต่เกิดขึ้นจากกระบวนการวิวัฒนาการของธรรมชาติ
นับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นจุดประกายความคิดให้มนุษย์ได้พยายามศึกษา
แล้วกำหนดเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับกำเนิดของจักรวาลในเวลาต่อมา
ทฤษฎีกำเนิดจักรวาลจุดเริ่มต้นทัศนะแบบองค์รวม
ทฤษฎีเกี่ยวกับกำเนิดจักรวาลมีหลายทฤษฎี
แต่ทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับและมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มากมายที่สามารถเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลสามารถนำมาสนับสนุนได้อย่างชัดเจน
คือทฤษฎีที่ชื่อว่าการระเบิดครั้งใหญ่ (The
Big Bang Theory)
ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
ในปี พ.ศ. 2470 อับเบ จอร์จ ลิเมตเทรต (Abbe
George Lemaitre 1894-1966)
นักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์ชาวเบลเยี่ยม ได้เสนอทฤษฎีกำเนิดของจักรวาลขึ้นมาใหม่
และเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก คือทฤษฎีการระเบิดครั้งใหม่ โดยกล่าวว่าในเบื้องต้น
สรรพสิ่งในจักรวาลได้รวมตัวกันเป็นมวลสารที่มีความหนาแน่นมาก เรียกว่าฟองไข่คอสมิค
(Cosmic Egg)
ซึ่งได้ระเบิดครั้งใหญ่ยิ่งเมื่อประมาณ 15,000 ล้านปีมาแล้ว
แรงระเบิดมีความรุนแรงมหาศาลของมวลสารที่อัดตัวกันแน่น
ทำให้ชิ้นส่วนแตกละเอียดเปลี่ยนสภาพเป็นก๊าซร้อน กระเด็น กระจาย
จากจุดระเบิดซึ่งเป็นศูนย์กลางออกไปทุกทิศทุกทาง การเสนอทฤษฎีกำเนิดจักรวาลของ
อับเบ จอร์จลิเมตเทรต ที่ให้ความคิดว่า แม้จักรวาลทั้งหลายมีอยู่มากมายมหาศาล
แต่ทั้งหมดถือกำเนิดมาจากฟองไข่คอสมิคก้อนเดียวกัน
ดังนั้นสภาพที่ปรากฏว่ามีความหลากหลายนั้นที่แท้จริง ถือกำเนิดมาจากความเป็นหนึ่ง
หรือความเป็นองค์รวมนั่นเอง
ทัศนะใหม่เกี่ยวกับกำเนิดของจักรวาลจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้นักคิดจากตะวันตกได้มองสรรพสิ่งต่าง
ๆ
ในลักษณะเชื่อมโยงสัมพันธ์กันซึ่งทัศนะที่แตกต่างไปจากที่เคยคิดกันมาก่อนสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งไปกว่านั้นคือ
การเกิดความคิดใหม่เรื่องกำเนิดของจักรวาล ทำให้นักคิด นักปรัชญา
และนักวิทยาศาสตร์ของโลกตะวันตก
ได้หันมาสนใจแนวความคิดและหลักปรัชญาทางตะวันออกอย่างละเอียด
มีการนำหลักธรรมคำสอนในศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาเต๋า
และพุทธศาสนานิกายเซนมาเพ่งพินิจพิจารณา ทำให้เกิดการค้นพบว่า
หลักคำสอนในศาสนาเหล่านี้
มีความสอดคล้องกับหลักความจริงทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ทั้งสิ้น
นับตั้งแต่เรื่องเล็กที่สุด คือเรื่องโครงสร้างของอะตอม และสภาวะของอนุภาคต่าง ๆ
จนถึงเรื่องใหญ่ที่สุดใหญ่ คือการกำเนิดของจักรวาลและสภาวะของจักรวาล
การค้นพบความจริงในเรื่องนี้นับว่าเป็นภาวะที่สั่นคลอนโลกทัศน์ ของนักคิด
นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ของโลกตะวันตกอย่างรุนแรง
นับเป็นเหตุการณ์ที่น่าตื่นตระหนกที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในการรับรู้ของมนุษย์
(ฟริตจ๊อป ขับประ เต๋าแห่งฟิสิกส์ 2527 :
55)
อ่านหน้า>>> 1-2-3-4-5-6-7-8
|