ขอบเขตของสิทธิมนุษยชน
ตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย
วิรุฬห์
ฉันท์ธนนันท์ (อัยการจังหวัดตราด) ผู้แต่งและเรียบเรียง
เนื่องจากปัจจุบันประชาชนชาวไทยได้เริ่มใช้และเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพในรูปแบบต่าง
ๆ กันอย่างแพร่หลาย
ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการแสดงความคิดเห็นหรือการชุมนุมทางการเมือง
หรือรูปแบบอื่นที่แสดงต่อรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
โดยเฉพาะได้มีการชุมนุมใช้สิทธิเรียกร้องทางการเมืองกันเป็นจำนวนมาก
ซึ่งก็เป็นแง่มุมในทางหนึ่งที่ดีของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ที่จะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ตามหลักนิติรัฐ
การแสดงออกเช่นนี้ประเทศที่มี อารยธรรมทางปกครองระบอบประชาธิปไตย
ถือว่าเป็นสิ่งปกติและนิมิตหมายที่ดีที่ให้รัฐได้ทราบถึงความต้องการของประชาชนดังคำกล่าวที่ว่า
การปกครองระบอบประชาธิปไตยจะต้องเป็นการปกครองโดยประชาชนแลเพื่อประชาชน
อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิและเสรีภาพดังกล่าวมีการโต้แย้งกันอยู่เสมอว่า
หากรัฐเข้าป้องกันหรือปราบปราม หรือดำเนินคดี
จะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันเป็นคำกล่าวที่มีกันตลอดมา นอกจากนี้การใช้สิทธิและเสรีภาพดังกล่าวในบางกรณี
ก็อาจมีบุคคลอื่นหรือบุคคลกลุ่มอื่นโต้แย้งว่า
เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพที่เกินขอบเขตหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมือง
ด้วยเหตุนี้เองผู้เขียนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิประชาชนตราด
ในตำแหน่งอัยการจังหวัดจึงได้แต่งและเรียบเรียงเนื้อหาสาระของหนังสือนี้ขึ้น
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนผู้สนใจ
ข้าราชการ องค์กรต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ และบุคคลอื่นที่สนใจไม่มากก็น้อย
1.
ที่มาและแนวคิดของการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
โดยเฉพาะประเทศที่มี อารยธรรมในการปกครองประเทศ เช่น
ประเทศในแถบยุโรปตะวันตก
อันเป็นต้นแบบของระบอบการปกครองที่ประเทศไทยได้ลอกเลียนแบบอย่างมา
ล้วนมีแนวคิดว่าการปกครองบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น
จะต้องมีการปกครองภายใต้หลักนิติรัฐ กล่าวคือ ผู้ปกครองจะต้องปกครองภายใต้กฎหมาย
ประชาชนมีความเสมอภาค มีสิทธิเสรีภาพและมีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมือง
การปกครองระบอบนี้เองมีแนวคิดมาจากนักปราชญ์ตั้งแต่โบราณกาล อันเป็นที่ยอมรับ
มาจนถึงปัจจุบันว่า บุคคลทุกคนเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์
ย่อมมีความเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน
ทุกคนย่อมมีสิทธิและเสรีภาพเป็นของตนเอง เช่น สิทธิในการแสดงความคิดเห็น
สิทธิในการอยู่อาศัย สิทธิในร่างกายและทรัพย์สิน เป็นต้น
แต่การใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าวนั้น หากให้ใช้โดยไม่มีขอบเขตจำกัด
ก็จะทำให้ไปกระทบสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือทำให้เกิดความไม่สงบสุข
และเกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง อันเป็นการใช้ชีวิตที่ขาดระเบียบของสังคม
ทำให้สังคมนั้นอยู่ไม่ได้ เกิดการทะเลาะเบาะแว้งฆ่าแกงกันในที่สุด
เพราะเป็นเรื่องต่างคนต่างอยู่โดยถือและอ้างสิทธิเสรีภาพ ที่ตนมีอยู่
ด้วยเหตุนี้เองจึงมีแนวคิดที่ว่าเพื่อให้บุคคลทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพเป็นของตนเอง
ในขณะเดียวกันก็ให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข
มนุษย์จึงตกลงกันว่า ทุกคนจะยอมสละสิทธิและเสรีภาพบางประการของตน
เพื่อไม่ให้ไปกระทบสิทธิเสรีภาพของคนอื่นและให้เกิดความสงบสุขภายในบ้านเมือง
และเกิดความมั่นคงภายในสังคมของตน
โดยยินยอมมอบอำนาจให้ผู้ปกครองซึ่งมาจากผู้แทนของประชาชนกำหนดกติกา
หรือกฎหมายในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติขึ้น เช่น
ห้ามมิให้ประชาชนเข้าไปในสถานที่ราชการที่มีเอกสารลับเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ
อันเป็นสถานที่ ที่หวงแหนไว้ ห้ามมิให้เข้าไปในสถานที่ราชการในเวลากลางคืน
อันเป็นการจำกัดสิทธิในการเดินทางของประชาชน บังคับให้ประชาชนต้องเสียภาษี
อันเป็นการจำกัดสิทธิในทางทรัพย์สินของประชาชน
เพื่อรัฐจะได้นำรายได้มาบริหารประเทศหรือป้องกันประเทศไม่ให้ถูกรุกราน เช่น
ให้เป็นเงินเดือนทหาร ตำรวจ หรือซื้ออาวุธ ให้ทหารป้องกันประเทศ
หรือนำเงินภาษีมาสร้างถนน เพื่อให้ประชาชนใช้สัญจรไปมา
อันเป็นประโยชน์ของสาธารณะ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ
การจำกัดสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนแต่ละคนในเรื่องภาษี
ก็เพื่อนำมาใช้ประโยชน์แก่สาธารณะ
การห้ามแสดงความคิดเห็นอันเป็นการหมิ่นประมาทผู้อื่นเพื่อมิให้เป็นการใช้สิทธิกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น
เป็นต้น
หากมีการฝ่าฝืนผู้ปกครองหรือรัฐซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายในฐานะฝ่ายบริหารหรือฝ่ายปกครองก็จะดำเนินการหรือดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืน
โดยอาจนำตัวมาฟ้องร้องเพื่อให้ผู้ปกครองหรือรัฐในฐานะฝ่าย
ตุลาการพิจารณาลงโทษหรือสั่งการอย่างอื่น
หากกล่าวเช่นนี้ก็น่าจะพอมองเห็นได้อย่างคร่าว ๆ ว่า การจำกัดสิทธิเสรีภาพบางประการของประชาชนเพื่อประโยชน์ของสาธารณะหรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนนั้น
มีประโยชน์อย่างไร
มีความเข้าใจกันผิดและพูดกันโดยเข้าใจผิดเสมอว่า
การดำเนินการของรัฐกับเอกชน ที่แสดงความคิดเห็นหรือใช้สิทธิในการชุมนุม
ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมหรือดำเนินคดีเป็นการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้สิทธิต่าง
ๆ ของบุคคล เช่น สิทธิในร่างกาย ในการแสดงความคิดเห็น
หรือในการชุมนุมย่อมได้รับความคุ้มครอง ความเข้าใจเช่นนี้ถามว่าถูกต้องหรือไม่
สามารถตอบได้เลยว่า ไม่ถูกต้องทั้งหมด
ดังจะได้กล่าวที่มาและเหตุผลต่อจากที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ดังนี้
แนวคิดที่ว่าเพื่อให้บุคคลทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพเป็นของตนเอง
ในขณะเดียวกันก็ให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข
มนุษย์จึงตกลงกันว่า ทุกคนจะยอมสละสิทธิและเสรีภาพบางอย่างของตน
เพื่อไม่ให้ไปกระทบสิทธิเสรีภาพของคนอื่นและให้เกิดความสงบสุขภายในบ้านเมือง
และเกิดความมั่นคงภายในสังคมของตน
โดยยินยอมมอบอำนาจให้ผู้ปกครองซึ่งมาจากผู้แทนของประชาชนกำหนดกติกา
หรือกฎหมายในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติขึ้น เช่น
ห้ามมิให้ประชาชนเข้าไปในสถานที่ราชการที่มีเอกสารลับเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ
อันเป็นสถานที่ที่หวงแหนไว้ ห้ามมิให้เข้าไปในสถานที่ราชการในเวลากลางคืน
เป็นแนวคิดในทางรัฐศาสตร์หรือการปกครองและนิติศาสตร์หรือกฎหมายอันเป็นที่ยอมรับมาแต่อดีต
ซึ่งประเทศไทยในปัจจุบันก็มีแนวคิดในทางรัฐศาสตร์การปกครองบ้านเมืองและในทางนิติศาสตร์หรือกฎหมายเช่นเดียวกับประเทศที่มีอารยธรรมดังกล่าว
ดังจะเห็นได้จากกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ ปี 2540 หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
ปีพ.ศ.2550 รวมทั้งบางฉบับในอดีตล้วนกำหนดให้เป็นหลักทั่วไปว่า
สิทธิและเสรีภาพของเอกชนแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิต่าง ๆ เช่น
สิทธิในทางทรัพย์สิน ร่างกาย การชุมนุม การแสดงความคิดเห็น เป็นต้น
ล้วนได้รับการคุ้มครอง
แต่ในขณะเดียวกันในกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้เอง
ก็บัญญัติให้สิทธิเสรีภาพดังกล่าวบางอย่างอาจถูกจำกัดได้โดยกฎหมาย
ซึ่งเท่ากับว่ากฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพนี้เป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจในการจำกัดสิทธิเสรีภาพบางอย่างเช่นเดียวกัน
ดังนั้นคำกล่าวที่ว่าสิทธิเสรีภาพของบุคคลสามารถทำอะไรก็ได้หากรัฐธรรมนูญรับรอง
แม้จะกระทบสิทธิของคนอื่นหรือทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง
และหากเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้ใช้สิทธิเสรีภาพ
การบังคับใช้กฎหมายของรัฐย่อมเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ
คำกล่าวเช่นนี้ไม่ถูกต้องเสมอไป
โดยเหตุผลจากแนวคิดในทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ที่มีมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ดังกล่าวแล้ว
จะเห็นได้ว่า
การจำกัดสิทธิเสรีภาพที่ออกโดยกฎหมายก็ได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน
เพราะรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้อำนาจไว้ในการออกกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลบางอย่าง
กฎหมายดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
หากกฎหมายนั้นกำหนดไว้เท่าที่จำเป็นและไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ
ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน พ.ศ.2550 มาตรา 29
วรรคแรก
เหตุที่รัฐธรรมนูญให้ออกกฎหมายยกเว้นไว้โดยให้มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลบางประการ
ก็เพื่อรับรองหรือคุ้มครองประโยชน์ของสาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน
เป็นการยืนยันว่าประโยชน์ของสาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวมย่อมมาก่อนหรือสำคัญกว่าสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชนแต่ละคน
เพื่อให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย มีความมั่นคง หรือเพื่อป้องกัน
หรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจ หรือสุขภาพของประชาชน เป็นต้น
ส่วนรายละเอียดของสิทธิและเสรีภาพของบุคคลมีอย่างไรและถูกจำกัดโดยกฎหมายที่ออกตามความในรัฐธรรมนูญ
โดยเฉพาะในปัจจุบันมีไว้อย่างไร ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างไว้ดังต่อไปนี้
2. สิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ
สิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญมีตัวอย่างดังต่อไปนี้
2.1
บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย
การจับและการคุมขังรวมทั้งการค้นตัวบุคคลจะกระทำมิได้ (มาตรา 32 วรรคแรก
วรรคสาม และวรรคสี่ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
2.2
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถานและได้รับความคุ้มครองในการอยู่อาศัยและครอบครองเคหสถานโดยปกติสุข
การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากการยินยอมของผู้เข้าครอบครองหรือการตรวจค้นเคหสถานหรือในที่รโหฐานจะกระทำมิได้
(มาตรา 33 วรรคหนึ่ง
วรรคสาม
แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
2.3
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและเลือกถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร
การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ (มาตรา 34 วรรคแรกและวรรคสอง
แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
2.4
สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง (มาตรา 41
แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
2.5 การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้
(มาตรา 42 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
2.6
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม
การจำกัดเสรีภาพเช่นว่านี้จะกระทำมิได้ (มาตรา 43
แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
2.7 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
การจำกัดเสรีภาพเช่นว่านี้จะกระทำมิได้ (มาตรา 45
แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
2.8
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น (มาตรา 56
แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
2.9
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ
การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ (มาตรา 63
แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
3. การจำกัดสิทธิและเสรีภาพโดยรัฐธรรมนุญเองหรือกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจ
สิทธิและเสรีภาพของบุคคลดังกล่าวมาในข้อ 2
ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
ในแต่ละมาตราดังกล่าวแล้ว หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับก่อน ๆ
บางฉบับก็ให้การรับรองและคุ้มครองเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตามสิทธิและเสรีภาพนี้ก็หาใช่สามารถใช้โดยไม่มีขอบเขตไม่
บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเองหรือกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
ได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้เพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพเช่นว่านี้ในบางอย่าง
ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 32, 33,
34, 41, 42, 43, 45, 56, 63 นั้นเองต่างก็บัญญัติข้อยกเว้นเอาไว้ว่า
ให้จำกัดสิทธิและเสรีภาพบางอย่างได้ดังจะกล่าวในตัวอย่างดังต่อไปนี้
3.1
กรณีบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย
การจับและการคุมขังรวมทั้งการค้นตัวบุคคลจะกระทำมิได้ (มาตรา 32 วรรคแรก
วรรคสาม และวรรคสี่ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
ในเรื่องการจับ
การคุมขังและการค้นตัวบุคคลจะกระทำมิได้นั้น มาตรา 32 วรรคสาม และวรรคสี่
ได้บัญญัติข้อยกเว้นให้กระทำได้ในเรื่องการจับและคุมขังของบุคคล
ถ้าหากมีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายอื่นบัญญัติ
เช่น
กรณีดังต่อไปนี้
ตัวอย่าง
กรณีตาม ป.วิ
อาญา มาตรา 78 (1) และ (2)
ที่ให้อำนาจตำรวจจับผู้กระทำความผิดซึ่งหน้าหรือบุคคลที่มีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่า
น่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายให้แก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น
โดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด
กรณีนี้ตำรวจสามารถจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับของศาล
อันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
ตัวอย่าง
กรณีตาม ป.วิ อาญา มาตรา 93
ที่ให้อำนาจตำรวจค้นบุคคลในที่สาธารณสถานได้เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่า
บุคคลนั้นมีสิ่งของไว้ในครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด
หรือซึ่งได้มาจากการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้ในความผิด เช่น
ค้นตัวบุคคลที่น่าสงสัยว่าพกอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน
หรือครอบครองยาเสพติด หรือครอบครองสิ่งของที่ลักทรัพย์มา
กรณีนี้ตำรวจสามารถค้นตัวบุคคลดังกล่าวได้
อันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
3.2
กรณีบุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถานและได้รับความคุ้มครองในการอยู่อาศัยและครอบครองเคหสถานโดยปกติสุข
การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครองหรือการตรวจค้นในเคหสถานหรือในที่รโหฐานจะกระทำมิได้
(มาตรา 33 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และ วรรคสาม แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ.2550)
ในกรณีนี้มีข้อยกเว้นในมาตรา 33 วรรคสาม
ให้เข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครองหรือตรวจค้นเคหสถานได้
หากมีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายอื่นบัญญัติ
เช่น
กรณีดังต่อไปนี้
ตัวอย่าง
กรณีตาม ป.วิ อาญา มาตรา 92 (1)(2)(3)(4) ที่ให้อำนาจตำรวจค้นที่รโหฐาน เช่น
บ้านพักของบุคคลโดยไม่ต้องมีหมายค้นของศาล
หากปรากฏความผิดซึ่งหน้ากำลังกระทำลงในที่รโหฐาน หรือมีพยานหลักฐานตามสมควรว่า
สิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด
หรืออาจเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทำความผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้น
ประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายหรือทำลายเสียก่อน
อันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
3.3
กรณีบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและเลือกถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร
การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ (มาตรา 34 วรรคแรกและวรรคสอง
แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
ในกรณีนี้มีข้อยกเว้นในมาตรา 34 วรรคสอง
ให้มีการจำกัดเสรีภาพในการเดินทางหรือเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ได้
โดยให้มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติยกเว้นไว้อีกชั้นหนึ่งตามที่มาตรา 34 วรรคสอง
ให้อำนาจไว้เพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือสวัสดิภาพของประชาชน
การผังเมือง หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์
เช่น กรณีดังต่อไปนี้
ตัวอย่าง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62
ที่จำกัดเสรีภาพในการเดินทางของบุคคลไว้ว่า
บุคคลซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรจะต้องเดินทางเข้ามาหรือออกไปตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองเขตท่าสถานีหรือท้องที่และตามกำหนดเวลา
ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีจะได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
อันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
ตัวอย่าง
ในเรื่องการจำกัดเสรีภาพของบุคคลในการเลือกถิ่นที่อยู่
โดยห้ามบุคคลบุกรุกเข้าไปในป่าหรือป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484
มาตรา 54, 72 ตรี และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31
อันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
3.4
กรณีสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง (มาตรา 41
แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
ในกรณีนี้มีข้อยกเว้นในมาตรา 41 วรรคแรก
บัญญัติว่าขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิในเรื่องนี้ให้ทำได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
เช่น กรณีดังต่อไปนี้
ตัวอย่าง
ในเรื่องของการจำกัดสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินของตนเอง
โดยห้ามบุคคลใดใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหาย
หรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปรกติและเหตุอันควรในเมื่อเอาสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินนั้นมาคำนึงประกอบ
เจ้าของอสังหาริมทรัพย์มีสิทธิจะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไป
ทั้งนี้ไม่ลบล้างสิทธิที่จะเรียกเอาค่าทดแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1337
อันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
ตัวอย่าง
การจำกัดสิทธิทางทรัพย์สินของบุคคลโดยอาจเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือบ้าน
หากถูกผู้อื่นครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382
อันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
ตัวอย่าง
การจำกัดสิทธิทางทรัพย์สินของบุคคลโดยให้เจ้าของอาวุธปืนต้องไปขอและได้รับอนุญาตให้มีหรือใช้อาวุธปืน
ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯลฯ พ.ศ.2490
อันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
3.5 กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้
(มาตรา 42 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
ในกรณีนี้มีข้อยกเว้นในมาตรา 42 วรรคแรก
ให้มีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้เวนคืนอสังหาริมทรัพย์
เฉพาะกิจการของรัฐเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การอันจำเป็นในการป้องกันประเทศ
การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
การพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม การปฏิรูปที่ดิน
การอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งทางประวัติศาสตร์ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น
และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายในการเวนคืนนั้น
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
เช่น กรณีดังต่อไปนี้
ตัวอย่าง
เมื่อรัฐมีความจำเป็นที่จะต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อกิจการใดๆ อันจำเป็นเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภคหรือการอันจำเป็นในการป้องกันประเทศหรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติหรือเพื่อการผังเมืองหรือเพื่อการพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรมหรือเพื่อการปฏิรูปที่ดินหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่นถ้ามิได้ตกลงในเรื่องการโอนไว้เป็นอย่างอื่นให้ดำเนินการเวนคืนตามบทแห่งพระราชบัญญัติ
ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ทั้งนี้เป็นไปตาม มาตรา 5
แห่งพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530
อันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
3.6
กรณีบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม
การจำกัดเสรีภาพเช่นว่านี้จะกระทำมิได้ (มาตรา 43
แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
กรณีนี้มีข้อยกเว้นในมาตรา 43 วรรคสอง
ให้จำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพหรือประกอบกิจการได้ โดยมีกฎหมายบัญญัติไว้
เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ
การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค
การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ
การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม
สวัสดิภาพของประชาชน
หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน
เช่น กรณีดังต่อไปนี้
ตัวอย่าง
การจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคลที่ให้คนต่างด้าวทำงานได้บางประเภทและในบางท้องที่ตาม
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 มาตรา 7, 9, 51 อัน
เป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
ตัวอย่าง
การจำกัดเสรีภาพของบุคคลในการประกอบธุรกิจหรือกิจการโรงแรมที่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเสียก่อน
ตาม พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 มาตรา 15, 59
อันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
3.7
กรณีบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์
การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพเช่นว่านี้จะกระทำมิได้
(มาตรา 45 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
กรณีนี้มีข้อยกเว้นในมาตรา 45 วรรคสอง
ให้จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา
และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
หากมีกฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ
เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง
สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น
เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน
เช่น กรณีดังต่อไปนี้
ตัวอย่าง
การจำกัดเสรีภาพของบุคคลในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์
หรือการโฆษณา ในกรณีที่ข้อความนั้นเป็นหมิ่นประมาทตามนัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
326 และไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329
อันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
ตัวอย่าง
การจำกัดเสรีภาพของบุคคลในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์
หรือการโฆษณา ในกรณีที่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานเป็นกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
113 หากมีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญจะใช้กำลังประทุษร้าย
เพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ หรือล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ
หรืออำนาจบริหาร (รัฐบาล) อันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
ตัวอย่าง
การจำกัดเสรีภาพของบุคคลในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์
หรือการโฆษณา ในกรณีที่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 หรือกรณีอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 85, 115,
116, 117 เป็นต้น อันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
3.8
กรณีบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น (มาตรา 56
แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
กรณีนี้มีข้อยกเว้นในมาตรา 56 ด้วยว่า
สิทธิเช่นว่านี้อาจถูกจำกัดหากการเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐความปลอดภัยของประชาชน
หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
เช่น กรณีดังต่อไปนี้
ตัวอย่าง
การจำกัดเสรีภาพของบุคคลในการที่จะรับทราบข้อมูลในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ
หากข้อมูลนั้นต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 14,
15, 24 เช่น
ข้อมูลข่าวสารของราชการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จะเปิดเผยมิได้
หรือ
ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้
โดยคำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน
(1)
การเปิดเผยจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ หรือการคลังของประเทศ
(2)
การเปิดเผยจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ หรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้
ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการฟ้องคดี การป้องกัน การปราบปราม
การทดสอบ การตรวจสอบ หรือการรู้แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสาร หรือไม่ก็ตาม
(3)
ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใด
แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง
หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายในดังกล่าว
(4)
การเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใด
(5)
รายงานการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร
(6)
ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผยหรือข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ให้มาโดยไม่ประสงค์ให้ทางราชการนำไปเปิดเผยต่อผู้อื่น
3.9
กรณีบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ
การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ (มาตรา 63
แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
เสรีภาพในการชุมนุมดังกล่าวอาจถูกจำกัดโดยกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ
และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ
หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม
หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
3.10
กรณีบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์
กลุ่มเกษตรกร องค์การเอกชน องค์การพัฒนาเอกชน หรือหมู่คณะอื่น
การจำกัดเสรีภาพดังกล่าว จะกระทำมิได้
เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน
เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
หรือเพื่อป้องกันมิให้มีการผูกขาดตัดตอนในทางเศรษฐกิจ
เช่น กรณีดังต่อไปนี้
ตัวอย่าง
การจำกัดเสรีภาพของบุคคลในการรวมกันเป็นหมู่คณะดังกล่าว
ในกรณีที่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานเป็นกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113
หากมีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญจะใช้กำลังประทุษร้าย
เพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ หรือล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ
หรืออำนาจบริหาร (รัฐบาล) อันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
ตัวอย่าง
การจำกัดเสรีภาพของบุคคลในการรวมกันเป็นหมู่คณะดังกล่าว
ในกรณีที่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานมั่วสุม โดยมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
มีการใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215
อันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
จากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
รวมทั้งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่า สิทธิและเสรีภาพของบุคคลในด้านต่าง
ๆ ย่อมได้รับการรับรองและคุ้มครอง แต่สิทธิเสรีภาพบางอย่างเช่นว่านี้ก็อาจถูกจำกัดขอบเขตโดยรัฐธรรมนูญเอง
หรือกฎหมายที่ออกโดยอาศัยอำนาจของรัฐธรรมนูญ
ที่เป็นการยืนยันว่าประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน เช่น
ประโยชน์เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศหรือประโยชน์เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ย่อมสำคัญกว่าและมาก่อนสิทธิเสรีภาพส่วนตัวของแต่ละบุคคล
ได้มีผู้ทรงคุณวุฒิทางรัฐศาสตร์กล่าวว่า
กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมมีฐานะสูงกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ
คำกล่าวเช่นว่านี้มีความถูกต้องเฉพาะโดยผลเท่านั้น
เพราะมีนัยว่าประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน เช่น
ประโยชน์เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศหรือประโยชน์เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ย่อมสำคัญกว่าและมาก่อนสิทธิเสรีภาพส่วนตัวของแต่ละบุคคล
แต่โดยเหตุผลที่ถูกต้องนั้น
กฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือกฎหมายอื่นที่รับรองหรือคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ
หรือประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน ย่อมมีลำดับศักดิ์ต่ำกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ
แต่กฎหมายเหล่านี้จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลได้
ก็โดยได้รับอำนาจจากกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่ออกตามความในรัฐธรรมนูญนั่นเอง
การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลและกฎหมายเหล่านี้ย่อมไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
เนื่องจากรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ทำได้นั่นเอง
นั่นก็เท่ากับว่านอกจากรัฐธรรมนูญจะรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลแต่ละคน
(ปัจเจกชน) แล้ว ยังรับรองและคุ้มครองประโยชน์ของสาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวมด้วย
โดยให้ประโยชน์ของสาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนย่อมมาก่อนหรือสำคัญกว่าสิทธิและเสรีภาพของบุคคลแต่ละคน
(ปัจเจกชน)
ข้อสรุป
อาจกล่าวสรุปได้ว่า ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนั้น
ได้ให้การรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล (ปัจเจกชน)
รัฐจะต้องยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ จะล่วงละเมิดมิได้
เว้นเสียแต่ว่าเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจให้มีการจำกัดสิทธิและเสรีภาพบางประการได้
โดยให้ความสำคัญแก่ประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนว่าต้องมาก่อนสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
(ปัจเจกชน) เช่น ถึงแม้บุคคลจะมีเสรีภาพในเคหสถาน (บ้านพัก)
แต่เคหสถานดังกล่าวอาจถูกตรวจค้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นของศาล
หากปรากฏความผิดซึ่งหน้ากำลังกระทำลงในบ้านพักดังกล่าว
หรือมีพยานหลักฐานตามสมควรว่า บ้านพักดังกล่าวมีสิ่งของผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด
หรือปืนเถื่อน
ประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายหรือทำลายเสียก่อน
หรือถึงแม้บุคคลจะมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร
แต่หากถิ่นที่อยู่ดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติต้องห้ามแล้ว
ผู้ที่เข้าไปยึดถือครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมมีความผิดตามกฎหมาย
หรือกรณีถึงแม้ว่าสิทธิของบุคคลในทางทรัพย์สินจะได้รับความคุ้มครอง
แต่หากถูกผู้อื่นเข้าครอบครองปรปักษ์ ตามป.พ.พ. มาตรา 1382
บุคคลที่เป็นเจ้าของก็อาจเสียกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้อื่นได้
หรือถึงแม้จะเป็นเจ้าของทรัพย์สิน
ก็อาจถูกรัฐเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ตนเป็นเจ้าของได้
หรือแม้กระทั่งแม้บุคคลจะมีสิทธิเสรีภาพในการประกอบกิจการหรืออาชีพ
แต่หากบุคคลนั้นเป็นคนต่างด้าว
การประกอบอาชีพบางอย่างก็ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานหรือผู้ที่จะประกอบกิจการโรงแรมได้
ก็ต่อเมื่อต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามขั้นตอนของกฎหมายเสียก่อน
หรือการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดยคำพูดหรือการชุมนุมทางการเมือง
จะต้องไม่เป็นการหมิ่นประมาทผู้อื่นที่ไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายหรือจะต้องไม่เข้าข่ายความผิดฐานเป็นกบฏ
และต้องไม่ทำลายทรัพย์สินผู้อื่นหรือทรัพย์สินของทางราชการ
การจำกัดสิทธิและเสรีภาพเช่นว่านี้ก็เพื่อรับรองและคุ้มครองประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก
ประโยชน์ของส่วนรวมดังกล่าวจะเห็นได้จากตัวอย่างดังต่อไปนี้
ตัวอย่าง
ถึงแม้บุคคลจะมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร
แต่หากถิ่นที่อยู่ดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติต้องห้ามแล้ว
ผู้ที่เข้าไปยึดถือครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมมีความผิดตามกฎหมาย
เหตุผลของกฎหมายที่ให้มีความผิดอันเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพก็เพราะจำเป็นที่จะต้องสงวนรักษาป่าอันเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญไว้
ไม่ให้หมดไป อันก่อให้เกิดผลเสียหายตามมา เช่น ผลเสียหายในเรื่องอุทกภัย
การสูญสิ้นไปซึ่งสัตว์ป่า เป็นต้น
ตัวอย่าง
กรณีถึงแม้ว่าสิทธิของบุคคลในทางทรัพย์สินจะได้รับความคุ้มครอง
แต่หากถูกผู้อื่นเข้าครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382
บุคคลที่เป็นเจ้าของก็อาจเสียกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้อื่นได้
ทั้งนี้การจำกัดสิทธิและเสรีภาพในทรัพย์สินดังกล่าวก็เพื่อป้องกันมิให้ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน
เช่น ที่ดิน ปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า จะทำให้เกิดการไม่พัฒนาประเทศ
เพราะไม่มีใครเข้าไปบุกเบิกหักล้างถางพง เพื่อทำการอยู่อาศัยหรือทำการเกษตร
เป็นต้น
ตัวอย่าง
ถึงแม้จะเป็นเจ้าของทรัพย์สิน
ก็อาจถูกรัฐเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ตนเป็นเจ้าของได้
การจำกัดสิทธิและเสรีภาพในทรัพย์สินเช่นนี้ก็เพื่อนำที่ดินที่เวนคืนไปใช้ประโยชน์ของส่วนรวมหรือประโยชน์ของสาธารณะโดยการนำไปสร้างถนนให้ประชาชนใช้สัญจรไปมา
ตัวอย่าง
แม้บุคคลจะมีสิทธิเสรีภาพในการประกอบกิจการหรืออาชีพ
ผู้ที่จะประกอบกิจการโรงแรมได้
ก็ต่อเมื่อต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามขั้นตอนของกฎหมายเสียก่อน ทั้งนี้
ก็เพื่อป้องกันผลเสียที่จะเกิดแก่ส่วนรวมหรือประชาชนตามมา เพราะก่อนที่จะอนุญาต
เจ้าพนักงานจะต้องมีการตรวจสอบโรงแรมในเรื่องต่าง ๆ เช่น
ความมั่นคงของอาคารมิให้พังลงมาเป็นอันตรายแก่ ผู้ที่มาพัก
การที่จะไม่ให้มีที่จอดรถอยู่ติดกับห้องพักก็เพื่อป้องกันการฉุดคร่าหญิงเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราในห้องพัก
หรือการที่จะต้องตรวจของความถูกสุขอนามัยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของแขกผู้มาพักและผู้อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับโรงแรม
ดังนั้น สิทธิและเสรีภาพของบุคคล (ปัจเจกชน) นั้น
มีความสำคัญที่รัฐจะต้องให้การรับรองและคุ้มครอง
แต่หากให้บุคคลใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเองอย่างไม่มีขอบเขตหรือตามอำเภอใจแล้ว
สิทธิและเสรีภาพที่ใช้ของบุคคลนั้นก็อาจไปกระทบกระทั่งถึงสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นหรือก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยของประชาชน
หรือกระทบความมั่นคงของประเทศอันเป็นประโยชน์ของส่วนรวมแล้ว
ประเทศชาตินั้นก็จะอยู่ไม่ได้และสูญสิ้นไปในที่สุด
ด้วยเหตุนี้เองกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือฉบับก่อนบางฉบับ
หรือกฎหมายอื่นที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ของประเทศไทยหรือของบางประเทศ
จึงรับรองและคุ้มครองประโยชน์ของสาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนให้มีความสำคัญและมาก่อนสิทธิและเสรีภาพของบุคคลแต่ละคนเป็นคน
ๆ ไป และการจำกัดสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ
เพราะการจำกัดสิทธิและเสรีภาพบางประการดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญเอง
หรือเป็นไปตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้นั่นเอง
---------------------------------------------------------------------
-
วิรุฬห์
ฉันท์ธนนันท์ (อัยการจังหวัดตราด) ผู้แต่งและเรียบเรียง
-
กิตติ เรืองรัตนตรัย อัยการจังหวัด
สคช.) ผู้ร่วมจัดทำ
-
บัญญัติ
เลิศมณีรัตน์ (รองอัยการจังหวัด สคช.) ผู้ร่วมจัดทำ
-
ทิพวรรณ (นิติกร 7) ปุรินทราภิบาล ผู้ร่วมจัดทำ
-
เกรียงไกร แก้ววันทา (นิติกร 6 ว) ผู้ร่วมจัดทำ
-
ฟาริดา ไกลญาติ (เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล) ผู้ร่วมจัดทำ
|