พระอุบาลีเถระ
เอตทัคคะในทางผู้ทรงพระวินัย
พระอุบาลี
เกิดในตระกูลช่างกัลบก ในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อเจริญเติบโต
ได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นช่างกัลบก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ช่างภูษามาลา
มีหน้าที่ตัดแต่งพระเกศาประจำราชสกุลศากยะ ซึ่งได้ถวายการรับใช้เจ้าชายภัททิยะ
เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายภัคคุ เจ้าชายกิมพิละ และเจ้าชายอานนท์ เป็นต้น
ช่างกัลบกท่านนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงรักภักดี เสมอต้นเสมอปลายต่อเจ้าชายทุก
ๆ พระองค์ จนเป็นที่ไว้วางพระหฤทัย

ในสมัยที่พระพุทธองค์ เสด็จมาโปรดพระประยูรญาติที่นครกบิลพัสดุ์
แล้วเสด็จไปประทับที่อนุปิยอัมพวัน ซึ่งเป็นแว่นแคว้นของมัลลกษัตริย์
เจ้าชายศากยะทั้ง 5 พระองค์ ที่กล่าวนามข้างต้น ได้ตัดสินพระทัยออกบวชเป็นพุทธสาวก
และอุบาลีช่างกัลบกก็ขอบวชด้วย จึงรวมเป็น 7 พระองค์ด้วยกัน พระอุบาลี เมื่อบวชแล้ว
ได้ศึกษาพระกรรมฐานจากพระผู้มีพระภาคเจ้า
หลังจากนั้นท่านมีความประสงค์จะไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่า เพื่อหาความสงบตามลำพัง
แต่เมื่อกราบทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระองค์ไม่ทรงอนุญาต
ได้มีรับสั่งแก่พระเถระว่า
อุบาลี
ถ้าเธอไปอยู่ในป่าบำเพ็ญสมณธรรม ก็จะสำเร็จเพียงวิปัสสนาธุระ
แต่ถ้าเธออยู่ในสำนักของตถาคต ก็จะสำเร็จธุระทั้งสอง คือ ทั้งวิปัสสนาธุระ
และคันถธุระ คือ การเรียนคัมภีร์ต่างๆ
ท่านปฏิบัติตามพระพุทธดำรัสที่ตรัสแนะนำ
ได้ศึกษาพระพุทธพจน์ไปพร้อมกับเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
ไม่นานก็บรรลุพระอรหัตผลในพรรษานั้น
หลังจากนั้นท่านก็เป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
พระอุบาลีมีบทบาทสำคัญมากในการพระพุทธศาสนา
ทั้งในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ และหลังจากที่พระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว
คือ
1)
เป็นผู้สอนพระวินัยแก่ภิกษุทั้งหลาย
โดยเหตุที่ท่านได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีความชำนาญในพระวินัย
ภิกษุทั้งหลายจึงเรียนพระวินัยในสำนักของท่าน
นอกจากนั้นภิกษุที่ทรงจำวินัยปิฎกในสมัยต่อๆ
มาก็ล้วนแต่เป็นศิษย์ผู้เรียนวินัยตามสายพระอุบาลีทั้งสิ้น
2)
ได้รับความไว้วางใจจากพระพุทธเจ้าเป็นพิเศษถ้ามีอธิกรณ์ หรือคดี เรื่องราวต่างๆ
ที่เกี่ยวกับวินัยเกิดขึ้น
พระพุทธองค์ก็ทรงมอบให้พระอุบาลีรับภาระดำเนินการวินิจฉัยให้เป็นไปโดยถูกต้อง
3)
ผลงานที่สำคัญที่สุดซึ่งมีผลมาจนถึงปัจจุบัน คือ การทำสังคายนาครั้งที่ 1
หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วได้ 3 เดือน
พระมหากัสสปะชักชวนเหล่าพระสงฆ์กระทำการปฐมสังคายนา คือ ราบรวม
เรียบเรียงพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนตลอด 45 พรรษา
สอบทานและจัดหมวดหมู่วางลงเป็นแบบแผน ซึ่งในการสังคายนาครั้งนั้น
ประกอบด้วยพระอรหันต์ 500 รูป มีพระมหากัสสปะเป็นประธานและเป็นผู้ถาม
พระอุบาลีเป็นผู้วิสัชนาพระวินัย พระอานนท์เป็นผู้วิสัชนาพระธรรม
พระอุบาลีเป็นพระเถระสำคัญรูปหนึ่งในพระพุทธศาสนา เป็นมหาสาวก
และเป็นกำลังสำคัญของพระพุทธเจ้า เพราะความที่ท่านอยู่ใกล้ชิดพระบรมศาสดาโดยตรง
ท่านจึงมีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ
พระอุบาลีเถระสนใจพระวินัย หรือระเบียบข้อบังคับของพระสงฆ์เป็นพิเศษ
ท่านได้ศึกษาจากพระพุทธองค์จนมีความรู้แตกฉาน
จนกระทั่งได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าภิกษุอื่นในทางทรงจำพระวินัย
ทุกๆ การวินิจฉัยของท่านเป็นไปด้วยความเที่ยงธรรม
เป็นที่ยกย่องสรรเสริญของพุทธบริษัท ครั้งหนึ่ง พระเถระได้ตัดสินความเรื่องหนึ่ง
ขอนำมาเล่า ดังนี้
ภิกษุณีสาวรูปหนึ่งอยู่ในปกครองของพระเทวทัต ตั้งท้องขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เรื่องรู้ถึงพระเทวทัต พระเทวทัตสั่งให้สึกทันที โดยมิได้ไต่สวนอะไรเลย
หาว่านางภิกษุณีต้องปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุณีแล้ว ภิกษุณีกราบเรียนท่านว่า
นางมิได้กระทำเรื่องเลวร้ายดังกล่าวหา นางเป็นผู้บริสุทธิ์ พระเทวทัตกล่าวว่า
บริสุทธิ์อะไรกัน
ก็ประจักษ์พยานเห็นชัดๆ อยู่อย่างนี้ ยังมีหน้ามายืนยันว่าตนบริสุทธิ์อยู่หรือ
แม้ว่านางจะวิงวอนอย่างไร พระเทวทัตก็ไม่สนใจ สั่งให้สึกอย่างเดียว
ภิกษุณีจึงอุทธรณ์ต่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงทราบก่อนแล้วว่าอะไรเป็นอะไร
แต่เพื่อให้เป็นที่กระจ่างแจ้งและยอมรับโดยทั่วไป
จึงทรงแต่งตั้งให้พระอุบาลีเถระเป็นผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ความ
เนื่องจากเป็นเรื่องของสตรี พระอุบาลีเถระเองก็ไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้
ท่านจึงขอแรงนางวิสาขาและอนาถบิณฑิกเศรษฐีให้ช่วยเหลือ
นางวิสาขาได้ตรวจร่างกายของนางภิกษุณี ซักถามถึงวันที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้าย
วันที่ประจำเดือนหมดครั้งสุดท้าย
ตลอดถึงตรวจตราดูความเปลี่ยนแปลงของร่างกายทุกอย่าง แล้วลงความเห็นว่า
นางภิกษุณีได้ตั้งครรภ์ก่อนบวช โดยที่ตนเองไม่ทราบ จึงรายงานให้พระอุบาลีเถระทราบ
พระเถระได้ใช้ความเห็นเหล่ากรรมการคฤหัสถ์นั้นเป็นหลักฐานของการพิจารณาตัดสินอธิกรณ์
ได้วินิจฉัยว่าภิกษุณีบริสุทธิ์ มิได้ต้องปาราชิกดังถูกกล่าวหา
พระพุทธองค์ทรงทราบการวินิจฉัยของพระอุบาลีเถระแล้ว
ทรงประทานสาธุการว่าวินิจฉัยได้ถูกต้องแล้ว
ภิกษุณีจึงไม่ต้องลาสิกขาตามคำสั่งของพระเทวทัต
พระอรรถกถาเขียนไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นทรงสดับเรื่องที่ท่านพระอุบาลีเถระวินิจฉัยนั้นแล้ว พระตถาคตเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
! อุบาลีกล่าวไว้ชอบแล้ว,
อุบาลีกล่าวแก้ปัญหานี้ ดุจทำรอยเท้าไว้ในที่ไม่มีรอยเท้า ดุจแสดงรอยเท้าไว้ในอากาศ
ฉะนั้น
จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ทรงวินัย
ปฐมสังคายนาวิสัชนาพระวินัย
ผลงานที่ท่านได้เป็นกำลังสำคัญในการทำให้พระพุทธศาสนายืนยาวสืบทอดมาถึงปัจจุบันนี้
ก็คือ หลังจากที่พระบรมศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปเถระ
ได้คัดเลือกพระอรหันตสาวก จำนวน 500 รูป ร่วมกันทำปฐมสังคายนา
โดยมติของที่ประชุมสงฆ์ได้มอบให้พระอุบาลีเถระรับหน้าที่วิสัชนาพระวินัย
โดยรวบรวมพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ในที่ต่างๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ
นำมาจัดรวบรวมเป็นหมวดหมู่จนเป็น พระวินัยปิฎก
ที่เป็นหลักฐานให้ศึกษากันในปัจจุบันนี้ มีส่วนสำคัญในการทำปฐมสังคายนา
ในการสังคายนาครั้งนั้น มีพระมหากัสสปะเถระเป็นประธาน
มีหน้าที่ซักถามเกี่ยวกับพระธรรมวินัย โดย พระอุบาลี
เป็นผู้ชี้แจงเกี่ยวกับข้อบัญญัติพระวินัย และ พระอานนท์
เป็นผู้ชี้แจงเกี่ยวกับพระสูตร และพระอภิธรรม
เหล่าพระเถระจึงเริ่มปรึกษาและสมมติตนเป็นผู้ปุจฉาวิสัชนา
โดยพระมหากัสสปเถระได้ปรึกษาภิกษุทั้งหลายว่าควรจะสังคายนา พระธรรมหรือพระวินัยก่อน
ภิกษุทั้งหลายเรียนว่า สมควรสังคายนาพระวินัยก่อนด้วยเหตุว่า
พระวินัยได้ชื่อว่าเป็นอายุของพระพุทธศาสนา เมื่อพระวินัยยังตั้งอยู่
พระพุทธศาสนาจัดว่ายังดำรงอยู่
พระมหากัสสปะจึงถามถึงผู้ที่สมควรจะเป็นธุระชี้แจงในเรื่องพระวินัย
ภิกษุทั้งหลายเห็นสมควรให้ท่านพระอุบาลีเป็นผู้ชี้แจง ด้วยเหตุผลว่า
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั่น ทรงอาศัยวินัยปริยัติ
จึงตั้งท่านพระอุบาลีไว้ในเอตทัคคะผู้เลิศกว่าสาวกผู้ทรงวินัย
ครั้งเมื่อการปฐมสังคยนาครั้งแรกนั้น ท่านพระมหากัสสปะเถระ ได้กล่าวว่า
ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า
ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้วไซร้ ข้าพเจ้าพึงถามพระวินัยกะพระอุบาลี
ฝ่ายพระอุบาลีก็กล่าวให้สงฆ์ทราบว่า
ท่านผู้เจริญ
ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้วไซร้
ข้าพเจ้าผู้ท่านพระมหากัสสปะถามแล้ว จะพึงวิสัชนาพระวินัย.
ท่านพระอุบาลี
ลุกขึ้นจากอาสนะ ห่มจีวรเฉวียงบ่า ไหว้ภิกษุเถระทั้งหลาย แล้วนั่งบนธรรมาสน์
พระมหากัสสปนั่งบนเถระอาสนะ แล้วถามพระวินัยกับท่านพระอุบาลีว่า
พระมหากัสสปะ
:
ท่านอุบาลี !
ปฐมปาราชิก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ ณ
ที่ไหน
?
พระอุบาลี
:
ที่เมืองเวสาลี ขอรับ.
พระมหากัสสปะ
:
ทรงปรารภใคร
พระอุบาลี
:
ทรงปรารภพระสุทินกลันทบุตร.
พระมหากัสสปะ
:
ทรงปรารภในเพราะเรื่องอะไร
พระอุบาลี
:
ในเพราะเรื่องเมถุนธรรม
ต่อจากนั้น
ท่านพระมหากัสสปะ ถามท่านพระอุบาลีถึง วัตถุ,
นิทาน,
บุคคล,
บัญญัติ,
อนุบัญญัติ,
อาบัติ
และอนาบัติ แห่งปฐมปาราชิก,.
แห่งทุติยปาราชิก,.แห่งตติยปาราชิก,
และแห่งจตุตถปาราชิก จนครบถ้วน
พระอุบาลีเถระนั้น เมื่อพระมหากัสสปะถามแล้ว ท่านก็ได้วิสัชนาตอบโดยละเอียดทุกข้อ
ทุกประการ นับเป็นที่อัศจรรย์ของชุมนุมสงฆ์ยิ่งเกินประมาณ
ส่วนของพระวินัยปิฎกนี้ ในเบื้องต้นเมื่อครั้งพระตถาคตเจ้ายังไม่ปรินิพพาน
ท่านพระอุบาลีเถระ จดจำไว้ต่อหน้าพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
และเมื่อพระตถาคตเจ้าปรินิพพานแล้ว ก็ยังมีพระภิกษุหลายพันรูป
ทรงจำไว้ต่อจากท่านพระอุบาลีเถระนั้น
พระวินัยจำสืบต่อมาตามลำดับในสำนักพระอุบาลีเถระ
ตั้งแต่ครั้งปฐมสังคายนามาจนถึงจนถึงตติยสังคายนาครั้งที่
3
ซึ่งสำนักพระอุบาลีเถระนั้นมีลำดับพระเถราจารย์ดังต่อไปนี้
พระอุบาลีเถระ
เล่าเรียนมาจาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระทาสกเถระ
เล่าเรียนมาในสำนักของพระอุบาลีเถระผู้เป็นอุปัชฌายะของตน
พระโสณกเถระ
เล่าเรียนมาในสำนักของพระทาสกเถระ ผู้เป็นอุปัชฌายะของตน
พระสิคควเถระ
เล่าเรียนมาในสำนักของพระโสณกเถระ ผู้เป็นอุปัชฌายะของตน
พระโมคคลีบุตรติสสเถระ
เล่าเรียนมาในสำนักของพระสิคควเถระผู้เป็นอุปัชฌายะของตน.
และพระพระโมคคลีบุตรติสสเถระ พระเถระรูปนี้นี่เอง ที่เป็นผู้กระทำตติยสังคายนา
หรือการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ณ อโศการาม
กรุงปาตลีบุตร ประเทศอินเดีย ใน พ.ศ. 235
ด้วยความที่ท่านพระอุบาลีเถระ
เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านพระวินัยนี้ จึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดา ในตำแหน่งเอตทัคคะเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ในทางผู้ทรงพระวินัย
ท่านพระอุบาลีเถระดำรงอายุสังขารโดยสมควรแก่กาลเวลา แล้วก็เข้าสู่ฝั่งพระนิพพาน
|